เขียน ณ วันที่ 19 มกราคม 2026 (ตามเวลาไทย)
มีบางประเทศที่ความรุนแรงของรัฐไม่ใช่ “อุบัติเหตุทางการเมือง” แต่เป็น “กลไกเอาตัวรอด” ของระบอบ—และอิหร่านอยู่ในกลุ่มนั้นอย่างเจ็บแสบ
ข่าวการละเมิดผู้ถูกจับกุม การทรมาน การเสียชีวิตในคุก และการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตที่คุณเห็น ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดด ๆ จากความโหดส่วนบุคคลเท่านั้น มันเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างอำนาจที่เชื่อว่า การทำให้คนกลัว คือวิธีป้องกันประเทศจากการพังทลาย และเมื่อโครงสร้างแบบนี้ถูกกดดันหนักพอ มันจะ “เร่งสปีด” ความรุนแรงแบบไม่แคร์ภาพลักษณ์
บทความนี้จะเล่า 3 อย่างต่อเนื่องแบบบล็อกยาวอ่านเพลิน แต่หนักแน่น:
ที่มาที่ไป: ทำไมอิหร่านมาถึงจุดที่การปราบปรามรุนแรงได้ขนาดนี้
ภาพปัจจุบัน: การประท้วงปลาย 2025–ต้น 2026 เกิดอะไรขึ้นแล้วบ้าง (เท่าที่โลกภายนอกรู้ได้)
ทางออกที่เป็นไปได้: ฉากจบแบบไหนมีโอกาสมากสุด และ “คันโยก” ไหนที่ทำให้ศพน้อยลง
1) ที่มาที่ไป: อิหร่านไม่ได้ “โหดขึ้น” แต่ระบบมันถูกสร้างให้โหดได้อยู่แล้ว
1.1 โครงสร้างอำนาจ: ระบอบที่มี ‘แกนความมั่นคง’ หนากว่าประชาธิปไตย
อิหร่านหลังปี 1979 ถูกออกแบบให้มี ศูนย์กลางอำนาจสูง (ตำแหน่งผู้นำสูงสุด) และมีเครือข่ายสถาบันความมั่นคงที่ไม่ได้เป็นแค่ตำรวจ—แต่เป็น “กล้ามเนื้อ” ของรัฐ
เมื่อรัฐแบบนี้เจอการประท้วงใหญ่ เขามักมองผ่านเลนส์เดียว:
นี่ไม่ใช่การวิจารณ์รัฐบาล
นี่คือภัยต่อระบอบ
พอถูกตีความเป็น “ภัยต่อระบอบ” สิ่งที่ตามมาคือเหตุผลทางศีลธรรมแบบกลับหัว: ทำร้ายเพื่อรักษา (the logic of survival)
1.2 แผลเป็นประวัติศาสตร์: วิกฤตซ้ำ ๆ ทำให้รัฐ ‘ชิน’ กับการใช้กำลัง
อิหร่านผ่านรอบการประท้วงใหญ่หลายชุด—และทุกครั้งทิ้งบทเรียนให้ทั้งฝ่ายรัฐและประชาชน
2009 (Green Movement): การเมืองเลือกตั้ง + ความไม่เชื่อผลการนับคะแนน
2017–2018: เศรษฐกิจ/ค่าครองชีพ
2019: ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง/ปัญหาเศรษฐกิจ และการปราบปรามหนักมาก
2022–2023: “Women, Life, Freedom” หลังการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี และความขัดแย้งเรื่องการบังคับฮิญาบ
ชุดเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิด 2 อย่างพร้อมกัน:
รัฐ: พัฒนา “คู่มือปราบ” ให้เร็วขึ้น เฉียบขึ้น ตัดสัญญาณเร็วขึ้น จับไวขึ้น
ประชาชน: พัฒนาความกล้าหาญและความคิดต่อต้านที่แทรกซึมในชีวิตประจำวันมากขึ้น (แม้ถนนจะเงียบเป็นช่วง ๆ)
1.3 ทำไมถึงมีการใช้ความรุนแรงทางเพศ/การทรมานในคุก?
