วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จีน “นึกไม่ออกจะทำธุรกิจอะไร” เมื่อความพร้อมกลายเป็นกับดัก: เน่ยเจวี่ยน สงครามราคา และทางออกที่ไม่ใช่แค่ Deep Tech

มีช่วงหนึ่ง…ถ้าใครพูดถึงจีนในเชิงธุรกิจ ภาพที่โผล่มาในหัวคือ “ทำอะไรก็เร็ว”

จ่ายเงินก็เร็ว ส่งของก็เร็ว เปิดร้านก็เร็ว ปรับตัวก็เร็ว เทคโนโลยีอยู่ทุกจุด ตั้งแต่ QR จนถึง AI

แต่ตอนนี้เริ่มมีคำบ่นใหม่ที่ฟังดูย้อนแย้งมาก—

“นึกไม่ออกว่าจะทำธุรกิจอะไรดี”

ฟังเหมือนคนหมดไฟ…แต่จริง ๆ มันคืออาการของตลาดที่เก่งมากจน “ระบบ” กลืน “ไอเดีย” ไปทีละนิด

บทความนี้อยากชวนมองให้ลึกกว่าคำว่าไอเดียตัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่อง โครงสร้างการแข่งขัน และ แรงกดทางเศรษฐกิจ ที่ล็อกกันเป็นวงจรเดียวกัน


1) เน่ยเจวี่ยน (内卷) ไม่ใช่คำเท่ ๆ ในโซเชียล แต่มันคือ “เกมที่ไม่มีใครชนะ”

คำว่า เน่ยเจวี่ยน (neijuan / 内卷) ถูกใช้ในจีนเพื่ออธิบายสภาพการแข่งขันที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่ ไม่ได้สร้างคุณค่าใหม่ ให้ใครเลย

ภาพเปรียบเทียบที่โดนมากคือ “โรงหนัง”

คนดูคนหนึ่งยืนขึ้นเพื่อให้เห็นชัดขึ้น…
คนอื่นเลยต้องยืนตาม…
สุดท้ายทั้งโรงยืนจนเมื่อย แต่ ไม่มีใครเห็นชัดไปกว่าเดิม

ในเชิงธุรกิจ เน่ยเจวี่ยนคือการแข่งขันที่ไหลไปสู่

  • ตัดราคาให้ต่ำลงเรื่อย ๆ

  • เพิ่มฟีเจอร์ให้เยอะขึ้นเรื่อย ๆ

  • ทำโปรโมชั่นให้ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ผลลัพธ์คือ กำไรหาย ความต่างหาย และแรงลงทุนของใหม่หาย

สิ่งสำคัญคือ: เน่ยเจวี่ยนไม่ใช่ “นิสัย” ของคนจีน แต่มันมักเกิดเมื่อสภาพตลาดทำให้ทุกคนถูกบังคับให้เล่นเกมแบบเดียวกัน


2) ทำไม “ความพร้อม” ถึงกลายเป็นกับดักได้

จีนมีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อการทำธุรกิจแบบโหดมาก

  • การชำระเงินดิจิทัลแพร่หลาย

  • โลจิสติกส์เร็วและถูก

  • แพลตฟอร์มและเครื่องมือดิจิทัลเข้าถึงง่าย

  • AI ช่วยทำคอนเทนต์/โฆษณา/บริการลูกค้าได้แทบทุกคน

สิ่งที่ตามมาคือ “กำแพงความรู้” ที่เคยทำให้คนบางกลุ่มได้เปรียบ…พังลง

เมื่อทุกคนใช้เครื่องมือชุดเดียวกันได้เร็ว
ไอเดียระดับผิวเผิน ก็ถูกก๊อปและสเกลได้ในเวลาไม่นาน

และพอความต่างถูกก๊อปง่าย เกมจะไหลไปสู่สิ่งที่ก๊อปง่ายที่สุดเหมือนกัน…

ราคา

นี่คือจุดที่ “ความพร้อม” ไม่ได้ฆ่านวัตกรรมทั้งหมด
แต่มันฆ่า “นวัตกรรมแบบเอาเทคมาหุ้มของธรรมดาแล้วหวังรวยเร็ว”

เพราะของแบบนั้น ไม่เหลือคูเมือง อีกต่อไป


3) รากลึกกว่าที่คิด: โอเวอร์แคปาซิตี้ + เงินฝืด + สงครามราคา

ประเด็นที่สำคัญมาก (และมักถูกเล่าไม่ครบ) คือ
เน่ยเจวี่ยนจำนวนมากไม่ได้เกิดจากไอเดียตันอย่างเดียว
แต่เกิดจาก แรงกดทางเศรษฐกิจ ที่ดันตลาดไปทาง “เอาตัวรอดระยะสั้น”

เมื่อ

  • กำลังการผลิต (supply) ล้น

  • ความต้องการ (demand) โตช้า

  • บางช่วงมีแรงกดแบบเงินฝืด (คนระวังใช้เงิน)

ธุรกิจจำนวนมากจะถูกบังคับให้แข่งด้วยการ “ระบายของ”
และวิธีระบายที่ไวที่สุดคือ ตัดราคา

ผลคือกำไรบางลงจนแทบไม่มีแรงลงทุน R&D หรือทดลองของใหม่

วงจรจะเป็นแบบนี้:

  1. ตัดราคาเพื่อเอาตัวรอด

  2. กำไรหาย

  3. ไม่กล้าลงทุนของใหม่

  4. สินค้า/บริการยิ่งเหมือนกัน

  5. ยิ่งต้องตัดราคาอีก

นี่แหละ “โรงหนังทั้งโรงยืน” เวอร์ชันเศรษฐกิจ


4) เคสกาแฟ 9.9 หยวน: ตัวอย่างคลาสสิกของนวัตกรรมที่ถูกทำให้เป็นของพื้นฐาน

หลายคนรู้จัก Luckin Coffee ในฐานะธุรกิจที่เคยเด่นเรื่อง data-driven และการทำงานแบบแอป

แต่พอเครื่องมือและแนวคิดแบบนั้นกลายเป็น “มาตรฐานตลาด”
คู่แข่งอย่าง Cotti และคนอื่น ๆ ก็เข้ามาเล่นเกมเดียวกันได้

จากการแข่งขันเชิงโมเดล/ประสบการณ์
มันไหลไปสู่ สงครามราคา

“9.9 หยวน” กลายเป็นสัญลักษณ์ว่า
ถ้าความต่างถูกก๊อปได้เร็ว ตลาดจะบีบให้ทุกคนตอบคำถามเดียวกัน:

“ลดได้อีกไหม?”

และนี่คือกับดัก—เมื่อทุกคนตอบด้วยราคาอย่างเดียว
ไม่มีใครมีงบเหลือพอจะสร้าง “ความต่างที่ก๊อปยาก”


5) Community Group Buying: เทคโนโลยีระดับประเทศ ลงไปแย่งแผงผัก

อีกเคสที่เคยแรงมากคือ Community Group Buying
การรวมกลุ่มซื้อของในชุมชนผ่านแพลตฟอร์ม

ช่วงหนึ่งยักษ์ใหญ่อย่าง Meituan, Alibaba, Pinduoduo ลงมาเล่นหนัก
ทุ่มเงิน ทุ่มโปร ทุ่มซัพพลายเชน

จนเกิดคำวิจารณ์ว่ามันเหมือน

“ใช้ปืนใหญ่ยิงแผงขายผัก”

เพราะแทนที่เทคโนโลยีจะถูกดันไปทำ deep tech
มันถูกใช้เพื่อแย่งมาร์เก็ตเล็ก ๆ ที่มาร์จิ้นบางอยู่แล้ว

สุดท้ายหลายรายถอยหรือปรับรูปแบบ เพราะเกมมันเผาเงินและความสัมพันธ์ชุมชนได้ง่ายมาก

เคสนี้สะท้อนชัดว่า
เมื่อการแข่งขันถูกบีบให้ “ต้องชนะเร็ว”
ทุนและเทคจะไหลไปในสนามที่คืนทุนไว—even ถ้ามันไม่ได้เพิ่มศักยภาพประเทศในระยะยาว


6) EV จีน: ล้ำจริง แต่ก็เน่ยเจวี่ยนจริง (และมันน่ากลัวตรงนี้)

รถ EV จีนเป็นภาพที่น่าสนใจสุด เพราะมันไม่ใช่อุตสาหกรรมตื้น ๆ
มีทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ซัพพลายเชน แบตเตอรี่ และมาตรฐานความปลอดภัย

