รายงานนี้ค้นคว้าเชิงลึกเรื่อง “คำสั่ง/ประกาศห้ามตำรวจรับหรือเรียกรับแต๊ะเอีย/อั่งเปาช่วงตรุษจีน” โดยยึดหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนหลังได้จากแหล่งทางการและสื่อภาษาไทย จนถึงข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 (2026-02-17) ตามเวลาไทย โดยพบว่า “แนวทางสั่งห้าม/กำชับ” ปรากฏซ้ำเป็นวัฏจักรใกล้เทศกาลตรุษจีน และมีการ “รีเฟรม” จากห้ามแบบครอบจักรวาล (โดยเฉพาะการ “เรียกรับ”) ไปสู่การอ้างอิงกรอบกฎหมาย-ธรรมาภิบาลของรัฐ (โดยเฉพาะเกณฑ์ของ ป.ป.ช. เรื่องการรับทรัพย์สินโดยธรรมจรรยา) ในบางช่วงเวลา. [1]
ข้อค้นพบสำคัญมีดังนี้
ประการแรก หลักฐานออนไลน์ที่ “ยืนยันได้ชัด”
ว่ามีการสั่งห้ามตำรวจเรียกรับแต๊ะเอีย (และเตือนเรื่องลงโทษวินัย/อาญา)
พบอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2556 (2013) ผ่านการรายงานคำสั่ง/กำชับของ ผบ.ตร.
และกรณีตัวอย่างตำรวจ สน.บางรัก ถูกสั่งขัง 3 วันจากเหตุเรียกรับแต๊ะเอีย. [2]
ประการที่สอง ช่วงกลางทศวรรษ 2550–2560 และต่อเนื่องถึงปัจจุบัน
รูปแบบการสื่อสารนโยบายมีทั้ง “คำสั่งภายใน” (เช่น
หนังสือเวียนในระดับกองบังคับการตำรวจนครบาล) และ “คำแถลง/ข่าวประชาสัมพันธ์”
ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ/กองสารนิเทศ โดยสาระร่วมคือ (ก) ห้ามเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบ
(ข) ย้ำซื่อสัตย์สุจริต และ (ค) จัดมาตรการป้องกันอาชญากรรมช่วงเทศกาล. [3]
ประการที่สาม การบังคับใช้มี “ตัวอย่างลงโทษ”
แต่ผลลงโทษที่ปรากฏต่อสาธารณะมีความหลากหลาย ตั้งแต่การลงโทษวินัยแบบ “ภาคทัณฑ์”
ในกรณีตำรวจต่อแถวรับอั่งเปา (ปี 2561) ไปจนถึงการสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง (ปี
2565) และการชี้แจงว่าเป็นการให้ตามประเพณีกับบุคคลทั่วไปโดยมูลค่าไม่เกินกฎหมายกำหนด
(ปี 2569). [4]
ประการที่สี่ สถานะปัจจุบัน (ถึงปี 2569)
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงประกาศแนวทาง
“ห้ามใช้อำนาจหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด” ในมาตรการช่วงตรุษจีน
และในระดับองค์กรมีการสื่อสาร “No Gift Policy”
อย่างเป็นทางการในเว็บไซต์กองสารนิเทศ. [5]
ข้อจำกัดหลักของรายงานคือ “จุดเริ่มต้นเชิงประวัติศาสตร์”
อาจย้อนหลังได้มากกว่าที่พบในฐานข้อมูลออนไลน์สาธารณะ
(ตัวอย่างเช่นคำบอกเล่าที่ว่ามีคำสั่งมานานกว่า 20 ปี)
แต่ยังไม่พบเอกสารราชการ/หนังสือเวียนยุคก่อน 2556
ที่เข้าถึงได้โดยตรงในเว็บสาธารณะ จึงไม่สรุปปีเริ่มต้นเด็ดขาด
และเสนอสมมติฐานหลายแบบในส่วนท้าย. [2]
ขอบเขตและวิธีการค้นคว้า
การค้นคว้าใช้หลักฐานจากสามกลุ่มหลัก
กลุ่มเอกสารทางการ/กึ่งทางการ:
ข่าวประชาสัมพันธ์และมาตรการบนเว็บไซต์กองสารนิเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(โดยเฉพาะประกาศ/ข่าวภารกิจผู้บังคับบัญชาและมาตรการตรุษจีน),
