รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์:
การประเมินสัมฤทธิผลทางการเมืองและบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของ นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ เขต 3 เปรียบเทียบกับพลวัตกลุ่มอำนาจเดิมและการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองท้องถิ่น
บทสรุป
รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอผลการวิเคราะห์เจาะลึกเกี่ยวกับบทบาท
ผลงาน และสถานะทางการเมืองของ นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสมุทรปราการ เขต 3 สังกัดพรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน)
โดยมุ่งเน้นการประเมินผลงานที่เป็นรูปธรรมนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่
14
พฤษภาคม 2566 พร้อมทั้งทำการเปรียบเทียบเชิงยุทธศาสตร์กับคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญในพื้นที่
ได้แก่
นางสาวภริม พูลเจริญ จากพรรคพลังประชารัฐ และ นายภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ จากพรรคเพื่อไทย
จากการศึกษาพบว่า ชัยชนะของนายพิชัยด้วยคะแนนเสียง 50,177 คะแนน 1 ไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว
แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมทางการเมืองในเขต 3 (อำเภอเมืองสมุทรปราการ เฉพาะตำบลเทพารักษ์ สำโรงเหนือ
และบางเมืองใหม่) ที่มีความเป็นเมือง (Urbanization) สูงที่สุดแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ
ผลงานของนายพิชัยมุ่งเน้นไปที่การใช้กลไกนิติบัญญัติในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเรื้อรัง
โดยเฉพาะปัญหาจราจรจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และการผลักดันการกระจายอำนาจ
ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับรูปแบบการเมืองระบบอุปถัมภ์ (Patronage
Politics) ของกลุ่มบ้านใหญ่ตระกูลอัศวเหมที่ครองพื้นที่มาอย่างยาวนาน
รายงานฉบับนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของนายพิชัยในฐานะ
สส. ฝ่ายค้าน ที่ไม่มีงบประมาณบริหารโดยตรง
แต่ต้องอาศัยบทบาทกรรมาธิการและการตั้งกระทู้ถามในสภาเพื่อกดดันหน่วยงานรัฐ
ซึ่งแม้จะสร้างผลงานได้ในระดับนโยบายและการตรวจสอบ แต่ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นจากเครือข่ายท้องถิ่นของคู่แข่งที่ยังคงยึดกุมกลไกบริหารส่วนท้องถิ่นไว้อย่างเหนียวแน่น
ส่วนที่ 1: บริบททางภูมิรัฐศาสตร์และสังคมของสมุทรปราการ เขต 3
1.1
โครงสร้างทางกายภาพและประชากรศาสตร์
พื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 3 ของจังหวัดสมุทรปราการ ประกอบด้วย ตำบลเทพารักษ์ ตำบลสำโรงเหนือ
และตำบลบางเมืองใหม่ 2 พื้นที่นี้ถือเป็น "ไข่แดง" ของความเป็นเมืองในสมุทรปราการ
เนื่องจากเป็นพื้นที่รอยต่อที่เชื่อมติดกับเขตบางนาของกรุงเทพมหานคร
และเป็นจุดตัดของระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ (Mass Transit) คือ รถไฟฟ้า BTS
สายสีเขียว (สถานีสำโรง) และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง
(ลาดพร้าว-สำโรง)
ลักษณะทางประชากรในเขตนี้มีความซับซ้อนสูง ประกอบด้วย:
1.
ชุมชนดั้งเดิม: ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่มานาน
มีความผูกพันกับระบบหัวคะแนนและการเมืองท้องถิ่นแบบเก่า
มักอาศัยอยู่ในซอยลึกและชุมชนริมน้ำ
2.
ประชากรแฝงและแรงงาน: เนื่องจากเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากในย่านสำโรงและปู่เจ้าสมิงพราย
ทำให้มีประชากรวัยทำงานจากต่างจังหวัดย้ายเข้ามาอาศัย
3.
