วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569

ฝันที่เคยใหญ่…ทำไมวันนี้เหลือแค่ “เก็บผ้าห่มเก็บที่นอน”

ฉันได้ยินประโยคนี้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ เวลาคนรุ่นใหม่พูดถึง “โครงสร้าง” “อำนาจ” “ความอยุติธรรม” หรือสิทธิของประชาชน

“เริ่มจากตัวเองก่อน”

เออ…มันไม่ผิดหรอก มันเป็นคำแนะนำที่ดูดี เป็นมารยาทของผู้ใหญ่ที่อยากให้เด็กมีวินัย รับผิดชอบชีวิตตัวเอง

แต่ปัญหาของประโยคนี้คือ…มันมักถูกใช้เป็น “ประโยคปิดเกม”

คือไม่ได้หมายถึง “เริ่มจากตัวเองก่อน แล้วค่อยมาช่วยกัน”
แต่มักแปลว่า

เด็กอย่าเพิ่งยุ่งเรื่องใหญ่
อย่าไปแตะคนมีอำนาจ
ทำตัวให้เรียบร้อยไว้ก่อน

แล้วประเทศจะดีเอง…ประมาณนั้น

ซึ่งฉันก็อยากถามกลับเบา ๆ ว่า

ประเทศมันดีเองด้วยวิธีนี้จริงเหรอ

เฉลียงเคยชวนให้ฝันแบบไม่อายฟ้าอายดิน

ราวปี 2530 วงเฉลียงมีเพลงชื่อ “เร่ขายฝัน”

แค่ประโยคเปิดก็เหมือนชวนคนทั้งสังคมมานั่งล้อมวงกันตรงหน้า

“ใครอยากมีฝัน ล้อมวงตรงเข้ามา”

แล้วมันยังมีประโยคที่เหมือนยื่นฝันใส่มือเราแล้วกำชับว่าอย่าโยนทิ้ง

“ฝันไม่เสร็จอย่าทิ้ง ไว้ตามริมทาง”

เพลงนี้ร้องโดย เจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม และมี แต๋ง ภูษิต ไล้ทอง เป่าแซกโซโฟน

ฉันชอบตรงที่เพลงมันไม่ได้ชวนฝันแบบโลกสวยเฉย ๆ นะ
มันชวนฝันแบบ “ทำให้เห็นจริง”

ฝันไม่ใช่ของเล่น และไม่ควรถูกทิ้งไว้ข้างทาง

ดี้เคยบอกเองว่าโลกจะดีขึ้นได้…เพราะเราช่วยกัน

ปี 2534 ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค แต่งเพลง “โลกสวยด้วยมือเรา” เพื่อสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม

ใจความมันตรงจนแทบไม่ต้องตีความ

“พวกเรามาช่วยกัน”
“ด้วยมือของเรา”

ประโยคแบบนี้มันไม่ได้แปลว่า “ต่างคนต่างทำของใครของมัน”
มันแปลว่า งานใหญ่ ๆ ต้องใช้แรงของคนจำนวนมาก

ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ช่วยกันรับผิดชอบ

แล้วทำไมปี 2569 มันถึงไปจบที่ “เก็บผ้าห่มเก็บที่นอน”

ต้นเดือนมกราคม 2569 มีเพลงชื่อ “พ่อแม่สอนมาดี” ที่เกี่ยวข้องกับทีมเดิมแบบชัด ๆ

คนแต่งเพลงคือ ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค
คนร้องคือ เจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม
และมี แต๋ง ภูษิต ไล้ทอง ร่วมงานในส่วนแซกโซโฟน

ท่อนที่คนพูดถึงกันมาก เพราะมันพา “หน้าที่ของคนรุ่นใหม่” ไปจบที่เรื่องเล็กที่สุดในบ้าน คือ

“พ่อแม่ฉันสอนมาดี”
“เก็บผ้าห่มเก็บที่นอน”
“จำหน้าที่ตัวเอง”

