วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Thermobaric Bomb: ระเบิดที่ใช้อากาศเป็นส่วนหนึ่งของแรงทำลาย

บทนำ: เมื่ออากาศกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธ

ในโลกของวัตถุระเบิดส่วนใหญ่ พลังงานทั้งหมดถูกบรรจุอยู่ภายในตัวมันเอง แต่ thermobaric bomb หรือที่สื่อมักเรียกว่า “ระเบิดสูญญากาศ” (vacuum bomb) กลับใช้สิ่งที่อยู่รอบตัวเรา — อากาศ — เป็นองค์ประกอบของปฏิกิริยา

คำว่า thermobaric มาจากคำว่า “thermo” (ความร้อน) และ “baric” (แรงดัน) สะท้อนถึงลักษณะเฉพาะของมัน คือการสร้างคลื่นแรงดัน (blast wave) ที่ยาวนานกว่าระเบิดแรงสูงทั่วไป และเกิดการเปลี่ยนแปลงความดันในบรรยากาศอย่างรุนแรง

บทความนี้จะพาไล่เรียงตั้งแต่หลักฟิสิกส์พื้นฐาน การทำงานแบบเห็นภาพ การจัดประเภท ประวัติศาสตร์พัฒนา ความแตกต่างจากระเบิดชนิดอื่น ไปจนถึงตัวอย่างเหตุการณ์จริง ผลกระทบต่อสิ่งต่าง ๆ และประเด็นที่คนมักเข้าใจผิด


กล่องคำศัพท์: 4 คำที่คนชอบสับสน (Mini Glossary)

  • Thermobaric: อาวุธที่เน้น “ความร้อน + แรงดัน” (thermo + baric) โดยใช้ ออกซิเจนในอากาศ ช่วยการเผาไหม้ ทำให้ช่วงแรงดันกินเวลานานกว่าในหลายกรณี

  • Fuel‑Air Explosive (FAE): กลุ่มย่อยที่มัก “ปล่อยเชื้อเพลิงออกไปเป็นเมฆ” (fuel cloud) แล้วค่อยจุดระเบิด

  • Enhanced blast: คำเรียกเชิงผลลัพธ์ หมายถึงอาวุธที่ออกแบบให้แรงอัด/แรงดันเด่นเป็นพิเศษ ไม่จำเป็นต้องเป็น FAE เสมอไป

  • “Vacuum bomb”: คำสื่อ/คำเรียกติดปาก ไม่ใช่ศัพท์เทคนิคตรงตัว เพราะมันไม่ได้สร้างสูญญากาศแท้ ๆ แต่มีช่วงแรงดันต่ำตามหลังการระเบิด


1. หลักการทำงานทางฟิสิกส์ (Physics of Thermobaric Explosions)

วัตถุระเบิดทั่วไป (high explosive) จะมีทั้งเชื้อเพลิงและสารออกซิไดเซอร์อยู่ภายใน เมื่อจุดระเบิดจะเกิดปฏิกิริยาอย่างรวดเร็ว สร้างคลื่นกระแทก (shock wave) ระยะสั้นแต่รุนแรง

thermobaric แตกต่างตรงที่:

  • ใช้ออกซิเจนจากอากาศเป็นส่วนหนึ่งของปฏิกิริยา

  • สร้างช่วงแรงดันบวก (positive pressure phase) ที่ยาวกว่า

  • ตามด้วยช่วงแรงดันต่ำ (negative pressure phase) ที่อาจทำให้เกิดการดูดกลับของอากาศ

ในพื้นที่ปิด คลื่นแรงดันจะสะท้อน (reflection) และทับซ้อนกัน เพิ่มผลกระทบแบบไม่เชิงเส้น (non‑linear amplification)


1.1 เล่าให้เห็นภาพ: มัน “ทำงาน” ยังไงกันแน่

ถ้าระเบิดทั่วไปคือ “กำปั้น” ที่ต่อยอากาศครั้งเดียวแล้วจบ thermobaric จะคล้าย “หายใจเข้า…แล้วระเบิดใส่ทั้งห้อง” เพราะมันพยายามทำให้ อากาศทั้งก้อน กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเผาไหม้ (combustion) ชั่วพริบตา

ลองนึกเป็นฉากแบบช้า ๆ (แต่สิ่งจริงเกิดเร็วมาก):

ฉากที่ 1: เปิดฝากระป๋องพลังงาน

อาวุธชนิดนี้ไม่ได้พึ่งแค่แรงระเบิดจากสารในตัวเอง แต่พก “เชื้อเพลิง” (fuel) ที่ถูกออกแบบให้กลายเป็นละออง/ไอได้ง่ายเมื่อถูกปล่อยออกมา

  • ในตระกูล Fuel‑Air Explosive (FAE) มักเป็นเชื้อเพลิงที่ ทำให้เป็นละออง ได้ดี เพื่อให้ผสมกับอากาศได้ทั่วถึง

  • ในตระกูล Condensed thermobaric เชื้อเพลิงอยู่ในรูปที่ พกพาและคุมรูปทรงได้ มากกว่า แล้วค่อยแตกตัวเป็นอนุภาค/ละอองตอนทำงาน

จุดสำคัญคือ “ต้องกระจายให้เป็นพื้นที่” ไม่ใช่ “ก้อนเดียว” เพราะเป้าหมายคือการเพิ่มพื้นที่ผิว (surface area) ให้เชื้อเพลิงสัมผัสออกซิเจนมากที่สุด

ฉากที่ 2: เมฆเชื้อเพลิง (Fuel Cloud) — ช่วงเสี้ยววินาทีที่เงียบผิดธรรมชาติ

ขั้น “กระจาย” (dispersion) คือหัวใจของเรื่อง

  • ตัวหัวรบจะมีการแตกเปิดเพื่อ พ่น/กระจาย เชื้อเพลิงออกไปเป็นละอองละเอียดหรืออนุภาคเล็ก ๆ

