วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ชีวิตในชาย​ผ้าเหลือง​ของ​ข้าพเจ้า​ 2 - คำขอบวช นับเป็นด่านแรกที่ต้องผ่าน...


ระหว่างที่ผมกำลังพยายามท่องบทขอบวช แบบ first in first out

หรือพูดขยายความ​ก็​คือ​ ผมเป็น​พวกความจำสั้นมาก อะไรที่เข้ามาก่อน จะออกก่อน ท่องบทไปยาวๆ พอย้ำบทหน้า ลืมบทหลัง พอไปย้ำบทหลัง ก็ลืมบทหน้า...

สมัยนี้ดีหน่อยมี youtube​ สอนเรื่องการบวชอัพเอาไว้เพียบ อยากรู้​อะไรก็ลองหาดู เอาเรื่องการท่องบทคำขอบวชก่อน ถ้าคุณจะบวช ก็ต้องรู้ก่อนว่าวัดที่คุณจะไปบวชนั่นน่ะ เป็นสายไหน ธรรมยุต​ หรือมหานิกาย​

ถ้าคุณจะบวชแล้วยังไม่รู้​ คุณมีปัญหา​ใหญ่กว่าผมแล้วล่ะ (ผมรู้สึกดีขึ้นมาทันที)
เอาง่ายๆ ถ้าสายวัดป่า ก็น่าจะ ธรรมยุต​ ถ้าวัดบ้านหรือวัดเมืองทั่วไป ก็สายมหานิกาย​

เวลาจะหาคำขอบวช สายวัดป่าก็​หาด้วยคำว่า เอสาหัง



ถ้าสายมหานิกาย ก็หาด้วยคำว่า อุกาสะ


แต่ถ้าไม่ใช่สองสายนี้ผมก็ไม่​รู้​ด้วยแล้ว ตัวใครตัวมัน

แค่นี้ก็ได้ตัวอย่างคำอ่านให้มานั่งฟังการออกเสียงและช่วยจำแล้ว สะดวกสบายกว่าคนสมัยก่อนเยอะแยะ

แต่ความง่ายของคนสมัยนี้นี่ลวงตามาก จะท่องบทพวกนี้นี่ต้องการสมาธิ​และสภาพแวดล้อม​เงียบๆ เป็​นอันมาก ถ้าจะเปิดอ่านเปิดฟังในคอมพิวเตอร์ หรือในมือถือ​ จะเจอการ interruption เป็นนระยะ เดี๋ยว​ก็แว่บไปเช็คไลน์ เดี๋ยว​ก็แว่บไปดูเมล์ นั่นคลิปแถบข้างๆ นั่นน่าดูจังเลย จิ้มไปจิ้มมา ไม่ได้ท่องอีกแล้ว

ตอนนี้ผมเลยพยายามอ่านจากหนังสือคู่มือ​พระที่ไปขอมาจากเจ้าอาวาส 


หรืออ่านจากกระดาษที่พิมพ์​ หรือถ้าก่อนนอนก็หยวนอ่านใน tablet ที่เก็บเป็น​เอกสารเอาไว้ เพราะปิดไฟมองหนังสือไม่​เห็น -_-

พยายามจะเครียดเกินไป กลัวยิ่งไปอัดท่องหลายรอบจะยิ่งสับสน เพราะแค่ทุกวันนี้ท่องวันละรอบสองรอบ ยังเอาบทหน้ากับหลังมายำรวมกัน​แล้ว​

อ่านในเนต​ เขาว่าถ้าจะบวชไม่ผ่านที่เจอมามีแค่นาคเมาค้างจากงานฉลองจนท่องไม่ได้ หรือคนเป็นลิ้นไก่​สั้นพูดคำไม่ชัดมากๆ พระท่านก็คงให้ผ่านไม่ได้ ได้บวชแค่เณรไป

คือถ้าไม่เลวร้ายจริงๆ หรือวัดที่เคร่งจัดจริงๆ  พระท่านก็คงจะช่วบประคองบอกใบ้เราจนผ่านไปจนได้ เพียงแต่ว่าถ้าท่องได้เอง คงเป็นอารมณ์​เหมือน​เราทำอะไรสักอย่างได้ดี ถ้าวันเวลาผ่านไปแล้วเราย้อนกลับมาคิดถึง ก็​ไม่ต้องเสียใจหรือเสียดายที่ทำได้ไม่ดี เหมือนหลายๆ​ เรื่องที่เคย​ผ่าน​มา

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ชีวิต​ในชายผ้าเหลืองของข้าพเจ้า 1 - เหตุใดจึงอยากบวช?