เอกสารกฎหมาย/ระเบียบตำรวจ, และประกาศของ ป.ป.ช. [6]
กลุ่มสื่อมวลชนภาษาไทย:
รายงานข่าวกรณีคำสั่งห้ามรับ/เรียกรับแต๊ะเอีย-อั่งเปา
และรายงานกรณีตัวอย่างที่เกิดภาพ/คลิปตำรวจรับอั่งเปา. [7]
กลุ่มข้อมูลสาธารณะเชิงสำรวจ: ผลสำรวจ
“ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตำรวจในสายตาของประชาชน” ของนิด้าโพล (มกราคม 2566)
เพื่อใช้วิเคราะห์มิติความเชื่อมั่นและความคาดหวังด้านความโปร่งใส. [8]
ข้อจำกัดเชิงเทคนิคและความไม่แน่นอน: (1)
บางแหล่งข้อมูลจากโซเชียลมีเดียเข้าถึงไม่ได้ต่อเนื่อง (2)
เอกสารคำสั่งภายในหลายฉบับถูกอ้างผ่านข่าว
แต่ตัวเอกสารฉบับเต็มไม่ถูกเผยแพร่สาธารณะเสมอ (3) “ความต่อเนื่องรายปี”
อาจมีมากกว่าที่รวบรวมได้จากหลักฐานออนไลน์ที่ค้นเจอในครั้งนี้ จึงนับเป็น
“ภาพจากหลักฐานที่เข้าถึงได้”
ไม่ใช่ทะเบียนคำสั่งทั้งหมดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ. [9]
ตารางด้านล่างคือ “แหล่งอ้างอิงหลัก” ที่ใช้เป็นแกนในการสรุปข้อเท็จจริง
(ระบุเป็นชื่อเอกสาร/ข่าว + ประเภทแหล่ง + ลิงก์ผ่านการอ้างอิง)
|
แหล่งอ้างอิงหลัก (ย่อ) |
ประเภทแหล่ง |
ใช้สนับสนุนประเด็น |
|
ข่าวมาตรการตรุษจีน 2569 บนเว็บไซต์กองสารนิเทศ |
ทางการ |
ข้อความ “ห้ามใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด”
และกรอบมาตรการวันจ่าย-วันไหว้-วันเที่ยว [10] |
|
ประกาศ ป.ป.ช. หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินฯ โดยธรรมจรรยา พ.ศ.2563
(ราชกิจจานุเบกษา) |
ทางการ/กึ่งกฎหมาย |
เกณฑ์ “ไม่เกิน 3,000 บาท/คน/โอกาส”, เงื่อนไขรายงานภายใน 30 วัน
และคำเตือนโทษตามมาตรา 128 [11] |
|
กฎ ก.ตร. ว่าด้วยจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2566
(หน้าเอกสารราชกิจจานุเบกษา) |
กฎหมายลำดับรอง/วินัย-จริยธรรม |
หลัก “ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต” และ
“ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ/ไม่ใช้อำนาจโดยมิชอบ” [12] |
|
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 (ฉบับเผยแพร่บนเว็บไซต์ทางการตำรวจ) |
กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ |
กลไกรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำมิชอบ/เสื่อมเสีย/ละเมิดจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ
[13] |
|
ข่าวปี 2556: ผบ.ตร.กำชับห้ามตำรวจเรียกรับแต๊ะเอีย และกรณีตรวจสอบ |
ข่าว/คำสั่งเชิงนโยบาย |
หลักฐานเก่าแก่ที่พบออนไลน์เกี่ยวกับ “ห้ามเรียกรับแต๊ะเอีย” ในระดับ
ผบ.ตร. [2] |
|
ข่าวปี 2558: หนังสือเวียน ผบก.น.6 ห้ามออก “รับอั่งเปา/แต๊ะเอีย” |
ข่าว/เอกสารอ้างคำสั่ง |
ตัวอย่างคำสั่งระดับกองบังคับการ (กทม.) และถ้อยคำ
“ห้ามเด็ดขาด/หากตกเป็นข่าวเจอโทษ” [14] |
