วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569

TO BE NUMBER ONE ทำมา 24 ปีแล้ว

แต่เรารู้จริงหรือยังว่า “สำเร็จ” แค่ไหน

มีบางโครงการที่อยู่กับสังคมไทยมานานจนเราแทบไม่ถามอะไรกับมันแล้ว
เห็นชื่อ เห็นโลโก้ เห็นกิจกรรม เห็นการประกวด เห็นชมรม เห็นงานมหกรรม ก็รู้สึกไปเองว่าโครงการนี้คง “ใหญ่” และคง “ได้ผล” แน่ ๆ

TO BE NUMBER ONE ก็เป็นหนึ่งในนั้น

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 และยังดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถ้านับถึงปี 2026 ก็เท่ากับว่าอยู่มาแล้วราว 24 ปี ซึ่งไม่ใช่ช่วงเวลาสั้น ๆ เลย

เมื่อโครงการหนึ่งเดินมานานขนาดนี้ คำถามที่ควรถูกหยิบขึ้นมาคุย ไม่ควรมีแค่ว่า “ยังทำอยู่ไหม” แต่ควรลึกไปกว่านั้นอีกนิด

  • ตลอดเวลาที่ผ่านมา ใช้งบไปเท่าไร

  • เงินมาจากไหน

  • วัดผลได้จริงแค่ไหน

  • และที่สำคัญที่สุดคือ มันช่วยลดปัญหายาเสพติดได้จริง หรือเก่งแค่เรื่องจัดกิจกรรมและสร้างภาพลักษณ์

คำถามแบบนี้ไม่ได้แปลว่าโครงการไม่ดี
แต่มันคือคำถามพื้นฐานที่โครงการสาธารณะขนาดใหญ่ทุกโครงการควรถูกถาม

สิ่งที่พูดได้อย่างเป็นธรรม: โครงการนี้ไม่ได้มีแต่ชื่อ

ต้องยอมรับก่อนว่า TO BE NUMBER ONE ไม่ใช่โครงการที่มีแค่ป้ายกับคำขวัญ

จากเอกสารผลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในช่วงหลัง จะเห็นว่าโครงการยังมีการขับเคลื่อนจริงทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ เขตกรุงเทพมหานคร สถานศึกษา สถานประกอบการ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน โดยยังมีรูปแบบการทำงานที่คุ้นตากันดี เช่น ชมรม TO BE NUMBER ONE ศูนย์เพื่อนใจ การประกวด การพัฒนาแกนนำ และกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ต่าง ๆ

ในเชิงโครงสร้าง นี่จึงไม่ใช่โครงการที่มีแต่ชื่อเสียงเก่า ๆ หลงเหลืออยู่
มันยังมี “ระบบงาน” อยู่จริง มีคนทำจริง และมีเครือข่ายรองรับอยู่จริง

ถ้ามองในมุมนี้ จะบอกว่าโครงการ “ไม่มีผลงานเลย” ก็คงไม่แฟร์

จุดแข็งที่เห็นได้ชัด: เครือข่ายใหญ่ และพลังเชิงสังคมยังทำงานได้

สิ่งที่ TO BE NUMBER ONE ดูจะทำได้ดีมาตลอด คือการสร้างเครือข่ายและทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในวงกว้าง

แทนที่จะสื่อสารเรื่องยาเสพติดแบบสั่งห้ามหรือเทศน์ตรง ๆ โครงการนี้เลือกใช้วิธีสร้างพื้นที่ทางสังคมให้วัยรุ่นมีอะไรบางอย่างให้ยึดโยง ไม่ว่าจะเป็นชมรม เพื่อน กิจกรรม เวทีแสดงออก หรือภาพของการเป็นคนรุ่นใหม่ที่ “เป็นหนึ่งได้โดยไม่พึ่งยาเสพติด”

ในทางแนวคิด วิธีแบบนี้ไม่ได้แย่เลย เพราะปัญหายาเสพติดในเด็กและเยาวชนมักไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ด้วยคำเตือนอย่างเดียว การมีเพื่อน มีพื้นที่ มีตัวตน และมีสิ่งให้ภาคภูมิใจ อาจช่วยลดแรงดึงจากพฤติกรรมเสี่ยงได้ในบางกรณี

ตรงนี้จึงถือเป็นข้อดีที่ควรยอมรับอย่างตรงไปตรงมา

แต่พอถามเรื่องงบประมาณ ภาพก็เริ่มซับซ้อนขึ้นทันที

พอลองไล่ดูเอกสารงบประมาณย้อนหลัง จะพบว่าตัวเลขของ TO BE NUMBER ONE ไม่ได้อยู่ในรูปที่อ่านง่ายนัก

