วันจันทร์, พฤศจิกายน 07, 2559

ระบบชาร์จเร็วของ Huawei P9 Plus...

สวัสดีครับ....
ไม่ได้เขียนนานเลยครับ...

ตอนนี้ผมเปลี่ยนมือถือมาใช้ Huawei P9 Plus แล้วครับ
จริงๆ ไม่ได้อยากเปลี่ยนมือถือหรอกครับ อยากใช้ให้พังคามือ
เหมือนมือถือตัวก่อน ขอท้าวความไปถึง Galaxy Note 2 ซึ่งเป็นมือถือที่ผมชอบมากครับ ประทับใจในการใช้งาน ปัญหาน้อย แบตอึดมาก ถ่ายรูปสวย...
แต่ก็อยู่ด้วยกันไม่นาน ปีนิดๆ หมดประกันพอดี ก็เกิดอาการรีเซ็ตตัวเองบ่อยๆ จนในที่สุดก็ค้างจอขาวซ่าๆ ไปเลย จนต้องเอาไปส่งศูนย์
สุดท้ายศูนย์แจ้งมาว่า "บอร์ดพัง" ต้องเปลี่ยนบอร์ด ตอนนั้นราคาแจ้งมาที่ 6,300 บาท ถ้าจำไม่ผิด
ครับ ตัดสินใจง่ายมาก คือซื้อใหม่...

ต่่อมาก็ซื้อ Galaxy Note 3 มาใช้อีก ก็ชอบอีก
แต่ก็นะ มันเป็นรุ่นที่เพิ่งมารู้ทีหลังว่าเหมือนทำไม่เสร็จ กินแบตมาก firmware มีปัญหาอะไรสักอย่าง ทำให้แบตลดอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าทนได้ มันก็ทำงานได้ดี
จนมาปีทีสองของการใช้งาน อาการเก่าที่เคยหลอกหลอนมันก็กลับมาก
ใช่ครับ มันเริ่มรีเซ็ตตัวเองบ่อยครั้ง และถี่ขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยประสบการณ์ ผมไม่รอมันพังคามือแล้ว
ซื้อใหม่สิครับ...

ด้วยทุนรอนที่ลดลง ทำให้มองมือถือที่ใช้งานได้ในระดับ flag ship แต่ราคาย่อมเยาว์ลง
และที่เน้นมากคือกล้องต้องดี...

สุดท้ายก็เลยมาลงที่ Huawei P9 Plus เพราะอะไรไม่รู้ แต่รวมๆ ค่อนข้างครบ
ในราคาที่ได้มาจาก Lazada ใส่ code ลดราคา 8% เหลือ 18,xxx
แถมยังใช้แต้มบัตรเครดิต คืนเงินได้อีกสามร้อยกว่าบาท นับว่าคุ้มค่า...

ตอนนี้ก็ใช้มาได้สองสามเดือนละ...
จากการที่เครื่องนี้มันใช้ port แบบ USB-C นั่นก็เป็นปัญหาค่อนข้างใหญ่ เพราะไม่เคยมีเครื่องอะไรในบ้านที่ใช้ port แบบนี้เลย ทำให้ต้องหาซื้อสาย usb-c มาใช้

และด้วยคุณสมบัติการที่มันรองรับการชาร์จเร็ว เราก็นึกว่ามันจะเหมือนๆ กันกับของชาวบ้านที่รองรับระบบชาร์จเร็ว Qualcom QuickCharge 2.0 หรือ 3.0 อะไรก็ว่าไป แต่เปล่า...
มือถือจีนเขาอินดี้พอที่จะสร้างระบบชาร์จเร็วของตัวเอง เรียกว่า Fast Charge อะไรสักอย่าง
ซึ่งถึงมันจะใช้กระแส 9V 2A คล้ายๆ กับ QuickCharge 
แต่มันดันใช้ด้วยกันไม่ได้ หลังจากหลงซื้อปลั๊กชาร์จแบบ QuickCharge มาใช้ แล้วมันไม่รู้จัก