เหลืออีกเดือนกว่าๆ หรือสามสิบวันกว่าๆ ตัวผมก็จะเข้าสู่​ร่มกาสาวพัต (เขียนงี้ป่าววะครับ)

ซึ่ง​ถ้า​เป็น​ไป​ตาม​ประเพณี​นิยมทั่วไปของชายไทย เขาก็นิยมให้บวชตอนอายุครบ 20 ซึ่ง​เป็น​เกณฑ์​ต่ำสุด​ของอายุ​ที่​จะ​บวช​ได้
ตอนนี้ผมอายุ 35 ย่าง 36 การมาบอกคนอื่นว่าจะบวช คงทำให้หลายคนเกิดคำถามประมาณ​ว่า​ เอ็ง​จะ​มา​บวช​อะไร​เอา​ป่านนี้?

ถ้าให้ท้าวความเอาตามจริง ผมไม่มีความรู้​สึกว่าผมจะบวชได้เลย เพราะหลายๆ อย่างประกอบ​กัน ทั้งจากประสบการณ์​ที่เคยบวชเณร​ให้​แม่ตอนท่านเสีย ทำให้ผมรู้เลยว่า การไปบวชโดยที่ไม่เตรียมตัวเตรียมใจ และศึกษา​ไปก่อนเนี่ย มันจะได้ผลลัพธ์​ออก​มา​แบบ​ไหน

ตอนนั้นบอกเลยว่าจะเอาอะไรกับวัยรุ่น​อายุ​ 15 ที่แทบไม่ได้เข้าวัด แถม​ยัง​เรียน​โรงเรียน​คริสต์​อีกต่างหาก อย่าว่าแต่จะรู้เรื่องวัดเลย แค่ท่องบทสวดที่ยาวกว่า นะโมตัสสะ ก็​ท่องไม่เป็น​แล้ว

แน่นอนว่าด้วยภาวะ​แบบนั้น​ ความพร้อม​เท่านั้น ย่อมทำได้ไม่ดีแน่ๆ ซึ่งให้มองย้อนไปก็ต้องยอมรับกันแบบซื่อๆ ว่า แย่มาก วันบวชเณร​เป็น​วันแรกในชีวิต​ที่ได้ยินศีล 10 แบบบาลี ท่องตามพระอุปัชฌาย์ยังผิดๆ ถูกๆ จนท่านต้องให้ย้ำตามสองสามรอบจนถูกต้อง

ขนาดมีศีลให้ระวังรักษา​แค่ 10 ก็ยังทำผิดประจำ ​ตอนนั้นไม่รู้​นี่ว่ากินนมหลังเพลก็ผิด คือตอนนั้น​ไม่มีใคร​รู้​เลยว่าหลังเพลไม่ใช่แค่ไม่ให้กินของต้องเคี้ยว แต่ในวินัยบัญญัติ​มีเขียนไว้แม้กระทั่งกินอะไรได้บ้าง และต้องเตรียมอย่างไร คร่าวๆ คือขนาดน้ำผลไม้ต้มยังต้องกรองแล้วกรองอีกตั้ง 7​ ครั้ง เรียกว่าไม่มีกากกันเลยทีเดียว ถึงจะกินได้ นอกนั้น​ก็พวกเภสัช เนยข้น เนยเหลว ฯ​ล​ฯ ซึ่งถ้าสนใจก็​หาอ่านได้ไม่ยาก ทีหลังจะได้ถวายพระกันถูก

แน่นอนว่าพอสึกจากเณรมา สิ่ง​ที่ได้ออกมาด้วยคือ เลิกกลัวผีกับความมืดขนาดหนักเหมือน​ตอนเด็กๆ เพราะอยู่วัด เจอจนชิน ทั้งมืด ทั้งนอนคนเดียวในห้องแคบๆ ได้จัดการศพ​หมาเน่า และสารพัด จนชินไปเอง

