วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

น้ำมันของเอเชีย: ใครใช้มาก ใครใช้น้อย และตัวเลขต่อหัวบอกอะไรเรามากกว่าที่คิด

เวลาเราได้ยินข่าวเรื่องตะวันออกกลางตึงเครียด ช่องแคบ Hormuz เสี่ยง หรือราคาน้ำมันโลกเด้งขึ้น สิ่งที่คนมักนึกถึงก่อนคือ “น้ำมันจะแพงไหม” แต่ถ้ามองให้ลึกขึ้นอีกนิด คำถามที่น่าสนใจกว่าอาจเป็นว่า

แล้วแต่ละประเทศในเอเชีย ใช้น้ำมันมากแค่ไหนกันแน่

ไม่ใช่แค่ปริมาณรวมทั้งประเทศ แต่รวมถึงคำถามที่สำคัญมากอีกข้อคือ

ถ้าเอาจำนวนประชากรมาหารแล้ว ประเทศไหนใช้น้ำมันต่อคนมากที่สุด

คำถามแบบนี้ช่วยให้เราเห็นภาพมากกว่าตัวเลขดิบ เพราะประเทศใหญ่แบบจีนหรืออินเดีย ต่อให้ใช้น้ำมันรวมมหาศาล แต่เมื่อหารด้วยจำนวนคนมหาศาลเหมือนกัน ภาพที่ได้อาจต่างจากความรู้สึกแรกมาก

บทความนี้เลยจะพาไล่ดูแบบเข้าใจง่าย ว่าเอเชียบริโภคน้ำมันกันอย่างไร ใครอยู่ระดับไหน ทำไมบางประเทศดูใช้สูงผิดปกติ และตัวเลขเหล่านี้สะท้อนอะไรเกี่ยวกับโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ


เริ่มจากทำความเข้าใจก่อนว่า “ใช้น้ำมัน” หมายถึงอะไร

เวลาพูดถึงการใช้น้ำมันต่อหัว หลายคนอาจเผลอคิดว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ แบบเอาน้ำมันเบนซินที่คนเติมรถมารวมกันแล้วหารจำนวนประชากร แต่ในโลกของสถิติพลังงาน มันไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น

ตัวเลขที่ใช้กันทั่วไปมักหมายถึงการบริโภคน้ำมันในประเทศในภาพรวม ซึ่งรวมทั้ง

  • การขนส่งทางถนน

  • ภาคอุตสาหกรรม

  • การบิน

  • การผลิตไฟฟ้าบางส่วน

  • การใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

  • และในบางกรณี ยังมีส่วนที่เกี่ยวกับการกลั่นหรือการขนส่งระหว่างประเทศปนอยู่ด้วย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางประเทศ เช่น สิงคโปร์ จึงดูเหมือนใช้น้ำมันต่อหัวสูงแบบทะลุโลก ทั้งที่ถ้ามองด้วยสามัญสำนึก เราก็รู้ว่าคนสิงคโปร์ไม่ได้ขับรถกันมากกว่าคนทั้งโลกหลายเท่าขนาดนั้น

ดังนั้น เวลามองตัวเลข ต้องมองให้เป็นด้วยว่า

ตัวเลขกำลังสะท้อน “การใช้ของประชาชน” หรือกำลังสะท้อน “บทบาททางเศรษฐกิจของประเทศนั้น” อยู่มากกว่า


ถ้าเรียงลำดับการใช้น้ำมันต่อหัวในเอเชีย ใครอยู่บนสุด

ถ้ายึดชุดข้อมูล Worldometers (อ้างอิงข้อมูลปี 2024) ซึ่งแสดงทั้งการบริโภคน้ำมันรวมต่อวันและ Yearly Gallons Per Capita จะเห็นว่าในบรรดาประเทศเอเชียที่เราคุ้นชื่อกัน ตัวเลขออกมาประมาณนี้