  • เมฆนี้จะพยายาม “ขยายตัว” ให้ครอบคลุมปริมาตรอากาศ (volume) ที่ต้องการ

ถ้าเป็นพื้นที่ปิด — ทางเดิน บันได ห้อง เครื่องจักร — เมฆจะไหลไปตามช่องว่างเหมือนหมอกที่มีแรงผลักอยู่ด้านหลัง ทำให้ “อากาศในช่องแคบ” กลายเป็นส่วนผสมที่ติดไฟได้ง่ายขึ้น

ฉากที่ 3: จุดชนวน (Ignition) — เปลี่ยนอากาศทั้งก้อนให้กลายเป็นเปลวไฟและแรงดันทันที

จากนั้นจะมีการ “จุด” (ignition) เพื่อให้เมฆเชื้อเพลิงเริ่มเผาไหม้พร้อมกันในวงกว้าง

  • ในระดับหลักการ นี่คือการทำให้การเผาไหม้เกิดแบบเกือบพร้อมกัน (near‑simultaneous combustion) ทั่วทั้งเมฆ

  • ผลคือเกิดคลื่นแรงดัน (blast wave) ที่ไม่ได้เป็นแค่ “ตึ้บเดียว” แต่เป็น “ดันยาว” กว่า

แล้วมันจะมีช่วงต่อเนื่องที่คนชอบเรียกว่า “ตบแล้วดูด”:

  1. ช่วงแรงดันบวก (positive overpressure) — อากาศถูกอัดจนเหมือนกำแพงลมกระแทก

  2. ช่วงแรงดันต่ำ (negative pressure) — หลังการเผาไหม้ อากาศไหลกลับ เติมช่องว่างอย่างรวดเร็ว

ในพื้นที่ปิด คลื่นจะสะท้อนกลับไปกลับมา (reflection) เหมือนคุณตะโกนในอุโมงค์ แต่แทนที่จะเป็นเสียง มันคือแรงดันที่ทับซ้อนกัน

ทำไมคนถึงเรียก “vacuum bomb” ทั้งที่ไม่ใช่สูญญากาศจริง

คำว่า “ระเบิดสูญญากาศ” (vacuum bomb) เป็นคำเรียกเชิงสื่อ เพราะคน “รู้สึก” เหมือนมีแรงดูดตามหลัง แต่ในเชิงฟิสิกส์ มันคือช่วงแรงดันต่ำที่ตามมาหลังการเผาไหม้ ไม่ได้สร้างสูญญากาศแท้ ๆ

ภาพจำที่แม่นกว่า: มันไม่ใช่การดูดอากาศออกจนหายไป แต่เป็น การแกว่งของความดัน (pressure swing) ที่รุนแรงและกินเวลานานกว่า


1.2 ทำไมคำว่า ‘แรงดันยาวกว่า’ ถึงสำคัญ (Pressure, Duration & Impulse)

เวลาคนพูดว่า thermobaric “แรงกว่า” หลายครั้งเขาหมายถึง แรงดันที่ ‘อยู่นานกว่า’ ไม่ใช่แค่พีคสูงสุดอย่างเดียว

  • Peak pressure: ยอดแรงดันสูงสุดในเสี้ยววินาที (เหมือนโดนตบแรงมาก)

  • Duration: ระยะเวลาที่แรงดันกดทับ (เหมือนโดนดันค้าง)

  • Impulse: ภาพรวมของแรงดันตลอดเวลา (คิดง่าย ๆ ว่า “แรงดัน × เวลา”) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าระบบ/ร่างกายถูก “รับแรง” ไปเท่าไหร่

thermobaric มักทำให้ช่วงแรงดันบวกกินเวลายาวขึ้น และในพื้นที่ปิดยังเกิดการสะท้อน (reflection) ทำให้การกดทับซ้ำซ้อน — นี่คือเหตุผลที่มันถูกพูดถึงมากในบริบทสิ่งปลูกสร้าง ถ้ำ และที่มั่น


2. การจัดประเภท (Classification)

การแบ่งประเภทสามารถทำได้หลายแนวทาง โดยไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดเชิงสูตรเคมี

2.1 แบ่งตามกลไกการกระจายเชื้อเพลิง

  1. Fuel‑Air Explosive (FAE)

  • ภาพจำ: เหมือนพ่นสเปรย์ให้ลอยเป็นหมอกก่อน แล้วค่อย “จุดไฟทั้งก้อน”

  • กลไก: กระจายเชื้อเพลิงออกเป็นละอองหรือไอ → ก่อตัวเป็นเมฆเชื้อเพลิง (fuel cloud) → จุดระเบิดให้เผาไหม้เกือบพร้อมกันในปริมาตรอากาศ

  1. Condensed Thermobaric

  • ภาพจำ: เหมือนพก ‘แป้งเชื้อเพลิง’ ไว้ในตัว แล้วค่อยแตกกระจายเป็นอนุภาคตอนทำงาน

  • กลไก: เชื้อเพลิงถูกผสม/บรรจุอยู่ในหัวรบตั้งแต่ต้น → ตอนระเบิดจะปล่อยอนุภาค/ละอองในระยะสั้น ๆ ใกล้จุดเป้าหมาย → เผาไหม้และสร้างแรงดันเด่น โดยไม่ต้องสร้างเมฆใหญ่แบบ FAE

2.2 แบ่งตามแพลตฟอร์ม (Delivery Platform)

  • อาวุธยิงจากบ่า (shoulder‑fired system)

    • ภาพจำ: “กล่องพกพา” ที่เปลี่ยนห้อง/มุมอาคารให้เป็นพื้นที่แรงดันได้ในชั่วพริบตา

  • หัวรบจรวดหลายลำกล้อง (multiple rocket launcher)