|
ข่าวปี 2561: รอง ผบ.ตร.ห้ามรับแต๊ะเอีย-อั่งเปา + ผลภาคทัณฑ์ตำรวจ 30
นาย |
ข่าว/ผลบังคับใช้ |
ตัวอย่าง “คำสั่งห้าม” และ “ผลลงโทษ” เมื่อเกิดคลิปต่อแถวรับอั่งเปา [15] |
|
ข่าวปี 2567: สื่อรายงานท่าที “ไม่ห้ามรับอั่งเปา แต่ให้ดูความเหมาะสม” |
ข่าว/การเปลี่ยนท่าที |
จุดเปลี่ยนเชิงสื่อสารจาก “ห้ามรับ” ไปสู่ “ยึดระเบียบ-ความเหมาะสม” [16] |
|
นิด้าโพล 2566: ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตำรวจ |
สำรวจความคิดเห็น |
มิติความเชื่อมั่น/ความโปร่งใสที่เชื่อมกับประเด็นผลประโยชน์และภาพลักษณ์องค์กร
[8] |
ลำดับเหตุการณ์และพัฒนาการคำสั่งตามช่วงเวลา
ภาพรวมเชิงเวลา “สิ่งที่พบจากหลักฐานออนไลน์ที่เข้าถึงได้”
เริ่มเห็นอย่างชัดตั้งแต่ปี 2556 โดยมีทั้ง (ก) คำสั่ง/กำชับระดับ ผบ.ตร. และ (ข)
กรณีตัวอย่างที่เกิดคลิป/ข่าวว่ามีตำรวจเรียกรับหรือรับอั่งเปา
จนนำไปสู่การตรวจสอบและลงโทษวินัยบางกรณี. [17]
timeline
title คำสั่ง/เหตุการณ์เกี่ยวกับ
“แต๊ะเอีย-อั่งเปา” ในตำรวจไทย (จากหลักฐานออนไลน์ที่พบ)
2556 : ผบ.ตร.กำชับห้ามตำรวจเรียกรับแต๊ะเอีย;
กรณี สน.บางรัก; มีคำสั่งขัง 3 วัน
2558 : ผบก.น.6 หนังสือเวียนห้ามตำรวจออก
“รับอั่งเปา/แต๊ะเอีย”
2561 : รอง ผบ.ตร.ห้ามรับแต๊ะเอีย-อั่งเปา;
คลิปตำรวจต่อแถวรับอั่งเปา; ภาคทัณฑ์ตำรวจ 30 นาย
2563 : ผบ.ตร.กำชับเด็ดขาดห้ามรับแต๊ะเอียหรือประโยชน์มิชอบ
2565 : คลิปตำรวจยืนต่อแถว (ย่านทองหล่อ 53);
บช.น.สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง
2566 : ผบ.ตร./โฆษก ตร. ย้ำห้ามเรียกรับผลประโยชน์-รับอั่งเปา
และให้ยึดระเบียบ ป.ป.ช.
2567 : ท่าทีสื่อสาร “ไม่ห้ามรับอั่งเปา
แต่ให้คำนึงความเหมาะสมและระเบียบ”
2568 : มาตรการตรุษจีนสายความปลอดภัย-เตือนภัยออนไลน์
(พบการเผยแพร่ในเว็บหน่วยตำรวจ)
2569 : รอง
ผบ.ตร.กำชับห้ามใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์; ประเด็น “ยาหอมปราสาททอง”; มีประกาศ
No Gift Policy
ตารางสรุปด้านล่างพยายามตอบโจทย์
“รายปี/ช่วงเวลา–ผู้สั่ง–สาระคำสั่ง–ช่องทาง–เหตุปัจจัย–ผลลัพธ์”
โดยใช้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากหลักฐานอ้างอิง (หากรายการใดไม่มีเอกสารฉบับเต็ม
จะระบุเป็น “อ้างผ่านข่าว” และสรุปจากถ้อยคำในข่าวเท่านั้น)
|
ปี (พ.ศ.) |
ผู้สั่ง/ระดับคำสั่งที่ปรากฏ |
ข้อความสำคัญโดยสรุป |
ช่องทางเผยแพร่ที่พบ |
เหตุปัจจัย/กรณีกระตุ้นที่ปรากฏ |
ผลลัพธ์ที่พบต่อสาธารณะ |
|
2556 |
ผบ.ตร. (ระดับชาติ) |
กำชับห้ามตำรวจ “เรียกรับแต๊ะเอีย” จากผู้ประกอบการช่วงตรุษจีน
และมีการเตือนเรื่องความไม่เหมาะสม/ผิดวินัย |
รายงานข่าวจากคำให้สัมภาษณ์/แถลงโฆษก |
ปรากฏข่าว/คลิปตำรวจเรียกรับแต๊ะเอียในพื้นที่ สน.บางรัก |
มีคำสั่งขัง สวป. 3 วัน และสั่งตรวจสอบ/ดำเนินวินัยในสังกัด กทม.
ตามรายงานข่าว [2] |
|
2556 |
ความเห็นทางการเมือง (ไม่ใช่คำสั่งตำรวจ) |
มีการโต้เถียงต่อสาธารณะเรื่อง “เรียกรับแต๊ะเอียผิดหรือไม่”
สะท้อนความคลุมเครือระหว่าง “ประเพณี” กับ “ผลประโยชน์” |
ข่าวการเมือง |
ความขัดแย้ง/แรงเสียดทานต่อการกวดขัน |
ไม่มีผลบังคับใช้โดยตรง (เป็นบริบทความคิด/วาทกรรม) [18] |
|
2558 |
ผบก.น.6 (ระดับกองบังคับการ) |
หนังสือเวียน “ห้ามตำรวจออกไปรับอั่งเปา (แต๊ะเอีย)
จากผู้ประกอบการ/ร้านค้า” และหากพบหรือตกเป็นข่าว
“พิจารณาข้อบกพร่องและผู้บังคับบัญชาตามลำดับ” |
ข่าวที่อ้างคำสั่งหนังสือเวียน |
ความเสี่ยงภาพลักษณ์ตำรวจในช่วงเทศกาล |
ไม่พบรายงานผลลงโทษต่อสาธารณะในข่าวชิ้นเดียวกัน [14] |
|
2561 |
รอง ผบ.ตร. (ระดับนโยบายชาติ) |
กำชับห้ามตำรวจ
“เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์/แต๊ะเอีย-อั่งเปา”
หากพบให้ลงโทษเด็ดขาด |
รายงานข่าวคำให้สัมภาษณ์ |
ปีที่เกิดกรณีคลิปตำรวจต่อแถวรับอั่งเปาในสังกัดนครบาล
(ถูกโยงกับคำสั่งห้าม) |
ต่อมามีการสรุปผลตรวจสอบและลงโทษภาคทัณฑ์ตำรวจ 30 นาย
(เป็นอีกข่าวหนึ่ง) [15] |
|
2561 |
บช.น. (ระดับหน่วย) |
ผลตรวจสอบคลิปตำรวจต่อแถวรับอั่งเปา: ระบุ “ผิดเพียงเล็กน้อย”
ฐานบกพร่องคำสั่งและประพฤติตนไม่สมควร ลงโทษ “ภาคทัณฑ์ 30 นาย”
และตักเตือนผู้บังคับบัญชา โดยอ้างคำสั่งกรมตำรวจ 1212/2537 |
ข่าว/โพสต์หน่วยงาน (อ้างในข่าว) |
คลิปตำรวจต่อแถวรับอั่งเปาในช่วงตรุษจีน |
ภาคทัณฑ์ 30 นาย (รายชื่อสังกัดหลาย สน.) [19] |
|
2563 |
ผบ.ตร. (ระดับชาติ) |
สั่ง/กำชับเด็ดขาด “ห้ามรับแต๊ะเอียหรือประโยชน์อื่นใดมิชอบ”
ช่วงตรุษจีนควบคู่มาตรการความปลอดภัย |
รายงานข่าวคำแถลง/โฆษก |
วัฏจักรความเสี่ยงเรียกรับผลประโยชน์ช่วงเทศกาล + ความปลอดภัยสาธารณะ |
ไม่พบในข่าวเดียวกันว่ามีคดี/ลงโทษตามมา [20] |
|
2565 |
บช.น. (ระดับหน่วย) |
ชี้แจงมีคลิปตำรวจยืนต่อแถว (ย่านทองหล่อ 53) และ ผบช.น. สั่ง ผบก.น.5
ตรวจสอบเพราะกระทบภาพลักษณ์ |
รายงานข่าว |
คลิป/กระแสสังคมสงสัยว่าตำรวจ “รอรับอะไร” ช่วงตรุษจีน |
เป็นการ “สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง” ยังไม่เห็นผลลงโทษในข่าวชิ้นเดียวกัน [21] |
|
2566 |
ผบ.ตร. (ระดับชาติ) |
ย้ำห้ามตำรวจเรียกรับผลประโยชน์/รับอั่งเปา
และย้ำว่าการรับของขวัญให้ยึดระเบียบ ป.ป.ช. |
รายงานข่าว/ถ้อยคำโฆษก |
รักษาภาพลักษณ์และความสุจริตช่วงตรุษจีน |
ไม่พบผลลงโทษเฉพาะกรณีในข่าวเดียวกัน [22] |
|
2567 |
ท่าทีสื่อสารระดับ สตช. (เชิงนโยบาย) |
ระบุ “ไม่ห้ามตำรวจรับอั่งเปา” แต่ให้ “คำนึงถึงความเหมาะสม”
และย้ำว่ามีบทบัญญัติ/กฎเกณฑ์เรื่องการรับเงิน-อามิสสินจ้างอยู่แล้ว |
รายงานข่าว |
สะท้อนการขยับจาก “ห้ามรับโดยตรง” ไปสู่
“ยึดหลักเกณฑ์และดุลยพินิจความเหมาะสม” |
ทำให้เกิดพื้นที่ตีความมากขึ้น (เป็นข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์
ไม่ใช่ข้อเท็จจริง) [16] |
|
2569 |
รอง ผบ.ตร. (งาน ปป.)/กองสารนิเทศ (ระดับชาติ) |
กำชับมาตรการตรุษจีนวันจ่าย-ไหว้-เที่ยว และ
“ห้ามมิให้ข้าราชการตำรวจใช้อำนาจหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด” |
ข่าวทางการบนเว็บกองสารนิเทศ |
เน้นความปลอดภัยและลดช่องว่างการทุจริตเชิงปฏิบัติการช่วงเทศกาล |
ยืนยันคำสั่ง/แนวทางในระดับนโยบาย (ไม่ระบุบทลงโทษรายกรณีในข่าวชิ้นนี้)
[10] |
|
2569 |
บช.น. (ชี้แจงกรณีเฉพาะ) |
ชี้แจงกรณีตำรวจต่อแถวรับอั่งเปาหน้าบริษัท “แจกตามประเพณี
เปิดให้บุคคลทั่วไป” และ “มูลค่าไม่เกินกฎหมายกำหนด”
พร้อมย้ำห้ามเรียกรับผลประโยชน์ |