ลำดับที่น่าสนใจในเอเชีย

# ประเทศ สัดส่วน ลิตร/
คน/ปี
เอเชียตะวันออก
1 เกาหลีใต้เอเชียตะวันออก
2,817
2 ไต้หวันเอเชียตะวันออก
2,178
สิงคโปร์ (2 แบบ)
สิงคโปร์ อาเซียน
รวม bunkers + refinery ทั้งหมด
14,748
3 สิงคโปร์ อาเซียน
ตัด intl. bunkers ออก (S&P Global)
~2,100
4 ญี่ปุ่นเอเชียตะวันออก
1,472
อาเซียน
5 บรูไนอาเซียน
2,047
6 มาเลเซียอาเซียน
1,218
7 ไทยอาเซียน
1,112
ค่าเฉลี่ยโลก 730
8 จีนเอเชียตะวันออก
669
9 อินโดนีเซียอาเซียน
333
10 เวียดนามอาเซียน
319
11 กัมพูชาอาเซียน
242
12 ฟิลิปปินส์อาเซียน
237
เอเชียใต้
13 อินเดียเอเชียใต้
224
14 ลาวอาเซียน
174
15 เมียนมาอาเซียน
132
16 ปากีสถานเอเชียใต้
110
17 บังกลาเทศเอเชียใต้
96
18 เกาหลีเหนือเอเชียตะวันออก
41
แหล่งข้อมูล: Worldometers (Energy Institute 2025) ตรวจสอบทุกตัว | สิงคโปร์แบบตัด bunkers: S&P Global (2024)
สิงคโปร์แถวสีจาง = ตัวเลขรวมทั้งหมด ใช้เปรียบเทียบโดยตรงกับประเทศอื่นไม่ได้
สิงคโปร์แถวสีเขียว = ตัด international marine bunkers (~1.15 ล้าน bbl/วัน) ออกแล้ว ใกล้เคียงการบริโภคในระบบเศรษฐกิจจริงมากกว่า

ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นภาพทันทีว่า กลุ่มบนสุดของเอเชียไม่ได้มีแค่ประเทศน้ำมันหรือประเทศร่ำรวยอย่างเดียว แต่เป็นส่วนผสมของหลายแบบมาก

  • ประเทศอุตสาหกรรมหนัก เช่น เกาหลีใต้

  • ประเทศพัฒนาแล้วที่ใช้พลังงานสูงแต่มีประสิทธิภาพ เช่น ญี่ปุ่น

  • ประเทศผู้ผลิตน้ำมันประชากรน้อย เช่น บรูไน

  • และประเทศที่เป็นศูนย์กลางพลังงาน/ขนส่งอย่าง สิงคโปร์

แค่ดูตารางนี้ก็เริ่มเห็นแล้วว่า ตัวเลขต่อหัวไม่ได้บอกแค่ว่าใคร “เติมรถเยอะ” แต่บอกถึงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศนั้นด้วย


สิงคโปร์: ตัวอย่างชัดที่สุดของตัวเลขที่อ่านแบบตรง ๆ ไม่ได้

ถ้าเรียงตามตัวเลขดิบ สิงคโปร์จะกระโดดขึ้นไปสูงมากจนทิ้งประเทศอื่นแบบไม่เห็นฝุ่น

Worldometers ให้ตัวเลขสิงคโปร์ไว้ที่ 3,895.8 gallons ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 14,748 ลิตรต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าประเทศใหญ่อย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้อย่างมาก

ฟังดูแปลกทันที

เพราะถ้าพูดกันแบบชีวิตจริง ประเทศที่พื้นที่ไม่ใหญ่ ประชากรไม่มาก รถยนต์ก็ไม่ได้เยอะจนล้นโลก ทำไมจึงใช้น้ำมันต่อหัวสูงขนาดนั้น

คำตอบคือ สิงคโปร์ไม่ได้เป็นแค่ประเทศเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอาเซียน แต่เป็นทั้ง