ประเด็นนี้โหดแบบ “โครงสร้าง” มากกว่าที่คนชอบคิด
การทรมานและการล่วงละเมิดทางเพศในระบบควบคุมตัว มักถูกใช้เป็น “อาวุธทางการเมือง” เพราะมัน:
ทำให้เหยื่อแตกสลายทางจิตใจ
ทำให้ครอบครัวเงียบ (เพราะอาย/กลัว)
ทำให้ชุมชนหวาดผวาแบบยาว ๆ
นี่คือการลงโทษที่ไม่ได้จบที่ตัวคน แต่ยิงไปถึง “เครือข่ายสังคม” ของเขา
1.4 ทำไมเรื่องผู้หญิงถึงกลายเป็นจุดศูนย์กลาง?
ถ้าจะพูดแบบนักวิเคราะห์เย็น ๆ: ในรัฐศาสนาการเมือง (theocratic politics) ร่างกายผู้หญิงคือ “สนามรบเชิงสัญลักษณ์”
การคุมการแต่งกาย/บทบาท/พื้นที่สาธารณะของผู้หญิง ไม่ใช่แค่ศีลธรรมส่วนบุคคล แต่มันเป็นการประกาศว่า:
ใครมีอำนาจตีความศีลธรรม
ใครควบคุมพื้นที่สาธารณะ
ใครกำหนดอนาคตของสังคม
เพราะงั้น พอผู้หญิง (และคนรุ่นใหม่) “ไม่ยอม” มันจะถูกมองว่าเป็นการท้าทายรากฐานของระบอบ ไม่ใช่แค่กฎหมายข้อหนึ่ง
2) สถานการณ์ปัจจุบัน (ปลาย 2025–ต้น 2026): สิ่งที่เรารู้ และสิ่งที่เรายังไม่รู้
2.1 จุดเริ่ม: เศรษฐกิจเป็นชนวน แต่ไฟลามไปถึงความชอบธรรมของระบอบ
รายงานข่าวต่างประเทศหลายสำนักชี้ว่าการประท้วงรอบนี้ปะทุช่วงปลายเดือนธันวาคม 2025 โดยมีชนวนด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ก่อนขยายไปสู่การต่อต้านเชิงการเมือง
นี่เป็นลักษณะที่พบซ้ำในอิหร่าน: “ปากท้อง” คือฟืน แต่ “ศักดิ์ศรี/เสรีภาพ” คือเปลวไฟ
2.2 ขนาดความรุนแรง: ตัวเลขตาย/จับกุมมีหลายชุด เพราะ ‘ข้อมูลถูกตัด’
ในช่วง 18–19 มกราคม 2026 มีรายงานตัวเลขสำคัญหลายชุดที่ต้องอ่านแบบระมัดระวัง:
ฝั่งรัฐมีรายงานยืนยันผู้เสียชีวิตอย่างน้อยระดับ “หลายพัน” และมีตัวเลขที่ถูกอ้างว่าแตะอย่างน้อย 5,000 ราย
ฝั่งองค์กรสิทธิมนุษยชน/เครือข่ายติดตามผู้เสียชีวิต มีตัวเลข “ยืนยันแล้ว” หลายพัน และยังมี “อยู่ระหว่างตรวจสอบ” อีกจำนวนมาก
จำนวนผู้ถูกจับกุมถูกอ้างในช่วงราว 20,000–25,000+ ราย
ข้อควรเข้าใจ: ตัวเลขไม่ตรงกันไม่ใช่เพราะใครโกหกเสมอไป แต่เพราะรัฐบาลจำกัดข้อมูลอย่างหนัก และพื้นที่บางส่วน (โดยเฉพาะเขตชนกลุ่มน้อย) เข้าถึงยากมาก
2.3 อินเทอร์เน็ต: เมื่อรัฐปิดไฟห้อง เพื่อทำอะไรก็ได้ในความมืด
มีรายงานการตัด/จำกัดอินเทอร์เน็ตในระดับกว้างในช่วงต้นเดือนมกราคม 2026 และลากยาวหลายวัน
ในทางยุทธศาสตร์ การตัดเน็ตทำหน้าที่ 4 อย่างพร้อมกัน:
ตัดการนัดหมายมวลชน
ตัดการส่งภาพหลักฐานออกนอกประเทศ
ตัดการช่วยเหลือกันเอง (เช่น แจ้งจุดปลอดภัย โรงพยาบาล การหา “คนหาย”)
ปั่นความกลัวด้วยความไม่แน่นอน
2.4 รายงานการทรมาน/ล่วงละเมิดทางเพศ: ทำไมข่าวนี้ถึงสะเทือนใจโลก
