ข้อเสนอการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ของพรรคประชาชน (ก้าวไกล) ในปี 2566–2567
- หลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกล
(ซึ่งต่อมาจดทะเบียนในชื่อพรรคประชาชน) ผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560
หลายประเด็นสำคัญ
โดยมีเป้าหมายทั้งแก้รายมาตราเร่งด่วนและการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับควบคู่กัน
ดังนี้:
- ยกเลิกมาตรา 272 (บทเฉพาะกาล) – ตัดอำนาจ
ส.ว. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อคืนสิทธิในการกำหนดผู้นำรัฐบาลให้แก่ประชาชนผ่าน
ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น[1]. ข้อเสนอนี้มาจากบทเรียนหลังเลือกตั้ง 2566 ซึ่ง ส.ว.
แต่งตั้งส่วนใหญ่เลือกที่จะงดออกเสียง ทำให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์
แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกลไม่ได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่ง
ส่งผลให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้[2]. พรรคก้าวไกลเห็นว่าการ “ปิดสวิตช์ ส.ว.” ตามมาตรา 272
จะเป็นทางออกวิกฤตการเมืองไทยและสอดคล้องกับความต้องการของทุกฝ่าย (แม้แต่
ส.ว. หลายคนก็แสดงท่าทีไม่อยากร่วมโหวตนายกฯ)[3].
- ยกเลิกมาตรา 279 (บทเฉพาะกาล) – ลบล้างความชอบธรรมของประกาศและคำสั่ง
คสช. ที่รัฐธรรมนูญ 2560 รับรองไว้ให้ “ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ”
โดยอัตโนมัติ[4]. การตัดมาตรานี้จะเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบสามารถโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งหัวหน้าคณะรัฐประหารในชั้นศาลได้
โดยเฉพาะกรณีคำสั่งที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ[5]. (ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลควบคู่ไปกับการเสนอ ร่าง พ.ร.บ.
ยกเลิกประกาศ/คำสั่ง คสช. เป็นการแก้ปัญหาในระดับกฎหมายด้วย
แต่ร่างดังกล่าวติดปัญหาถูกตีความว่าเกี่ยวข้องการเงิน ต้องรอนายกฯ
ลงนามรับรอง[6]).
- เพิ่มหมวด 16/1 “การป้องกันและต่อต้านรัฐประหาร” – บรรจุหลักการในรัฐธรรมนูญเพื่อ ต่อต้านการยึดอำนาจ ในอนาคตอย่างเป็นระบบ[7] โดยมี 3 แนวทางสำคัญ: (1) คุ้มครองสิทธิประชาชนในการต่อต้านรัฐประหาร
และกำหนดให้ข้าราชการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้ก่อการยึดอำนาจ, (2)
ให้สถาบันการเมือง ร่วมกันปฏิเสธการรัฐประหาร เช่น ห้ามศาลต่างๆ
รับรองความชอบธรรมรัฐบาลรัฐประหาร, และ (3) กำหนดบทลงโทษผู้ก่อการรัฐประหาร
– ไม่ให้อภัยโทษย้อนหลัง, เปิดช่องให้ประชาชนฟ้องฐานกบฏได้ไม่มีอายุความ,
และให้บทบัญญัติหมวดนี้มีผลถาวรแม้รัฐธรรมนูญถูกฉีก[8]. แนวคิดนี้หวังยกระดับ “วัคซีนต้านรัฐประหาร” ในระดับรัฐธรรมนูญ
เพิ่มเติมจากมาตรการอื่นที่พรรคเสนอ เช่น
ปฏิรูปกองทัพให้อยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน
และสร้างค่านิยมแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธีในระบอบประชาธิปไตย[9].
- ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศของ คสช. – ล้มล้างกรอบนโยบายระยะยาวที่คณะรัฐประหารกำหนดไว้ โดย ตัดมาตรา
65 (ยุทธศาสตร์ชาติ) และ ยกเลิกหมวด 16 ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศออกจากรัฐธรรมนูญ
รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง[10]. พรรคก้าวไกลชี้ว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” และแผนปฏิรูปเหล่านี้
ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เพราะร่างในยุครัฐประหาร
แทนที่จะจัดทำโดยรัฐบาลเลือกตั้งที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง[11]. อีกทั้งยุทธศาสตร์ดังกล่าว ขาดความยืดหยุ่น – เมื่อเขียนล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญ/กฎหมายก็กลายเป็น
โซ่ล่ามรัฐบาลเลือกตั้ง ไม่ให้ดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ได้อย่างเต็มที่
และยังเปิดช่องใช้องค์กรอิสระ/ศาลกลั่นแกล้งหน่วยงานรัฐหากไม่สอดคล้องยุทธศาสตร์
(กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างฝ่ายขัดแย้ง)[12]. ดังนั้น พรรคเสนอให้ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติฯ โดยมิได้ปฏิเสธประโยชน์ของการมีแผนพัฒนาประเทศ
เพียงแต่เห็นว่าควรให้รัฐบาลที่มาจากประชาชนเป็นผู้กำหนดทิศทางเองมากกว่า[11].
- แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 – เปิดทางสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยประชาชน
ผ่านการตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนฉบับ
2560[13]. พรรคก้าวไกลยกร่างแก้ไข มาตรา 256 (ว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ)
และเพิ่ม หมวด 15/1 “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยกำหนดหลักการไว้หลายข้อ
เช่น ให้มี ส.ส.ร. 200 คนมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด (แบ่งเป็นเลือกตั้งแบบจังหวัด
100 คน + แบบบัญชีรายชื่อทั่วประเทศ 100 คน)[14], ส.ส.ร. มีอำนาจยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ภายในกรอบเวลาไม่เกิน 360
วัน[15], ผู้สมัคร ส.ส.ร. อายุขั้นต่ำ 18 ปีเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่,
และป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนโดยกำหนดให้ ส.ส.ร. ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5
ปีหลังร่างเสร็จ[16][17]. ที่สำคัญ ส.ส.ร.
จะต้องนำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชนก่อนจึงประกาศใช้[18]. แนวทางนี้เป็นไปตามนโยบายพรรคที่หาเสียงไว้ว่าจะเดินหน้า “รื้อระบอบ
คสช.” ด้วยการให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง
- ทำไมต้องทำประชามติ? ข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญของพรรคก้าวไกลหลายเรื่อง
โดยเฉพาะการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เกี่ยวพันกับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนโดยตรง
ซึ่งตามหลักกฎหมายไทยปัจจุบัน การจะเปลี่ยน “รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ”
นั้นไม่อาจทำได้โดยรัฐสภาเพียงลำพัง
จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยก่อน. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่
4/2564 ได้ย้ำชัดเจนว่า รัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่จะต้องให้ประชาชน
ลงประชามติ เสียก่อนว่า “เห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”[19]. หากประชาชนในการประชามติครั้งแรกเห็นด้วยให้ร่างใหม่
จึงดำเนินการตั้ง ส.ส.ร. ยกร่าง
และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้วก็ต้องทำประชามติอีกครั้งเพื่อให้ประชาชน
เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กับร่างฉบับนั้นก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ [19]. กล่าวโดยสรุปคือ ต้องมีประชามติ 2 ครั้ง (ก่อนและหลัง)
สำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามหลักการ “ประชาชนคือผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ”.