ไปหาข้อมูลถึงรู้ว่า สุดท้ายต้องไปซื้อหัวปลั๊กชาร์จของตัว Huawei เอง ที่โชคดีหน่อยตรงที่ราคาไม่ได้แพงนัก หาได้ที่สามร้อยกว่าบาทจาก ebay

เสียบแล้วมันจะแจ้งว่ากำลังชาร์จเร็ว... สัญลักษณ์รูปสายฟ้าก็มีอันเล็กๆ อยู่ข้างๆ เป็นสองอันให้รู้ว่า เฮ้ย นี่ชาร์จเร็วด้วยไฟ 9V อยู่นะ อะไรงี้

ก็ขอมาเล่าให้ฟังแค่นี้แหละครับ จะได้ไม่ต้องหลงซื้อปลั๊กมาผิดให้เปลืองเงินแบบผม...

วันอาทิตย์, มิถุนายน 14, 2558

สิ่งที่ได้รู้เมื่อไปเบลเยียม...

เมื่อวันที่ 30/5/2558 - 4/5/2558 ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปประเทศเบลเยียม ด้วยความอนุเคราะห์ของบริษัทที่ทำงาน ที่ส่งไปช่วยงานเจ้านายช่วยพาลูกค้าไปดูงานที่นั่น
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้รู้ และอยากเอามาบันทึกเอาไว้ อาทิเช่น...
- เมืองที่ไปคือเมือง Roeselare คนใช้ภาษา Dutch กันเป็นหลัก แต่ก็พูดภาษาอังกฤษกันได้แทบทุกคน สื่อสารได้สบายมาก...
- คนที่นี่ไม่ค่อยมีปัญหากับคนต่างเชื้อชาติ ไม่มีใครทำท่ารังเกียจ ที่เจอแทบทั้งหมดนิสัยดี บ้านเมืองดูปลอดภัย...
- ตอนไปอากาศ 18 องศา และค่อยๆ ลดลงทุกวัน จนวันจะกลับเหลือ 10 องศา ลมแรงสะใจ สลับฝนตกแบบปรอยๆ เป็นระยะ หนาวสะใจมากๆ...
- ไปซื้อซิมที่ร้าน Base ไว้เล่นเน็ต 20 euro ได้ 2 GB คุ้มสุดละ แต่สัญญาณบางจุดไม่ค่อยดี ถ้าสัญญาณดีสุดน่าจะ proximus แต่แพงมาก 10 euro ได้แค่ 500 MB
- ในโรงแรมสามดาวจะมี wifi ให้เล่นเน็ตฟรีเป็นปกติ ความเร็วก็ราว 20-30 MB/s ถือว่าดีเลย
- ค่าโรงแรมในเมืองบ้านนอกอย่าง Roeseleare ราวๆ คืนละ 75 euro แต่ในเมืองหลวงอย่าง brussel แบบใจกลางเมือง คืนละ 200 euro...
- ฝรั่งก็หนาวเป็น นี่เป็นคำถามที่ค้างคาใจมานานมากว่า ฝรั่งที่อยู่ในประเทศเมืองหนาว เขารู้สึกหนาวกันบ้างหรือเปล่า หรือเขาจะมีภูมิต้านทานความหนาวสูงกว่าคนประเทศเขตร้อนแบบเราๆ  พอไปถึง ก็ได้เห็นว่า ฝรั่งก็ใส่เสื้อกันหนาวเหมือนเรานี่แหละ ใส่กันทุกคน ใส่หนาด้วย ก็อนุมานได้ว่า เขาก็น่าจะรู้สึกหนาวเหมือนเรานี่แหละ
- ถนนหนทางไม่ได้มีทางเท้ายกเป็นสัน รถวิ่งขึ้นมาจอดได้ แต่ไม่มีคนวางขายของเกะกะ และรถที่จอดก็ต้องหยอดเหรียญจ่ายค่าจอดด้วย
- ตามพื้นยังพอมีก้นบุหรี่หรือเศษขยะเล็กๆ บ้าง แต่ก็มีรถดูดขยะออกมาปั่นกวาดทุกเช้า
- มีรถเก็บขยะ และดูดท่อระบายน้ำให้สะอาด สัปดาห์ละครั้้งตอนเช้าๆ วันพุธเย็นๆ นี่เขาเอาถุงขยะออกมากองเต็มทางเท้าเลย รอรถมาเก็บ
- ช่วงที่ไปเป็นต้นเดือนมิถุนา หรือเดือน 6 เขาบอกปกติจะเริ่มเข้าหน้าร้อน เช้าก็สว่างราวหกโมงปกติ แต่มืดช้ามาก สองทุ่มนี่พระอาทิตย์ยังแยงตาอยู่ที่มุมยอดตึก 40 องศาอยู่เลย กว่าจะมืดสลัว ก็ราวสี่ทุ่มกว่าไปแล้ว มีเวลาเดินเล่นเยอะมาก...
- แต่ปัญหาคือร้านค้าที่นี่แทบทุกร้าน เปิด 9:30 และปิด 18:30 จะเอาเวลาไหนไปซื้อของทัน โหดมาก...
- ร้านอาหารนี่ น่าจะมีคนทำงานสองสามคนเท่านั้น คนทำอาหารคน คนเสริฟอีกคน คนเสริฟนี่โหดมาก ต้องทำทุกอย่าง ทั้งรับออเดอร์ จัดโต๊ะ เสริฟอาหาร เก็บจาน เก็บเงิน ทอนเงิน ครบเลย ใช้คุ้มสุดๆ...
