บทนำ: เมื่ออากาศกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธ
ในโลกของวัตถุระเบิดส่วนใหญ่ พลังงานทั้งหมดถูกบรรจุอยู่ภายในตัวมันเอง แต่ thermobaric bomb หรือที่สื่อมักเรียกว่า “ระเบิดสูญญากาศ” (vacuum bomb) กลับใช้สิ่งที่อยู่รอบตัวเรา — อากาศ — เป็นองค์ประกอบของปฏิกิริยา
คำว่า thermobaric มาจากคำว่า “thermo” (ความร้อน) และ “baric” (แรงดัน) สะท้อนถึงลักษณะเฉพาะของมัน คือการสร้างคลื่นแรงดัน (blast wave) ที่ยาวนานกว่าระเบิดแรงสูงทั่วไป และเกิดการเปลี่ยนแปลงความดันในบรรยากาศอย่างรุนแรง
บทความนี้จะพาไล่เรียงตั้งแต่หลักฟิสิกส์พื้นฐาน การทำงานแบบเห็นภาพ การจัดประเภท ประวัติศาสตร์พัฒนา ความแตกต่างจากระเบิดชนิดอื่น ไปจนถึงตัวอย่างเหตุการณ์จริง ผลกระทบต่อสิ่งต่าง ๆ และประเด็นที่คนมักเข้าใจผิด
กล่องคำศัพท์: 4 คำที่คนชอบสับสน (Mini Glossary)
Thermobaric: อาวุธที่เน้น “ความร้อน + แรงดัน” (thermo + baric) โดยใช้ ออกซิเจนในอากาศ ช่วยการเผาไหม้ ทำให้ช่วงแรงดันกินเวลานานกว่าในหลายกรณี
Fuel‑Air Explosive (FAE): กลุ่มย่อยที่มัก “ปล่อยเชื้อเพลิงออกไปเป็นเมฆ” (fuel cloud) แล้วค่อยจุดระเบิด
Enhanced blast: คำเรียกเชิงผลลัพธ์ หมายถึงอาวุธที่ออกแบบให้แรงอัด/แรงดันเด่นเป็นพิเศษ ไม่จำเป็นต้องเป็น FAE เสมอไป
“Vacuum bomb”: คำสื่อ/คำเรียกติดปาก ไม่ใช่ศัพท์เทคนิคตรงตัว เพราะมันไม่ได้สร้างสูญญากาศแท้ ๆ แต่มีช่วงแรงดันต่ำตามหลังการระเบิด
1. หลักการทำงานทางฟิสิกส์ (Physics of Thermobaric Explosions)
วัตถุระเบิดทั่วไป (high explosive) จะมีทั้งเชื้อเพลิงและสารออกซิไดเซอร์อยู่ภายใน เมื่อจุดระเบิดจะเกิดปฏิกิริยาอย่างรวดเร็ว สร้างคลื่นกระแทก (shock wave) ระยะสั้นแต่รุนแรง
thermobaric แตกต่างตรงที่:
ใช้ออกซิเจนจากอากาศเป็นส่วนหนึ่งของปฏิกิริยา
สร้างช่วงแรงดันบวก (positive pressure phase) ที่ยาวกว่า
ตามด้วยช่วงแรงดันต่ำ (negative pressure phase) ที่อาจทำให้เกิดการดูดกลับของอากาศ
ในพื้นที่ปิด คลื่นแรงดันจะสะท้อน (reflection) และทับซ้อนกัน เพิ่มผลกระทบแบบไม่เชิงเส้น (non‑linear amplification)
1.1 เล่าให้เห็นภาพ: มัน “ทำงาน” ยังไงกันแน่
ถ้าระเบิดทั่วไปคือ “กำปั้น” ที่ต่อยอากาศครั้งเดียวแล้วจบ thermobaric จะคล้าย “หายใจเข้า…แล้วระเบิดใส่ทั้งห้อง” เพราะมันพยายามทำให้ อากาศทั้งก้อน กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเผาไหม้ (combustion) ชั่วพริบตา
ลองนึกเป็นฉากแบบช้า ๆ (แต่สิ่งจริงเกิดเร็วมาก):
ฉากที่ 1: เปิดฝากระป๋องพลังงาน
อาวุธชนิดนี้ไม่ได้พึ่งแค่แรงระเบิดจากสารในตัวเอง แต่พก “เชื้อเพลิง” (fuel) ที่ถูกออกแบบให้กลายเป็นละออง/ไอได้ง่ายเมื่อถูกปล่อยออกมา
ในตระกูล Fuel‑Air Explosive (FAE) มักเป็นเชื้อเพลิงที่ ทำให้เป็นละออง ได้ดี เพื่อให้ผสมกับอากาศได้ทั่วถึง
ในตระกูล Condensed thermobaric เชื้อเพลิงอยู่ในรูปที่ พกพาและคุมรูปทรงได้ มากกว่า แล้วค่อยแตกตัวเป็นอนุภาค/ละอองตอนทำงาน
จุดสำคัญคือ “ต้องกระจายให้เป็นพื้นที่” ไม่ใช่ “ก้อนเดียว” เพราะเป้าหมายคือการเพิ่มพื้นที่ผิว (surface area) ให้เชื้อเพลิงสัมผัสออกซิเจนมากที่สุด
ฉากที่ 2: เมฆเชื้อเพลิง (Fuel Cloud) — ช่วงเสี้ยววินาทีที่เงียบผิดธรรมชาติ
ขั้น “กระจาย” (dispersion) คือหัวใจของเรื่อง
ตัวหัวรบจะมีการแตกเปิดเพื่อ พ่น/กระจาย เชื้อเพลิงออกไปเป็นละอองละเอียดหรืออนุภาคเล็ก ๆ
เมฆนี้จะพยายาม “ขยายตัว” ให้ครอบคลุมปริมาตรอากาศ (volume) ที่ต้องการ