ชนชั้นกลางใหม่ (New Middle Class): กลุ่มคนที่อาศัยในคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าและหมู่บ้านจัดสรรราคาสูง
กลุ่มนี้คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนไป
เนื่องจากมีพฤติกรรมการเลือกตั้งที่อิสระ (Independent Voter) ไม่ยึดติดกับระบบอุปถัมภ์
และต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีแบบคนเมือง (Urban Living Standards)
1.2
การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมือง: ปรากฏการณ์
"ส้มยกจังหวัด"
ในอดีต สมุทรปราการถูกมองว่าเป็นฐานที่มั่นสำคัญของ
"กลุ่มปากน้ำ" หรือตระกูลอัศวเหม ภายใต้การนำของนายวัฒนา อัศวเหม
และต่อมาคือ นายชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม 4 ซึ่งใช้เครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น (อบจ., เทศบาล, อบต.)
ในการคุมฐานเสียง อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งปี 2566 ได้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์เมื่อพรรคก้าวไกลสามารถกวาดที่นั่ง สส.
ได้ครบทั้ง 8
เขต 1
การที่นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ ชนะในเขต 3 ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ชี้ให้เห็นว่าประเด็นเรื่อง
"ปากท้อง" ในมุมมองใหม่ (ค่าครองชีพ, การเดินทาง,
สวัสดิการ) และ "อุดมการณ์ประชาธิปไตย"
มีน้ำหนักมากกว่า "บารมีส่วนบุคคล" ของตระกูลการเมืองเก่าแก่
การวิเคราะห์ผลคะแนนแสดงให้เห็นว่า
นายพิชัยได้รับคะแนนเสียงทิ้งห่างคู่แข่งอย่างขาดลอย
สะท้อนถึงฉันทามติของคนในพื้นที่ที่ต้องการเปลี่ยนผู้แทนจาก
"นักสงเคราะห์" มาเป็น "นักเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง"
ส่วนที่ 2: ประวัติและเส้นทางสู่สภาของ นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์
2.1
ภูมิหลังทางวิชาการและวิชาชีพ
นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี
นิติศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยรังสิต 2 พื้นฐานทางกฎหมายนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่กำหนดรูปแบบการทำงานการเมืองของเขาในเวลาต่อมา
โดยเน้นความถูกต้องตามระเบียบราชการ การตีความกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะ
และการใช้กลไกรัฐสภาในการตรวจสอบ
ก่อนเข้าสู่การเมืองเต็มตัว นายพิชัยประกอบวิชาชีพเป็น ที่ปรึกษากฎหมาย ประจำศูนย์ทนายความสมาร์ทลอว์ 2 ประสบการณ์นี้ทำให้เขามีความเชี่ยวชาญในการรับเรื่องร้องเรียน
การเจรจาไกล่เกลี่ย
และการทำความเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนผ่านมุมมองของข้อกฎหมาย
ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ สส. สมัยใหม่ที่ต้องทำงานในสภาผู้แทนราษฎร
2.2
บทบาทภาคประชาสังคมในช่วงวิกฤตโควิด-19
จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นายพิชัยเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือบทบาทในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เขาได้ทำงานเป็น อาสาสมัครช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ในพื้นที่เขต 3
สมุทรปราการ 2 ในช่วงเวลานั้น
สมุทรปราการเป็นพื้นที่สีแดงเข้มที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากและระบบสาธารณสุขล่มสลาย
การที่นายพิชัยลงพื้นที่ประสานหาเตียง ส่งยารักษาโรค
และช่วยเหลือผู้กักตัวในชุมชนแออัด ทำให้เขาได้สร้าง "ความไว้วางใจ" (Trust) กับประชาชนในระดับรากหญ้า
การทำงานอาสาสมัครนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างฐานคะแนนเสียง
แต่ยังทำให้เขาเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขและการบริหารจัดการท้องถิ่นที่ไร้ประสิทธิภาพ
ซึ่งกลายมาเป็นวัตถุดิบสำคัญในการอภิปรายในสภาเมื่อเขาได้รับเลือกตั้ง
2.3
ชัยชนะในการเลือกตั้ง 2566
ในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 14 พฤษภาคม 2566