รายงานจากองค์กรสิทธิและสื่อหลายแห่งพูดถึงการทำร้ายผู้ถูกจับกุม รวมถึงวัยรุ่น และการใช้ความรุนแรงทางเพศระหว่างการควบคุมตัว/ขนย้าย
นี่สะเทือนใจเพราะมันไม่ใช่ “การสลายม็อบ” ที่หลุดมือ แต่มันบ่งชี้ถึงการใช้ความโหดเพื่อทำให้สังคม “เงียบ” ในระยะยาว
2.5 สัญญาณล่าสุด: ถนนอาจเงียบลงบางพื้นที่ แต่การต่อต้านยังไม่ตาย
บางรายงานระบุว่าหลังการปราบปรามหนัก การชุมนุมบนถนนลดลง แต่มีรูปแบบการต่อต้านแบบอื่น เช่น การตะโกนจากบ้าน การนัดหยุดงาน หรือการประท้วงกระจายตัว
นี่คือรูปแบบ “ไฟใต้เถ้า”: มองไกล ๆ เหมือนดับ แต่จริง ๆ แค่เปลี่ยนสภาพ
3) วิเคราะห์แบบนักวิเคราะห์ระดับโลก: เกมของรัฐ vs เกมของสังคม
3.1 สิ่งที่รัฐต้องการ (แบบไม่โรแมนติไซส์)
รัฐอิหร่านในโหมดวิกฤตมักต้องการ 3 อย่าง:
หยุดการรวมตัว: ไม่ให้มวลชนกลายเป็น “ภาพประเทศลุกเป็นไฟ”
ตัดการสื่อสาร: ลดหลักฐาน ลดแรงกดดันนานาชาติ
ทำให้คนถอยด้วยความกลัว: ไม่ต้องชนะทุกใจ แค่ทำให้ส่วนใหญ่ไม่กล้าออกมาก็พอ
3.2 สิ่งที่ผู้ประท้วง/สังคมต้องการ (และความยากที่ต้องเจอ)
สังคมที่ลุกขึ้นมักต้องการมากกว่าเรื่องเดียว: เศรษฐกิจดีขึ้น, ความยุติธรรม, สิทธิสตรี, ความรับผิดของเจ้าหน้าที่, และบางส่วนต้องการเปลี่ยนระบอบ
ปัญหาเชิงโครงสร้างคือ:
ขบวนการมักไม่มีศูนย์กลางชัด (ช่วยให้รัฐจับหัวไม่ได้ แต่ทำให้ต่อรองยาก)
การกดข้อมูลทำให้การประสานงานยากมาก
ความรุนแรงของรัฐทำให้ต้นทุนของการออกมาสูงผิดปกติ
3.3 ปมชนกลุ่มน้อยและภูมิศาสตร์การปราบ
รายงานหลายชิ้นชี้ว่าเขตที่มีชนกลุ่มน้อย (เช่นบางพื้นที่ชาวเคิร์ด) มักเป็นพื้นที่ที่ความรุนแรง “เข้ม” กว่าค่าเฉลี่ย
เหตุผลเชิงรัฐศาสตร์ที่พบได้บ่อย (เป็นการประเมิน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตายตัว):
รัฐกังวลการแตกตัว/อิทธิพลข้ามพรมแดน
พื้นที่ชายขอบถูกทำให้เป็น “พื้นที่ยอมรับความรุนแรงได้ง่ายกว่า” ในสายตาศูนย์กลาง
4) แล้วมันจะจบแบบไหนได้บ้าง? (ฉากทัศน์)
ส่วนนี้เป็น “การประเมิน/สมมติฐาน” บนข้อมูลที่มี ไม่ใช่การทำนายที่รับประกัน
ฉากทัศน์ A: รัฐกดจนเงียบ (Crackdown wins)
สัญญาณนำ: จับกุมจำนวนมาก + ศาลลงโทษหนัก + คุมสื่อและเน็ตต่อเนื่อง + การแยกฝ่ายต่อต้านออกจากกันสำเร็จ
ผลลัพธ์: เงียบชั่วคราว แต่ความไม่พอใจสะสมและกลับมาเป็นระลอก
ข้อดี-ข้อร้าย:
ข้อดีเดียวคือ “ความรุนแรงบนถนน” อาจลดลงเร็ว
ข้อร้ายคือความรุนแรงย้ายไปอยู่ในคุก/ในเงามืด และสังคมบอบช้ำยาว
ฉากทัศน์ B: ต่อรอง/ผ่อนแรงบางส่วน (Negotiated easing)