ฉันไม่ได้มีปัญหากับการสอนให้มีวินัยนะ
วินัยมันดี และควรเป็นพื้นฐาน

แต่สิ่งที่ฉันสะดุดคือ…น้ำหนักของเพลงมันเหมือนกำลังบอกว่า

ทำแค่นี้ก็พอ
อย่าคิดเรื่องใหญ่
อย่าเพิ่งยุ่งกับโครงสร้าง
อย่าเพิ่งแตะความอยุติธรรม

แล้วพอรวมกับบรรยากาศการเมืองในช่วงนี้ มันยิ่งเหมือน “ประโยคสั้น ๆ ที่เอาไว้ทำให้คนเงียบ”

ตรงนี้แหละที่มันเจ็บ: คนชวนฝันในวันนั้น กลายเป็นคนที่ทำให้ฝันมันเล็กลงในวันนี้

ลองวางสามเพลงนี้เรียงกันในหัว

  • เฉลียงเคยชวนว่า “อยากมีฝันก็เข้ามา” และกำชับว่า “ฝันไม่เสร็จอย่าทิ้ง”

  • ดี้เคยบอกว่าโลกจะดีขึ้นได้เพราะ “พวกเรามาช่วยกัน” “ด้วยมือของเรา”

  • แต่วันนี้ เพลงใหม่กลับพาเรื่องมันไปจบที่การ “พับผ้าห่ม” และ “จำหน้าที่ตัวเอง”

มันเลยทำให้ฉันอยากถามแบบตรง ๆ ว่า

ฝันมันหดเล็กลงได้ขนาดนี้จริงเหรอ
หรือมันไม่ได้หด…แต่มันถูก “จัดที่” ให้เล็กลง เพื่อไม่ให้ไปชนกับอำนาจ

ความดีส่วนบุคคลสำคัญ…แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

ต่อให้คนไทยทั้งประเทศ “เป็นคนดี” ในระดับชีวิตประจำวัน
ประเทศก็ไม่ได้ดีขึ้นเองเสมอไป

เพราะปัญหาหนัก ๆ หลายเรื่องไม่ได้แพ้เพราะคนไม่ขยัน
แต่มันแพ้เพราะกติกาและอำนาจที่ทำให้

คนบางกลุ่มอยู่เหนือผลของการกระทำได้
ความยุติธรรมเลือกข้างได้
คนที่พยายามทำหน้าที่ตรงไปตรงมาเสี่ยงกว่า

และเมื่อระบบมันทำงานแบบนี้
“ความดีส่วนบุคคลอย่างเดียว” มันมักถูกทำให้กลายเป็นภาระของคนดี
ไม่ใช่หลักการของระบบ

ถ้าจะสอนเด็กจริง ๆ…สอนให้ครบสองชั้นเถอะ

ชั้นแรก: ดูแลตัวเองให้ได้ มีวินัย รับผิดชอบชีวิต

ชั้นสอง: ไม่ยอมให้ความอยุติธรรมกลายเป็นเรื่องปกติ และร่วมมือกันทำให้กติกามันเป็นธรรมขึ้น

ประเทศที่น่าอยู่ไม่ได้เกิดจากคนจำนวนมากพับผ้าห่มตึงพร้อมกัน
แต่มาจากคนจำนวนมากพอที่ยัง “ไม่ชิน” กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
และยังดื้อพอที่จะฝัน…แบบทำให้เห็นจริง

ปิดท้าย

ฉันไม่ได้อยากให้คนรุ่นใหม่เลิกเริ่มจากตัวเอง
ฉันแค่อยากให้ผู้ใหญ่เลิกใช้ “เริ่มจากตัวเอง” เป็นประโยคปิดปาก

และฉันก็อยากถามคนที่ครั้งหนึ่งเคยชวนคนทั้งประเทศฝันว่า

วันนี้…พวกคุณภูมิใจกับการทำให้ฝันของคนรุ่นหลัง “เล็กลง” จริง ๆ เหรอ

ผลงาน สส. สมุทรปราการ เขต 3

รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: การประเมินสัมฤทธิผลทางการเมืองและบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของ นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรป...