วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

อยู่มานาน...จนเริ่มเห็นว่าบริษัทนี้รอดได้ยังไง และฉันอยู่ตรงไหนในนั้น

บางทีการทำงานนาน ๆ ในที่เดิม มันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกรักที่นั่นมากขึ้นเสมอไปหรอก...

บางทีมันแค่ทำให้เราเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าที่นี่มันขับเคลื่อนกันยังไง ใครแบกอะไรไว้ ใครได้เครดิตจากอะไร และใครถูกใช้จนกลายเป็นของตาย โดยที่ไม่มีใครเรียกมันแบบนั้น

ช่วงนี้ฉันคิดเรื่องนี้บ่อยมาก จนรู้สึกว่าถ้าไม่เขียนออกมา มันคงค้างอยู่ในหัวแบบหนืด ๆ อีกนาน
ไม่ใช่เขียนเพื่อด่าอย่างเดียว...แต่เขียนเพื่อจัดระเบียบความคิดตัวเองด้วย ว่าตกลงแล้วบริษัทนี้มันเป็นยังไงกันแน่ และฉันเองอยู่ตรงไหนในระบบประหลาด ๆ นี้

เอาแบบพูดตรง ๆ เลยนะ...
บริษัทนี้ไม่ได้ถึงขั้นแย่จนพังพรุ่งนี้
แต่มันก็ไม่ได้ดีแบบที่เรียกว่าเป็นองค์กรที่มีระบบชัด คนเก่งถูกใช้ถูกที่ คนทำงานมีทิศทาง หรือผู้บริหารรู้ว่าตัวเองกำลังสร้างอะไรอยู่

มันเหมือนเรือลำหนึ่งที่ยังไม่จม เพราะมีคนคอยตักน้ำออก คอยอุดรู คอยประคองไม่ให้เอียงเกินไป
ไม่ใช่เพราะมันถูกออกแบบมาดีตั้งแต่แรก

พูดง่าย ๆ คือ ที่นี่ยังรอดได้ เพราะมีคนช่วยแบก ไม่ใช่เพราะข้างบนวางระบบเก่ง

สิ่งที่ฉันเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือ บริษัทนี้มีนิสัยแบบหนึ่งที่ฝังอยู่ลึกมาก...
คือชอบโยนงานลงล่าง แล้วทำเหมือนการโยนนั้นคือการบริหาร

งานขายก็โยน
สินค้าตัวใหม่ก็โยน
ทริปก็โยน
ปัญหาหน้างานก็โยน
งานที่ไม่มีเจ้าภาพชัดเจนก็โยน
พอโยนเสร็จ ก็ใช้คำง่าย ๆ สั้น ๆ อย่าง “ลองดู” “ช่วยจัดการ” “ออกไปหาลูกค้า” หรือ “ขายให้ได้”

ฟังดูเหมือนเป็นคำสั่งนะ
แต่ถ้าคิดดี ๆ มันไม่ใช่คำสั่งที่มีคุณภาพอะไรเลย
มันเป็นแค่การผลักภาระการคิด การตัดสินใจ และความเสี่ยง ลงมาให้คนทำงานไปหาคำตอบเอาเอง

ฉันไม่ได้บอกว่าผู้บริหารต้องรู้ทุกอย่างนะ
แต่ถ้าจะบริหารคน อย่างน้อยก็ควรรู้ว่า
งานนี้ต้องการอะไร
ใครเหมาะกับงานนี้
เป้าหมายคืออะไร
ถ้าทำไม่สำเร็จเพราะอะไร
และจะช่วยลูกน้องยังไงบ้าง ถ้างานมันติด

แต่หลายครั้งที่นี่ไม่ใช่แบบนั้น
ที่นี่จะใช้สูตรง่าย ๆ คือ สั่งก่อน...แล้วค่อยให้คนอื่นไปรับกรรมแทน

ตัวอย่างชัด ๆ ที่เพิ่งเจอไม่นานก็คือเรื่องงานต่างประเทศงานหนึ่งที่เกี่ยวกับสายอุตสาหกรรมของบริษัทนี่แหละ
งานประเภทนี้จริง ๆ มันก็มีประโยชน์นะ ไปดูตลาด ไปดู supplier ไปดูของใหม่ ๆ ว่าพอจะมีอะไรหยิบมาต่อยอดได้บ้าง
จะบอกว่าไม่ควรไปเลยก็ไม่ใช่ เพราะในอดีตก็เคยมีของบางตัวที่ไปเจอแล้วเอามาลองขายต่อได้จริงอยู่บ้าง