- เหตุใดจึงแก้โดยตรงผ่านรัฐสภาไม่ได้? เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกฎหมายสูงสุดที่ผ่านประชามติประชาชนเมื่อปี 2559 มาแล้ว[20], การจะร่างฉบับใหม่มาแทนจึงเท่ากับเป็นการขอใช้ “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ใหม่อีกครั้ง ซึ่งเกินขอบเขตการแก้ไขเพิ่มเติมตามปกติของรัฐสภา. ดังนั้น รัฐสภาจึงไม่อาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับได้ทันที โดยไม่ผ่านประชามติ ขั้นตอนนี้เป็น ข้อผูกพันทางกฎหมาย ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความไว้. ในทางปฏิบัติ เมื่อปลายปี 2566 ประธานรัฐสภาได้ปฏิเสธบรรจุร่างแก้ไขมาตรา 256 ตั้ง ส.ส.ร. (ที่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทยเสนอ) เข้าวาระประชุม โดยให้เหตุผลอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 4/2564 ว่า ต้องจัดทำประชามติให้ประชาชนอนุมัติก่อนเสนอร่างดังกล่าวเข้าสู่รัฐสภา[21]. พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยกับการตีความนี้ (มองว่าการเสนอร่างยังไม่ใช่การ “จัดทำ” รัฐธรรมนูญใหม่ จึงควรให้รัฐสภาพิจารณาก่อนได้) แต่ก็ยอมรับหลักการว่าประชามติเป็นสิ่งจำเป็นตามคำวินิจฉัยอยู่ดี[22]. ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลเสนอแนวทางว่าควรทำประชามติ 2 ครั้ง ก็เพียงพอในเชิงกฎหมาย (ประชามติครั้งแรกสามารถควบรวมไปกับ ประชามติตามมาตรา 256 (8) หลังรัฐสภาผ่านแก้ไขวาระสามได้) โดยไม่จำเป็นต้องทำถึง 3 ครั้งตามบางความเห็น[23][24]. อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะ 2 หรือ 3 ครั้ง หัวใจสำคัญคือ ต้องให้ประชาชนได้ไฟเขียวก่อนเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และได้ตรวจสอบให้ความเห็นชอบร่างสุดท้ายก่อนใช้. นี่คือเหตุผลที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สามารถทำโดยรัฐสภาแบบทางลัดได้ทันที เพราะต้องเคารพ ฉันทามติของประชาชน ผ่านกระบวนการประชามติตามที่กฎหมายกำหนดนั่นเอง
- แก้รายมาตรา “ทำได้” แล้วทำไมไม่ทำแบบนั้นไปเลย? ทำได้ ถ้าเป็น “แก้เพิ่มเติม” ตามช่องทางปกติในรัฐสภา (ยื่นร่าง → วาระ 1–3 → บางกรณีต้องประชามติ) และที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญ 2560 ก็เคยถูกแก้รายมาตรา (เช่น เรื่องระบบเลือกตั้ง ฯลฯ)
แต่ปัญหาคือ… สิ่งที่หลายฝ่าย (โดยเฉพาะพรรคประชาชน) อยากเปลี่ยนมันไม่ใช่ 1–2 มาตรา มันเป็น “แพ็กเกจโครงสร้าง” ที่โยงกันหลายจุด เช่น ที่มาของอำนาจบางสถาบัน ระบบถ่วงดุล กติกาการเมืองระยะยาว ฯลฯ ซึ่งถ้าแก้ทีละมาตรา:
-
ต้องยื่นหลายร่าง หลายรอบ
เสี่ยงถูกคว่ำระหว่างทาง / ถูกเจาะให้เหลือแค่เศษเสี้ยว
-
และสุดท้ายได้รัฐธรรมนูญที่ “หน้าตาเดิมแต่แปะพลาสเตอร์” มากกว่าการออกแบบใหม่ทั้งระบบ
-
ประวัติรัฐธรรมนูญไทยโดยสังเขป (ก่อนปี 2535 – ปัจจุบัน)
ไทยมีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกตั้งแต่ปี 2475
และเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง (รวมทั้งสิ้น 20
ฉบับถาวรจนถึงฉบับปัจจุบัน) ส่วนใหญ่เป็นผลจากเหตุรัฐประหารและวิกฤตการเมือง.
ด้านล่างคือสรุป รัฐธรรมนูญฉบับสำคัญ ในช่วงก่อนและหลังปี 2535
ควบคู่บริบททางการเมืองในแต่ละยุค:
- รัฐธรรมนูญ 2517: ประกาศใช้หลัง เหตุการณ์
14 ตุลาคม 2516 ที่ประชาชนลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลถนอม
กิตติขจร[25]. รัฐบาลรักษาการของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ (อดีตประธานศาลฎีกา)
ได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นในปลายปี 2516 โดยมีเป้าหมาย ฟื้นระบอบประชาธิปไตยภายใน
6 เดือน ตามข้อเรียกร้องของประชาชนขณะนั้น[26]. ร่างรัฐธรรมนูญ 2517 ผ่านการอภิปรายอย่างกว้างขวางในสภานิติบัญญัติ
และประกาศใช้เมื่อ 7 ต.ค. 2517 (ใช้เวลาเกือบ 1 ปีในการร่าง)[27]. จุดเด่น: ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงมากในยุคนั้น
ประชาชนและสื่อมวลชนต่างชื่นชม (สยามรัฐฯ ลงความเห็นว่าเป็น รธน.