    • ภาพจำ: ไม่ใช่หมัดเดียว แต่เป็น “ฝนแรงดัน” ยิงเป็นชุด (salvo) ให้ผลทับซ้อนเป็นพื้นที่

  • ระเบิดทิ้งทางอากาศ (air‑dropped bomb)

    • ภาพจำ: เน้นปริมาตรและผลครอบคลุมกว้าง โดยเฉพาะเมื่อระเบิดเหนือพื้นเพื่อปล่อยแรงอัดแผ่ด้านข้าง

2.3 แบ่งตามระดับพลังงาน

  • ระดับยุทธวิธี (tactical scale)

    • ภาพจำ: ใช้ในสถานการณ์เฉพาะจุด เช่น จุดต้านทาน อาคาร มุมถนน ช่องทางแคบ เป้าคือ “ทำให้พื้นที่ตรงนั้นใช้งานไม่ได้ทันที”

  • ระดับยุทธศาสตร์ (strategic scale)

    • ภาพจำ: เน้นผลครอบคลุมกว้างและผลกระทบทางจิตวิทยา/การปฏิบัติการ เป้าคือ “เปลี่ยนสภาพพื้นที่” มากกว่าจัดการเป้าหมายรายจุด

2.4 ข้อจำกัดและเงื่อนไขที่ทำให้ ‘ไม่เทพทุกครั้ง’ (Limitations)

เพื่อให้บทความเป็นวิทยาศาสตร์จริง ๆ ต้องพูดเรื่องนี้ด้วย: อาวุธที่อาศัยอากาศและการกระจายเชื้อเพลิง ย่อมมี “ความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม”

  • ลมแรง/สภาพอากาศ: ถ้าเมฆเชื้อเพลิงกระจายไม่เป็นรูป การผสมกับอากาศอาจไม่เหมาะ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง

  • ความชื้น/ฝน/พื้นผิวเปียก: ส่งผลต่อการกระจายตัวและการติดไฟในบางบริบท

  • พื้นที่เปิดโล่งมาก ๆ: คลื่นแรงดันกระจายออกได้ไวกว่า พฤติกรรม “ทับซ้อน” จะน้อยกว่าพื้นที่ปิด

  • สิ่งกีดขวางและรูปทรงพื้นที่: ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนมาก บางครั้งจุดที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่จุดที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่เป็นจุดที่แรงดันถูกบีบให้สะท้อนหรือไหลเข้าไป


3. ประวัติศาสตร์การพัฒนา (Historical Development)

ส่วนนี้คือ “เส้นทางวิวัฒนาการ” ที่ทำให้แนวคิดจากห้องทดลองกลายเป็นอาวุธจริง จุดสำคัญคือ: thermobaric ไม่ได้เกิดขึ้นจากการคิดสูตรใหม่อย่างเดียว แต่เกิดจากการ “เข้าใจคลื่นแรงดันในอากาศ” มากขึ้น + วิศวกรรมการกระจายเชื้อเพลิงให้เสถียร

หมายเหตุด้านความน่าเชื่อถือ: ประวัติศาสตร์บางช่วง (โดยเฉพาะยุคต้นศตวรรษที่ 20 และบางโครงการสงครามโลก) มีแหล่งข้อมูลสาธารณะจำกัดและปะปนเรื่องเล่ากับเอกสารทหาร จึงจะเล่าโดยแยก “หลักฐานแข็ง” กับ “ข้ออ้างที่พบได้” ให้ชัด

3.1 ยุคแนวคิดก่อนยุคอาวุธสมัยใหม่ (ก่อนสงครามเย็น)

1905–1910s: ไอเดีย ‘อากาศ‑เชื้อเพลิง’ โผล่ขึ้นในยุโรป
มีการอ้างถึงงานของนักประดิษฐ์ชาวสเปน Antonio Meulener ว่ามีการเสนอ/ทดสอบแนวคิดคล้ายระเบิดอากาศ‑เชื้อเพลิงตั้งแต่ปี 1905 ในชื่อที่ถูกพูดถึงว่า “tóspiro” (ชื่อและรายละเอียดมีหลายเวอร์ชันในแหล่งข้อมูลสาธารณะ) — ประเด็นสำคัญคือ “เริ่มมีคนคิดว่า ถ้าเอาเชื้อเพลิงไปผสมกับอากาศก่อนจุด อาจได้ผลต่างจากระเบิดก้อนเดียว”

สงครามโลกครั้งที่ 1–2: จากเปลวไฟสู่ ‘แรงดัน + ความร้อน’
ในสงครามโลก ยุโรปมีการทดลองอาวุธที่เน้นการเผาไหม้รุนแรงและการกระจายวัสดุไวไฟ (incendiary) ซึ่งยังไม่ใช่ thermobaric แบบสมัยใหม่ แต่ทำให้ “ภาษา” และ “ความคิด” เรื่องการใช้ไฟ+อากาศเป็นอาวุธเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการอ้างถึงความพยายามของเยอรมันภายใต้การทำงานของนักฟิสิกส์ Mario Zippermayr ว่ามีแนวคิดอาวุธแบบ aerosol/fuel‑air ภายใต้โครงการและชื่อรหัสที่ถูกเล่าต่อกัน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงเอกสารสาธารณะไม่แน่นพอจะฟันธงว่า “ใช้จริงในสนามรบ” ได้ชัดเจน

3.2 ยุคทำ “สำเร็จและใช้งานจริง” — สหรัฐฯ และสงครามเวียดนาม

ทศวรรษ 1960: สหรัฐฯ ทำให้ FAE กลายเป็นระบบอาวุธที่ใช้งานได้
จุดเปลี่ยนใหญ่คือช่วงสงครามเวียดนาม เมื่อเทคโนโลยี Fuel‑Air Explosive (FAE) ถูกพัฒนาอย่างจริงจังจนเป็นอาวุธใช้งานได้ในสนาม