บางเอกสารเป็นงบของหน่วยงานเจ้าภาพหลัก
บางเอกสารเป็นงบรวมที่รวมเงินสนับสนุนจากหลายกระทรวง
บางเอกสารเป็นแผนของบ
บางเอกสารเป็นยอดที่ได้รับจริง
และบางปีมีทั้งงบกันเหลื่อมปีหรือเงินสนับสนุนจากแหล่งอื่นเข้ามาปะปนอีก

ทำให้การตอบคำถามว่า “ปีหนึ่ง ๆ โครงการนี้ใช้งบจริงเท่าไร” ไม่ได้ตรงไปตรงมานัก ถ้าไม่แยกชนิดของเอกสารให้ดี ก็มีสิทธิ์หยิบเลขคนละประเภทมาเทียบกันแล้วสับสนได้ง่ายมาก

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ไล่จากเอกสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะย้อนหลังได้ ก็พอเห็นภาพคร่าว ๆ ว่าในหลายปีที่ผ่านมา โครงการนี้ใช้งบในระดับ หลักร้อยล้านบาทต่อปี

ตัวเลขที่พบจากเอกสารทางการย้อนหลังโดยสรุป เช่น

  • ปี 2559 รวมประมาณ 198.14 ล้านบาท

  • ปี 2560 รวมประมาณ 186.67 ล้านบาท

  • ปี 2561 รวมประมาณ 198.34 ล้านบาท

  • ปี 2562 รวมประมาณ 210 ล้านบาท

  • ปี 2563 รวมประมาณ 282.03 ล้านบาท

  • ปี 2564 มีเอกสารที่ยืนยันฐานงบอย่างน้อย 100 ล้านบาท

  • ปี 2565 พบทั้งตัวเลข 100 ล้านบาท, 215 ล้านบาท และ 261.49 ล้านบาท ตามนิยามของเอกสารแต่ละชุด

  • ปี 2566 มีเอกสารแผนที่ระบุ 390 ล้านบาท

  • ปี 2567 ระบุ 95 ล้านบาท

  • ปี 2568 ระบุ 100 ล้านบาท

แค่เห็นตัวเลขระดับนี้ก็คงพอพูดได้แล้วว่า นี่ไม่ใช่โครงการขนาดเล็ก และไม่ใช่งบที่ควรถูกมองผ่าน ๆ

เงินมาจากไหน

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เงินของ TO BE NUMBER ONE ไม่ได้มาจากหน่วยงานเดียว

ภาพรวมจากเอกสารที่หาได้ชี้ว่า โครงการนี้มีลักษณะเป็นงานบูรณาการระหว่างหลายหน่วยงาน โดยมีงบจากหน่วยงานเจ้าภาพเป็นฐาน แล้วมีเงินสนับสนุนจากกระทรวงหรือหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาสมทบ

ในบางปี แหล่งเงินที่พบในเอกสารประกอบด้วย

  • งบประมาณจากกรมสุขภาพจิต

  • งบสนับสนุนจากกระทรวงและหน่วยงานหลักหลายแห่ง

  • งบจากหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

  • งบของกรุงเทพมหานครในบางช่วง

  • เงินนอกฝากคลังหรือเงินสนับสนุนจากมูลนิธิในบางปี

พูดอีกแบบคือ TO BE NUMBER ONE ไม่ได้เป็นเพียงโครงการของหน่วยงานเดียว แต่เป็นโครงการที่ใช้ทรัพยากรจากหลายส่วนของภาครัฐร่วมกันขับเคลื่อน

ในเชิงหนึ่ง นี่สะท้อนความสำคัญของโครงการ
แต่อีกเชิงหนึ่ง มันก็ทำให้การติดตาม “งบทั้งหมดจริง ๆ” ยากขึ้นด้วย เพราะเงินไม่ได้ไหลมาในท่อเดียว

งบถูกใช้ไปกับอะไร

จากเอกสารจัดซื้อจัดจ้างและแผนดำเนินงานที่เปิดเผย จะพอเห็นว่าการใช้จ่ายของโครงการไม่ได้มีแค่การจัดงานมหกรรมอย่างที่คนทั่วไปมองเห็น