- เบียร์ หรือน้ำอัดลม หรือน้ำเปล่า ขายราคาเท่ากันหมด ประมาณ 2-3 ยูโร แล้วแต่ร้าน แล้วใครจะกินน้ำเปล่าละครับ...
- สมเป็นเมืองเบียร์คือมีเบียร์ให้เลือกเยอะมาก ทั้งท้องถิ่นและจากที่อื่นหลายยี่ห้อ หลายแบบทั้งใส ขุ่น และเบียร์ผลไม้สีเข้ม กินให้หมดตัวก็ไม่ครบ...
- อาหารที่มาแล้วต้องกินคือหอยแมลงภู่อบซอสในหม้อ จำชื่อไม่ได้ละ อะไร muscel นี่แหละ มีซอสให้เลือกหลายอย่าง บ้างแนะนำซอสไวน์ขาว แต่ผมว่าซอสกระเทียมอร่อยกว่า ให้มาทีหอยเต็มหม้อ แกะกินไป กว่าจะหมด อิ่มพอดี...
- อาหารเคียงที่มีแทบทุกมื้อคือ frite หรือมันฝรั่งทอด ราคารวมในอาหารจานหลัก ที่นี่จะทอดชิ้นใหญ่ๆ หนาๆ จิ้มมายองเนส หรือซอสมะเขือเทศแล้วแต่เรา ให้มาทีจานใหญ่ๆ กินกันจุกก็ไม่หมด...
- อาหารเฉลี่ยจานละ 20 euro ถูกแพงกว่านี้ไม่มาก ถ้ากินอาหารจีนหรือไทยจะถูกกว่าอาหารอิตาลี...
- ภาษี VAT โหดร้ายมาก เจอ 21% เวลากินอาหารหรือซื้อของ พวกไปอีกเพียบเลย
- แถมหลายร้านก็บวก service charge เพิ่มไปอีก...
- และบางร้าน พนักงานเสริฟ ยังขอทิปอีก... ก็ให้นะ เห็นว่าทำงานดี...
- กินมาหลายมื้อ ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าอาหารประจำที่ชาวเบลเยียมกินกันคืออะไร เพราะเจอแต่อาหารอิตาลี อาหารจีน และอาหารไทย... -_-"
- ขนมปังพวกครัวซองต์อร่อยมาก หอมสุดๆ
- ถ้าไม่สนใจบรรยากาศ ไปซื้อของกินหรือเบียร์ที่ซุปเปอร์มาเก็ต ถูกกว่าพอสมควร...
- ของที่นั่นถูกมาก ใช่ครับ ของที่นั่นถูกจริงๆ เทียบเป็นเงินไทยแล้วก็ยังถูก ไม่ว่าจะของกินของใช้ เสื้อผ้าอาหาร เทียบกันแล้ว จ่ายราคาเท่าเรา บางอย่างถูกกว่าด้วยซ้ำ อย่างขนมปังครัวซองต์อย่างอร่อย ซื้อจากเบเกอรี่ชิ้นละ 1 euro หรือ waffle ที่เป็นของดัง ก็ชิ้นละ 2 euro ยกเว้นที่มีโปะหน้า ก็ขึ้นเป็นสามสี่ยูโรไปแล้วแต่หน้า ไปได้ฮู้ดทับกันหนาวมาตัวละ 25.99 euro ตกพันเดียว ในไทยนี่น้อยๆ ต้องมีพันกลางๆ เสื้อกันหนาวแบบกันละอองฝนก็ราคาพอกัน เสื้อกันหนาวแบบหนังดีๆ สวยๆ ตัวละไม่เกิน 6,000 บาท รองเท้ากระเป๋า ถูกไปหมด กระเป๋า kipling ในไทย คิดแล้วบวกราคาเท่านึงของที่นั่นเลย
- ในห้างมีขายของฝากเวลาไปบ้านเพื่อนยอดฮิต 3 อย่างอยู่หน้าร้านคือ ช็อกโกแลต เหล้า และดอกไม้...
- ดอกกุหลาบขายดอกละ 20 บาท ไม่แพงเลย...
- รถเข็นชอปปิ้งที่นี่เจ๋งดี เป็นตะกร้าพลาสติกใหญ่ๆ ที่มีล้อ สามารถหิ้วได้ หรือจะดึงหูหิ้วด้านยาวออกมาลากเป็นรถเข็นก็ได้ สะดวกดี ไม่กินที่ด้วย...
- คนที่นี่ซื้อของไม่ค่อยเอาถุงพลาสติก แต่จะเอากระเป๋ามาใส่กันเอง บ้างก็เอากระเป๋าหิ้วใหญ่ๆ บ้างก็เอากระเป๋าแบบรถเข็นวางไว้หน้าร้าน ซื้อเสร็จก็ถ่ายของจากตระกร้าไปใส่กระเป๋าตัวเองแล้วเข็นกลับบ้าน...
- ในย่านท่องเที่ยว คนขายในร้านช็อกโกแลตมีแต่สาวจีนยืนขาย คาดว่าเพราะมีคนจีนมาเยอะมาก...
- รถไฟระหว่างเมือง นั่งวันเสาร์อาทิตย์ มีตั๋วแบบ weekend ราคาไปกลับไปเมือง Brugge แค่ 6 euro ถูกดี...
- แท็กซี่แบบเอกชนเหมาคันรถตู้ คิดแบบ fix rate ที่ 65 euro ไปหลายคนคุ้มกว่า...