  • มีเอกสารสายงานอาวุธของสหรัฐฯ ระบุว่าแล็บ/ศูนย์ทดสอบอย่าง China Lake (Naval Weapons Center) มีบทบาทพัฒนาและประยุกต์เทคโนโลยี FAE ตั้งแต่ระดับ “ลูกระเบิด” ไปจนถึง “ระเบิดขนาดใหญ่” และระบบกวาดทุ่นระเบิด

  • ในเชิงการใช้งานครั้งแรก ๆ มีรายงานการใช้ “เชื้อเพลิงที่กระจายเป็นละอองได้ดี” เพื่อเคลียร์พื้นที่/การกวาดทุ่นระเบิดในเวียดนามราวปี 1967 (นี่เป็นช่วงที่ FAE ถูกใช้ในฐานะเครื่องมือทางวิศวกรรมสนาม ไม่ใช่แค่โจมตีเป้าหมาย)

1970: FAE ถูก ‘จัดระบบ’ เป็นอาวุธประจำการมากขึ้น
มีการกล่าวถึงการ deploy อาวุธตระกูล FAE รุ่นต้น ๆ ในราวปี 1970 และในช่วงเดียวกันนั้นก็มีการพัฒนาอาวุธที่ถูกระบุชัดว่าเป็น fuel‑air explosive อย่างตระกูล CBU‑55 (และรุ่นใกล้เคียง)

สรุปช่วงนี้: ถ้าถามว่า “ใครทำสำเร็จแบบใช้งานจริงก่อน” — หลักฐานสาธารณะหนักไปทางฝั่งสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนาม

3.3 โซเวียต/รัสเซีย: ทำให้ thermobaric กลายเป็น ‘สายอาวุธเฉพาะทาง’

ทศวรรษ 1980: จาก FAE สู่ thermobaric แบบหัวรบพร้อมใช้
ฝั่งโซเวียตพัฒนาแนวคิด “enhanced blast” และ thermobaric ให้เป็นระบบที่ใช้ได้ในหลายแพลตฟอร์ม โดยมีทั้งระดับประจำหน่วยและระดับระบบจรวด

ตัวอย่างที่สะท้อน “ทำให้เทคโนโลยีลงไปถึงระดับทหารราบ” คืออาวุธยิงจากบ่าอย่าง RPO‑A Shmel (ออกแบบช่วงกลางทศวรรษ 1980 และเข้าประจำการช่วงปลายทศวรรษ 1980) ซึ่งถูกจัดชั้นในเอกสารทหารรัสเซียว่าเป็น “flamethrower” แต่ในเชิงผลลัพธ์คือหัวรบ thermobaric

1988–1989: การทดสอบรบของระบบขนาดใหญ่
ระบบจรวดหลายลำกล้องหัวรบ thermobaric อย่าง TOS‑1 มีรายงานว่ามี “combat tests” ในปี 1988–1989 ที่หุบเขา Panjshir (สงครามโซเวียต‑อัฟกานิสถาน) — จุดนี้สำคัญ เพราะเป็นหลักฐานว่าฝั่งโซเวียตไม่ได้หยุดที่อาวุธเฉพาะกิจ แต่ทำเป็นระบบหนักเพื่อโจมตีที่มั่น/พื้นที่ป้อมปราการ

สรุปช่วงนี้: สหรัฐฯ มาก่อนใน FAE เชิงปฏิบัติการ (เวียดนาม) แต่โซเวียต/รัสเซียทำให้มันกลายเป็น “ตระกูลอาวุธ” ที่หลากหลายและฝังอยู่ใน doctrine ของการทำลายที่มั่น

3.4 หลังสงครามเย็น: การใช้งานแพร่หลายขึ้น และภาพจำ “vacuum bomb” ของสื่อ

1990s–2000s: การปรากฏในสงครามเมืองและปฏิบัติการต่อต้านกองกำลัง
ช่วงนี้เป็นยุคที่ thermobaric ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะสงครามเมือง/การรบในสิ่งปลูกสร้างทำให้ “ข้อได้เปรียบในพื้นที่ปิด” ถูกเห็นชัดขึ้น อาวุธยิงจากบ่าและหัวรบ thermobaric ในหลายแพลตฟอร์มถูกกล่าวถึงในความขัดแย้งต่าง ๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีการสู้รบในอาคารและที่มั่น

2007: ระเบิดขนาดมหึมาและสงครามภาพลักษณ์
รัสเซียประกาศทดสอบอาวุธที่สื่อเรียกว่า FOAB (Father of All Bombs) ในปี 2007 ซึ่งถูกอ้างว่าให้ผลเทียบเท่า TNT ระดับหลายสิบตัน จุดนี้ทำให้คำว่า “พลังนิวเคลียร์แบบไม่ใช่นิวเคลียร์” (ในเชิงภาพเปรียบเทียบ) กลับมาอยู่ในวงสนทนาอีกครั้ง — แม้แก่นจริงคือมันยังเป็นเคมีการเผาไหม้ + พลศาสตร์ของแรงดันในอากาศ

3.5 ใครใช้ก่อน–ใช้หลัง (สรุปลำดับแบบจำง่าย)

  • แนวคิดยุคต้น (ยังไม่เป็นระบบอาวุธชัด): มีการอ้างถึงยุโรปต้นศตวรรษที่ 20 และโครงการทดลองในสงครามโลก

  • ทำสำเร็จและใช้จริงแบบหลักฐานค่อนข้างแข็ง: สหรัฐฯ (FAE) ในบริบทสงครามเวียดนาม และการพัฒนา/จัดระบบช่วงปลาย 1960s–1970s

  • ทำให้กลายเป็น “ตระกูลอาวุธ” หลายขนาดและใช้งานต่อเนื่อง: โซเวียต/รัสเซีย (ตั้งแต่ 1980s) ทั้งระดับทหารราบ (RPO‑A) และระบบหนัก (TOS‑1)