และที่ได้ตามมา คือความรู้​ว่า ที่ทำผ่านไปนั่น ทำได้ไม่ดีเลย ผิดแทบหมดเลย นรกจะกินหัวเอา​ อย่างเขาว่า พระทำผิดทำบาปเสียเองเนี่ย มันบาปกว่าคนทั่วไปอีกหลายเท่า ผ้าเหลืองนี่ถ้าทำไม่ดี มันก็เหมือน Highway to Hell ดีๆ นี่เอง ซึ่งแน่ล่ะ ผมก็ย่อมกลัวเป็นธรรมดา​

หลังจากนั้นมา ความคิดจะบวชเลยหายไปหมดเลย ทั้งกลัวการท่องคำขอบวชที่ยาวเป็นหน้าๆ กับเรื่องกลัว​ผิดศีลผิดวินัยพระที่อ่านแล้วยุบยั่บกว่าเณรชีอีกหลายเท่า...

แล้วทำไมถึงอยากมาบวชเอาตอนนี้....

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ต่ออายุใบขับขี่ 5 ปี ครั้งต่อมา... (ตุลาคม 2557)

วันนี้ไปต่อใบขับขี่มาครับ...

ลืมไปเลยครับว่าใบขับขี่มันมีวันหมดอายุ
หลังจากต่อคราวก่อนเมื่อนานมาแล้ว ก็ไม่ได้ดูวันหมดอายุเท่าไหร่
เพราะไม่ค่อยได้ขับรถ ตั้งแต่มีบัตรมา ไม่เคยใด้ใช้ประโยชน์อะไร
นอกจากเอาไปแลกเวลาต้องผ่านยาม...

วันนี้เลยถือโอกาสค่อนข้างมีเวลา เลยไปทำ
เพราะบัตรก็หมดอายุมาสองสามเดือนแล้ว

สำหรับข้อมูลของ 5 ปีก่อน อ่านได้จากที่นี่ครับ
http://kohcafe.blogspot.com/2009/07/5.html
http://kohsija.exteen.com/20090724/entry-2

จากการหาข้อมูลของทางเว็บกรมการขนส่งทางบก
ก็ได้ความว่า ถ้าต่ออายุจากที่เคยต่อ 5 ปีมาแล้ว และหมดอายุยังไม่เกิน 1 ปี ก็ง่าย
ใช้หลักฐานแค่
1.สำเนาบัตรประชาชน
2.ใบขับขี่ตัวจริง

ถ้าต่อ 5 ปีครั้งแรก ถึงต้องใช้ใบรับรองแพทย์ด้วย
และถ้าหมดอายุเกิน 1 ปี ถึงจะต้องสอบข้อเขียนใหม่

ดังนั้น ก็เตรียมหลักฐานแค่สองอย่างนั้น ไปที่สำนักงานขนส่งทางบกใกล้บ้านท่าน

เจอปัญหาว่า ผมถ่ายเอกสารใบขับขี่ไปกันเหนียวแต่ดันลืมเอาบัตรจริงไป
เพราะไปลืมเอาไว้ในเครื่องปรินเตอร์ถ่ายเอกสารที่บ้าน -_-"

จนท. แสนดีก็คงจะเจอเรื่องทำนองนี้บ่อย
หยิบใบแจ้งบัตรหายขึ้นมา แล้วบอก กรอกเลยน้อง!

สรุปคือลืมบัตรไม่เป็นไร แค่ต้องมีเลขทะเบียนบนใบขับขี่
กรอกเอกสาร แล้วเอาไปใช้แทนตัวจริงได้เลย

คราวนี้ก็ไปยื่นตามเขาบอกตามช่องต่างๆ

หลักๆ คือต้องนั่งอบรม หรือนั่งฟังวิดีโอสอนเรื่องจราจร
ซึ่งวันนี้เจอเรื่องเก่ากว่าคราวก่อนอีกมังครับ ภาพเหมือนยี่สิบกว่าปีได้
ยาวประมาณ 1 ชม.

สำคัญคือรอบการดูอบรมวันหนึ่งจะมีสามรอบโดยประมาณ
เช้าสองรอบ บ่ายหนึ่งรอบ
ดังนั้นถ้าไปบ่าย พยายามไปยื่นเอกสารให้ได้ก่อนบ่าย จะดีมาก

แล้วก็ออกมารอคิวทดสอบสมรรถภาพ 3 รายการ
1.บอกสีไฟจราจร แดงเหลือเขียว
2.เอาหน้าแหย่เข้าเครื่อง แล้วบอกสีที่หางตา แดงเหลืองเขียว
3.เหยียบคันเร่งและเบรคตามสัญญาณไฟแดง และทดสอบปรับแท่งให้ตรงตามแนวลึก

เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง อ่านของเก่าได้เลย

หลังจากนั้นก็รอคิวจ่ายเงิน 605 บาท
แล้วรอรับบัตรได้เลย

คนเยอะมาก รอนี่นั่น ยังไงก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ชม. อยู่ดี

ยังไงถ้าจะไปทำ ก็ต้องหาเวลาว่างสักครึ่งวันเผื่อไว้ครับ





วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

ส่วนของชีวิต...