สัญญาณนำ: รัฐเริ่มปล่อยนักโทษบางกลุ่ม ลดการใช้กระสุนจริง เปิดพื้นที่ให้พูดคุยบางส่วน หรือปรับนโยบายเศรษฐกิจบางจุด
ผลลัพธ์: ไม่ใช่ชัยชนะเด็ดขาดของฝ่ายใด แต่เป็นการ “ลดศพ” และซื้อเวลาให้สังคมหายใจ
ความจริงที่ต้องยอมรับ: รัฐมักยอม “น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น” เพื่อให้ระบอบอยู่ต่อ
ฉากทัศน์ C: แตกเป็นความขัดแย้งติดอาวุธ/สงครามตัวแทน (Civil conflict)
สัญญาณนำ: มีการติดอาวุธแพร่หลาย กลุ่มติดอาวุธหลายฝ่าย ภายนอกเข้ามาหนุนคนละขั้ว
ผลลัพธ์: ศพพุ่ง เศรษฐกิจพัง ผู้ลี้ภัยทะลัก และสุดท้ายอาจได้รัฐความมั่นคงที่แข็งกว่าเดิม
หมายเหตุสำคัญ: ฉากนี้คือสิ่งที่หลายคนโกรธจนอยากให้เกิด แต่ในเชิงมนุษย์มันมักทำร้าย “คนไม่มีปืน” มากที่สุด
ฉากทัศน์ D: เปลี่ยนผ่านอำนาจ (Transition)
สัญญาณนำ: เกิดรอยร้าวในชนชั้นนำ/กลไกรัฐ (ความมั่นคง, ศาล, เศรษฐกิจ) + การนัดหยุดงาน/แรงกดดันมวลชนต่อเนื่อง
ผลลัพธ์: มีโอกาสเกิดการจัดระเบียบใหม่ แต่เป็นช่วงเปราะบางและเสี่ยงต่อการแก้แค้น/ความรุนแรงหลังเปลี่ยนผ่าน
5) ทางออกที่ “เป็นไปได้” และ “ลดศพ” (คันโยกที่โลกใช้ได้จริง)
5.1 เพิ่มต้นทุนให้ผู้สั่งการแบบเจาะจง (Targeted pressure)
คว่ำบาตรแบบเจาะจงต่อบุคคล/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบ การคุมเรือนจำ การสั่งยิง
การอายัดทรัพย์/ห้ามเดินทาง/ตัดช่องทางการเงิน
หลักคิดคือ: ถ้าความรุนแรง “ฟรี” มันจะถูกใช้ซ้ำ ถ้าความรุนแรง “แพง” มันจะต้องคิดมากขึ้น
5.2 ทำให้ความจริง ‘หนีการลบ’ ไม่พ้น (Evidence & accountability)
สนับสนุนการเก็บหลักฐานตามมาตรฐาน: รายชื่อผู้หายตัว บาดแผล เอกสารแพทย์ ภาพ/วิดีโอที่รักษาข้อมูลเวลา-สถานที่ได้
สนับสนุนองค์กรที่ทำงานเรื่องเอกสารสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง
นี่ไม่ใช่ความยุติธรรมแบบทันที แต่เป็น “การตัดทางหนี” ของผู้กระทำในอนาคต
5.3 ปกป้องการสื่อสารและความปลอดภัยของประชาชน (Digital resilience)
สนับสนุนเครื่องมือความปลอดภัยดิจิทัล การหลบการสอดส่อง การสื่อสารแบบทนทานต่อการปิดเน็ต
การปิดเน็ตคือการทำให้เหยื่อโดดเดี่ยว—ดังนั้นการเชื่อมคนกลับเข้าหากันคือการช่วยชีวิต
5.4 ช่วยคนที่ “อยู่กลางไฟ” อย่างเป็นรูปธรรม (Humanitarian support)
ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ผู้ลี้ภัย ครอบครัวผู้ถูกจับกุม ผ่านองค์กรที่น่าเชื่อถือ
บางครั้ง “ทางออก” ที่ดีที่สุดในระยะสั้นไม่ใช่ชัยชนะทางการเมือง แต่คือจำนวนคนที่รอดชีวิตมากขึ้น