นายพิชัย ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคก้าวไกล หมายเลข 2 และได้รับคะแนนเสียงรวม 50,177 คะแนน คิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดในเขต 1 ชัยชนะนี้มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์
เพราะเป็นการเอาชนะเครือข่ายการเมืองเดิมที่มีทรัพยากรและกลไกอำนาจรัฐในมืออย่างครบถ้วน
ส่วนที่ 3: การประเมินผลงานที่จับต้องได้ (Tangible Achievements Assessment)
แม้จะเป็น สส. สมัยแรกและสังกัดพรรคฝ่ายค้าน
แต่นายพิชัยได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการผลักดันประเด็นปัญหาของคนสมุทรปราการเข้าสู่กลไกแก้ไขปัญหาระดับชาติ
ผลงานของเขาสามารถจำแนกออกเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้:
3.1
มิติการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและจราจร
ปัญหาจราจรในเขตสำโรงเหนือและเทพารักษ์เป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน
โดยเฉพาะผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง)
กรณีศึกษา: การเร่งรัดคืนพื้นผิวจราจรแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง
- บริบทปัญหา: การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลืองทำให้มีการปิดช่องจราจรบนถนนศรีนครินทร์และเทพารักษ์เป็นระยะเวลานาน
แม้การก่อสร้างโครงสร้างหลักจะเสร็จสิ้นแล้ว
แต่ผู้รับเหมายังมีความล่าช้าในการคืนพื้นผิวจราจรและซ่อมแซมถนนที่เสียหาย
ทำให้เกิดคอขวดจราจรอย่างรุนแรงในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน
ตั้งแต่สี่แยกเทพารักษ์ถึงสี่แยกลาซาล 6
- การดำเนินการของนายพิชัย: นายพิชัยใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎรในการตั้ง "กระทู้ถาม" และ "ข้อหารือ" (Consultation) เพื่อกดดันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ
การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และกรมทางหลวง 6 การนำเรื่องเข้าสู่บันทึกของสภาฯ
เป็นกลไกทางกฎหมายที่บังคับให้รัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูงต้องชี้แจงและสั่งการแก้ไข
- ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม: การกดดันอย่างต่อเนื่องส่งผลให้มีการเร่งรัดกระบวนการคืนพื้นผิวจราจรในหลายจุดเร็วขึ้นกว่าแผนงานเดิม
และมีการซ่อมแซมผิวจราจรที่ขรุขระเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่จักรยานยนต์
ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ ผลงานนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของ สส.
ในฐานะ "ตัวเร่งปฏิกิริยา" (Catalyst) ที่ทำให้กลไกราชการทำงานตอบสนองประชาชนได้รวดเร็วขึ้น
3.2
มิติบทบาทในฝ่ายนิติบัญญัติและการตรวจสอบงบประมาณ
ในฐานะนักกฎหมาย
นายพิชัยมีบทบาทโดดเด่นในการทำหน้าที่นิติบัญญัติ
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบอบรัฐสภา
การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567:
นายพิชัยได้เข้าร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ
พ.ศ. 2567
ในช่วงเดือนมกราคม 2567 7 เนื้อหาการอภิปรายมุ่งเน้นไปที่ความไม่สอดคล้องของการจัดสรรงบประมาณกับความต้องการจริงของท้องถิ่น
และความซ้ำซ้อนของโครงการภาครัฐ การอภิปรายของเขาไม่ได้เพียงแค่วิจารณ์
แต่เสนอแนะแนวทางการจัดสรรงบประมาณใหม่ที่เน้นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อให้
อบต. และเทศบาล
ในสมุทรปราการมีงบประมาณเพียงพอในการแก้ปัญหาน้ำท่วมและการจัดการขยะ
ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของจังหวัด
บทบาทในคณะกรรมาธิการ:
นายพิชัยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมาธิการใน
คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน
สภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26
9
- ความสำคัญ: การอยู่ในกรรมาธิการชุดนี้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรคที่ต้องการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง
ส่งเสริมเสรีภาพสื่อ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรัฐ
- ผลงาน: การทำงานในกรรมาธิการชุดนี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมในสมุทรปราการได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอกฎหมายและร้องเรียนปัญหาความไม่เป็นธรรมจากการใช้อำนาจรัฐ
3.3
มิติการเป็นตัวแทนทางอุดมการณ์ (Ideological
Representation)
นอกเหนือจากงานพื้นที่
นายพิชัยยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนเจตจำนงของผู้เลือกตั้งเขต 3 ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองระดับชาติ
โดยเขามีจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น (Decentralization)
2 ซึ่งเป็นนโยบายแกนหลักที่พรรคใช้หาเสียง
การสนับสนุนนโยบายนี้มีนัยสำคัญต่อสมุทรปราการ
เพราะจังหวัดนี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศจากภาคอุตสาหกรรม
แต่กลับได้รับงบประมาณจัดสรรกลับคืนมาน้อย
และอำนาจการตัดสินใจส่วนใหญ่อยู่ที่ส่วนกลาง
นายพิชัยจึงพยายามผลักดันให้สมุทรปราการมีอำนาจในการจัดการตนเองมากขึ้น
ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง
ส่วนที่ 4: การวิเคราะห์เปรียบเทียบกับคู่แข่งทางการเมือง (Competitive
Landscape Analysis)
เพื่อให้เห็นภาพความสำเร็จและความท้าทายของนายพิชัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
จำเป็นต้องเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญในเขตเลือกตั้งที่ 3 ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มอำนาจเก่าและพรรคการเมืองใหญ่
ตารางเปรียบเทียบข้อมูลพื้นฐานและยุทธศาสตร์ทางการเมือง
|
หัวข้อเปรียบเทียบ |
นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์
(พรรคประชาชน/ก้าวไกล) |
นางสาวภริม พูลเจริญ
(พรรคพลังประชารัฐ) |
นายภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์
(พรรคเพื่อไทย) |
|
สังกัดทางการเมือง |
พรรคก้าวไกล (ปัจจุบัน พรรคประชาชน) |
พรรคพลังประชารัฐ (กลุ่มบ้านใหญ่สมุทรปราการ) |
พรรคเพื่อไทย |
|
ฐานะในการเลือกตั้ง 66 |
ผู้ชนะการเลือกตั้งเขต 3 (50,177 คะแนน) |
ย้ายไปลงสมัคร สส. บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 38 |
ผู้สมัคร สส. เขต 3 |
|
ภูมิหลัง/ตระกูล |
นักกฎหมาย, คนทำงานอาสา (Self-Made) |
ทายาทการเมือง, กลุ่มอัศวเหม (Elite
Network) |
ทายาทตระกูลกิจเลิศไพโรจน์, ธุรกิจของเล่น (Business
Elite) |
|
ฐานคะแนนหลัก |
ชนชั้นกลาง, คนรุ่นใหม่,
แรงงาน, ผู้อยู่อาศัยคอนโดฯ |
ชุมชนดั้งเดิม, เครือข่ายหัวคะแนน,
ผู้สูงอายุ |
ฐานเสียงเสื้อแดงเก่า, กลุ่มธุรกิจรายย่อย |
|
จุดยืนทางการเมือง |
ประชาธิปไตยเสรีนิยม, กระจายอำนาจ,
ปฏิรูปโครงสร้าง |
อนุรักษ์นิยม, สนับสนุนรัฐบาลทหาร (ในอดีต), การเมืองอุปถัมภ์ |
ประชานิยม, เน้นแก้ปัญหาปากท้อง,
ประนีประนอม |
|
ผลงานเด่น/จุดขาย |
การตรวจสอบ, การแก้ปัญหาระบบ (Systemic
Change) |
การดูแลพื้นที่ผ่าน อบจ./เทศบาล, โครงการพัฒนาท้องถิ่น |
นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท,
เงินดิจิทัล, แก้เศรษฐกิจ |
4.1
วิเคราะห์คู่แข่ง 1: นางสาวภริม พูลเจริญ (ตัวแทนกลุ่มบ้านใหญ่)
นางสาวภริม พูลเจริญ อดีต สส. เขต 3 สมุทรปราการ (2562-2566) ถือเป็นคู่แข่งเชิงบารมีที่สำคัญที่สุด แม้ในการเลือกตั้งปี 2566 เธอจะย้ายไปลงบัญชีรายชื่อ 10 แต่เครือข่ายของเธอยังคงทำงานในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง
- จุดแข็ง: การมีสายสัมพันธ์กับ "บ้านใหญ่อัศวเหม"
ซึ่งคุมองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรปราการ และเทศบาลนครสมุทรปราการ 11 ทำให้สามารถดึงงบประมาณท้องถิ่นมาลงโครงการต่างๆ
ได้ง่าย เช่น การทำถนน การติดตั้งไฟฟ้าส่องสว่าง หรือการจัดงานประเพณี
ซึ่งเป็นสิ่งที่นายพิชัยทำไม่ได้โดยตรง
- จุดอ่อน: ประวัติการลงมติในสภาของนางสาวภริมในช่วงปี 2562-2566
เป็นจุดอ่อนสำคัญที่ทำให้เสียฐานคะแนนคนรุ่นใหม่
เธอโหวตสนับสนุนรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ในทุกอภิปรายไม่ไว้วางใจ และโหวต ไม่เห็นชอบ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ปิดสวิตช์ ส.ว.)