ถ้าเป็นพื้นที่ปิด — ทางเดิน บันได ห้อง เครื่องจักร — เมฆจะไหลไปตามช่องว่างเหมือนหมอกที่มีแรงผลักอยู่ด้านหลัง ทำให้ “อากาศในช่องแคบ” กลายเป็นส่วนผสมที่ติดไฟได้ง่ายขึ้น
ฉากที่ 3: จุดชนวน (Ignition) — เปลี่ยนอากาศทั้งก้อนให้กลายเป็นเปลวไฟและแรงดันทันที
จากนั้นจะมีการ “จุด” (ignition) เพื่อให้เมฆเชื้อเพลิงเริ่มเผาไหม้พร้อมกันในวงกว้าง
ในระดับหลักการ นี่คือการทำให้การเผาไหม้เกิดแบบเกือบพร้อมกัน (near‑simultaneous combustion) ทั่วทั้งเมฆ
ผลคือเกิดคลื่นแรงดัน (blast wave) ที่ไม่ได้เป็นแค่ “ตึ้บเดียว” แต่เป็น “ดันยาว” กว่า
แล้วมันจะมีช่วงต่อเนื่องที่คนชอบเรียกว่า “ตบแล้วดูด”:
ช่วงแรงดันบวก (positive overpressure) — อากาศถูกอัดจนเหมือนกำแพงลมกระแทก
ช่วงแรงดันต่ำ (negative pressure) — หลังการเผาไหม้ อากาศไหลกลับ เติมช่องว่างอย่างรวดเร็ว
ในพื้นที่ปิด คลื่นจะสะท้อนกลับไปกลับมา (reflection) เหมือนคุณตะโกนในอุโมงค์ แต่แทนที่จะเป็นเสียง มันคือแรงดันที่ทับซ้อนกัน
ทำไมคนถึงเรียก “vacuum bomb” ทั้งที่ไม่ใช่สูญญากาศจริง
คำว่า “ระเบิดสูญญากาศ” (vacuum bomb) เป็นคำเรียกเชิงสื่อ เพราะคน “รู้สึก” เหมือนมีแรงดูดตามหลัง แต่ในเชิงฟิสิกส์ มันคือช่วงแรงดันต่ำที่ตามมาหลังการเผาไหม้ ไม่ได้สร้างสูญญากาศแท้ ๆ
ภาพจำที่แม่นกว่า: มันไม่ใช่การดูดอากาศออกจนหายไป แต่เป็น การแกว่งของความดัน (pressure swing) ที่รุนแรงและกินเวลานานกว่า
1.2 ทำไมคำว่า ‘แรงดันยาวกว่า’ ถึงสำคัญ (Pressure, Duration & Impulse)
เวลาคนพูดว่า thermobaric “แรงกว่า” หลายครั้งเขาหมายถึง แรงดันที่ ‘อยู่นานกว่า’ ไม่ใช่แค่พีคสูงสุดอย่างเดียว
Peak pressure: ยอดแรงดันสูงสุดในเสี้ยววินาที (เหมือนโดนตบแรงมาก)
Duration: ระยะเวลาที่แรงดันกดทับ (เหมือนโดนดันค้าง)
Impulse: ภาพรวมของแรงดันตลอดเวลา (คิดง่าย ๆ ว่า “แรงดัน × เวลา”) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าระบบ/ร่างกายถูก “รับแรง” ไปเท่าไหร่
thermobaric มักทำให้ช่วงแรงดันบวกกินเวลายาวขึ้น และในพื้นที่ปิดยังเกิดการสะท้อน (reflection) ทำให้การกดทับซ้ำซ้อน — นี่คือเหตุผลที่มันถูกพูดถึงมากในบริบทสิ่งปลูกสร้าง ถ้ำ และที่มั่น
2. การจัดประเภท (Classification)
การแบ่งประเภทสามารถทำได้หลายแนวทาง โดยไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดเชิงสูตรเคมี
2.1 แบ่งตามกลไกการกระจายเชื้อเพลิง
Fuel‑Air Explosive (FAE)
ภาพจำ: เหมือนพ่นสเปรย์ให้ลอยเป็นหมอกก่อน แล้วค่อย “จุดไฟทั้งก้อน”
กลไก: กระจายเชื้อเพลิงออกเป็นละอองหรือไอ → ก่อตัวเป็นเมฆเชื้อเพลิง (fuel cloud) → จุดระเบิดให้เผาไหม้เกือบพร้อมกันในปริมาตรอากาศ
Condensed Thermobaric
ภาพจำ: เหมือนพก ‘แป้งเชื้อเพลิง’ ไว้ในตัว แล้วค่อยแตกกระจายเป็นอนุภาคตอนทำงาน
กลไก: เชื้อเพลิงถูกผสม/บรรจุอยู่ในหัวรบตั้งแต่ต้น → ตอนระเบิดจะปล่อยอนุภาค/ละอองในระยะสั้น ๆ ใกล้จุดเป้าหมาย → เผาไหม้และสร้างแรงดันเด่น โดยไม่ต้องสร้างเมฆใหญ่แบบ FAE
2.2 แบ่งตามแพลตฟอร์ม (Delivery Platform)
อาวุธยิงจากบ่า (shoulder‑fired system)
ภาพจำ: “กล่องพกพา” ที่เปลี่ยนห้อง/มุมอาคารให้เป็นพื้นที่แรงดันได้ในชั่วพริบตา
หัวรบจรวดหลายลำกล้อง (multiple rocket launcher)
ภาพจำ: ไม่ใช่หมัดเดียว แต่เป็น “ฝนแรงดัน” ยิงเป็นชุด (salvo) ให้ผลทับซ้อนเป็นพื้นที่
ระเบิดทิ้งทางอากาศ (air‑dropped bomb)
ภาพจำ: เน้นปริมาตรและผลครอบคลุมกว้าง โดยเฉพาะเมื่อระเบิดเหนือพื้นเพื่อปล่อยแรงอัดแผ่ด้านข้าง
2.3 แบ่งตามระดับพลังงาน