5.5 สำหรับผู้ประท้วง: พลังที่อันตรายที่สุดต่อรัฐ ไม่จำเป็นต้องเป็นอาวุธ
นี่เป็นการวิเคราะห์เชิงหลักการจากกรณีศึกษาทั่วโลก (ไม่ใช่คำชวนทำผิดกฎหมาย):
การประท้วงไม่ใช้ความรุนแรง + การหยุดงาน + การคว่ำบาตรเศรษฐกิจแบบมวลชน (ถ้าทำได้) มักทำให้รัฐเจ็บโดย “ยิงแล้วแก้ไม่ได้”
รัฐปราบการชุมนุมได้ แต่ปราบการไม่ร่วมมือของทั้งสังคมยากกว่า และยิ่งยิงมาก ยิ่งเสียความชอบธรรมในระยะยาว
6) สรุปแบบไม่หลอกตัวเอง: โลกทำอะไรได้แค่ไหน และทำไมยังต้องทำ
โลกภายนอก “หยุดได้ทันที” ยากมาก โดยเฉพาะเมื่อรัฐตั้งใจปิดข้อมูลและยอมแบกราคาอยู่แล้ว
แต่โลกภายนอก ทำให้การฆ่าแพงขึ้น ทำให้คนรอดมากขึ้น และทำให้ผู้กระทำหนีความรับผิดยากขึ้น ได้จริง
และถ้าถามว่า “มันจะจบยังไง” คำตอบที่ตรงที่สุดคือ:
ระยะสั้น: ขึ้นกับความสามารถของรัฐในการทำให้คนกลัว vs ความสามารถของสังคมในการไม่แตกกระจาย
ระยะยาว: ขึ้นกับเศรษฐกิจ ความชอบธรรม และรอยร้าวภายในกลไกอำนาจ
ความโหดไม่ใช่สัญญาณว่า “รัฐมั่นคง” เสมอไป บางทีมันคือสัญญาณว่ารัฐเริ่มกลัว…จนยอมทำสิ่งที่ปกติไม่กล้าทำ
แหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ประกอบ (คัดสำคัญ)
Reuters (18 Jan 2026): รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิต/การจับกุม และท่าทีทางการ
Associated Press (19 Jan 2026): รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่องค์กรติดตามยืนยัน และบริบทการปราบปราม
The Guardian (19 Jan 2026): รายงานข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในที่คุมขัง และข้อจำกัดจากการปิดสื่อสาร
AP (9 Jan 2026): Timeline เหตุการณ์การประท้วงและการปราบปราม
CBS News (Jan 2026): รายงานการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต และอ้างการติดตามจากกลุ่มมอนิเตอร์
NetBlocks (Jan 2026): ข้อมูลการติดตามความต่อเนื่องของอินเทอร์เน็ต/การปิดกั้น (อัปเดตสถานการณ์)
UN Treaty Body Database (OHCHR): สถานะการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนของอิหร่าน (เช่น ICCPR/ICESCR และสถานะต่อ CAT)
Amnesty International (Nov 2019): เอกสารเกี่ยวกับการปราบปรามและการใช้กำลังในการประท้วง 2019
Reuters Special Report (Dec 2019): รายงานเชิงสืบสวนเกี่ยวกับการสั่งปราบในเหตุการณ์ 2019
UN Women (2025): รายงานแนวโน้ม backlash ต่อสิทธิสตรีในหลายประเทศทั่วโลก
World Economic Forum – Global Gender Gap Report 2025: กรอบภาพรวมความเหลื่อมล้ำทางเพศระดับโลก