ที่มีบทบัญญัติก้าวหน้ามากที่สุดฉบับหนึ่ง)[28][29]. กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎร มาจากการเลือกตั้ง 100%,
มีบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนจำนวนมาก, และมี วุฒิสภาเป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้ง
(สมัยนั้นยังมิได้มาจากเลือกตั้งทั้งหมด). อายุของรัฐธรรมนูญ 2517 สั้นมาก
– มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญนี้ 2 ครั้ง (ปี 2518 และ 2519)
ก่อนที่จะถูกยกเลิกจาก รัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ที่นำโดยฝ่ายขวาและทหารบางส่วนท่ามกลางวิกฤตการเมืองในช่วงนั้น.
- รัฐธรรมนูญ 2540 (ฉบับประชาชน): เกิดขึ้นจากกระแสเรียกร้อง
“ปฏิรูปการเมือง” หลังวิกฤต พฤษภาทมิฬ 2535 ซึ่งประชาชนถูกสลายการชุมนุมขับไล่รัฐบาล
พล.อ.สุจินดา คราประยูร (ผู้นำรัฐประหาร 2534 ที่เบี้ยวสัญญามาเป็นนายกฯ เอง)[30]. สังคมไทยตื่นตัวอย่างมากเรื่องการเมืองหลังเหตุการณ์นั้น
จึงมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2534 เพื่อเปิดทางตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
(ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่. ความพิเศษ ของกระบวนการร่าง
รธน. 2540 คือ ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย:
มีการเปิดเวทีรับฟังความเห็นทั่วประเทศ (ประชาชนกว่า 8
แสนคนร่วมให้ข้อเสนอแนะ)[31][32] และสมาชิก ส.ส.ร. 99 คน ก็มาจากการ เลือกตั้งทางอ้อมจังหวัดละ 1
คน รวม 76 คน บวกกับผู้ทรงคุณวุฒิอีก 23 คน[33]. ด้วยเหตุนี้ รธน.2540 จึงถูกเรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”
อย่างแท้จริง[34]. เนื้อหาสำคัญ ของรัฐธรรมนูญ 2540 เช่น:
กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. (ปิดทางนายกฯ
คนนอกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง)[35], วุฒิสภาทั้งหมด 200
คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ (ก่อนหน้านั้น ส.ว.
มาจากการแต่งตั้งหรือเลือกโดยกลุ่มอาชีพ)[36], จัดตั้ง องค์กรอิสระ ขึ้นหลายองค์กร (กกต., ป.ป.ช.,
ผู้ตรวจการแผ่นดิน, ศาลรัฐธรรมนูญ, กสม. ฯลฯ)
เพื่อถ่วงดุลตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ[37], และปรับระบบเลือกตั้งให้ส่งเสริมพรรคการเมืองเข้มแข็ง – มี ส.ส.เขต
400 คน + ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน, ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ,
ส่งผลให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพมากขึ้น (ต่างจากก่อนหน้า 2540
ที่มักเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค)[38]. รัฐธรรมนูญ 2540 ได้รับการยอมรับว่าก้าวหน้าทั้งด้านสิทธิเสรีภาพ
(เช่น เพิ่มสิทธิชุมชน, สิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ)[39] และการปฏิรูปการเมือง (เช่น เพิ่มบทบาทภาคประชาสังคม). อย่างไรก็ดี
ฉบับนี้ถูกยกเลิกโดย รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งโค่นรัฐบาลทักษิณ
ชินวัตร โดยคณะปฏิรูปฯ (คปค.)
ที่อ้างเรื่องปัญหาคอร์รัปชันและความขัดแย้งทางการเมือง.