รายงานข่าว |
คลิป/กระแสสังคมเกี่ยวกับ “ยาหอมปราสาททอง” |
เป็นการชี้แจง/วางกรอบว่าไม่มุ่งหวังผลตอบแทน (ข้อเท็จจริงตามคำชี้แจง) [23] |
|
2569 |
กองสารนิเทศ สตช. (เชิงธรรมาภิบาลองค์กร) |
เผยแพร่ประกาศ “No Gift Policy”
(เจตนารมณ์ไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่) |
เว็บทางการกองสารนิเทศ |
สอดคล้องแนวทางต่อต้านสินบนและสร้างความเชื่อมั่น |
เอกสารที่พบเป็น “ประกาศ” (รายละเอียดเนื้อหาปรากฏในภาพประกอบบนหน้าเว็บ
จึงสรุปเพียงการมีอยู่ของประกาศ) [24] |
กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
แก่นของปัญหา “ตำรวจรับ/เรียกรับแต๊ะเอีย”
ไม่ใช่เพียงเรื่องมารยาทหรือวัฒนธรรม แต่เกี่ยวกับกฎหมายอาญา กฎหมายป้องกันทุจริต
และวินัย-จริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการ “เรียกรับ”
(solicitation) หรือการรับที่เชื่อมโยงกับ “การกระทำ/ไม่กระทำการในตำแหน่ง” (quid
pro quo). [25]
กรอบสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่
ประกาศ ป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
“โดยธรรมจรรยา” พ.ศ. 2563 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 128 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช.
2561
เอกสารนี้กำหนดหลักทั่วไปว่าห้ามเจ้าพนักงานของรัฐรับทรัพย์สิน/ประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินได้
นอกเหนือจากที่กฎหมายอนุญาต เว้นแต่เป็นการรับโดยธรรมจรรยาตามเงื่อนไขในประกาศ. [26]
ในเชิง “ตัวเลขที่ใช้ตีความในทางปฏิบัติ” ประกาศดังกล่าวกำหนดว่า
การรับจาก “ผู้ซึ่งมิใช่ญาติ” รับได้ไม่เกิน 3,000 บาท “ต่อคน ต่อโอกาส”
และหากจำเป็นต้องรับเกินกว่านั้นเพื่อรักษาไมตรี
ต้องรายงานผู้บังคับบัญชา/หัวหน้าหน่วยภายใน 30 วันเพื่อให้วินิจฉัยว่าจะให้รับไว้ได้หรือไม่;
หากไม่ให้รับ ต้องคืนหรือส่งมอบเป็นสิทธิของหน่วยงาน. [27]
เอกสารเดียวกันยังสะท้อน “เขี้ยวเล็บทางอาญา”
โดยมีคำเตือนว่าเจ้าหน้าที่รัฐผู้ฝ่าฝืนมาตรา 128 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(เป็นโทษที่มักถูกอ้างเมื่อพูดถึงการรับของขวัญเกินเกณฑ์). [28]
ถัดมา คือ “ความผิดฐานสินบน” ในประมวลกฎหมายอาญา โดย ป.ป.ช. อธิบายมาตรา
149 ว่าครอบคลุมการที่เจ้าพนักงาน “เรียก รับ หรือยอมจะรับ”
ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ เพื่อกระทำ/ไม่กระทำการในตำแหน่ง
ไม่ว่าหน้าที่นั้นชอบหรือมิชอบ ซึ่งมีโทษหนัก (จำคุก 5–20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต
และปรับ หรือถึงขั้นประหารชีวิตตามตัวบท). [29]
ด้านวินัย-จริยธรรมตำรวจ มี “กฎ ก.ตร. ว่าด้วยจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2566”
ซึ่งเป็นกรอบพฤติกรรมที่สะท้อนหลักความซื่อสัตย์สุจริต
และระบุชัดว่าไม่ควรใช้อำนาจ/ตำแหน่งเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
(สาระที่ถูกใช้เป็นฐานเชิงมาตรฐานเมื่อเกิดกรณีภาพลักษณ์เสียหาย). [30]
ในระดับโครงสร้างกำกับดูแล พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 กำหนดกลไก
“คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ”
ให้พิจารณาเรื่องร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับการกระทำ/ไม่กระทำของตำรวจที่มิชอบ
การประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสม เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ กระทำผิดวินัย หรือ “ละเมิดประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ”.