ระดับยุทธวิธี (tactical scale)
ภาพจำ: ใช้ในสถานการณ์เฉพาะจุด เช่น จุดต้านทาน อาคาร มุมถนน ช่องทางแคบ เป้าคือ “ทำให้พื้นที่ตรงนั้นใช้งานไม่ได้ทันที”
ระดับยุทธศาสตร์ (strategic scale)
ภาพจำ: เน้นผลครอบคลุมกว้างและผลกระทบทางจิตวิทยา/การปฏิบัติการ เป้าคือ “เปลี่ยนสภาพพื้นที่” มากกว่าจัดการเป้าหมายรายจุด
2.4 ข้อจำกัดและเงื่อนไขที่ทำให้ ‘ไม่เทพทุกครั้ง’ (Limitations)
เพื่อให้บทความเป็นวิทยาศาสตร์จริง ๆ ต้องพูดเรื่องนี้ด้วย: อาวุธที่อาศัยอากาศและการกระจายเชื้อเพลิง ย่อมมี “ความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม”
ลมแรง/สภาพอากาศ: ถ้าเมฆเชื้อเพลิงกระจายไม่เป็นรูป การผสมกับอากาศอาจไม่เหมาะ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง
ความชื้น/ฝน/พื้นผิวเปียก: ส่งผลต่อการกระจายตัวและการติดไฟในบางบริบท
พื้นที่เปิดโล่งมาก ๆ: คลื่นแรงดันกระจายออกได้ไวกว่า พฤติกรรม “ทับซ้อน” จะน้อยกว่าพื้นที่ปิด
สิ่งกีดขวางและรูปทรงพื้นที่: ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนมาก บางครั้งจุดที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่จุดที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่เป็นจุดที่แรงดันถูกบีบให้สะท้อนหรือไหลเข้าไป
3. ประวัติศาสตร์การพัฒนา (Historical Development)
ส่วนนี้คือ “เส้นทางวิวัฒนาการ” ที่ทำให้แนวคิดจากห้องทดลองกลายเป็นอาวุธจริง จุดสำคัญคือ: thermobaric ไม่ได้เกิดขึ้นจากการคิดสูตรใหม่อย่างเดียว แต่เกิดจากการ “เข้าใจคลื่นแรงดันในอากาศ” มากขึ้น + วิศวกรรมการกระจายเชื้อเพลิงให้เสถียร
หมายเหตุด้านความน่าเชื่อถือ: ประวัติศาสตร์บางช่วง (โดยเฉพาะยุคต้นศตวรรษที่ 20 และบางโครงการสงครามโลก) มีแหล่งข้อมูลสาธารณะจำกัดและปะปนเรื่องเล่ากับเอกสารทหาร จึงจะเล่าโดยแยก “หลักฐานแข็ง” กับ “ข้ออ้างที่พบได้” ให้ชัด
3.1 ยุคแนวคิดก่อนยุคอาวุธสมัยใหม่ (ก่อนสงครามเย็น)
1905–1910s: ไอเดีย ‘อากาศ‑เชื้อเพลิง’ โผล่ขึ้นในยุโรป
มีการอ้างถึงงานของนักประดิษฐ์ชาวสเปน Antonio Meulener ว่ามีการเสนอ/ทดสอบแนวคิดคล้ายระเบิดอากาศ‑เชื้อเพลิงตั้งแต่ปี 1905 ในชื่อที่ถูกพูดถึงว่า “tóspiro” (ชื่อและรายละเอียดมีหลายเวอร์ชันในแหล่งข้อมูลสาธารณะ) — ประเด็นสำคัญคือ “เริ่มมีคนคิดว่า ถ้าเอาเชื้อเพลิงไปผสมกับอากาศก่อนจุด อาจได้ผลต่างจากระเบิดก้อนเดียว”
สงครามโลกครั้งที่ 1–2: จากเปลวไฟสู่ ‘แรงดัน + ความร้อน’
ในสงครามโลก ยุโรปมีการทดลองอาวุธที่เน้นการเผาไหม้รุนแรงและการกระจายวัสดุไวไฟ (incendiary) ซึ่งยังไม่ใช่ thermobaric แบบสมัยใหม่ แต่ทำให้ “ภาษา” และ “ความคิด” เรื่องการใช้ไฟ+อากาศเป็นอาวุธเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการอ้างถึงความพยายามของเยอรมันภายใต้การทำงานของนักฟิสิกส์ Mario Zippermayr ว่ามีแนวคิดอาวุธแบบ aerosol/fuel‑air ภายใต้โครงการและชื่อรหัสที่ถูกเล่าต่อกัน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงเอกสารสาธารณะไม่แน่นพอจะฟันธงว่า “ใช้จริงในสนามรบ” ได้ชัดเจน
3.2 ยุคทำ “สำเร็จและใช้งานจริง” — สหรัฐฯ และสงครามเวียดนาม
ทศวรรษ 1960: สหรัฐฯ ทำให้ FAE กลายเป็นระบบอาวุธที่ใช้งานได้
จุดเปลี่ยนใหญ่คือช่วงสงครามเวียดนาม เมื่อเทคโนโลยี Fuel‑Air Explosive (FAE) ถูกพัฒนาอย่างจริงจังจนเป็นอาวุธใช้งานได้ในสนาม
มีเอกสารสายงานอาวุธของสหรัฐฯ ระบุว่าแล็บ/ศูนย์ทดสอบอย่าง China Lake (Naval Weapons Center) มีบทบาทพัฒนาและประยุกต์เทคโนโลยี FAE ตั้งแต่ระดับ “ลูกระเบิด” ไปจนถึง “ระเบิดขนาดใหญ่” และระบบกวาดทุ่นระเบิด