รวมถึงร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม 12 ซึ่งขัดแย้งกับค่านิยมของคนเมืองในเขตสำโรง-เทพารักษ์
- สถานะปัจจุบัน: การย้ายไปลงปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 38 ซึ่งไม่ได้รับเลือกตั้ง
ทำให้บทบาทในสภาของเธอหยุดชะงัก แต่ยังคงมีบทบาทในพื้นที่ผ่านกลไกท้องถิ่น
4.2
วิเคราะห์คู่แข่ง 2: นายภิญโญ กิจเลิศไพโรจน์ (ตัวแทนพรรคเพื่อไทย)
นายภิญโญ เป็นบุตรชายของ นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์
อดีตรัฐมนตรีและนักธุรกิจใหญ่ 14 การลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทยทำให้เขามีฐานคะแนนพื้นฐานที่ดี
- จุดแข็ง: การชูนโยบายประชานิยมที่จับต้องได้ เช่น
การลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีม่วงและนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย 16 ซึ่งนายภิญโญพยายามนำเสนอว่าเป็นความสำเร็จของพรรคเพื่อไทยในอดีตและวิจารณ์รัฐบาลชุดก่อน
- จุดอ่อน: ภาพลักษณ์ของ "ทายาทการเมือง" (Dynasty
Politics) ยังคงเป็นอุปสรรคในการเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ
นอกจากนี้
กระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ปริมณฑลลดลงจากการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว
ทำให้ฐานเสียงบางส่วนไหลไปหาพรรคก้าวไกล
4.3
บทวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์: ทำไมนายพิชัยจึงชนะใจคนเขต 3?
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายพิชัยเอาชนะคู่แข่งทั้งสองกลุ่มได้
คือ
"ความชัดเจนทางอุดมการณ์" และ "การเข้าถึงปัญหาที่แท้จริง"
1.
Urban Pain Points: คนเขต 3 ทนทุกข์กับปัญหาจราจรและน้ำท่วมมานาน
การแก้ปัญหาแบบเดิม (แจกของ/ทำถนนซ่อมๆ สร้างๆ) ของกลุ่มบ้านใหญ่ไม่ตอบโจทย์
นายพิชัยเสนอการแก้ที่ "ระบบ" การจัดการและการตรวจสอบ
ซึ่งดึงดูดใจชนชั้นกลาง
2.
Digital Engagement: นายพิชัยและทีมงานใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการสื่อสารผลงานและการลงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าผู้แทน "ทำงานตลอดเวลา" และ
"ตรวจสอบได้" 2 ต่างจากคู่แข่งที่เน้นป้ายหาเสียงแบบดั้งเดิม
ส่วนที่ 5: ผลงานเชิงลึกและการบูรณาการข้อมูล (Deep Dive Integration)
5.1
การเปลี่ยนผ่านจากการเป็นทนายความสู่นักการเมือง
อาชีพเดิมของนายพิชัยในฐานะที่ปรึกษากฎหมายที่ Smart Law
Center 2 ไม่ได้เป็นเพียงประวัติการทำงาน
แต่เป็น "เครื่องมือ" หลักในการทำงานการเมือง
ทักษะในการตีความกฎหมายมหาชน
ช่วยให้เขาสามารถตรวจสอบโครงการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐได้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างเช่น
การตรวจสอบงบประมาณของกระทรวงคมนาคมที่เกี่ยวข้องกับสมุทรปราการ เขาสามารถชี้จุดบกพร่องในสัญญาจ้างหรือความล่าช้าที่ผิดปกติ
ซึ่ง สส. ทั่วไปอาจมองข้าม
5.2
การทำงานร่วมกับพรรคก้าวไกล/ประชาชนในภาพรวม
การทำงานของนายพิชัยไม่ได้แยกขาดจากพรรค
แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ "ป่าล้อมเมือง" ของพรรคก้าวไกล
ที่ต้องการเปลี่ยนสมุทรปราการจากจังหวัดปริมณฑลอุตสาหกรรม
ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่ด้วยการกระจายอำนาจ การที่เขาสนับสนุนนโยบายกระจายอำนาจ 2 เป็นการส่งสัญญาณว่า เขาต้องการให้ท้องถิ่น (เช่น
เทศบาลนครสมุทรปราการ) มีอำนาจจัดการปัญหาจราจรและขนส่งมวลชนได้เอง
โดยไม่ต้องรอการอนุมัติจาก รฟม. หรือกระทรวงในกรุงเทพฯ
5.3
ความท้าทายจากคดีความและการยุบพรรค
สถานการณ์ทางการเมืองระดับชาติ
โดยเฉพาะการยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค
ส่งผลกระทบทางอ้อมต่อนายพิชัย
แม้เขาจะย้ายมาสังกัดพรรคประชาชนและยังทำหน้าที่ต่อได้
แต่บรรยากาศความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องในการผลักดันกฎหมายสำคัญในสภา
อย่างไรก็ตาม ฐานเสียงในเขต 3 ยังคงเหนียวแน่นเนื่องจากเป็นคะแนนเสียงเชิงอุดมการณ์
ส่วนที่ 6: บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์
6.1
สรุปผลงานและสถานะ
นายพิชัย แจ้งจรรยาวงศ์ ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะ สส. สมัยแรก
ว่าเป็นผู้แทนที่มีคุณภาพ ทั้งในมิติการนิติบัญญัติและการดูแลพื้นที่
ผลงานการเร่งรัดคืนผิวจราจรรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า "สส.
ฝ่ายค้าน" ก็สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้หากรู้จักใช้กลไกสภาฯ อย่างชาญฉลาด
ชัยชนะของเขาเหนือตระกูลอัศวเหมและกิจเลิศไพโรจน์
เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมืองไทย ที่
"กระแส" และ "ผลงาน" เริ่มมีน้ำหนักเหนือ "กระสุน"
และ "ระบบอุปถัมภ์"
6.2
ความท้าทายในอนาคต
แม้จะประสบความสำเร็จ แต่ความท้าทายยังรออยู่ข้างหน้า:
1.
การรักษาฐานเสียงท่ามกลางการโจมตี: คู่แข่งจากกลุ่มบ้านใหญ่ยังคงครองอำนาจท้องถิ่น
และพร้อมจะใช้ทรัพยากรท้องถิ่นในการทวงคืนพื้นที่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
2.
ความคาดหวังที่สูงขึ้น: ประชาชนในเขตเมืองมีความคาดหวังสูงและมีความอดทนต่ำ
หากปัญหาน้ำท่วมและจราจรยังไม่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในระยะยาว
อาจเกิดความเบื่อหน่าย
3.
การขาดงบประมาณพัฒนา: ข้อจำกัดของการเป็นฝ่ายค้านทำให้ไม่สามารถนำโครงการใหญ่ๆ ลงพื้นที่ได้
ซึ่งอาจเป็นจุดอ่อนที่คู่แข่งนำมาโจมตี
6.3
ข้อเสนอแนะ
เพื่อรักษาความนิยมและความต่อเนื่องในการทำงาน นายพิชัยควร:
- ขยายผลโมเดลการตรวจสอบ: นำโมเดลการตรวจสอบรถไฟฟ้าสายสีเหลือง
ไปใช้กับโครงการอื่นๆ ในพื้นที่ เช่น การก่อสร้างถนนของ อบจ.
หรือโครงการป้องกันน้ำท่วม เพื่อแสดงให้เห็นบทบาทผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ประชาชน
- สร้างเครือข่ายท้องถิ่น: แม้พรรคจะยังไม่ชนะการเลือกตั้งท้องถิ่น
แต่การสร้างเครือข่ายภาคประชาชน (Civic Groups) ในระดับหมู่บ้านและคอนโดมิเนียม
จะช่วยเสริมฐานรากให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
- สื่อสารเชิงรุก: เน้นการสื่อสารเรื่อง
"ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง"
ให้ประชาชนเข้าใจว่าทำไมปัญหาบางอย่างถึงแก้ไม่ได้ทันที และทำไม
"การกระจายอำนาจ" จึงเป็นคำตอบสุดท้าย
หมายเหตุ: รายงานฉบับนี้รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์สถานการณ์จนถึงไตรมาสที่ 1 ของปี 2568 โดยอ้างอิงข้อมูลจากเอกสารราชการ
ข่าวสารสาธารณะ และบันทึกการประชุมสภาผู้แทนราษฎร 1