[13]
การบังคับใช้และผลลัพธ์ที่พบ
เมื่อเทียบ “คำสั่งห้าม/กำชับ” กับ “เหตุการณ์ที่เป็นข่าว”
พบภาพซ้ำสำคัญสองแบบ
แบบแรก คือ ข่าวคำสั่งห้าม/กำชับออกก่อนเทศกาล แล้วตามมาด้วย
“กรณีตัวอย่าง” ที่ทำให้ต้องตรวจสอบและลงโทษวินัย เช่น ปี 2556
ที่มีข่าวและคลิปการเรียกรับแต๊ะเอียในพื้นที่ สน.บางรัก
โดยข่าวระบุว่ามีการสั่งขัง สวป. 3 วัน และดำเนินการตรวจสอบตามสายบังคับบัญชา ภายใต้กรอบว่าเรื่องดังกล่าว
“ผิดวินัย ประพฤติตนไม่เหมาะสม” และเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งที่ห้ามเรียกรับแต๊ะเอีย. [31]
แบบที่สอง คือ เมื่อเกิดคลิป/ภาพ “ตำรวจต่อแถวรับอั่งเปา”
หน่วยงานมักชี้แจงว่าเป็นเรื่องต้องตรวจสอบเพราะกระทบภาพลักษณ์
และผลวินัยที่ปรากฏสาธารณะไม่จำเป็นต้องเป็น “คดีอาญา” เสมอไป ตัวอย่างชัดคือปี
2561 ที่ผลตรวจสอบของนครบาลระบุว่าตำรวจ 30 นายที่อยู่ในคลิป “ผิดเพียงเล็กน้อย”
ฐานบกพร่องคำสั่งและประพฤติตนไม่สมควร จึงสั่งลงโทษภาคทัณฑ์
และว่ากล่าวตักเตือนผู้บังคับบัญชา
โดยยังอ้างถึงคำสั่งกรมตำรวจที่เกี่ยวกับมาตรการควบคุมวินัย. [19]
ในปี 2565 รูปแบบการตอบสนองเน้น “สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง”
จากกรณีคลิปตำรวจยืนต่อแถวหน้าบริษัทในซอยทองหล่อ 53 โดยแถลงว่า ผบช.น. สั่งให้
ผบก.น.5 ตรวจสอบเพราะกระทบภาพลักษณ์ และจะชี้แจงภายหลัง—ซึ่งสะท้อนว่า
“การสอบสวนเชิงวินัย/ข้อเท็จจริง” เป็นกลไกแรกที่ใช้จัดการกระแสสังคม. [21]
ปี 2569 มีทั้ง “คำสั่งเชิงป้องกันทุจริต”
ในมาตรการตรุษจีนของกองสารนิเทศที่ย้ำห้ามใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์อย่างเด็ดขาด
และในอีกด้านหนึ่งเกิดประเด็นคลิปตำรวจรับอั่งเปาหน้าบริษัท “ยาหอมปราสาททอง”
ซึ่งนครบาลชี้แจงว่าเป็นการแจกตามประเพณี เปิดให้บุคคลทั่วไป รวมถึงเจ้าหน้าที่หลายภาคส่วน
และอ้างว่ามูลค่าไม่เกินกฎหมายกำหนด พร้อมย้ำห้ามเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบ. [32]
เชิงวิเคราะห์ (ไม่ใช่ข้อเท็จจริง) รูปแบบนี้ทำให้เห็น
“ความตึงเครียดเชิงนโยบาย” ระหว่าง (ก) การห้ามเรียกรับผลประโยชน์อย่างเด็ดขาด และ
(ข)
การยอมรับว่าการให้ตามประเพณีอาจเกิดขึ้นได้ภายใต้เกณฑ์ที่กฎหมาย/ระเบียบอนุญาต
ซึ่งเปิดพื้นที่ตีความว่าพฤติกรรมใด “เหมาะสม” ในเครื่องแบบและขณะปฏิบัติหน้าที่. [33]
สถานะปัจจุบันและแนวโน้มเชิงนโยบายถึงปี 2569
สถานะ “นโยบายต่อการเรียกรับแต๊ะเอีย” ณ ปี 2569
มีแกนที่ชัดเจนที่สุดคือการสื่อสารอย่างเป็นทางการว่า
“ห้ามใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด”
ซึ่งปรากฏในข่าวมาตรการตรุษจีนบนเว็บไซต์กองสารนิเทศ