  • ศูนย์กลางกลั่นน้ำมัน

  • ศูนย์กลางปิโตรเคมี

  • ศูนย์กลางเติมเชื้อเพลิงเรือของโลก

  • จุดผ่านสำคัญของพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ

S&P Global ระบุว่าในปี 2024 สิงคโปร์มี total oil products consumption ประมาณ 1.37 ล้านบาร์เรลต่อวัน และในจำนวนนี้ 1.15 ล้านบาร์เรลต่อวันเป็น international bunkers หรือเชื้อเพลิงเรือระหว่างประเทศ

นั่นแปลว่า ถ้าพยายามตัดส่วนที่เป็น bunkers ออกคร่าว ๆ จะเหลือส่วนที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงเรือระหว่างประเทศประมาณ

1.37 - 1.15 = 0.22 ล้านบาร์เรลต่อวัน

หรือราว 220,000 บาร์เรลต่อวัน

เมื่อนำตัวเลขนี้ไปเทียบกับประชากรสิงคโปร์ราว 6 ล้านคน จะได้ภาพหยาบ ๆ ว่าการใช้ที่ไม่รวม bunkers ลดลงมาอยู่ประมาณ 2,100 ลิตรต่อคนต่อปี ซึ่งยังสูงอยู่ แต่ไม่สูงหลุดโลกแบบตัวเลขรวม

นี่เป็นบทเรียนสำคัญมากว่า

สถิติพลังงานต้องดูนิยาม ไม่ใช่ดูแค่ลำดับ

เพราะถ้าดูแต่ตัวเลขดิบ เราอาจสรุปผิดทันทีว่าคนสิงคโปร์บริโภคน้ำมันมากที่สุดในเอเชีย ทั้งที่ความจริง ตัวเลขนั้นกำลังสะท้อนบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจพลังงานมากกว่าพฤติกรรมของประชาชนโดยตรง


เกาหลีใต้: ประเทศที่ใช้พลังงานหนักแบบอุตสาหกรรมจริงจัง

ถัดจากสิงคโปร์ กลุ่มที่เด่นขึ้นมาชัดมากคือ เกาหลีใต้

ข้อมูลปี 2024 ให้ตัวเลขเกาหลีใต้อยู่ที่ 745.4 gallons ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 2,821 ลิตรต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าญี่ปุ่น ไทย จีน และประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ชัดเจน

ประเทศนี้ใช้น้ำมันต่อหัวสูงอย่างต่อเนื่อง และตัวเลขของเกาหลีใต้ไม่ใช่ภาพลวงแบบสิงคโปร์เสียทีเดียว เพราะมันสะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจจริง ๆ

เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีทั้ง

  • อุตสาหกรรมหนัก

  • ปิโตรเคมี

  • การต่อเรือ

  • รถยนต์

  • อิเล็กทรอนิกส์

  • และระบบโลจิสติกส์ขนาดใหญ่

ทั้งหมดนี้กินพลังงานมาก

พอรวมกับระดับรายได้ที่สูง การขนส่งที่เข้มข้น และเศรษฐกิจแบบผลิตเพื่อโลก ตัวเลขการใช้น้ำมันต่อหัวของเกาหลีใต้จึงออกมาสูงแบบสมเหตุสมผลในทางโครงสร้าง

ถ้าดูในมุมนี้ เกาหลีใต้จึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่ไม่ได้แค่ “ใช้น้ำมันเยอะ” แต่ใช้เพราะมีระบบเศรษฐกิจที่เข้มข้นและมีประสิทธิภาพสูงมากด้วย


ญี่ปุ่น: ใช้สูง แต่ไม่พุ่งแบบเกาหลีใต้

ญี่ปุ่นก็ยังอยู่กลุ่มบนของเอเชียอย่างชัดเจน โดยตัวเลขอยู่ที่ 389 gallons ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 1,472 ลิตรต่อคนต่อปี แต่ยังต่ำกว่าเกาหลีใต้พอสมควร

สิ่งนี้น่าสนใจ เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เหมือนกัน

เหตุผลหนึ่งคือ ญี่ปุ่นมีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพสูงมาก เมืองใหญ่หลายเมืองทำให้คนจำนวนมากใช้รถไฟแทนรถยนต์ส่วนตัวได้จริง อีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นเองก็ผลักดันเรื่องประสิทธิภาพพลังงานมาเป็นเวลานานมาก ทำให้แม้ขนาดเศรษฐกิจจะใหญ่ แต่การใช้น้ำมันต่อหัวไม่พุ่งแรงเท่าบางประเทศ