แต่ปัญหาไม่ใช่ว่างานแบบนี้ควรไปไหม
ปัญหาคือเขาจัดการกับ “คนที่จะไป” ได้ห่วยมาก

วิธีที่เรื่องมันไหลลงมาคือ ข้างบนสั่งให้คนหนึ่งช่วยจัดทริป จองโรงแรม จองตั๋ว ส่วนอีกคนก็ดูว่าในทีมขายจะให้ใครไปด้วย
แล้วสุดท้ายมันก็ไหลลงมาเป็นว่า คนข้างล่างไปตกลงกันเองละกันว่าใครจะไป

ฟังแล้วมันตลกร้ายมาก...
คือคนเป็นหัวหน้า ไม่อยากทำหน้าที่เลือกคนเอง เลยปล่อยให้ลูกน้องมาจัดการความอึดอัดกันเอง
ทั้งที่ถ้าคิดตามงานจริง ๆ มันก็ควรดูว่าใครเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือหมวดนั้นโดยตรง ใครจะได้ประโยชน์จากการไป ใครเหมาะกับบทบาทนั้น หรืออย่างน้อยใครสมัครใจ

แต่นี่ไม่ใช่
มันกลายเป็นโยนความขัดแย้งลงมาให้ลูกน้องคุยกันเองแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
แล้วผู้ใหญ่ก็ยืนอยู่ข้างบนแบบปลอดภัย

ฉันว่าองค์กรที่บริหารคนเป็น เขาไม่ทำแบบนี้หรอก
ต่อให้ต้องให้ใครไปในงานที่ไม่มีใครอยากไป เขาก็ต้องกล้าตัดสินใจเอง แล้วอธิบายเหตุผลให้ได้
ไม่ใช่ปล่อยให้คนข้างล่างมานั่งเดากันเองว่าใครจะโดนลากไป

มันเลยยิ่งทำให้เห็นว่า ปัญหาของที่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขาย ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน หรือไม่ใช่แค่เรื่องตลาด
แต่เป็นเรื่องที่ว่าคนข้างบนไม่ค่อยรู้จักใช้คนตามบทบาท และไม่ค่อยอยากรับผิดชอบน้ำหนักของการตัดสินใจตัวเอง

อีกอย่างที่ฉันเห็นชัดมากคือ องค์กรนี้ชอบวัดค่าคนจากผลปลายทางอย่างเดียว
ถ้ามียอด ก็โอเค
ถ้าไม่มียอด ก็เหมือนยังทำได้ไม่พอ

ฟังเผิน ๆ มันก็เหมือนตรงไปตรงมาดีนะ...
ฝ่ายขายก็ต้องดูยอดสิ
แต่มันตรงไปตรงมาแบบขี้เกียจคิดเกินไปหน่อย

เพราะในโลกจริง งานมันไม่ได้มีแค่ปลายทาง
ก่อนจะเกิดยอดหนึ่งบรรทัด มันมีเรื่องยิบย่อยเต็มไปหมด
มีการคุยกับ supplier
มีการขอราคา
มีการเทียบต้นทุน
มีการแก้ปัญหาเอกสาร
มีการไปหน้างาน
มีการช่วยให้ลูกค้ากับช่างคุยกันรู้เรื่อง
มีการตามงานไม่ให้หลุด
มีการช่วยปิดเรื่องเล็ก ๆ ที่ถ้าไม่ทำ มันก็จะสะสมจนกลายเป็นเรื่องใหญ่

แต่ของพวกนี้มันไม่ขึ้นกราฟสวย ๆ ไง
มันเลยไม่ค่อยถูกนับ

ฉันเองก็คงเป็นหนึ่งในคนประเภทนี้
คือไม่ใช่คนที่เก่งแบบยืนหน้าฉากแล้วคนทั้งบริษัทต้องหันมามอง
แต่เป็นคนที่พอมีเรื่องอะไรสะดุด ก็จะถูกลากไปช่วยให้มันเดินต่อได้

อยู่ตำแหน่งเดิมมานานมาก...
ชื่อบนกระดาษก็เหมือนเดิม
แต่สิ่งที่ทำจริงมันไม่เคยเหมือนเดิมเลย

ขายของก็ทำ
คิดต้นทุนก็ทำ
ทำราคาก็ทำ
คุยลูกค้าก็ทำ
ประสาน supplier ก็ทำ
ไปช่วยหน้างานก็ทำ
ไปประกบฝรั่งก็ทำ
รับส่งคนก็ทำ
ตามงานค้างก็ทำ
บางทีก็ต้องช่วยเรื่องเก็บเงินอีก

พอทำไปทำมา มันเหมือนเรากลายเป็นคนที่ถูกเอาไปเสียบได้ทุกรูที่องค์กรยังอุดไม่อยู่
ตอนแรกอาจฟังดูเหมือนเก่งนะ...สารพัดประโยชน์ดี
แต่พออยู่นาน ๆ มันเริ่มรู้สึกอีกแบบ
คือเหมือนตัวเองไม่ได้ถูกใช้เพราะเก่ง
แต่ถูกใช้เพราะ “ยังไงมึงก็เอาอยู่”

แล้วคำว่าเอาอยู่นี่แหละที่น่ากลัว
เพราะพอใครสักคนเอาอยู่เกินไป คนอื่นจะเริ่มถือว่าเป็นเรื่องปกติ
ไม่มีใครถามแล้วว่าทำไมงานนี้ต้องเป็นมึง
ไม่มีใครถามแล้วว่ามันคุ้มไหม
ไม่มีใครถามแล้วว่าคนคนหนึ่งควรแบกหลายบทบาทขนาดนี้หรือเปล่า

มันจะเหลือแค่ตรรกะบ้าน ๆ ว่า
“มึงทำได้ ก็มึงทำนั่นแหละ”

ฉันถึงรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในตำแหน่งแปลก ๆ มาก
ไม่ใช่คนสำคัญแบบที่ได้รับการปกป้อง
แต่ก็ไม่ใช่คนไม่มีค่าแบบที่ตัดทิ้งได้ง่าย

มันเป็นตำแหน่งของคนที่องค์กรพึ่ง...แต่ไม่ยอมยกระดับให้เท่ากับระดับที่พึ่ง

อธิบายยากนะ แต่คนที่เคยอยู่ในที่แบบนี้จะเข้าใจดี
คือองค์กรต้องการให้เราอยู่
เพราะถ้าเราไม่อยู่ หลายเรื่องจะฝืดขึ้น
แต่ตราบใดที่เรายังอยู่และยังช่วยได้ เขาก็จะไม่ค่อยรู้สึกจำเป็นต้องให้มากกว่านี้

มันเลยเป็นการติดอยู่ในจุดกึ่งกลางที่เหนื่อยมาก
ไม่ต่ำจนโดนเขี่ยทิ้ง
แต่ก็ไม่สูงพอจะถูกเห็นคุณค่าจริง ๆ

ถามว่าแล้วบริษัทนี้มีข้อดีไหม...
ก็มีนะ
ฉันไม่ถึงกับตาบอดจนด่าไปหมดทุกอย่าง
มันยังมีตลาดเฉพาะทางที่ขายได้อยู่
ยังมีลูกค้าเดิม
ยังมี connection กับ supplier บางเจ้า
ยังพอมีโอกาสหาอะไรใหม่ ๆ มาเสริมได้
ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างว่างเปล่าหมด

แต่ปัญหาคือสิ่งเหล่านี้มันยังอยู่ในโหมด “พอประคอง” มากกว่า “พาไปข้างหน้า”
คือองค์กรนี้ไม่ได้ดูเป็นองค์กรที่กำลังสร้างอนาคตอย่างมีแบบแผน
มันดูเป็นองค์กรที่กำลังหาของมาโยนลงไปเรื่อย ๆ แล้วหวังว่าสักตัวจะติด
ติดก็ดีไป
ไม่ติดก็เงียบ
เหนื่อยก็ลูกน้องเหนื่อย

ซึ่งเอาเข้าจริง มันไม่ใช่วิธีที่ผิดซะทีเดียวถ้าจะทดลองของใหม่
โลกธุรกิจก็ต้องลองบ้าง
แต่ปัญหาคือมันลองแบบไม่มีระบบรองรับ
ไม่มีการคัดกรองชัด
ไม่มีการวางตำแหน่งสินค้า
ไม่มีการจัดลำดับว่าอะไรควรทุ่ม อะไรควรแตะเบา ๆ
สุดท้ายจึงกลายเป็นทุกอย่างไหลมาที่เซลล์ แล้วใช้คำว่า “ก็หน้าที่ไง” เป็นเกราะกำบัง

มันเลยไม่น่าแปลกใจเลยที่คนข้างล่างหลายคนจะเริ่มแห้ง
ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ
ไม่ใช่เพราะไม่อยากโต
แต่เพราะสมองมันเริ่มจับได้ว่า ระบบนี้ไม่ได้ให้รางวัลตามความสามารถอย่างสมเหตุสมผล

ทำเพิ่ม...ก็ไม่แน่ว่าจะได้เพิ่ม
แบกเพิ่ม...ก็ไม่ได้แปลว่าจะถูกเห็นเพิ่ม
รับผิดชอบเพิ่ม...ก็ไม่ได้แปลว่าจะได้อำนาจตัดสินใจเพิ่ม

ความรู้สึกพวกนี้มันสะสมช้า ๆ นะ
วันแรก ๆ อาจยังไม่ชัด
แต่พอผ่านไปหลายปี มันจะเริ่มกลายเป็นความแห้งบางอย่างในใจ
ทำงานได้แหละ
ไม่ได้ถึงกับทำไม่ได้
แต่ไม่เหลือความรู้สึกว่ามันกำลังพาชีวิตเราไปที่ไหน