  • ยุคสื่อและภาพจำ: 2000s เป็นต้นมา มีการอ้างถึงการใช้งานในหลายความขัดแย้ง และมีการโชว์การทดสอบอาวุธขนาดใหญ่มาก (FOAB)


4. ความแตกต่างจากระเบิดชนิดอื่น (แบบอ่านลื่น ไม่ใช่ตาราง)

เพื่อไม่ให้สับสน เราเทียบกันด้วย “สิ่งที่มันเน้น” มากกว่ารายละเอียดภายใน

  • ระเบิดแรงสูงทั่วไป (High explosive): เชื้อเพลิงและสารออกซิไดเซอร์อยู่ภายในตัว ปฏิกิริยาเร็วมาก คลื่นกระแทกพีคสูง แต่ช่วงเวลาสั้น และมักพึ่ง “สะเก็ด” จากปลอก/ชิ้นส่วนเป็นตัวเพิ่มอันตราย

  • thermobaric / FAE: ใช้ออกซิเจนจากอากาศช่วยการเผาไหม้ จึงมักให้ช่วงแรงดัน (pressure duration) ยาวกว่าในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเกิดการสะท้อนในพื้นที่ปิด ผลเด่นคือแรงอัดและแรงลมระเบิด (blast wind) ในปริมาตรอากาศ

  • อาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear weapon): พลังงานมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ (fission/fusion) ซึ่งเป็นคนละโลกกับ thermobaric ทั้งขนาดพลังงานและผลกระทบระยะยาว

สรุปสั้น ๆ: thermobaric ไม่ใช่นิวเคลียร์ และ “ความน่ากลัว” ของมันอยู่ที่การจัดการอากาศและแรงดัน ไม่ใช่รังสี


5. “ลูกใหญ่ที่ถูกใช้จริง” เล่าเป็นเหตุการณ์ (Biggest Real-World Uses)

พูดตามตรงนะคะ “ลิสต์อันดับ 1–10” มันแห้งเหมือนอ่านสเปคตู้เย็น 😅 งั้นเราเปลี่ยนเป็น ฉากจริงในประวัติศาสตร์ ที่คนจำได้ เพราะมันทำให้เห็นว่า “อาวุธแรงดัน” (blast weapon) มันต่างจากระเบิดทั่วไปยังไง

หมายเหตุสำคัญ: บางเหตุการณ์ที่คนเรียกติดปากว่าเป็น thermobaric/FAE ความจริงอาจเป็น “ระเบิดอากาศแรงสูงขนาดใหญ่” (concussive air blast) ที่ให้ผลคล้ายกันในภาพรวม ฉันจะใส่คำอธิบายกำกับให้ชัด เพื่อไม่ปะปนคำศัพท์ผิดประเภท

เหตุการณ์ที่ 1: “Daisy Cutter” — ระเบิดที่ทำให้ป่าเปิดเป็นลานจอดในพริบตา

ใครใช้: สหรัฐฯ (และต่อมามีการใช้งานโดยฝ่ายพันธมิตรในภูมิภาค)

อาวุธ: BLU‑82 “Daisy Cutter”

ขนาด: น้ำหนักรวมประมาณ 15,000 ปอนด์ (ราว 6.8 ตัน) (en.wikipedia.org)

ใช้เมื่อไหร่ / ที่ไหน: มีบันทึก “การใช้ครั้งแรก” วันที่ 22 มีนาคม 1970 ในลาว (บริบทสงครามเวียดนาม) (en.wikipedia.org)

เล่าให้เห็นภาพ:
ในยุคที่เฮลิคอปเตอร์เป็นเส้นเลือดหลักของสงคราม ปัญหาคือ “ไม่มีที่ลง” ในป่าทึบ BLU‑82 ถูกออกแบบมาให้ ระเบิดเหนือพื้น มากกว่าขุดหลุม เพื่อ “กวาด” พื้นที่ให้เรียบ เป็นวงกว้างพอให้ลงจอดได้—พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศสหรัฐฯ ระบุว่าเคลียร์ลานจอดได้ราว 260 ฟุตเส้นผ่านศูนย์กลาง (nationalmuseum.af.mil)

ผลกระทบเชิงความรู้สึกของคนที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่ใช่แค่เสียงดัง แต่คือแรงดันที่มาเป็น “กำแพงลม” เพราะมันตั้งใจให้แรงระเบิดแผ่ด้านข้างมากกว่าเจาะลงดิน

เกร็ดที่ต้องพูดตรง ๆ: BLU‑82 มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็น FAE/thermobaric แต่แหล่งข้อมูลหลายแห่งชี้ว่ามันเป็นระเบิดแรงสูงขนาดใหญ่ที่เน้นแรงอัด (concussive) มากกว่า “เมฆเชื้อเพลิง” แบบ FAE (en.wikipedia.org)

เหตุการณ์ที่ 2: TOS‑1 ในสงครามเมือง — เมื่อแรงดันถูก “ขัง” แล้วทวีคูณ

ใครใช้: รัสเซีย

อาวุธ: ระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง TOS‑1 (หัวรบ thermobaric/FAE)

ภาพใหญ่ของมัน: นี่ไม่ใช่ “ลูกเดียวจบ” แบบระเบิดทิ้งจากเครื่องบิน แต่มันคือการยิงเป็นชุด (salvo) ให้แรงดันและความร้อนปะทุซ้อนกันเป็นพื้นที่

ร่องรอยการใช้ในสนามรบ:

  • มีบันทึกว่า TOS‑1 มี “combat tests” ในปี 1988–1989 ที่หุบเขา Panjshir (สงครามโซเวียต‑อัฟกานิสถาน) (en.wikipedia.org)