เท่าที่นึกออกก็ประมาณนี้ ถ้านึกอะไรออกค่อยมาเพิ่มละกัน...

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 21, 2558


ชินแล้วครับ มันเป็นชีวิตของผมไปแล้ว
อย่าไปเครียด ผมอยู่ตัวแล้ว มันติดก็ธรรมดา ข้างหน้ามันก็โล่ง
วันไหนไม่ได้ขับสิ อยู่ไม่ได้เลย ต้องลุกขึ้นมานั่งหลังพวงมาลัย
ไปไหนก็ไป เปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ ได้ประสบการณ์
วันนี้วิ่งแถวนี้ อาจมีคนเรียกไปนนท์ต่อก็ได้ ผมก็ไปหมด
พวกที่บ่น พวกที่ไม่ไป เขาแค่คิดคำนวนไม่เป็น
ผมสบายๆ เริ่มจากเงินตัวเองร้อยเดียว ขับๆ ไป มันก็เพิ่มสองร้อยสามร้อย
ทุกวันนี้ล้อหมุนผมก็ได้เงิน ไม่กิน ไม่เล่น ไม่เที่ยว ยังไงมันก็เหลือ
เติมแก๊ส ล้างรถเสร็จ ไม่มีคนไป ผมก็วิ่งรถต่ออีกกะ
ผมขับควง 2 กะสบายๆ ชินแล้ว รู้จังหวะตัวเอง
เข้าปั๊มล้างหน้า ไม่ไหวก็จอดปรับเบาะเอนหลังสักชั่วโมง เดี๋ยวก็สดชื่นออกไปขับได้ต่อ

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 02, 2558

ชีวิตในชายผ้าเหลืองของข้าพเจ้า - 4 - ลาสิกขามาแล้วครับ...