ถ้าถามว่า แล้วฉันอยู่ตรงไหนในทั้งหมดนี้
ตอนนี้ฉันเริ่มตอบตัวเองได้ชัดขึ้นว่า
ฉันไม่ใช่ดาวเด่นขององค์กรนี้
และก็ไม่ได้เป็นคนที่องค์กรตั้งใจจะปั้นให้โตแบบจริงจัง

ฉันคือคนประคองเรื่อง
คือคนช่วยให้งานเดิน
คือคนที่ถูกหยิบไปใช้เวลาระบบมันมีรูรั่ว

ถ้าเปรียบบริษัทเป็นตึก ฉันคงไม่ใช่กระจกหน้าตึกที่ใครชมว่าดูดี
ฉันน่าจะเป็นโครงเหล็กข้างในมากกว่า
คือไม่มีใครชม แต่ถ้าวันไหนมันหายไป คนอาจเริ่มรู้สึกว่าตึกมันสั่น ๆ แปลก ๆ

ฟังดูเหมือนปลอบตัวเองใช่ไหม...
บางทีก็อาจใช่
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องปลอมทั้งหมดหรอก
เพราะถ้ามองตามจริง ฉันก็มีส่วนช่วยให้หลายเรื่องไม่เละกว่าเดิม
แค่บทบาทแบบนี้มันไม่ค่อยมีแสงส่องถึงก็เท่านั้นเอง

ที่เขียนมายาวทั้งหมดนี่ ไม่ได้จะสรุปว่า ฉันโคตรสำคัญ หรือบริษัทนี้แย่จนหมดหวัง
ฉันว่าความจริงมันอยู่ตรงกลางมากกว่า

บริษัทนี้ยังอยู่ได้
แต่ยังอยู่ได้แบบกินแรงคน
ผู้บริหารบางคนยังมีอำนาจ
แต่ไม่ได้แปลว่ามีความสามารถเรื่องคนพอ ๆ กัน
ระบบยังเดิน
แต่เดินเพราะคนช่วยประคอง ไม่ใช่เพราะมันออกแบบมาดี

ส่วนฉัน...
ฉันก็ไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่บางวันเผลอคิด
ฉันแค่ไปอยู่ในที่ที่ความสามารถแบบฉันไม่ค่อยถูกวัดด้วยไม้บรรทัดที่ถูกต้อง

มันเลยอาจไม่ใช่เรื่องว่า “ฉันห่วย” เสมอไป
แต่อาจเป็นเพราะ “สนามนี้” มันไม่ได้ให้คะแนนในสิ่งที่ฉันทำได้ดีเท่าไรนัก

พอคิดได้แบบนี้ มันก็ยังไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้นทันทีหรอก
พรุ่งนี้ก็คงยังมีเรื่องเดิม ๆ งานเดิม ๆ คนเดิม ๆ ให้ปวดหัวอีก
แต่อย่างน้อย ฉันเริ่มแยกออกแล้วว่าอะไรเป็นปัญหาของฉันจริง ๆ และอะไรเป็นปัญหาของโครงสร้างที่ฉันอยู่

บางทีแค่นี้ก็ดีกว่าเดิมนิดนึงแล้ว...
อย่างน้อยมันทำให้ฉันเลิกโทษตัวเองทุกเรื่องเสียที

และถึงฉันจะยังไม่ได้รู้ชัดนักว่าทางต่อไปของชีวิตการทำงานจะไปทางไหน
แต่อย่างน้อยตอนนี้ฉันเริ่มรู้แล้วว่า ฉันไม่อยากให้ใครนิยามคุณค่าของฉันด้วยวิธีง่าย ๆ แบบเดิมอีกต่อไป

ก็ยังไม่รู้หรอกว่าจะไปถึงจุดนั้นเมื่อไร
แต่เอาเป็นว่า...ตอนนี้เริ่มเห็นแล้วว่า ฉันไม่ได้เป็นตัวปัญหาไปเสียหมดทุกอย่าง
บางทีฉันอาจเป็นแค่คนหนึ่งที่อยู่ในระบบที่ใช้คนไม่ค่อยเป็น

และถ้ามองในมุมนั้น ฉันก็ไม่ได้ loser อย่างที่บางวันชอบคิดนักหรอก
แค่เหนื่อย...และเริ่มมองอะไรออกมากขึ้นเท่านั้นเอง

อยู่มานาน...จนเริ่มเห็นว่าบริษัทนี้รอดได้ยังไง และฉันอยู่ตรงไหนในนั้น

บางทีการทำงานนาน ๆ ในที่เดิม มันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกรักที่นั่นมากขึ้นเสมอไปหรอก... บางทีมันแค่ทำให้เราเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าที่นี่มันขับเคล...