  • ในการโจมตีกรอซนี (Battle of Grozny 1999–2000) มีการระบุว่ารัสเซียใช้อาวุธ thermobaric และ TOS‑1 มีบทบาทเด่นในการถล่มเมือง (en.wikipedia.org)

  • Human Rights Watch ก็รายงานประเด็นเรื่องการใช้ “vacuum bombs” ในเชชเนีย โดยยก TOS‑1 เป็นหนึ่งในระบบที่ถูกกล่าวถึงว่าใช้หัวรบ FAE (hrw.org)

เล่าให้เห็นภาพ:
thermobaric “ชอบพื้นที่ปิด” เพราะอากาศที่ถูกอัดจะสะท้อนกลับ (reflection) แล้วทับกันเหมือนเสียงก้องในอุโมงค์ แต่เป็นแรงดันแทนเสียง

ในสงครามเมือง… ห้องใต้ดิน ทางเดิน คอนกรีตที่แตกเป็นโพรง กลายเป็นตัวคูณทางฟิสิกส์ทันที: คลื่นแรงดันเดินทาง ชนผนัง เด้งกลับ และทับซ้อน ทำให้ผลกระทบต่างจากระเบิดสะเก็ดแบบคลาสสิกที่พึ่งเศษโลหะเป็นหลัก

เหตุการณ์ที่ 3: “MOAB” อัฟกานิสถาน 2017 — ลูกใหญ่ที่สุดที่ ‘สหรัฐฯ’ ใช้จริง (และทำไมคนชอบเอามาเทียบ)

ใครใช้: สหรัฐฯ

อาวุธ: GBU‑43/B MOAB (Massive Ordnance Air Blast)

ใช้เมื่อไหร่ / ที่ไหน: 13 เมษายน 2017 ใส่เป้าหมายเครือข่ายถ้ำ/อุโมงค์ของ ISKP ในจังหวัด Nangarhar อัฟกานิสถาน (เป็นการใช้ครั้งแรกในสนามรบ) (en.wikipedia.org)

ขนาดที่คนจำ: ตัวระเบิดหนักราว 21,000 ปอนด์ และพลังเทียบเท่า TNT ประมาณ 11 ตัน (ตัวเลขที่ถูกอ้างแพร่หลายในสื่อ) (axios.com)

เล่าให้เห็นภาพ:
MOAB เป็น “ระเบิดแรงอัดขนาดยักษ์” ที่ออกแบบให้ระเบิดเหนือพื้น เพื่อส่งคลื่นแรงดันเข้าไปกวาดพื้นที่และกดทับเป้าหมายในภูมิประเทศแบบถ้ำ/โพรง

ที่ต้องพูดให้ชัด: MOAB ไม่ใช่ thermobaric แบบคลาสสิก แต่ถูกเอามาเทียบเสมอ เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ดีมากของ “อาวุธแรงดัน” (concussive blast) ว่าถ้าคุณระเบิดเหนือพื้นและเน้นแรงอัด—ผลทางฟิสิกส์และจิตวิทยามันต่างจากระเบิดที่เน้นสะเก็ดแค่ไหน (wired.com)


6. ผลกระทบต่อโครงสร้างและสิ่งมีชีวิต (Blast Effects)

หัวใจของ thermobaric คือ “ทำร้ายด้วยแรงดัน” (overpressure) และ “ระยะเวลาของแรงดัน” (pressure duration) มากกว่าการพึ่งสะเก็ดโลหะเหมือนระเบิดสะเก็ด

ผลกระทบหลัก ๆ ที่พบในวรรณกรรมด้าน blast injury ได้แก่:

  • ความเสียหายต่อปอด (pulmonary trauma)

  • การแตก/บาดเจ็บของแก้วหู (eardrum injury)

  • แรงกระแทกต่อร่างกาย/วัตถุจากคลื่นแรงดัน (blast wind)

  • ความเสียหายต่อโครงสร้างจากแรงอัดและแรงสะท้อน (structural loading & reflection)

การศึกษาทางวิศวกรรมโครงสร้างจึงให้ความสำคัญกับการลดแรงสะท้อน (blast mitigation)


6.1 มัน “ทำงานกับสิ่งต่าง ๆ” ยังไง (ตึก ถ้ำ บังเกอร์ ต้นไม้ คน สัตว์)

ให้คิดว่า thermobaric เป็นอาวุธที่ “ชอบอากาศ” และ “ชอบพื้นที่ที่กักอากาศ”

พูดแบบสารคดี: มันไม่ได้แค่ทำให้ “ของแตก” แต่มันทำให้ อากาศกลายเป็นค้อน แล้วเหวี่ยงค้อนนั้นไปทั่วพื้นที่

A) ตึกและอาคาร (Buildings)

มันอันตรายยังไง:

  • คลื่นแรงดัน (blast wave) กระแทกผนัง หน้าต่าง ประตู แล้วสะท้อนกลับ (reflection) ทำให้แรงดันในห้อง/ทางเดิน “ทับซ้อน” ได้

  • หน้าต่างและช่องเปิดเป็นจุดอ่อน เพราะแรงดันจะพุ่งผ่านแล้วเกิดแรงเฉือน/แรงดันซ้อนภายใน

ผลลัพธ์ที่มักเห็น:

  • กระจกแตก กระเด็นเป็นเศษอันตราย (แม้ระเบิดไม่ได้เน้นสะเก็ด)

  • ผนังเบา/ผนังก่ออิฐบางพังหรือแตกร้าวจากแรงอัด

  • ความเสียหายภายในอาคารสูงกว่าที่คนคาดจาก “ระยะ” เพราะแรงสะท้อนทำให้พื้นที่ข้างในเหมือนโดนซ้ำหลายครั้ง

B) ถ้ำ อุโมงค์ ช่องทางแคบ (Caves / Tunnels / Confined spaces)

นี่คือสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผลของ thermobaric ‘เด่น’ ที่สุด เพราะ:

  • ทางเดินแคบทำหน้าที่เหมือนท่อ (channel) นำแรงดันให้วิ่งลึกเข้าไป

  • ผนังหิน/คอนกรีตทำให้เกิดการสะท้อนแรงดันแรงมาก

ผลลัพธ์ที่มักเห็น:

  • แรงดันวิ่งเข้าไปถึงโซนที่ไม่ได้อยู่ในแนวสายตา

  • สิ่งของ/ฝุ่น/เศษหินถูกยกและพัดเป็น “ลมแรง” (blast wind) เพิ่มแรงกระแทกซ้ำ

C) บังเกอร์และที่มั่น (Bunkers)

สิ่งที่ตัดสินความอยู่รอดของบังเกอร์ ไม่ใช่ “หนาแค่ไหน” อย่างเดียว แต่คือ:

  • มีช่องเปิด/ช่องระบาย/ทางเข้าแบบไหน

  • โครงสร้างรับแรงอัดแบบไหน

  • มีพื้นที่ย่อยเป็นห้อง ๆ หรือเป็นโพรงใหญ่

thermobaric มีชื่อเสียงเพราะมัน “เล่นกับช่องเปิด” ได้: แรงดันสามารถเข้าไปตามทางเข้า/ช่องทาง แล้วสะท้อนทับซ้อนภายใน

แต่ต้องย้ำ: บังเกอร์ที่ออกแบบดีมาก ๆ (เช่น มีบานประตู blast, การแบ่งห้อง, การหักมุมทางเดิน) สามารถลดผลกระทบได้ — นี่เป็นเหตุผลที่ศาสตร์ blast engineering ยังพัฒนาเรื่อย ๆ

D) ป่า ต้นไม้ และพืช (Trees / Vegetation)

หลายคนคิดว่า “ไฟ” คือประเด็นหลัก แต่ในเชิงฟิสิกส์ สิ่งที่เห็นชัดในพื้นที่เปิดมักเป็น:

  • แรงลมระเบิด (blast wind) ที่ทำให้ใบไม้หลุด กิ่งหัก ต้นไม้ล้ม (ขึ้นกับระยะและขนาดอาวุธ)

  • ความร้อนและการเผาไหม้ที่เกิดตามมาอาจทำให้เกิดไฟลุกไหม้ในพืชแห้ง

ผลลัพธ์ที่มักเห็น:

  • พื้นที่โล่งจากแรงอัด/ลม/แรงสั่นสะเทือน มากกว่าการ “เผาไหม้หมด” เสมอไป

E) คน (Humans)

thermobaric ถูกจัดว่าอันตรายมากกับคน เพราะร่างกายเรามี “ส่วนที่เป็นอากาศ” อยู่ข้างใน และความดันที่เปลี่ยนฉับพลันกระทบมันโดยตรง

กลไกอันตรายหลัก:

  • Primary blast injury: บาดเจ็บจากแรงดันต่ออวัยวะที่มีอากาศ เช่น ปอดและหู

  • Secondary: เศษวัสดุจากสภาพแวดล้อม (กระจก เศษผนัง หิน ฝุ่น) กลายเป็น projectile

  • Tertiary: ร่างกายถูกเหวี่ยง/กระแทกจาก blast wind

  • Quaternary: ความร้อน ควัน ฝุ่น ทำให้หายใจลำบาก/แผลไหม้/บาดเจ็บร่วม

ในที่ปิด ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นมาก เพราะแรงดันสะท้อนทำให้ช่วงแรงดันที่ร่างกายรับ “ยาวและซ้ำ” กว่าพื้นที่โล่ง

F) สัตว์ (Animals)

ในเชิงสรีรวิทยา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมากก็มีความเสี่ยงคล้ายคน เพราะมีปอดและระบบหายใจที่ไวต่อการเปลี่ยนความดัน

  • สัตว์ที่ตัวเล็กมักเปราะบางต่อแรงลมและเศษวัสดุ

  • สัตว์ที่อยู่ในโพรง/คอก/พื้นที่ปิด จะเสี่ยงจากแรงสะท้อนเหมือนกัน


7. เส้นบาง ๆ ระหว่างฟิสิกส์กับศีลธรรม (Law, Ethics & Controversy)

ทุกครั้งที่มีการพูดถึง thermobaric คำถามจะไม่ใช่แค่ “มันทำงานยังไง” แต่คือ “มันควรถูกใช้เมื่อไหร่”

ในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ thermobaric ไม่ได้ถูกห้ามโดยสนธิสัญญาเฉพาะฉบับหนึ่งแบบเจาะจงชื่อ ต่างจากอาวุธเคมีหรือชีวภาพ แต่การใช้งานยังต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law – IHL) ซึ่งมีหลักสำคัญ เช่น:

  • หลักการแยกแยะ (Distinction) — ต้องแยกเป้าหมายทางทหารออกจากพลเรือน

  • หลักสัดส่วน (Proportionality) — ความเสียหายต่อพลเรือนไม่ควรเกินกว่าความจำเป็นทางทหาร

  • หลักความจำเป็นทางทหาร (Military Necessity)

ปัญหาคือ thermobaric เป็นอาวุธที่ “พฤติกรรมทางฟิสิกส์” ของมันทำให้ผลกระทบในพื้นที่ปิดรุนแรงกว่าที่ตาเห็นภายนอก เมืองสมัยใหม่เต็มไปด้วยห้อง ทางเดิน โพรงใต้ดิน ช่องว่างทางโครงสร้าง — ซึ่งทำให้คำถามเรื่องสัดส่วนและผลกระทบต่อพลเรือนซับซ้อนขึ้น

องค์กรสิทธิมนุษยชนบางแห่งเคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้ในเขตเมือง โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวถึงคำว่า “vacuum bomb” ในบริบทสื่อ แม้คำนี้จะไม่ใช่ศัพท์เทคนิคแท้ ๆ แต่ก็สะท้อนความหวาดกลัวทางสังคมได้ดี

