(อัปเดต ณ 23 ม.ค. 2026)
ช่วงนี้มีข่าว “นิปาห์ระบาดในอินเดีย” โดยเฉพาะแถบ รัฐเวสต์เบงกอลใกล้โกลกาตา ทำให้หลายคนกังวลว่าจะลามมาถึงไทยหรือไม่ โพสต์นี้สรุปข้อมูลสำคัญแบบตรง ๆ และระวังคำพาดหัวเกินจริง
นิปาห์คืออะไร?
-
เป็นโรคติดเชื้อจากสัตว์สู่คน (zoonotic disease)
-
“ค้างคาวผลไม้” เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ
-
ติดได้จากการกิน/สัมผัสอาหารหรือของเหลวที่ปนเปื้อน และ ติดจากคนสู่คนได้ โดยเฉพาะการสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่ง (เช่น ในบ้านหรือโรงพยาบาล)
รุนแรงแค่ไหน?
-
มีรายงานว่าอัตราป่วยตายสูง (มักยกช่วงประมาณ 40–75%) แต่ไม่ได้แปลว่า “ติดแล้วตายทุกคน”
-
อาการเริ่มคล้ายไข้หวัด: ไข้ ปวดหัว ไอ เจ็บคอ
-
รายรุนแรงอาจเกิด สมองอักเสบ ซึม สับสน ชัก และทรุดหนักได้
ระยะฟักตัว
-
โดยมาก 4–14 วัน แต่บางกรณีอาจยาวได้ถึง 45 วัน
→ ทำให้การเฝ้าระวังผู้เดินทาง/ผู้สัมผัสสำคัญ
“ร้ายแรงกว่าโควิด” จริงไหม?
-
ถ้าเทียบ “ความรุนแรงต่อคนที่ป่วย” นิปาห์โหดจริง
-
แต่ถ้าเทียบ “ความแพร่กระจาย” โควิดแพร่ง่ายมากกว่ามาก
👉 ดังนั้นคำว่า “ร้ายแรงกว่าโควิด” แบบเหมารวม มักทำให้เข้าใจผิด ควรดูทั้ง ความรุนแรง และ ความแพร่ ควบคู่กัน
ตอนนี้เสี่ยงแพร่มาไทยสูงไหม?
-
ณ ตอนนี้ยังถือว่า ความเสี่ยงต่ำ เพราะเป็นข่าวลักษณะ “คลัสเตอร์จำกัด” และมีการกัก/ติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด
-
แต่ไม่ใช่ศูนย์ เพราะการเดินทางระหว่างประเทศยังมีอยู่
ป้องกันแบบง่าย ๆ (โดยเฉพาะคนที่ไปพื้นที่เสี่ยง)
-
เลี่ยงกินผลไม้ที่มีรอยกัด/รอยแหว่ง และล้างผลไม้ให้ดี
-
เลี่ยงเครื่องดื่ม/อาหารดิบที่อาจปนเปื้อนจากสัตว์ในพื้นที่ระบาด (เช่น น้ำหวานจากต้นอินทผลัมแบบดิบในบางประเทศ)
-
ล้างมือบ่อย ๆ ใส่หน้ากากเมื่ออยู่ในที่แออัด/โรงพยาบาล
-
ถ้ามีไข้ + อาการหนัก (โดยเฉพาะซึม สับสน หายใจลำบาก) หลังเดินทางจากพื้นที่เสี่ยง ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติเดินทาง
สรุปสั้นที่สุด:
นิปาห์ “น่ากลัวเพราะรุนแรง” แต่ “ยังไม่ใช่โควิดรอบใหม่” โดยอัตโนมัติ ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุข/WHO และอย่าให้หัวข่าวลากเราไปไกลกว่าหลักฐาน