แต่สิ่งที่เกิดคือ

  • ผู้เล่นเยอะมาก

  • ซัพพลายเชนแข็งมาก

  • เทคหลัก ๆ เริ่มใกล้กันมากขึ้นในเชิงพาณิชย์

ผลคือเกิด “สงครามราคา” ที่หนัก จนกระทบกำไรทั้งอุตสาหกรรม

และพอเทคแกนหลักเริ่มใกล้กัน
หลายค่ายเลยหันไปแข่ง “ลูกเล่น” ที่ผู้บริโภคมองเห็นง่าย

  • ตู้เย็นในรถ

  • หน้าจอใหญ่ขึ้น

  • ฟีเจอร์อำนวยความสะดวกจุกจิก

ลูกเล่นไม่ผิดนะ…แต่ถ้าตลาดทั้งตลาดถูกบีบให้แข่งที่ลูกเล่น เพราะกำไรไม่พอจะลงทุนแกนวิศวกรรมหนัก ๆ
มันคือสัญญาณว่าเกมเริ่มวน


7) รัฐจีน: คนเร่งเครื่องในวันวาน และคนเบรกในวันนี้

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนคือ “รัฐ” อยู่สองบทบาทพร้อมกัน

  • บทบาทที่ 1: เร่งการแข่งขันเพื่อให้โตเร็ว สร้างแชมเปียนอุตสาหกรรม

  • บทบาทที่ 2: พอการแข่งขันกลายเป็น price war ก็ต้องหาวิธีทำให้ตลาดกลับไปแข่งบนคุณค่า

ช่วงหลังคำว่า anti-involution โผล่ในระดับนโยบายมากขึ้น
แปลว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ไวรัล แต่เป็นปัญหาประสิทธิภาพเศรษฐกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ต่อให้รัฐพยายามเบรกสงครามราคา
ถ้า supply ยังล้น + demand ยังไม่ฟื้น
ตลาดมักจะ “หาทางเผา” ในรูปแบบอื่น

  • ลดคุณภาพแทนลดราคา

  • โปรซ่อนรูป

  • รีเบตหลังบ้าน

ดับไฟหน้าบ้าน แต่ควันออกหลังบ้าน—นี่คือความท้าทายจริง


8) ผลข้างเคียงที่คนไม่ค่อยโยง: เน่ยเจวี่ยนทำให้คน “ถอนตัว” และสังคมหมดแรงเสี่ยง

เน่ยเจวี่ยนไม่ใช่แค่เรื่องบริษัท
มันกินไปถึงวิถีชีวิต

เมื่อการแข่งขันไร้รางวัล
คนรุ่นใหม่บางส่วนจะตอบโต้ด้วยการ

  • ลดความทะเยอทะยาน

  • ไม่ไต่บันไดองค์กรแบบเดิม

  • หางาน/ชีวิตที่ต้นทุนทางใจต่ำลง

แนวคิดอย่าง “躺平 (tang ping / lying flat)” เป็นตัวแทนความรู้สึกว่า
ถ้าเกมมันโกงหรือไม่ให้ผลตอบแทนที่คุ้ม…ก็ขอไม่เล่น

ผลทางเศรษฐกิจคือ
ความกล้าเสี่ยงเชิงผู้ประกอบการจะเปลี่ยนรูป
จาก “ลองของใหม่” ไปเป็น “ทำของที่ปลอดภัยและคืนทุนไว”

และนี่ทำให้คำว่า “นึกไม่ออกจะทำอะไร” ดังขึ้น เพราะความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หายไป
แต่พื้นที่ให้มันโต หดลง


9) ความย้อนแสบ: วงจรเน่ยเจวี่ยนกำลังเริ่มเกิดใน AI เอง

นี่เป็นประเด็นร่วมสมัยสุด

ทุกคนพูดว่า AI คือทางออกจากเน่ยเจวี่ยน
แต่ตลาด AI เองก็เริ่มมีสัญญาณของการแข่งขันแบบ