ในเชิงการใช้งานครั้งแรก ๆ มีรายงานการใช้ “เชื้อเพลิงที่กระจายเป็นละอองได้ดี” เพื่อเคลียร์พื้นที่/การกวาดทุ่นระเบิดในเวียดนามราวปี 1967 (นี่เป็นช่วงที่ FAE ถูกใช้ในฐานะเครื่องมือทางวิศวกรรมสนาม ไม่ใช่แค่โจมตีเป้าหมาย)
1970: FAE ถูก ‘จัดระบบ’ เป็นอาวุธประจำการมากขึ้น
มีการกล่าวถึงการ deploy อาวุธตระกูล FAE รุ่นต้น ๆ ในราวปี 1970 และในช่วงเดียวกันนั้นก็มีการพัฒนาอาวุธที่ถูกระบุชัดว่าเป็น fuel‑air explosive อย่างตระกูล CBU‑55 (และรุ่นใกล้เคียง)
สรุปช่วงนี้: ถ้าถามว่า “ใครทำสำเร็จแบบใช้งานจริงก่อน” — หลักฐานสาธารณะหนักไปทางฝั่งสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนาม
3.3 โซเวียต/รัสเซีย: ทำให้ thermobaric กลายเป็น ‘สายอาวุธเฉพาะทาง’
ทศวรรษ 1980: จาก FAE สู่ thermobaric แบบหัวรบพร้อมใช้
ฝั่งโซเวียตพัฒนาแนวคิด “enhanced blast” และ thermobaric ให้เป็นระบบที่ใช้ได้ในหลายแพลตฟอร์ม โดยมีทั้งระดับประจำหน่วยและระดับระบบจรวด
ตัวอย่างที่สะท้อน “ทำให้เทคโนโลยีลงไปถึงระดับทหารราบ” คืออาวุธยิงจากบ่าอย่าง RPO‑A Shmel (ออกแบบช่วงกลางทศวรรษ 1980 และเข้าประจำการช่วงปลายทศวรรษ 1980) ซึ่งถูกจัดชั้นในเอกสารทหารรัสเซียว่าเป็น “flamethrower” แต่ในเชิงผลลัพธ์คือหัวรบ thermobaric
1988–1989: การทดสอบรบของระบบขนาดใหญ่
ระบบจรวดหลายลำกล้องหัวรบ thermobaric อย่าง TOS‑1 มีรายงานว่ามี “combat tests” ในปี 1988–1989 ที่หุบเขา Panjshir (สงครามโซเวียต‑อัฟกานิสถาน) — จุดนี้สำคัญ เพราะเป็นหลักฐานว่าฝั่งโซเวียตไม่ได้หยุดที่อาวุธเฉพาะกิจ แต่ทำเป็นระบบหนักเพื่อโจมตีที่มั่น/พื้นที่ป้อมปราการ
สรุปช่วงนี้: สหรัฐฯ มาก่อนใน FAE เชิงปฏิบัติการ (เวียดนาม) แต่โซเวียต/รัสเซียทำให้มันกลายเป็น “ตระกูลอาวุธ” ที่หลากหลายและฝังอยู่ใน doctrine ของการทำลายที่มั่น
3.4 หลังสงครามเย็น: การใช้งานแพร่หลายขึ้น และภาพจำ “vacuum bomb” ของสื่อ
1990s–2000s: การปรากฏในสงครามเมืองและปฏิบัติการต่อต้านกองกำลัง
ช่วงนี้เป็นยุคที่ thermobaric ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะสงครามเมือง/การรบในสิ่งปลูกสร้างทำให้ “ข้อได้เปรียบในพื้นที่ปิด” ถูกเห็นชัดขึ้น อาวุธยิงจากบ่าและหัวรบ thermobaric ในหลายแพลตฟอร์มถูกกล่าวถึงในความขัดแย้งต่าง ๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีการสู้รบในอาคารและที่มั่น
2007: ระเบิดขนาดมหึมาและสงครามภาพลักษณ์
รัสเซียประกาศทดสอบอาวุธที่สื่อเรียกว่า FOAB (Father of All Bombs) ในปี 2007 ซึ่งถูกอ้างว่าให้ผลเทียบเท่า TNT ระดับหลายสิบตัน จุดนี้ทำให้คำว่า “พลังนิวเคลียร์แบบไม่ใช่นิวเคลียร์” (ในเชิงภาพเปรียบเทียบ) กลับมาอยู่ในวงสนทนาอีกครั้ง — แม้แก่นจริงคือมันยังเป็นเคมีการเผาไหม้ + พลศาสตร์ของแรงดันในอากาศ
3.5 ใครใช้ก่อน–ใช้หลัง (สรุปลำดับแบบจำง่าย)
แนวคิดยุคต้น (ยังไม่เป็นระบบอาวุธชัด): มีการอ้างถึงยุโรปต้นศตวรรษที่ 20 และโครงการทดลองในสงครามโลก
ทำสำเร็จและใช้จริงแบบหลักฐานค่อนข้างแข็ง: สหรัฐฯ (FAE) ในบริบทสงครามเวียดนาม และการพัฒนา/จัดระบบช่วงปลาย 1960s–1970s
ทำให้กลายเป็น “ตระกูลอาวุธ” หลายขนาดและใช้งานต่อเนื่อง: โซเวียต/รัสเซีย (ตั้งแต่ 1980s) ทั้งระดับทหารราบ (RPO‑A) และระบบหนัก (TOS‑1)
ยุคสื่อและภาพจำ: 2000s เป็นต้นมา มีการอ้างถึงการใช้งานในหลายความขัดแย้ง และมีการโชว์การทดสอบอาวุธขนาดใหญ่มาก (FOAB)