- รัฐธรรมนูญ 2550: ภายหลังรัฐประหาร 2549
คณะรัฐประหารได้แต่งตั้ง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชุดใหม่และจัดให้มีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
2550 (ถือเป็นครั้งแรกที่ไทยทำประชามติรัฐธรรมนูญ) ซึ่งประชาชนลงมติเห็นชอบ ราว
57.8% ส่งผลให้รัฐธรรมนูญ 2550 มีผลบังคับใช้วันที่ 24 ส.ค. 2550[40]. บริบท ของฉบับนี้คือสังคมที่แบ่งขั้วชัดเจนระหว่างฝ่ายสนับสนุนทักษิณกับฝ่ายต่อต้านทักษิณ
(เหลือง/แดง) ความไว้เนื้อเชื่อใจในนักการเมืองลดต่ำ คณะร่างฯ
จึงพยายามออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อ “ลดการผูกขาดอำนาจ” ของรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง
และ เพิ่มกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ตามแนวคิดของฝ่ายอนุรักษ์นิยม. ตัวอย่างสาระสำคัญ:
ปรับระบบเลือกตั้ง ส.ส. เป็นแบบ แบ่งเขต 400 คน + สัดส่วน 80 คน (ใช้เขตจังหวัดใหญ่แทนเขตเล็ก
ลดจำนวน ส.ส. พรรคใหญ่)[41], กำหนดให้ วุฒิสภา 150 คนมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมครึ่งหนึ่ง +
การสรรหาแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง (ถอยหลังจากที่เคยเลือกตั้งทั้งหมดในปี 2543)[41], เพิ่มอำนาจองค์กรอิสระ/ศาลในการตรวจสอบและลงโทษนักการเมือง (เช่น
ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคได้, กำหนดโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5
ปีแก่กรรมการพรรคที่ทุจริต – ส่งผลให้เกิดการ ยุบพรรคไทยรักไทย และห้ามนักการเมือง
111 คนในปี 2550) เป็นต้น. แม้รัฐธรรมนูญ 2550
จะยังคงหมวดสิทธิเสรีภาพประชาชนไว้ใกล้เคียงฉบับก่อนหน้า
แต่โดยรวมถูกมองว่าเป็น “ผลพวงของรัฐประหาร” ที่แฝงเจตนาสืบทอดอำนาจ:
ผ่านการออกแบบระบบการเมืองให้รัฐบาลชุดหลังอ่อนแอลงและชนชั้นนำดั้งเดิมยังควบคุมได้.
รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนในปี 2554 (เช่น
เปลี่ยนระบบเลือกตั้งกลับไปใช้ ส.ส. 500 คน และปรับวิธีทำสนธิสัญญา)[42] แต่สุดท้ายก็ถูกยกเลิกโดย รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ที่นำโดย
คสช. ภายใต้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา.
- รัฐธรรมนูญ 2560: เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
(ฉบับที่ 20) ที่ร่างขึ้นภายใต้การนำของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
รัฐบาลทหารที่ยึดอำนาจในปี 2557. คสช. แต่งตั้งกรรมการร่างฯ 21 คน มีนายมีชัย
ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ยกร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่าจะปฏิรูปการเมืองให้เกิด “ธรรมาภิบาล”
และความปรองดอง. ร่างฉบับนี้ผ่าน การออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. 2559 (ประชาชนเห็นชอบ
61.4%) ก่อนประกาศใช้วันที่ 6 เม.ย. 2560[43]. ลักษณะเด่น/จุดวิจารณ์ ของรัฐธรรมนูญ 2560 ได้แก่:
- บทเฉพาะกาลให้วุฒิสภาแต่งตั้ง 250 คนมีอำนาจสูงมาก: ใน ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก (2560-2565) ให้มีวุฒิสมาชิก 250
คนซึ่งแต่งตั้งทั้งหมดโดย คสช.
และที่สำคัญคือวุฒิสภาชุดนี้มีสิทธิร่วมลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งปี
2562 ด้วย[44]. นี่ถือเป็นการ สืบทอดอำนาจ ของคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน
เพราะ ส.ว. แต่งตั้งเหล่านี้ได้ร่วมโหวตให้พล.อ.ประยุทธ์ (หัวหน้าคสช.)
เป็นนายกฯ ต่อในปี 2562
ทั้งที่พรรคพลังประชารัฐของท่านไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ.
(หมายเหตุ: หลังวาระ 5 ปีแรก รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภา 200 คนมาจากการ “เลือกกันเองของกลุ่มอาชีพ”
แต่ก็ยังเป็นการแต่งตั้งทางอ้อม ไม่ใช่เลือกตั้งโดยตรง
และไม่มีอำนาจโหวตนายกฯ แล้ว).
- ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและแผนปฏิรูปประเทศผูกมัดรัฐบาลเลือกตั้ง: รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม ยุทธศาสตร์ชาติระยะ
20 ปี และแผนการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ที่จัดทำขึ้นในยุคคสช.
(บัญญัติไว้ในมาตรา 65 และหมวด 16)[10]. กลไกนี้ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกจำกัดเสรีภาพในการกำหนดนโยบาย
เพราะถ้าออกนอกกรอบยุทธศาสตร์/แผน
อาจถูกองค์กรอิสระหรือศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญได้[12]. นักวิจารณ์มองว่านี่คือการ “มัดมือรัฐบาลหน้า” ไม่ต่างอะไรกับการที่คณะรัฐประหารยังคงกุมทิศทางประเทศแม้หมดอำนาจไปแล้ว.
- ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม (MMA): เดิมฉบับ
2560 กำหนดให้ ส.ส. 500 คน มาจากเขตเลือกตั้ง 350 คน + บัญชีรายชื่อ
150 คน แต่ใช้บัตรเลือกตั้ง ใบเดียว (รวมคะแนนเพื่อคำนวณทั้ง
ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อ)[45]. สูตรคำนวณนี้ออกแบบให้คะแนนเสียงของประชาชนทุกเสียงถูกแปรเป็นจำนวน
ส.ส. อย่างเคร่งครัด ทำให้พรรคขนาดใหญ่ได้ ส.ส.
ลดลงและพรรคขนาดเล็กมีโอกาสได้ที่นั่ง (“ปัดเศษ” จากบัญชีรายชื่อ) –
ผลคือหลังเลือกตั้ง 2562 มีพรรคเล็กเต็มสภา การจัดตั้งรัฐบาลยุ่งยาก
ต้องตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรค. (อย่างไรก็ดี ระบบนี้ถูกแก้ไขในปี 2564-65
กลับไปใช้บัตร 2 ใบและสูตรคำนวณแบบใหม่สำหรับเลือกตั้ง 2566).
- เพิ่มข้อจำกัดในการแก้รัฐธรรมนูญ: มาตรา
256 ของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดเงื่อนไขแก้ไขที่ยาก โดยต้องใช้เสียงเห็นชอบ เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา
และในนั้นต้องมีเสียง ส.ว. อย่างน้อย 1 ใน 3 สนับสนุนด้วย (หมายความว่าหาก
ส.ว. คัดค้านเกิน 84 คน การแก้ไขจะไม่ผ่าน). นอกจากนี้ หากจะแก้ในหมวดสำคัญ
(เช่น หมวด 1 บททั่วไป, หมวด 2 พระมหากษัตริย์,
หรือแก้เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ) จะต้องทำประชามติ
[1] [2] [3] ก้าวไกลยื่นยกเลิกมาตรา 272
เชื่อเป็นทางออกตัดอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ ย้ำรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่เป็นผลดี
https://themomentum.co/report-mfp-272/
[4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] มาแล้ว!
ก้าวไกลยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 3 ฉบับ
https://www.thaipost.net/hi-light/626085/
[13] [14] [15] [16] [17] [18] [21] [22] [23] ‘ก้าวไกล’ ยื่นร่างแก้รัฐธรรมนูญ
ปมที่มา ส.ส.ร. เลือกตั้ง 100%-อายุ 18 ปี สมัครได้
https://www.workpointtoday.com/politics-amend-the-constitution-2
[19] เจาะลึกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี64
แก้รธน.ต้องทำประชามติก่อน
https://www.posttoday.com/politics/719568
[20] [24] เปิดคำวินิจฉัยส่วนตน
เสียงข้างมากยืนยันเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทำประชามติ 2 ครั้งก็พอ - iLaw
https://www.ilaw.or.th/articles/43547
[25] [26] [27] [28] [29] 7 ตุลาคม พ.ศ. 2517 -
ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
[30] [31] [32] [33] [34] [35] [36] [37] [38] [39] รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นอย่างไร ใครๆ
ก็พูดถึง - iLaw
https://www.ilaw.or.th/articles/3812
[40] [41] [42] รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ปี 2550
https://parliamentmuseum.go.th/constitution/constitution-18-2550.html
[43] [44] [45] รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ปี 2560
https://parliamentmuseum.go.th/constitution/constitution-20-2560.html