และถูกย้ำร่วมกับมาตรการด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา. [10]
ขณะเดียวกัน การสื่อสาร “No Gift Policy” บนเว็บไซต์กองสารนิเทศ
(ประกาศวันที่ 16/02/2569)
สะท้อนการขยับเชิงธรรมาภิบาลให้เข้มขึ้นในเชิงสัญลักษณ์องค์กร
(แม้หน้าเว็บที่เข้าถึงได้จะบรรจุประกาศเป็นภาพ จึงสรุปได้ชัดเพียงว่า
‘มีการประกาศ’ และช่วงเวลาเผยแพร่). [24]
ในช่วงปี 2567 มีหลักฐานข่าวที่สะท้อนท่าทีเชิงสื่อสารว่า
“ไม่ห้ามตำรวจรับอั่งเปา แต่ให้คำนึงถึงความเหมาะสม” และยอมรับว่า “ตอบตรง ๆ
ไม่ได้ว่ารับได้หรือไม่ได้” เพราะมีบทบัญญัติ/ระเบียบอยู่แล้ว แนวนี้ทำให้
“เกณฑ์ความเหมาะสม” และ “การยึดประกาศ ป.ป.ช.” กลายเป็นจุดอ้างอิงหลัก
มากกว่าการสั่งห้ามรับแบบเหมารวม. [34]
เมื่อวางประเด็นนี้กับข้อมูลเชิงสำรวจของนิด้าโพล (มกราคม 2566)
จะเห็นภาพว่า “ความโปร่งใสและมาตรฐานที่เท่าเทียม”
เป็นความคาดหวังสูงของสังคมต่อองค์กรตำรวจ
และความเชื่อมั่นต่อการนำเสนอข่าว/แถลงข่าวของตำรวจอยู่ในระดับที่มีสัดส่วน
“ไม่ค่อยเชื่อมั่น” สูง (เช่น 39.01% ไม่ค่อยเชื่อมั่น ตามผลสำรวจเดียวกัน)
ซึ่งทำให้ประเด็น “ของขวัญ/ผลประโยชน์”
มีผลต่อความเชื่อมั่นมากกว่าที่เป็นเพียงข่าวรายวัน. [8]
นอกจากนี้ ในภาพรวมของการขับเคลื่อนด้านความโปร่งใส
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมีการสื่อสารการลงโทษวินัย-อาญาในคดีทุจริตด้านอื่น (เช่น
คดีทุจริตเกี่ยวกับผู้ต้องกัก ที่ระบุว่ามีการพิจารณาโทษถึงไล่ออก
และกำชับให้ดำเนินการทั้งวินัยและอาญา) ซึ่งสะท้อนว่ากลไก “เอาผิดจริง”
ถูกนำเสนอเป็นนโยบายหลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะหลัง. [35]
ช่องว่างข้อมูลและข้อเสนอแนะการวิจัยต่อไป
ช่องว่างสำคัญที่สุดคือ “ปีเริ่มต้น”
ของคำสั่งห้ามรับ/เรียกรับแต๊ะเอียในเชิงเอกสารทางการที่ตรวจสอบได้ต่อสาธารณะ
ปัจจุบันจากการค้นคว้านี้พบหลักฐานออนไลน์ชัดเจนอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2556
แต่ไม่พบเอกสารก่อนหน้านั้นในเว็บสาธารณะอย่างเป็นระบบ จึงไม่อาจฟันธงว่ามีคำสั่งในยุคก่อนหรือไม่
และถ้ามีออกโดยผู้ใด. [2]
เพื่อให้สอดคล้องกับความทรงจำ/ข้อสังเกตที่ว่าอาจมีมายาวนานกว่า 20 ปี
“สมมติฐานที่เป็นไปได้” (ไม่ใช่ข้อเท็จจริง) มีอย่างน้อยสามแบบ
สมมติฐานหนึ่ง มีคำสั่งลักษณะนี้อยู่ก่อน 2556 จริง แต่เป็น “หนังสือภายใน”
ที่ไม่ถูกสแกน/เผยแพร่ดิจิทัล หรืออยู่ในแฟ้มคำสั่งที่ไม่ได้ทำดัชนีค้นง่าย.
สมมติฐานสอง มีการกวดขันเป็น “นโยบายปากเปล่า/คำสั่งปฏิบัติ”
มากกว่าคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรในบางยุค ทำให้ไม่ทิ้งร่องรอยออนไลน์.