ลาสิกขาออกมาแล้วครับ...

ไม่ต้องตกใจว่าเรื่องจะตัดจบสั้นจุ๊ดจู๋เหลือแค่นี้นะครับ
แต่พอดีว่า ลาสิกขา หรือสึกออกจากการเป็นพระมาแล้ว ก็เลยจะขอเขียนถึงความรู้สึกเสียก่อน

ได้บวชระยะสั้นๆ 15 วัน ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรกครับ
มีเรื่องที่ได้เรียนรู้มากพอสมควรสำหรับเวลาอันน้อยนิดขนาดนี้

หลังจากสึกกลับมาบ้านแค่วันสองวัน รู้สึกได้ทันทีเลยครับ
ว่าโลกที่เราอาศัยกันอยู่ ชีวิตที่ไม่ได้เป็นสมณะ นั่นวุ่นวายขนาดไหน

เทียบเอาตามความรู้สึกของใจ หรือเรียกว่าจับเอาจากจิตตามภาษาธรรมนั่นแหละครับ
ถึงตอนที่บวชอยู่ จะมีเรื่องมากระทบใจให้กระเพื่อมขึ้นลงอยู่บ้างตามประสา
เพราะยังไง พระก็ยังเป็นคน วัดก็อยู่กับสังคม จะไม่ให้มีอะไรมากระทบวัดเลยก็คงไม่ได้
แต่เทียบแล้ว ยังไงก็ยังนับว่าน้อยเอามากๆ ครับ

เวลามีอะไรเนี่ย เหมือนมีแต่เรื่องที่เบา กระทบแล้ว ก็รู้สึกตัวได้ง่าย
เวลาอารมณ์ส่งผล ก็กำลังน้อย รู้สึกแล้วก็ดับง่าย ไม่เกิดวิบากต่อเนื่องให้ลำบากต่อนัก

ผิดกับตอนกลับมาบ้าน ไหนจะปัญหาการทำมาหากิน ไหนจะปัญหาเรื่องคน ฯลฯ
ล้วนแต่เป็นสิ่งที่กระทบอย่างรุนแรง และต่อเนื่อง พอกระทบแล้ว
ก็เกิดวิบากหรือผลของอารมณ์ตกค้างให้แสบร้อนในอก ปวดหัว
เป็นทุกข์ใจขุ่นมัวไปได้อีกเป็นระยะเวลาพอสมควร

ถ้าเทียบว่า ความสงบของจิตใจเป็นความสุข ก็ต้องบอกตามตรงว่า
การเป็นพระ ที่ปกติคนไทยก็เกรงใจผ้าเหลืองอยู่แล้ว
ไหนจะการวางตัวให้เป็นผู้มักน้อย สะสมน้อย มีจรรยามารยาท และระเบียบวินัย
มันเหมือนเราอยู่ในอีกโลกที่เกือบทุกอย่างมันเป็นระเบียบ คาดเดาได้ง่าย ปลอดภัย

แค่นี้ก็พอเข้าใจได้ว่า ทำไมความเป็นสมณะ ถึงมีความสุขได้ง่ายกว่าคฤหัสถ์...

ถ้าศึกษาให้ดี ทำให้ถูกต้อง อยู่ในที่อันสมควร
ท้าให้ไปลองเลยครับ ต่อให้ไม่ใช่วัดที่เน้นทางปฏิบัติธรรมเต็มที่
แค่ขอให้เป็นวัดที่พระถือพระวินัย มีความเข้าใจความเป็นพระ
ถ้าได้บวช แล้วจะเข้าใจด้วยตัวเอง ว่าความสุขที่ผมพูดถึงไป หมายถึงอะไร...