4. ความแตกต่างจากระเบิดชนิดอื่น (แบบอ่านลื่น ไม่ใช่ตาราง)
เพื่อไม่ให้สับสน เราเทียบกันด้วย “สิ่งที่มันเน้น” มากกว่ารายละเอียดภายใน
ระเบิดแรงสูงทั่วไป (High explosive): เชื้อเพลิงและสารออกซิไดเซอร์อยู่ภายในตัว ปฏิกิริยาเร็วมาก คลื่นกระแทกพีคสูง แต่ช่วงเวลาสั้น และมักพึ่ง “สะเก็ด” จากปลอก/ชิ้นส่วนเป็นตัวเพิ่มอันตราย
thermobaric / FAE: ใช้ออกซิเจนจากอากาศช่วยการเผาไหม้ จึงมักให้ช่วงแรงดัน (pressure duration) ยาวกว่าในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเกิดการสะท้อนในพื้นที่ปิด ผลเด่นคือแรงอัดและแรงลมระเบิด (blast wind) ในปริมาตรอากาศ
อาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear weapon): พลังงานมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ (fission/fusion) ซึ่งเป็นคนละโลกกับ thermobaric ทั้งขนาดพลังงานและผลกระทบระยะยาว
สรุปสั้น ๆ: thermobaric ไม่ใช่นิวเคลียร์ และ “ความน่ากลัว” ของมันอยู่ที่การจัดการอากาศและแรงดัน ไม่ใช่รังสี
5. “ลูกใหญ่ที่ถูกใช้จริง” เล่าเป็นเหตุการณ์ (Biggest Real-World Uses)
พูดตามตรงนะคะ “ลิสต์อันดับ 1–10” มันแห้งเหมือนอ่านสเปคตู้เย็น 😅 งั้นเราเปลี่ยนเป็น ฉากจริงในประวัติศาสตร์ ที่คนจำได้ เพราะมันทำให้เห็นว่า “อาวุธแรงดัน” (blast weapon) มันต่างจากระเบิดทั่วไปยังไง
หมายเหตุสำคัญ: บางเหตุการณ์ที่คนเรียกติดปากว่าเป็น thermobaric/FAE ความจริงอาจเป็น “ระเบิดอากาศแรงสูงขนาดใหญ่” (concussive air blast) ที่ให้ผลคล้ายกันในภาพรวม ฉันจะใส่คำอธิบายกำกับให้ชัด เพื่อไม่ปะปนคำศัพท์ผิดประเภท
เหตุการณ์ที่ 1: “Daisy Cutter” — ระเบิดที่ทำให้ป่าเปิดเป็นลานจอดในพริบตา
ใครใช้: สหรัฐฯ (และต่อมามีการใช้งานโดยฝ่ายพันธมิตรในภูมิภาค)
อาวุธ: BLU‑82 “Daisy Cutter”
ขนาด: น้ำหนักรวมประมาณ 15,000 ปอนด์ (ราว 6.8 ตัน) (en.wikipedia.org)
ใช้เมื่อไหร่ / ที่ไหน: มีบันทึก “การใช้ครั้งแรก” วันที่ 22 มีนาคม 1970 ในลาว (บริบทสงครามเวียดนาม) (en.wikipedia.org)
เล่าให้เห็นภาพ:
ในยุคที่เฮลิคอปเตอร์เป็นเส้นเลือดหลักของสงคราม ปัญหาคือ “ไม่มีที่ลง” ในป่าทึบ BLU‑82 ถูกออกแบบมาให้ ระเบิดเหนือพื้น มากกว่าขุดหลุม เพื่อ “กวาด” พื้นที่ให้เรียบ เป็นวงกว้างพอให้ลงจอดได้—พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศสหรัฐฯ ระบุว่าเคลียร์ลานจอดได้ราว 260 ฟุตเส้นผ่านศูนย์กลาง (nationalmuseum.af.mil)
ผลกระทบเชิงความรู้สึกของคนที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่ใช่แค่เสียงดัง แต่คือแรงดันที่มาเป็น “กำแพงลม” เพราะมันตั้งใจให้แรงระเบิดแผ่ด้านข้างมากกว่าเจาะลงดิน
เกร็ดที่ต้องพูดตรง ๆ: BLU‑82 มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็น FAE/thermobaric แต่แหล่งข้อมูลหลายแห่งชี้ว่ามันเป็นระเบิดแรงสูงขนาดใหญ่ที่เน้นแรงอัด (concussive) มากกว่า “เมฆเชื้อเพลิง” แบบ FAE (en.wikipedia.org)
เหตุการณ์ที่ 2: TOS‑1 ในสงครามเมือง — เมื่อแรงดันถูก “ขัง” แล้วทวีคูณ
ใครใช้: รัสเซีย
อาวุธ: ระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง TOS‑1 (หัวรบ thermobaric/FAE)
ภาพใหญ่ของมัน: นี่ไม่ใช่ “ลูกเดียวจบ” แบบระเบิดทิ้งจากเครื่องบิน แต่มันคือการยิงเป็นชุด (salvo) ให้แรงดันและความร้อนปะทุซ้อนกันเป็นพื้นที่
ร่องรอยการใช้ในสนามรบ:
มีบันทึกว่า TOS‑1 มี “combat tests” ในปี 1988–1989 ที่หุบเขา Panjshir (สงครามโซเวียต‑อัฟกานิสถาน) (en.wikipedia.org)
