บางครั้งผมนั่งคิดเล่น ๆ แล้วก็รู้สึกแปลกเหมือนกันว่า ชีวิตคนคนหนึ่งจะโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ที่ได้เกิดมาอยู่ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนหน้าตาไปทีละชั้น ๆ
ผมเกิดปี 1979
มันเป็นปีที่ไม่ได้พิเศษอะไรนักในประวัติศาสตร์โลก แต่ถ้ามองย้อนกลับไปจากวันนี้ มันเหมือนเป็นจุดที่ยืนอยู่ตรงสันคลื่นของการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างพร้อมกัน
ผมจำโลกที่ยังเป็น analog ได้
และก็จำโลกที่กลายเป็น digital ไปหมดแล้วได้เหมือนกัน
บางอย่างที่เคยเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวัน วันนี้มันหายไปเหมือนฟอสซิลของยุคหนึ่ง
และคนที่เกิดทีหลัง…จะไม่มีวันมีประสบการณ์แบบเดียวกันนั้นอีกเลย
...
โทรศัพท์ที่ต้องหมุน
โทรศัพท์เครื่องแรก ๆ ที่ผมใช้เป็นแบบ "หมุน"
เวลาจะโทรหาใครต้องสอดนิ้วเข้าไปในรูของตัวเลข แล้วหมุนไปจนสุด จากนั้นก็ปล่อยให้มันหมุนกลับช้า ๆ
ถ้ากดเลขผิด
ก็ต้องวางสาย
แล้วเริ่มใหม่หมด
ไม่มีปุ่ม delete
ไม่มี backspace
ชีวิตเรียบง่ายและโหดร้ายแบบนั้น
เสียง "แกร๊ก แกร๊ก แกร๊ก" ตอนวงล้อหมุนกลับ เป็นเสียงที่เด็กสมัยนี้ไม่มีวันได้ยิน
เหมือนกับเสียงดินสอที่ใช้หมุนเทปคาสเซ็ต
...
ตู้โทรศัพท์สาธารณะ
สมัยก่อน ถ้าจะโทรหาใครตอนอยู่นอกบ้าน
คุณต้องหาตู้โทรศัพท์
แล้วหยอดเหรียญ
เหรียญจะตกลงไปข้างในพร้อมเสียงกริ๊ง
ถ้าคุยเกินเวลา
เครื่องก็จะร้องเตือน
และถ้าคุยนานไปอีกหน่อย
สายก็จะตัด
การคุยโทรศัพท์สมัยนั้นเลยเป็นกิจกรรมที่ต้อง "คิดก่อนพูด"
ต่างจากวันนี้ที่ข้อความวิ่งไปทั่วโลกโดยไม่ต้องคิดอะไรเลย
ต่อมามีบัตรโทรศัพท์
บัตรพลาสติกที่เสียบเข้าไปในตู้
แล้วระบบจะหักหน่วยเงินออกทีละนิด
บางคนถึงกับสะสมบัตรโทรศัพท์ลายสวย ๆ
วันนี้ตู้โทรศัพท์แทบจะกลายเป็นโบราณวัตถุไปแล้ว
...
โต๊ะเช่ามือถือ
ช่วงหนึ่งของชีวิตในเมืองไทยมีภาพที่น่าสนใจมาก
ตามตลาด
ตามสถานีขนส่ง
ตามหน้าโรงงาน
จะมีโต๊ะเล็ก ๆ ตั้งอยู่
บนโต๊ะมีมือถือวางอยู่หนึ่งเครื่อง
แล้วติดป้ายว่า
"โทรศัพท์มือถือ นาทีละ 3 บาท"
คนเดินผ่านก็สามารถจ่ายเงิน แล้วขอยืมมือถือโทรกลับบ้านต่างจังหวัด
มันเป็น sharing economy เวอร์ชันดั้งเดิม
ก่อนที่โลกจะมี Uber หรือ Airbnb หลายสิบปี
...