สมมติฐานสาม มีคำสั่งกระจายระดับหน่วย (ภาค/นครบาล/สถานี) ต่อเนื่อง
แต่ไม่ถูกรวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลางที่ประชาชนค้นได้. [36]
ข้อเสนอแนะการวิจัยต่อไป (เชิงปฏิบัติ) ที่จะช่วยปิดช่องว่าง
และทำให้ตอบคำถาม “ใครสั่ง-ปีไหน-ข้อความอะไร” ได้เด็ดขาดขึ้น ได้แก่
การค้น/ขอข้อมูลผ่านกลไกข้อมูลข่าวสารของราชการ (เช่น ขอ
“หนังสือเวียน/คำสั่งช่วงตรุษจีน” ของ สตช. และนครบาลย้อนหลัง) เพื่อให้ได้
“เลขที่คำสั่ง–วันออกคำสั่ง–ผู้ลงนาม” ที่เป็นหลักฐานชั้นต้น แทนการอ้างผ่านข่าว. [10]
การทำฐานข้อมูลเหตุการณ์ (incident registry) ที่ผูกโยง “คลิป/ข่าว” กับ
“ผลวินัย/อาญา” โดยใช้แหล่งข้อมูลจากประกาศผลสอบสวนทางวินัย (ถ้ามีการเปิดเผย)
และคำสั่งลงโทษ
เพื่อประเมินประสิทธิผลเชิงนโยบายว่าคำสั่งห้ามช่วยลดพฤติกรรมได้จริงหรือเพียงเปลี่ยนรูปแบบการรับ/เรียกรับ.
[37]
การวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่าง “เกณฑ์ธรรมจรรยา 3,000 บาท”
กับภาพลักษณ์การรับในเครื่องแบบ/ขณะปฏิบัติหน้าที่
เพราะแม้กฎหมายอาจให้รับได้ในเพดานหนึ่ง
แต่ความคาดหวังทางสังคมและความเชื่อมั่นอาจต้องการมาตรฐานที่เข้มกว่า
ซึ่งสะท้อนจากนิด้าโพลที่ระบุความต้องการความโปร่งใสและมาตรฐานเดียว. [38]
[1] [2] [7] [17] https://mgronline.com/crime/detail/9560000015510
https://mgronline.com/crime/detail/9560000015510
[3] [9] [14] [36]
https://hilight.kapook.com/view/116064
https://hilight.kapook.com/view/116064
[4] [19] [37] https://www.thairath.co.th/news/society/1219287
https://www.thairath.co.th/news/society/1219287
[5] [6] [10] [25] [32]
https://saranitet.police.go.th/commanders-mission/security-and-special-task_15022026_59988/
https://saranitet.police.go.th/commanders-mission/security-and-special-task_15022026_59988/
[8]
https://nidapoll.nida.ac.th/polls/public-trust-in-royal-thai-police-survey/
https://nidapoll.nida.ac.th/polls/public-trust-in-royal-thai-police-survey/
[11] [26] [27] [28] [38]
https://www.nacc.go.th/files/article/attachments/27348817925691a8a49004f56e66c1889efca2b.pdf
https://www.nacc.go.th/files/article/attachments/27348817925691a8a49004f56e66c1889efca2b.pdf
[12] [30]
https://www.bpp13.go.th/sec1/%E0%B8%81%E0%B8%8E%20%E0%B8%81.%E0%B8%95%E0%B8%A3.%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%20%E0%B8%9E.%E0%B8%A8.2566.pdf
[13]
https://www.royalthaipolice.go.th/downloads/T_0001.pdf
https://www.royalthaipolice.go.th/downloads/T_0001.pdf
[15] https://www.bangkokbiznews.com/news/791907
https://www.bangkokbiznews.com/news/791907
[16] [34]
https://www.bangkokbiznews.com/politics/1112115
https://www.bangkokbiznews.com/politics/1112115
[18]
https://mgronline.com/politics/detail/9560000017924
https://mgronline.com/politics/detail/9560000017924
[20] https://www.thairath.co.th/news/crime/1752208
https://www.thairath.co.th/news/crime/1752208
[21] https://www.thairath.co.th/news/crime/2303760
https://www.thairath.co.th/news/crime/2303760
[22] https://www.thaich8.com/news_detail/118415
https://www.thaich8.com/news_detail/118415
[23] [33]
https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5599331
https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5599331
[24]
https://saranitet.police.go.th/home_slider_16022026_60028/
https://saranitet.police.go.th/home_slider_16022026_60028/
[29]
https://www.nacc.go.th/categorydetail/2021110415414676/20230410085044
https://www.nacc.go.th/categorydetail/2021110415414676/20230410085044
[31] https://mgronline.com/crime/detail/9560000017494
https://mgronline.com/crime/detail/9560000017494
[35]
https://saranitet.police.go.th/%E0%B8%9C%E0%B8%9A-%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%99/