งบส่วนต่าง ๆ ถูกใช้กับหลายเรื่อง เช่น

  • การผลิตสื่อและการประชาสัมพันธ์

  • การติดตามประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่

  • การจัดกิจกรรมระดับภาคและระดับประเทศ

  • การเปิดชมรมและศูนย์เพื่อนใจในสถานศึกษา

  • ระบบฐานข้อมูลของโครงการ

  • ครุภัณฑ์และงานสนับสนุนสำนักงานโครงการ

นั่นแปลว่า เงินของโครงการนี้วิ่งอยู่ในหลายชั้น ตั้งแต่งานภาคสนาม งานเวที งานสื่อ งานประเมินผล ไปจนถึงโครงสร้างสนับสนุนภายใน

คำถามสำคัญที่สุด: แล้วมัน “สำเร็จ” ไหม

ตรงนี้คือจุดที่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “มีผลงาน” กับ “พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริง”

ถ้าถามว่า TO BE NUMBER ONE สำเร็จในแง่การสร้างเครือข่าย สร้างกิจกรรม สร้างการมีส่วนร่วม และทำให้เกิดระบบงานในพื้นที่หรือไม่
คำตอบมีน้ำหนักพอจะบอกว่า ใช่

แต่ถ้าถามว่า โครงการนี้ช่วยลดปัญหายาเสพติดของประเทศได้ชัดเจนแค่ไหน
คำตอบกลับไม่ชัดขนาดนั้น

เหตุผลสำคัญก็คือ เอกสารทางการบางชุดของโครงการเองยังระบุว่า ตัวชี้วัดระดับผลกระทบปลายทางยังไม่ได้ดำเนินการ หรืออย่างน้อยก็ยังไม่ได้แสดงออกมาในรูปแบบที่ทำให้สาธารณชนตรวจสอบได้อย่างชัดเจน

นี่คือประเด็นที่สำคัญมาก

เพราะสิ่งที่โครงการวัดได้เด่น ๆ มักเป็นเรื่องประเภทนี้

  • มีผู้เข้าร่วมกี่คน

  • มีชมรมกี่แห่ง

  • มีพื้นที่ต้นแบบกี่แห่ง

  • มีหน่วยงานผ่านเกณฑ์กี่แห่ง

  • ผู้เข้าร่วมมีความรู้หรือทักษะเพิ่มขึ้นเท่าไร

ตัวเลขเหล่านี้มีประโยชน์ แต่ยังเป็นตัวชี้วัดระดับกิจกรรมและการเข้าถึง
ยังไม่ใช่คำตอบตรง ๆ ว่า

  • คนที่เข้าร่วมโครงการไปแล้วเสพยาน้อยลงจริงไหม

  • เริ่มใช้สารเสพติดช้าลงไหม

  • กลับไปเสพซ้ำน้อยลงไหม

  • พื้นที่ที่ทำโครงการเข้มแข็งกว่าพื้นที่ที่ไม่ได้ทำจริงไหม

  • ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหนหลังจบกิจกรรม

พูดง่าย ๆ คือ
โครงการนี้อาจพิสูจน์ได้ว่า “ทำงานเยอะ”
แต่ยังพิสูจน์ได้ไม่ชัดพอว่า “แก้ปัญหาได้มากแค่ไหน”

ตัวเลขสวย ไม่ได้แปลว่าคำตอบสุดท้ายสวยตาม

หนึ่งในกับดักของโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ คือการมีตัวเลขที่ดูดีมาก

เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้น
จำนวนพื้นที่ต้นแบบเพิ่มขึ้น
คะแนนแบบประเมินดีขึ้น
หรือสัดส่วนความรู้และทักษะในกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับสูง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ไร้ความหมาย
แต่มันต้องถูกอ่านอย่างระวัง

เพราะการที่คนตอบแบบสอบถามได้ดี ไม่ได้แปลตรง ๆ ว่าพฤติกรรมจริงในชีวิตประจำวันเปลี่ยนตามนั้นเสมอไป

ความต่างระหว่าง “ผลในแบบประเมิน” กับ “ผลในสังคมจริง” เป็นเรื่องสำคัญมาก
และเป็นจุดที่หลายโครงการมักตอบได้ไม่สุด

สิ่งที่ควรถามต่อแบบไม่ต้องเกรงใจ

เมื่อโครงการนี้เดินมานานถึง 24 ปี และใช้งบในระดับสูงต่อเนื่อง คำถามต่อไปนี้ถือว่าเป็นคำถามปกติ ไม่ใช่การจับผิด