อ่านการ์ตูนมาครับ...

จะว่าไป ถ้าจะบอกว่าชีวิตผมได้แนวคิด และหลักการใช้ชีวิตจากอะไร
คนอื่นอาจตอบว่า ได้มาจากการอ่านหนังสือ...

สำหรับผม คงตอบได้อย่างเต็มที่ว่า ได้มาจากการอ่านการ์ตูน...

ช่วงหลังมานี่ จะอ่านเจอเรื่องเกี่ยวกับความตายและการพลัดพรากบ่อย
ได้เจอประเด็นที่เกิดสรุปได้ขึ้นมาหลังจากอ่านคือ

ไม่มีใครที่ตายไป หรือหายไป โดยที่ไม่มีใครนึกถึง...

ใช่ครับ บางคนอาจจะนึกว่าตัวเองไม่มีเพื่อน ไม่มีญาติ ไม่มีใครรัก
แต่จริงๆ แล้ว ทุกคนมีคนรู้จัก หรืออย่างน้อย เขาก็มีเราเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเขา

อย่างประโยคในเรื่องล่าสุด มันจะประมาณว่า
"ถ้าเธอหายไป ส่วนหนึ่งของชีวิตฉันก็หายไปด้วย
เพราะเธอได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของฉันไปแล้ว..."

คุณอาจรู้หรือไม่รู้ก็ได้ว่า การที่คุณมีตัวตนอยู่ในโลก
คุณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนอื่น
และคนอื่น ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ
ในแบบที่รู้ตัว หรือไม่รู้ตัว...
ตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจ...

คุณอาจแค่เดินไปเรียน ไปทำงานตามปกติทุกวัน
แต่ในระหว่างนั้น อาจมีใครสักคนที่คุณเดินผ่านบ้านเขา
ใครสักคนที่เดินทางไปทางเดียวกัน หรือสวนทางกัน

คุณอาจจะจำหน้าแม่ค้าขายของที่คุณเดินผ่านทุกเช้า
คุณอาจจะเคยเห็นคนคนนั้นเดินสวนกับคุณ ครั้งที่สอง สาม สี่...

ใครสักคนที่คุณไม่เคยยิ้ม หรือชวนคุย
ใครสักคนที่ไม่เคยแม้แต่จะสบตาคุณ
แต่เขาจำคุณได้...

และเมื่อวันหนึ่ง คุณ หรือเขา หรือใคร หายไป
คุณอาจจะเกิดนึกถึงเขาขึ้นมา เพราะภาพนั้น ความรู้สึกนั้น มันเปลี่ยน...

นั่นคือความรู้สึกแบบที่ผมกำลังจะบอก...

นั่นล่ะครับ เสี้ยวส่วนหนึ่งของชีวิตมันหายไป
ส่วนเหล่านี้ บางทีก็เติมเข้ามาแบบไม่รู้ตัว
ส่วนเหล่านี้ บางทีก็หายไปแบบไม่ทันนึกถึง...

แต่ถ้านึกถึงทีไร ก็ใจหายทุกที...

....

ปล. อยากจะพูดถึงความตาย ในมิติของส่วนของชีวิตเหมือนกันครับ
แต่ประเด็นและอารมณ์จะต่างไปเยอะ ก็เลยจะแยกประเด็นไปคนละบทความจะดีกว่า...

โตโยต้ากำลังเตือนไทย หรือกำลังบอกว่าอนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์อาจไม่ได้อยู่ที่นี่อีกแล้ว?

มีประโยคหนึ่งในโพสต์ของผู้บริหารระดับสูง Toyota Motor Thailand ที่น่าคิดมากกว่าประเด็น “รถญี่ปุ่นกับรถจีนใครดีกว่ากัน” เขาถามว่า ประเทศไทยกำ...