จึงอาจพูดได้ว่า ญี่ปุ่นคือประเทศที่ยังใช้น้ำมันต่อหัวสูง แต่มีความเป็น “เศรษฐกิจประหยัดพลังงาน” มากกว่าภาพประเทศอุตสาหกรรมดั้งเดิมแบบที่หลายคนจินตนาการ


บรูไนและมาเลเซีย: ประเทศเล็กหรือกลาง แต่ใช้น้ำมันต่อหัวสูง

บรูไน เป็นเคสที่น่าสนใจมาก เพราะถ้าเช็กตัวเลขให้ถูก บรูไนไม่ได้อยู่ท้ายตารางอย่างที่บางคำตอบเคยพลาด แต่กลับอยู่ในกลุ่มสูงของเอเชีย

Worldometers ระบุว่าบรูไนใช้น้ำมัน 541 gallons ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 2,048 ลิตรต่อคนต่อปี สูงกว่าไทย มาเลเซีย จีน อินโดนีเซีย และเวียดนามอย่างชัดเจน

เรื่องนี้ก็ไม่แปลกนัก เพราะบรูไนเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซ รายได้ต่อหัวสูง และขนาดประชากรเล็กมาก เมื่อหารต่อคนแล้วตัวเลขจึงสูงได้ง่าย

ส่วน มาเลเซีย ก็อยู่สูงกว่าไทยอย่างชัดเจน โดยมีตัวเลข 322.1 gallons ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 1,219 ลิตรต่อคนต่อปี สะท้อนทั้งระดับรายได้ที่สูงกว่าในบางมิติ โครงสร้างอุตสาหกรรม และการใช้พลังงานในระบบเศรษฐกิจที่เข้มข้นกว่าไทยพอสมควร

ประเทศแบบนี้ทำให้เราเห็นว่า บางครั้งตัวเลขต่อหัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประเทศ “ใหญ่” หรือ “เล็ก” แต่อยู่ที่ว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นหมุนด้วยกิจกรรมแบบไหน และประชากรมีมากน้อยเพียงใด


ไทย: อยู่สูงกว่าที่หลายคนคาด แต่ยังไม่ถึงระดับประเทศอุตสาหกรรมหนักชั้นนำ

ตัวเลขของไทยออกมาค่อนข้างน่าสนใจ เพราะถ้าเอามาเทียบกับอาเซียน ไทยอยู่ในกลุ่มค่อนบนอย่างชัดเจน

Worldometers ให้ไทยอยู่ที่ 293.6 gallons ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 1,111 ลิตรต่อคนต่อปี

ไทยใช้น้ำมันต่อหัวสูงกว่า

  • จีน

  • อินโดนีเซีย

  • เวียดนาม

  • ฟิลิปปินส์

  • อินเดีย

  • ลาว

  • เมียนมา

และต่ำกว่าเพียงบางประเทศ เช่น มาเลเซีย บรูไน และแน่นอนว่าสิงคโปร์

สิ่งนี้สะท้อนว่าไทยเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการขนส่งทางถนนสูงมาก ภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์มีน้ำหนักพอสมควร และระบบเมืองของไทยจำนวนมากยังไม่สามารถพึ่งพาขนส่งสาธารณะได้ดีเท่าญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้

พูดง่าย ๆ คือ ไทยไม่ได้ใช้น้ำมันต่อหัวต่ำเลย

แต่ก็ยังไม่ใช่ประเทศที่อุตสาหกรรมเข้มข้นถึงขั้นกินพลังงานในระดับเดียวกับเกาหลีใต้

มันจึงอยู่ในตำแหน่งกึ่งกลางที่น่าสนใจมาก

สูงกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ แต่ยังไม่ถึงชั้นบนสุดของเอเชีย