ในการโจมตีกรอซนี (Battle of Grozny 1999–2000) มีการระบุว่ารัสเซียใช้อาวุธ thermobaric และ TOS‑1 มีบทบาทเด่นในการถล่มเมือง (en.wikipedia.org)
Human Rights Watch ก็รายงานประเด็นเรื่องการใช้ “vacuum bombs” ในเชชเนีย โดยยก TOS‑1 เป็นหนึ่งในระบบที่ถูกกล่าวถึงว่าใช้หัวรบ FAE (hrw.org)
เล่าให้เห็นภาพ:
thermobaric “ชอบพื้นที่ปิด” เพราะอากาศที่ถูกอัดจะสะท้อนกลับ (reflection) แล้วทับกันเหมือนเสียงก้องในอุโมงค์ แต่เป็นแรงดันแทนเสียง
ในสงครามเมือง… ห้องใต้ดิน ทางเดิน คอนกรีตที่แตกเป็นโพรง กลายเป็นตัวคูณทางฟิสิกส์ทันที: คลื่นแรงดันเดินทาง ชนผนัง เด้งกลับ และทับซ้อน ทำให้ผลกระทบต่างจากระเบิดสะเก็ดแบบคลาสสิกที่พึ่งเศษโลหะเป็นหลัก
เหตุการณ์ที่ 3: “MOAB” อัฟกานิสถาน 2017 — ลูกใหญ่ที่สุดที่ ‘สหรัฐฯ’ ใช้จริง (และทำไมคนชอบเอามาเทียบ)
ใครใช้: สหรัฐฯ
อาวุธ: GBU‑43/B MOAB (Massive Ordnance Air Blast)
ใช้เมื่อไหร่ / ที่ไหน: 13 เมษายน 2017 ใส่เป้าหมายเครือข่ายถ้ำ/อุโมงค์ของ ISKP ในจังหวัด Nangarhar อัฟกานิสถาน (เป็นการใช้ครั้งแรกในสนามรบ) (en.wikipedia.org)
ขนาดที่คนจำ: ตัวระเบิดหนักราว 21,000 ปอนด์ และพลังเทียบเท่า TNT ประมาณ 11 ตัน (ตัวเลขที่ถูกอ้างแพร่หลายในสื่อ) (axios.com)
เล่าให้เห็นภาพ:
MOAB เป็น “ระเบิดแรงอัดขนาดยักษ์” ที่ออกแบบให้ระเบิดเหนือพื้น เพื่อส่งคลื่นแรงดันเข้าไปกวาดพื้นที่และกดทับเป้าหมายในภูมิประเทศแบบถ้ำ/โพรง
ที่ต้องพูดให้ชัด: MOAB ไม่ใช่ thermobaric แบบคลาสสิก แต่ถูกเอามาเทียบเสมอ เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ดีมากของ “อาวุธแรงดัน” (concussive blast) ว่าถ้าคุณระเบิดเหนือพื้นและเน้นแรงอัด—ผลทางฟิสิกส์และจิตวิทยามันต่างจากระเบิดที่เน้นสะเก็ดแค่ไหน (wired.com)
6. ผลกระทบต่อโครงสร้างและสิ่งมีชีวิต (Blast Effects)
หัวใจของ thermobaric คือ “ทำร้ายด้วยแรงดัน” (overpressure) และ “ระยะเวลาของแรงดัน” (pressure duration) มากกว่าการพึ่งสะเก็ดโลหะเหมือนระเบิดสะเก็ด
ผลกระทบหลัก ๆ ที่พบในวรรณกรรมด้าน blast injury ได้แก่:
ความเสียหายต่อปอด (pulmonary trauma)
การแตก/บาดเจ็บของแก้วหู (eardrum injury)
แรงกระแทกต่อร่างกาย/วัตถุจากคลื่นแรงดัน (blast wind)
ความเสียหายต่อโครงสร้างจากแรงอัดและแรงสะท้อน (structural loading & reflection)
การศึกษาทางวิศวกรรมโครงสร้างจึงให้ความสำคัญกับการลดแรงสะท้อน (blast mitigation)
6.1 มัน “ทำงานกับสิ่งต่าง ๆ” ยังไง (ตึก ถ้ำ บังเกอร์ ต้นไม้ คน สัตว์)
ให้คิดว่า thermobaric เป็นอาวุธที่ “ชอบอากาศ” และ “ชอบพื้นที่ที่กักอากาศ”
พูดแบบสารคดี: มันไม่ได้แค่ทำให้ “ของแตก” แต่มันทำให้ อากาศกลายเป็นค้อน แล้วเหวี่ยงค้อนนั้นไปทั่วพื้นที่
A) ตึกและอาคาร (Buildings)
มันอันตรายยังไง:
คลื่นแรงดัน (blast wave) กระแทกผนัง หน้าต่าง ประตู แล้วสะท้อนกลับ (reflection) ทำให้แรงดันในห้อง/ทางเดิน “ทับซ้อน” ได้
หน้าต่างและช่องเปิดเป็นจุดอ่อน เพราะแรงดันจะพุ่งผ่านแล้วเกิดแรงเฉือน/แรงดันซ้อนภายใน
ผลลัพธ์ที่มักเห็น:
กระจกแตก กระเด็นเป็นเศษอันตราย (แม้ระเบิดไม่ได้เน้นสะเก็ด)
ผนังเบา/ผนังก่ออิฐบางพังหรือแตกร้าวจากแรงอัด
ความเสียหายภายในอาคารสูงกว่าที่คนคาดจาก “ระยะ” เพราะแรงสะท้อนทำให้พื้นที่ข้างในเหมือนโดนซ้ำหลายครั้ง
B) ถ้ำ อุโมงค์ ช่องทางแคบ (Caves / Tunnels / Confined spaces)
นี่คือสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผลของ thermobaric ‘เด่น’ ที่สุด เพราะ:
ทางเดินแคบทำหน้าที่เหมือนท่อ (channel) นำแรงดันให้วิ่งลึกเข้าไป