เสียงอินเทอร์เน็ตที่ร้องเหมือนหุ่นยนต์กำลังตาย
คนที่ไม่เคยใช้ dial‑up internet
จะไม่มีวันเข้าใจเสียงนี้
เสียงโมเด็มที่ร้อง
ตี๊ดดดดดด
กรี๊ดดดดด
เหมือนหุ่นยนต์กำลังทะเลาะกับเครื่องแฟกซ์
เราต้องรอให้มันต่อสัญญาณสำเร็จ
และในระหว่างนั้น
ห้ามใครยกหูโทรศัพท์
ไม่งั้นอินเทอร์เน็ตจะหลุด
เว็บเพจโหลดทีละบรรทัด
รูปภาพโผล่มาทีละเส้น
แต่ตอนนั้นเราก็รู้สึกว่า
"นี่คืออนาคตแล้ว"
...
จาก Pager ถึง Smartphone
ผมจำ pager ได้
เครื่องเล็ก ๆ ที่รับข้อความสั้น ๆ จากโลกภายนอก
มันเหมือน notification system รุ่นดึกดำบรรพ์
ต่อมามี PCT
มีมือถือ analog
แล้วก็มีมือถือ digital
จากนั้นไม่นาน
มือถือก็กลายเป็นคอมพิวเตอร์
ทุกวันนี้โทรศัพท์ในกระเป๋าของเรา
มีพลังประมวลผลมากกว่าคอมพิวเตอร์ทั้งห้องในยุคที่ผมยังเรียนมหาวิทยาลัย
...
อินเทอร์เน็ตคาเฟ่
มีช่วงหนึ่งที่ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่มีอยู่ทุกหัวมุมถนน
เด็กนักเรียนไปเล่นเกม
ผู้ใหญ่ไปเช็คอีเมล
และหลายคนไปคุย MSN
มันเป็นเหมือนศูนย์รวมของโลกออนไลน์ในยุคที่อินเทอร์เน็ตยังไม่เข้าบ้านทุกคน
วันนี้แนวคิดนั้นแทบจะหายไปแล้ว
เพราะอินเทอร์เน็ตอยู่ในกระเป๋าของเราตลอดเวลา
...
สื่อบันทึกข้อมูลที่สูญพันธุ์
ผมเคยใช้
floppy disk
แผ่นบาง ๆ ที่บันทึกข้อมูลได้ไม่กี่เมกะไบต์
จากนั้นมี CD
DVD
USB drive
และตอนนี้ข้อมูลส่วนใหญ่ของเราอยู่ใน cloud
ซึ่งจริง ๆ แล้วหมายถึง
"คอมพิวเตอร์ของคนอื่น"
...
โลกที่เปลี่ยนเร็วเกินไป
คนที่เกิดในศตวรรษก่อน ๆ อาจใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกันตั้งแต่เด็กจนตาย
แต่คนที่เกิดช่วงปลายศตวรรษที่ 20
เห็นโลกเปลี่ยนหลายครั้ง
analog → digital
offline → internet
desktop → mobile
software → AI
มันเหมือนยืนอยู่บนสะพานที่เชื่อมสองโลก
...
บางครั้งผมก็คิดว่า
คนรุ่นหลังอาจไม่เคยรู้สึกแบบนี้
สำหรับพวกเขา
อินเทอร์เน็ตมีอยู่เสมอ
สมาร์ตโฟนมีอยู่เสมอ
AI มีอยู่เสมอ
โลกเป็นแบบนี้มาตั้งแต่จำความได้
แต่สำหรับคนรุ่นผม
เราเห็นมันค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้นมา
ทีละชั้น
เหมือนดูเมืองทั้งเมืองค่อย ๆ งอกขึ้นมาจากพื้นดิน
...
และบางที
อีก 30 ปีข้างหน้า
เด็กที่เกิดวันนี้อาจมองกลับมาที่เรา แล้วพูดว่า
"คนยุคนั้นแปลกดีนะ"
"เขายังต้องถือมือถือเอง"
"ยังต้องพิมพ์แป้นพิมพ์"
"ยังต้องขับรถเอง"
โลกไม่เคยหยุดเปลี่ยน
แต่ผมก็ยังรู้สึกดีอยู่หน่อยหนึ่ง
ที่อย่างน้อย
ผมเคยได้ยินเสียงโมเด็ม dial‑up ด้วยหูตัวเอง
และผมยังจำเสียงโทรศัพท์หมุน
ตอนมันหมุนกลับช้า ๆ ได้อยู่
...
มันเป็นเสียงของโลกใบเก่า
ที่ค่อย ๆ หายไป
อย่างเงียบ ๆ