1. ทำไมงบบางปีสูงกว่าปีข้างเคียงอย่างมาก

ปี 2566 ที่มีเอกสารระบุวงเงิน 390 ล้านบาท เป็นตัวอย่างที่ทำให้คนทั่วไปควรถามต่อว่า เพิ่มขึ้นเพราะอะไร และให้ผลต่างจากปีอื่นอย่างไร

2. งบตามแผน งบที่ได้รับจริง และงบรวมหลังบวกเงินสนับสนุนต่างกันเท่าไร

ถ้าเอกสารแต่ละชุดใช้คนละนิยาม สาธารณชนก็ควรได้รับการอธิบายให้เข้าใจง่ายกว่านี้

3. ถ้าใช้งบต่อเนื่องระดับหลายร้อยล้าน ทำไมผลกระทบปลายทางยังไม่ถูกวัดให้ชัด

นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดของทั้งหมด

4. ระบบประกวดและเกณฑ์ต้นแบบ กลายเป็นเป้าหมายแทนการแก้ปัญหาจริงหรือไม่

อันนี้เป็นคำถามเชิงประเมิน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตายตัว แต่เป็นคำถามที่มีเหตุผลพอจะถามได้

5. ในเมื่อปัญหายาเสพติดของประเทศยังหนักอยู่ เราควรใช้คำว่า “สำเร็จ” ในระดับไหน

อาจสำเร็จในแง่การสร้างเครือข่ายและสร้างกิจกรรม แต่ยังไม่ควรรีบสรุปไกลไปถึงขั้นแก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาด

สรุปแบบไม่อ้อม

TO BE NUMBER ONE เป็นโครงการที่อยู่มานาน ใช้งบไม่น้อย มีเครือข่ายใหญ่ และมีงานจริงอยู่พอสมควร

ถ้าถามว่าโครงการนี้ “มีผลงานไหม”
คำตอบคือ มี

แต่ถ้าถามว่า “พิสูจน์ได้ชัดหรือยังว่าใช้เงินแล้วลดปัญหายาเสพติดได้จริงแค่ไหน”
คำตอบที่ซื่อตรงกว่าคือ ยังไม่ชัดพอ

และตรงนี้เองที่ทำให้การตั้งคำถามเรื่องงบประมาณ ความคุ้มค่า และผลลัพธ์จริง ไม่ใช่เรื่องเสียมารยาททางสังคมเลย
ตรงกันข้าม มันควรเป็นเรื่องปกติในสังคมที่ต้องการให้เงินสาธารณะถูกใช้ไปอย่างมีเหตุผล และตรวจสอบได้

ท้ายที่สุดแล้ว บางทีคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า “โครงการนี้ดีหรือไม่ดี”
แต่อาจเป็นว่า

เรากล้าพอหรือยังที่จะถามโครงการใหญ่ ๆ ว่า ใช้เงินไปมากขนาดนี้ แล้วพิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริงแค่ไหน


แหล่งอ้างอิงท้ายบทความ

  1. เว็บไซต์โครงการ TO BE NUMBER ONE: หน้าเอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ

  2. เอกสารแผนปฏิบัติราชการและตัวชี้วัดของกรมสุขภาพจิต ที่ระบุรายละเอียดโครงการและงบประมาณรายปี

  3. เอกสารสรุปผลงานและแผนการดำเนินงานของโครงการ TO BE NUMBER ONE ปี 2565

  4. เอกสารรายงานผลการดำเนินงานสำคัญของกรมสุขภาพจิต ปีงบประมาณ 2568

  5. เอกสารเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานโครงการ TO BE NUMBER ONE และกรมสุขภาพจิต

  6. เอกสารรายงานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

หมายเหตุ: ตัวเลขงบประมาณในเอกสารแต่ละชุดอาจแตกต่างกัน เพราะบางเอกสารเป็นงบฐานของหน่วยงานหลัก บางเอกสารเป็นงบรวมหลังได้รับการสนับสนุนเพิ่ม และบางเอกสารรวมงบกันเหลื่อมปีหรือเงินจากแหล่งอื่นไว้ด้วย ผู้อ่านควรตรวจสอบนิยามของแต่ละเอกสารประกอบทุกครั้ง

TO BE NUMBER ONE ทำมา 24 ปีแล้ว

แต่เรารู้จริงหรือยังว่า “สำเร็จ” แค่ไหน มีบางโครงการที่อยู่กับสังคมไทยมานานจนเราแทบไม่ถามอะไรกับมันแล้ว เห็นชื่อ เห็นโลโก้ เห็นกิจกรรม เห็นก...