ผนังหิน/คอนกรีตทำให้เกิดการสะท้อนแรงดันแรงมาก
ผลลัพธ์ที่มักเห็น:
แรงดันวิ่งเข้าไปถึงโซนที่ไม่ได้อยู่ในแนวสายตา
สิ่งของ/ฝุ่น/เศษหินถูกยกและพัดเป็น “ลมแรง” (blast wind) เพิ่มแรงกระแทกซ้ำ
C) บังเกอร์และที่มั่น (Bunkers)
สิ่งที่ตัดสินความอยู่รอดของบังเกอร์ ไม่ใช่ “หนาแค่ไหน” อย่างเดียว แต่คือ:
มีช่องเปิด/ช่องระบาย/ทางเข้าแบบไหน
โครงสร้างรับแรงอัดแบบไหน
มีพื้นที่ย่อยเป็นห้อง ๆ หรือเป็นโพรงใหญ่
thermobaric มีชื่อเสียงเพราะมัน “เล่นกับช่องเปิด” ได้: แรงดันสามารถเข้าไปตามทางเข้า/ช่องทาง แล้วสะท้อนทับซ้อนภายใน
แต่ต้องย้ำ: บังเกอร์ที่ออกแบบดีมาก ๆ (เช่น มีบานประตู blast, การแบ่งห้อง, การหักมุมทางเดิน) สามารถลดผลกระทบได้ — นี่เป็นเหตุผลที่ศาสตร์ blast engineering ยังพัฒนาเรื่อย ๆ
D) ป่า ต้นไม้ และพืช (Trees / Vegetation)
หลายคนคิดว่า “ไฟ” คือประเด็นหลัก แต่ในเชิงฟิสิกส์ สิ่งที่เห็นชัดในพื้นที่เปิดมักเป็น:
แรงลมระเบิด (blast wind) ที่ทำให้ใบไม้หลุด กิ่งหัก ต้นไม้ล้ม (ขึ้นกับระยะและขนาดอาวุธ)
ความร้อนและการเผาไหม้ที่เกิดตามมาอาจทำให้เกิดไฟลุกไหม้ในพืชแห้ง
ผลลัพธ์ที่มักเห็น:
พื้นที่โล่งจากแรงอัด/ลม/แรงสั่นสะเทือน มากกว่าการ “เผาไหม้หมด” เสมอไป
E) คน (Humans)
thermobaric ถูกจัดว่าอันตรายมากกับคน เพราะร่างกายเรามี “ส่วนที่เป็นอากาศ” อยู่ข้างใน และความดันที่เปลี่ยนฉับพลันกระทบมันโดยตรง
กลไกอันตรายหลัก:
Primary blast injury: บาดเจ็บจากแรงดันต่ออวัยวะที่มีอากาศ เช่น ปอดและหู
Secondary: เศษวัสดุจากสภาพแวดล้อม (กระจก เศษผนัง หิน ฝุ่น) กลายเป็น projectile
Tertiary: ร่างกายถูกเหวี่ยง/กระแทกจาก blast wind
Quaternary: ความร้อน ควัน ฝุ่น ทำให้หายใจลำบาก/แผลไหม้/บาดเจ็บร่วม
ในที่ปิด ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นมาก เพราะแรงดันสะท้อนทำให้ช่วงแรงดันที่ร่างกายรับ “ยาวและซ้ำ” กว่าพื้นที่โล่ง
F) สัตว์ (Animals)
ในเชิงสรีรวิทยา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมากก็มีความเสี่ยงคล้ายคน เพราะมีปอดและระบบหายใจที่ไวต่อการเปลี่ยนความดัน
สัตว์ที่ตัวเล็กมักเปราะบางต่อแรงลมและเศษวัสดุ
สัตว์ที่อยู่ในโพรง/คอก/พื้นที่ปิด จะเสี่ยงจากแรงสะท้อนเหมือนกัน
7. เส้นบาง ๆ ระหว่างฟิสิกส์กับศีลธรรม (Law, Ethics & Controversy)
ทุกครั้งที่มีการพูดถึง thermobaric คำถามจะไม่ใช่แค่ “มันทำงานยังไง” แต่คือ “มันควรถูกใช้เมื่อไหร่”
ในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ thermobaric ไม่ได้ถูกห้ามโดยสนธิสัญญาเฉพาะฉบับหนึ่งแบบเจาะจงชื่อ ต่างจากอาวุธเคมีหรือชีวภาพ แต่การใช้งานยังต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law – IHL) ซึ่งมีหลักสำคัญ เช่น:
หลักการแยกแยะ (Distinction) — ต้องแยกเป้าหมายทางทหารออกจากพลเรือน
หลักสัดส่วน (Proportionality) — ความเสียหายต่อพลเรือนไม่ควรเกินกว่าความจำเป็นทางทหาร
หลักความจำเป็นทางทหาร (Military Necessity)
ปัญหาคือ thermobaric เป็นอาวุธที่ “พฤติกรรมทางฟิสิกส์” ของมันทำให้ผลกระทบในพื้นที่ปิดรุนแรงกว่าที่ตาเห็นภายนอก เมืองสมัยใหม่เต็มไปด้วยห้อง ทางเดิน โพรงใต้ดิน ช่องว่างทางโครงสร้าง — ซึ่งทำให้คำถามเรื่องสัดส่วนและผลกระทบต่อพลเรือนซับซ้อนขึ้น
องค์กรสิทธิมนุษยชนบางแห่งเคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้ในเขตเมือง โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวถึงคำว่า “vacuum bomb” ในบริบทสื่อ แม้คำนี้จะไม่ใช่ศัพท์เทคนิคแท้ ๆ แต่ก็สะท้อนความหวาดกลัวทางสังคมได้ดี