จีน: ปริมาณรวมมหาศาล แต่ต่อหัวไม่ได้สูงอย่างที่นึก

เวลาเราพูดถึงน้ำมันของเอเชีย ชื่อแรกที่หลายคนนึกถึงมักเป็น จีน เพราะจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่ เศรษฐกิจใหญ่ และนำเข้าน้ำมันจำนวนมหาศาล

ทั้งหมดนั้นจริง

แต่พอเอามาหารด้วยประชากรจำนวนมหาศาลของจีน ภาพกลับเปลี่ยนไปทันที

Worldometers ให้จีนอยู่ที่ 176.8 gallons ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 669 ลิตรต่อคนต่อปี

จีนจึงเป็นประเทศที่

  • ใช้น้ำมันรวมทั้งประเทศสูงมาก

  • มีผลต่อราคาตลาดโลกอย่างชัดเจน

  • พึ่งการนำเข้าจำนวนมาก

แต่ถ้าดู ต่อหัวประชากร จีนกลับยังต่ำกว่าไทย มาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันพอสมควร

นี่สะท้อนให้เห็นว่าประชากรขนาดใหญ่ของจีนยังทำให้การใช้พลังงานเฉลี่ยต่อคนไม่สูงเท่าประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง แม้ภาพรวมทั้งประเทศจะใหญ่โตมหาศาลก็ตาม

อีกมุมหนึ่ง นี่ก็ช่วยอธิบายว่าทำไมจีนยังมีพื้นที่ให้การบริโภคภายในโตได้อีก ถ้ารายได้ครัวเรือนและรูปแบบชีวิตของประชากรขยับสูงขึ้นในอนาคต


อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินเดีย: ประเทศใหญ่ แต่ตัวเลขต่อหัวต่ำกว่าไทยชัด

กลุ่มนี้มีจุดร่วมสำคัญคือ ประชากรจำนวนมาก รายได้เฉลี่ยต่อหัวโดยรวมยังต่ำกว่ากลุ่มพัฒนาแล้ว และโครงสร้างเศรษฐกิจยังไม่ใช้พลังงานเข้มข้นในระดับเดียวกับเกาหลีใต้หรือญี่ปุ่น

อินโดนีเซีย

มีตัวเลขอยู่ที่ 88 gallons ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 333 ลิตรต่อคนต่อปี ประชากรเยอะมาก พื้นที่กว้างใหญ่ แต่ตัวเลขต่อหัวไม่ได้สูง เพราะรายได้เฉลี่ยและรูปแบบการใช้พลังงานยังไม่เข้มข้นเท่าประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ

เวียดนาม

อยู่ที่ 84.3 gallons ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 319 ลิตรต่อคนต่อปี เศรษฐกิจโตเร็วมาก แต่ถ้าวัดต่อหัวแล้ว ยังอยู่ระดับต่ำกว่าไทยมาก นี่สะท้อนว่าเวียดนามยังมีพื้นที่ให้การใช้พลังงานต่อคนเพิ่มขึ้นได้อีกในอนาคต ถ้าเศรษฐกิจขยายต่อและรายได้ประชาชนสูงขึ้น

ฟิลิปปินส์

อยู่ที่ 62.7 gallons ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 237 ลิตรต่อคนต่อปี ต่ำกว่าไทยค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งมาจากรายได้ต่อหัว โครงสร้างเศรษฐกิจ และข้อจำกัดด้านระบบพลังงานและโลจิสติกส์

อินเดีย

อยู่ที่ 59.2 gallons ต่อคนต่อปี หรือประมาณ 224 ลิตรต่อคนต่อปี อินเดียเป็นภาพชัดที่สุดของประเทศที่ “ใช้รวมมหาศาล แต่ต่อหัวต่ำ” เพราะมีประชากรระดับมหึมา เมื่อหารเฉลี่ยออกมาแล้ว ตัวเลขต่อคนจึงต่ำมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจรวม

ประเทศกลุ่มนี้สำคัญมากต่ออนาคตของตลาดน้ำมันโลก เพราะถ้ารายได้เฉลี่ยของประชากรขยับขึ้นเพียงนิดเดียว ผลรวมทั้งประเทศอาจเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล


แล้วประเทศที่อยู่ล่างตารางบอกอะไร

ลาว เมียนมา ปากีสถาน บังกลาเทศ หรือเกาหลีเหนือ อยู่ในระดับการใช้น้ำมันต่อหัวต่ำกว่าอย่างชัดเจน

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้แปลแค่ว่า “คนประหยัด” แต่สะท้อนข้อเท็จจริงหลายอย่าง เช่น

  • รายได้ต่อหัวต่ำ

  • อุตสาหกรรมยังไม่หนาแน่น

  • การเข้าถึงพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานยังจำกัด

  • ระบบขนส่งยังไม่ขยายตัวมากพอ

  • หรือในบางประเทศ มีปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองกดทับอยู่

เพราะฉะนั้น ตัวเลขใช้น้ำมันต่อหัวจึงเป็นเหมือนกระจกอีกบานหนึ่ง ที่สะท้อนระดับการพัฒนาเศรษฐกิจได้แบบอ้อม ๆ

มันไม่ใช่ตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตทั้งหมด แต่ก็บอกอะไรได้มากพอสมควร


ถ้าจะอ่านตัวเลขนี้ให้เป็น ต้องดู 4 มิติพร้อมกัน

1) ขนาดเศรษฐกิจ

ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ มักใช้พลังงานมากกว่าเป็นธรรมดา

2) จำนวนประชากร

ประเทศที่คนเยอะมาก ต่อให้ใช้รวมมหาศาล พอหารต่อหัวแล้วอาจดูไม่สูง

3) โครงสร้างเศรษฐกิจ

ประเทศอุตสาหกรรมหนัก ปิโตรเคมี หรือโลจิสติกส์ จะใช้น้ำมันมากกว่าประเทศที่พึ่งบริการหรือเกษตรกรรม

4) บทบาทพิเศษของประเทศ

บางประเทศ เช่น สิงคโปร์ เป็นศูนย์กลางกลั่นและเดินเรือ ทำให้ตัวเลขต่อหัวสูงแบบที่ไม่ควรอ่านตรง ๆ

เมื่อเอาทั้ง 4 อย่างมาดูพร้อมกัน เราจะเริ่มเข้าใจว่าทำไมประเทศที่ดู “รวย” สองประเทศอาจมีตัวเลขน้ำมันไม่เท่ากัน และทำไมประเทศที่ดู “ใหญ่” มาก อาจมีตัวเลขต่อหัวต่ำกว่าที่คิด


สรุปแบบสั้นที่สุด

ถ้ามองการบริโภคน้ำมันต่อหัวในเอเชีย จะเห็นภาพประมาณนี้

  • สิงคโปร์ สูงสุดแบบต้องอ่านด้วยความระวัง เพราะตัวเลขถูกดันโดยบทบาท hub พลังงาน

  • เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น สะท้อนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมที่เข้มข้นจริง

  • บรูไน มาเลเซีย สูงเพราะโครงสร้างเศรษฐกิจและขนาดประชากร

  • ไทย อยู่ค่อนบนของเอเชีย สูงกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศอย่างชัดเจน

  • จีนและอินเดีย ใช้รวมมหาศาล แต่ต่อหัวยังไม่สูงเท่าประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง

  • ประเทศรายได้ต่ำกว่าในเอเชีย มักอยู่ล่างตาราง ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดด้านโครงสร้างเศรษฐกิจและพลังงาน

สุดท้าย ตัวเลขน้ำมันต่อหัวไม่ได้บอกแค่ว่าใครเติมรถมากกว่ากัน

มันบอกถึง

  • ระดับการพัฒนา

  • ความเข้มข้นของอุตสาหกรรม

  • ลักษณะการขนส่ง

  • บทบาทของประเทศในเศรษฐกิจโลก

  • และศักยภาพที่การใช้พลังงานอาจโตต่อได้ในอนาคต

ถ้ามองเป็น ภาพง่าย ๆ

น้ำมันไม่ใช่แค่เชื้อเพลิงของรถยนต์ แต่มันคือเงาของระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศ

และบางครั้ง การเอาตัวเลขนั้นมาหารด้วยจำนวนคน ก็ทำให้เราเห็นความจริงที่ชัดกว่าการดูยอดรวมเสียอีก


หมายเหตุท้ายบทความ

บทความนี้ใช้แนวคิดเรื่อง “การบริโภคน้ำมันต่อหัว” เพื่อช่วยให้เห็นภาพเปรียบเทียบระหว่างประเทศในเอเชียได้ง่ายขึ้น แต่ตัวเลขลักษณะนี้ยังไม่ใช่ตัวแทนของการใช้น้ำมันของประชาชนล้วน ๆ เสมอไป เพราะบางประเทศมีบทบาทด้านการกลั่น ปิโตรเคมี การบิน หรือการเดินเรือระหว่างประเทศสูงเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสิงคโปร์

ดังนั้น ถ้าจะใช้ตัวเลขเหล่านี้ให้แม่นที่สุด ควรใช้เพื่อดู ภาพเศรษฐกิจและโครงสร้างการใช้พลังงาน มากกว่าจะใช้สรุปตรง ๆ ว่า “คนประเทศนี้ใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยกว่าประเทศนั้น”


อ้างอิงท้ายบทความ

  1. Worldometer, Oil Consumption by Country (2024) — ใช้สำหรับตัวเลขการบริโภคน้ำมันรวมต่อวัน และ Yearly Gallons Per Capita ของประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย

  2. Worldometer, Brunei Darussalam Oil Reserves, Production and Consumption Statistics — ใช้ยืนยันตัวเลขบรูไน 541 gallons ต่อคนต่อปี ซึ่งเคยเป็นจุดที่ข้อมูลบางชุดรายงานคลาดเคลื่อน

  3. Energy Institute, About the Statistical Review of World Energy — ใช้ยืนยันที่มาของฐานข้อมูลสถิติพลังงานโลกที่ Worldometer นำมาอ้างอิงต่อ

  4. S&P Global, Singapore strengthens its lead as Asia's multifuel marine and aviation hub — ใช้อธิบายว่าทำไมตัวเลขสิงคโปร์จึงสูงมาก โดยเฉพาะบทบาทของ international bunkers, aviation uplift และการเป็นศูนย์กลางกลั่น/ค้าพลังงาน

ตัวเลขสำคัญที่อ้างในบทความ

  • สิงคโปร์: 3,895.8 gallons/คน/ปี และการบริโภคน้ำมันรวมปี 2024 ราว 1.37 ล้านบาร์เรล/วัน

  • เกาหลีใต้: 745.4 gallons/คน/ปี

  • ญี่ปุ่น: 389.0 gallons/คน/ปี

  • บรูไน: 541 gallons/คน/ปี

  • มาเลเซีย: 322.1 gallons/คน/ปี

  • ไทย: 293.6 gallons/คน/ปี

  • จีน: 176.8 gallons/คน/ปี

  • อินโดนีเซีย: 88.0 gallons/คน/ปี

  • เวียดนาม: 84.3 gallons/คน/ปี

  • ฟิลิปปินส์: 62.7 gallons/คน/ปี

  • อินเดีย: 59.2 gallons/คน/ปี

หมายเหตุ: การแปลงเป็นลิตรใช้ค่าประมาณ 1 US gallon = 3.785 ลิตร จึงอาจมีเศษต่างกันเล็กน้อยจากการปัดเลข

น้ำมันของเอเชีย: ใครใช้มาก ใครใช้น้อย และตัวเลขต่อหัวบอกอะไรเรามากกว่าที่คิด

เวลาเราได้ยินข่าวเรื่องตะวันออกกลางตึงเครียด ช่องแคบ Hormuz เสี่ยง หรือราคาน้ำมันโลกเด้งขึ้น สิ่งที่คนมักนึกถึงก่อนคือ “น้ำมันจะแพงไหม” แต่ถ...