พูดอีกแบบหนึ่ง: thermobaric คือกรณีศึกษาว่า เทคโนโลยีที่อธิบายได้ด้วยสมการฟิสิกส์ อาจสร้างคำถามทางศีลธรรมที่ไม่มีสมการใดตอบได้ง่าย


8. สิ่งที่คนเข้าใจผิด (Myth vs Reality)

thermobaric เป็นอาวุธที่ถูกเล่าในสื่อบ่อย จึงมีภาพจำจำนวนมากที่คลาดเคลื่อนจากความจริงทางฟิสิกส์

Myth 1: มัน “ดูดอากาศออกจนคนขาดอากาศตายทันที”

Reality: สิ่งที่เกิดขึ้นคือการแกว่งของความดัน (pressure oscillation) อย่างรุนแรง ไม่ใช่การสร้างสูญญากาศแท้จริง ช่วงแรงดันต่ำเกิดขึ้นหลังการเผาไหม้ แต่กลไกอันตรายหลักคือแรงดันบวก (overpressure) ที่กระทบอวัยวะภายใน

Myth 2: มันคือ “นิวเคลียร์ขนาดเล็ก”

Reality: thermobaric เป็นปฏิกิริยาเคมี (chemical combustion) ไม่มีฟิชชัน (fission) หรือฟิวชัน (fusion) และไม่มีรังสีจากปฏิกิริยานิวเคลียร์

Myth 3: มันเผาทุกอย่างไหม้หมดเสมอ

Reality: ในหลายสถานการณ์ ความเสียหายหลักเกิดจากแรงดันและแรงลมระเบิด (blast wind) มากกว่าการเผาไหม้ล้วน ๆ

Myth 4: อันตรายเฉพาะในพื้นที่ปิดเท่านั้น

Reality: พื้นที่ปิดทำให้ผลทวีคูณจากการสะท้อน แต่ในพื้นที่โล่งก็ยังสามารถสร้างแรงอัดรุนแรงและความเสียหายต่อโครงสร้าง/สิ่งมีชีวิตได้

Myth 5: คนที่อยู่ใกล้จะ “ระเหยหายไปเลย”

Reality: คำว่า “ระเหย” (vaporize) มักถูกใช้เชิงเปรียบเทียบในสื่อ มากกว่าจะตรงกับฟิสิกส์จริง thermobaric เป็นปฏิกิริยาเคมีที่สร้างแรงดันและความร้อนสูงในช่วงสั้น ๆ แต่ไม่ได้ทำให้ร่างกายมนุษย์กลายเป็นไอและหายไปทั้งร่างในสภาวะปกติ

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามหลัก blast injury คือ:

  • แรงดันบวก (overpressure) ทำให้เกิดการบาดเจ็บภายในรุนแรง

  • แรงลมระเบิด (blast wind) สามารถเหวี่ยงร่างกายหรือทำให้กระแทกกับวัตถุรอบตัว

  • เศษวัสดุจากสภาพแวดล้อมอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติม

ในระยะใกล้มากและโดยเฉพาะในพื้นที่ปิด ความเสียหายต่อร่างกายอาจรุนแรงจนไม่คงสภาพเป็น “ร่างเดียว” ที่จดจำได้ง่าย ซึ่งทำให้เกิดการเล่าว่าเหมือน “หายไป” แต่ในเชิงฟิสิกส์ นั่นไม่ใช่การระเหยเป็นสูญญากาศ หากเป็นผลรวมของแรงดัน ความร้อน และการกระแทกซ้ำจากสภาพแวดล้อม

พูดแบบสั้น ๆ เชิงวิทยาศาสตร์: thermobaric ไม่ได้ทำให้คน “หายไป” แต่ทำให้แรงดันในอากาศทำลายร่างกายอย่างรุนแรง


บทสรุป

thermobaric bomb คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการประยุกต์เคมีและฟิสิกส์บรรยากาศเข้ากับเทคโนโลยีการทหาร มันแสดงให้เห็นว่าเพียงการเปลี่ยนวิธี “ใช้พลังงานเคมี” ก็สามารถเปลี่ยนลักษณะของคลื่นแรงดันและผลกระทบได้อย่างมาก

ในแง่วิทยาศาสตร์ มันคือบทเรียนเรื่องพลศาสตร์การระเบิด (explosive dynamics), แรงดัน-เวลา (pressure–time), และพฤติกรรมของคลื่นในพื้นที่ปิด

ในแง่สังคม มันเตือนว่า เมื่ออากาศทั้งก้อนถูกทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธ คำถามจะไม่จบที่ “มันทำงานได้แค่ไหน” แต่จะไปจบที่ “มันควรถูกใช้กับใคร—และที่ไหน”


อ่านต่อแบบไม่หลงทาง (Further reading)

ถ้าอยากอ่านลึกขึ้นโดยไม่ต้องไล่ตามข่าวลือ แนะนำให้มองหาเอกสาร/บทความใน 3 สายนี้:

  • พื้นฐานบาดเจ็บจากแรงระเบิด: blast injury, primary/secondary/tertiary injuries, overpressure

  • วิศวกรรมแรงระเบิดและโครงสร้าง: blast loading, reflection, impulse, blast mitigation

  • กรอบกฎหมายมนุษยธรรม: International Humanitarian Law (IHL), distinction, proportionality

Thermobaric Bomb: ระเบิดที่ใช้อากาศเป็นส่วนหนึ่งของแรงทำลาย

บทนำ: เมื่ออากาศกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธ ในโลกของวัตถุระเบิดส่วนใหญ่ พลังงานทั้งหมดถูกบรรจุอยู่ภายในตัวมันเอง แต่ thermobaric bomb หรือที่ส...