พูดอีกแบบหนึ่ง: thermobaric คือกรณีศึกษาว่า เทคโนโลยีที่อธิบายได้ด้วยสมการฟิสิกส์ อาจสร้างคำถามทางศีลธรรมที่ไม่มีสมการใดตอบได้ง่าย
8. สิ่งที่คนเข้าใจผิด (Myth vs Reality)
thermobaric เป็นอาวุธที่ถูกเล่าในสื่อบ่อย จึงมีภาพจำจำนวนมากที่คลาดเคลื่อนจากความจริงทางฟิสิกส์
Myth 1: มัน “ดูดอากาศออกจนคนขาดอากาศตายทันที”
Reality: สิ่งที่เกิดขึ้นคือการแกว่งของความดัน (pressure oscillation) อย่างรุนแรง ไม่ใช่การสร้างสูญญากาศแท้จริง ช่วงแรงดันต่ำเกิดขึ้นหลังการเผาไหม้ แต่กลไกอันตรายหลักคือแรงดันบวก (overpressure) ที่กระทบอวัยวะภายใน
Myth 2: มันคือ “นิวเคลียร์ขนาดเล็ก”
Reality: thermobaric เป็นปฏิกิริยาเคมี (chemical combustion) ไม่มีฟิชชัน (fission) หรือฟิวชัน (fusion) และไม่มีรังสีจากปฏิกิริยานิวเคลียร์
Myth 3: มันเผาทุกอย่างไหม้หมดเสมอ
Reality: ในหลายสถานการณ์ ความเสียหายหลักเกิดจากแรงดันและแรงลมระเบิด (blast wind) มากกว่าการเผาไหม้ล้วน ๆ
Myth 4: อันตรายเฉพาะในพื้นที่ปิดเท่านั้น
Reality: พื้นที่ปิดทำให้ผลทวีคูณจากการสะท้อน แต่ในพื้นที่โล่งก็ยังสามารถสร้างแรงอัดรุนแรงและความเสียหายต่อโครงสร้าง/สิ่งมีชีวิตได้
Myth 5: คนที่อยู่ใกล้จะ “ระเหยหายไปเลย”
Reality: คำว่า “ระเหย” (vaporize) มักถูกใช้เชิงเปรียบเทียบในสื่อ มากกว่าจะตรงกับฟิสิกส์จริง thermobaric เป็นปฏิกิริยาเคมีที่สร้างแรงดันและความร้อนสูงในช่วงสั้น ๆ แต่ไม่ได้ทำให้ร่างกายมนุษย์กลายเป็นไอและหายไปทั้งร่างในสภาวะปกติ
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามหลัก blast injury คือ:
แรงดันบวก (overpressure) ทำให้เกิดการบาดเจ็บภายในรุนแรง
แรงลมระเบิด (blast wind) สามารถเหวี่ยงร่างกายหรือทำให้กระแทกกับวัตถุรอบตัว
เศษวัสดุจากสภาพแวดล้อมอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติม
ในระยะใกล้มากและโดยเฉพาะในพื้นที่ปิด ความเสียหายต่อร่างกายอาจรุนแรงจนไม่คงสภาพเป็น “ร่างเดียว” ที่จดจำได้ง่าย ซึ่งทำให้เกิดการเล่าว่าเหมือน “หายไป” แต่ในเชิงฟิสิกส์ นั่นไม่ใช่การระเหยเป็นสูญญากาศ หากเป็นผลรวมของแรงดัน ความร้อน และการกระแทกซ้ำจากสภาพแวดล้อม
พูดแบบสั้น ๆ เชิงวิทยาศาสตร์: thermobaric ไม่ได้ทำให้คน “หายไป” แต่ทำให้แรงดันในอากาศทำลายร่างกายอย่างรุนแรง
บทสรุป
thermobaric bomb คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการประยุกต์เคมีและฟิสิกส์บรรยากาศเข้ากับเทคโนโลยีการทหาร มันแสดงให้เห็นว่าเพียงการเปลี่ยนวิธี “ใช้พลังงานเคมี” ก็สามารถเปลี่ยนลักษณะของคลื่นแรงดันและผลกระทบได้อย่างมาก
ในแง่วิทยาศาสตร์ มันคือบทเรียนเรื่องพลศาสตร์การระเบิด (explosive dynamics), แรงดัน-เวลา (pressure–time), และพฤติกรรมของคลื่นในพื้นที่ปิด
ในแง่สังคม มันเตือนว่า เมื่ออากาศทั้งก้อนถูกทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธ คำถามจะไม่จบที่ “มันทำงานได้แค่ไหน” แต่จะไปจบที่ “มันควรถูกใช้กับใคร—และที่ไหน”
อ่านต่อแบบไม่หลงทาง (Further reading)
ถ้าอยากอ่านลึกขึ้นโดยไม่ต้องไล่ตามข่าวลือ แนะนำให้มองหาเอกสาร/บทความใน 3 สายนี้:
พื้นฐานบาดเจ็บจากแรงระเบิด: blast injury, primary/secondary/tertiary injuries, overpressure
วิศวกรรมแรงระเบิดและโครงสร้าง: blast loading, reflection, impulse, blast mitigation
กรอบกฎหมายมนุษยธรรม: International Humanitarian Law (IHL), distinction, proportionality