  • ปล่อยโมเดลถี่มาก

  • ลดราคา/แจกเพื่อแย่งผู้ใช้

  • แข่งเดโม แข่งตัวเลข แข่งไว

ถ้าสุดท้าย “โมเดล” กลายเป็น commodity
ความต่างจะย้ายไปอยู่ที่สิ่งที่ก๊อปยากกว่า

  • ข้อมูลเฉพาะทาง

  • เวิร์กโฟลว์และการฝัง AI เข้าไปในงานจริง

  • ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย มาตรฐาน

พูดง่าย ๆ คือ
จากแข่ง “โชว์เก่ง” จะกลับไปแข่ง “ทำงานได้จริง”

ซึ่งฟังดูเหมือนย้อนกลับไปข้อแรกของบทความนี้อีกครั้ง


10) แล้วทางออกคืออะไร? (และทำไมไม่จำเป็นต้องเป็น Deep Tech เสมอไป)

มีคนสรุปแบบเท่ ๆ ว่า “จีนต้องไป deep tech เท่านั้นถึงจะหนีเน่ยเจวี่ยนได้”

จริงแค่บางส่วนค่ะ

Deep tech คือทางรอดของบางคน—แต่ไม่ใช่ของทุกคน
เพราะมันต้องใช้ทุน เวลา ทีม และความอดทนสูงมาก

อีกทางรอดที่สำคัญคือ “ย้ายแกนการแข่งขัน”
จากฟีเจอร์และโปร ไปสู่สิ่งที่ก๊อปยาก

  • ความน่าเชื่อถือ (trust)

  • มาตรฐานและการรับรอง

  • บริการหลังการขาย

  • การบูรณาการระบบ (integration)

  • ความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า/ซัพพลายเออร์

  • ประสิทธิภาพการปฏิบัติการ (ops excellence)

สิ่งเหล่านี้ไม่หวือหวา แต่เป็นคูเมืองที่แท้จริง
และบางที…มันคือเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนมากเริ่ม “นึกไม่ออก”

เพราะยุคนี้ไม่ใช่ยุคคิดไอเดียอย่างเดียวแล้ว
แต่เป็นยุคที่ต้องคิดว่า

“ไอเดียนี้มีคูเมืองอะไร ที่คนอื่นก๊อปไม่ได้ใน 90 วัน?”


11) สรุป: จีนไม่ได้ขาดไอเดีย—จีนกำลังอยู่ในช่วงที่ ‘ไอเดียตื้น ๆ’ อยู่ยาก

ประโยค “นึกไม่ออกจะทำธุรกิจอะไร” ถ้าแปลแบบไม่ดราม่าเกินไป มันอาจหมายถึงว่า

  • ของที่เคยดูเป็นนวัตกรรม ตอนนี้กลายเป็นของพื้นฐาน

  • ความต่างระดับผิว ถูกก็อปได้เร็วมาก

  • เศรษฐกิจและการแข่งขันบีบให้เอาตัวรอดระยะสั้น

และทั้งหมดนี้ทำให้ “การทำธุรกิจแบบหยิบเทคมาสวมแล้วรวย” ไม่ง่ายเหมือนเดิม

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าตันสนิท

มันแค่บอกว่า…ถ้าจะชนะ ต้องชนะด้วย “ระบบ” มากกว่าลูกเล่น
และต้องสร้างคูเมืองที่อยู่ลึกกว่าโปรโมชั่น

โลกธุรกิจมันแปลกดีนะคะ
ยิ่งระบบพร้อมเท่าไหร่…การเป็นคนธรรมดายิ่งลำบากขึ้นเท่านั้น

แต่ในอีกด้าน
สำหรับคนที่สร้างของจริง สร้างระบบจริง และมีวินัยจริง
ยุคนี้ก็เป็นยุคที่ “ของปลอมและของก๊อป” แยกออกจาก “ของแท้” ได้ชัดขึ้นกว่าเดิมเหมือนกัน

จีน “นึกไม่ออกจะทำธุรกิจอะไร” เมื่อความพร้อมกลายเป็นกับดัก: เน่ยเจวี่ยน สงครามราคา และทางออกที่ไม่ใช่แค่ Deep Tech

มีช่วงหนึ่ง…ถ้าใครพูดถึงจีนในเชิงธุรกิจ ภาพที่โผล่มาในหัวคือ “ทำอะไรก็เร็ว” จ่ายเงินก็เร็ว ส่งของก็เร็ว เปิดร้านก็เร็ว ปรับตัวก็เร็ว เทคโนโล...