วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569

Faces of Death: หนัง “สารคดีความตาย” ที่หลอกเด็กยุค VHS มาหลายสิบปี — อะไรจริง อะไรปลอม และสมองลิงที่เราจำกันนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่?

ถ้าคุณโตมาในยุควิดีโอ VHS ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึง 1990 มีโอกาสไม่น้อยที่จะเคยได้ยินชื่อหนังชุดหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันด้วยน้ำเสียงประมาณว่า

“เรื่องนี้ของจริงนะ มีคนตายจริง ๆ”

หนังเรื่องนั้นคือ Faces of Death

บางคนได้ดูจากร้านเช่าวิดีโอ บางคนดูจากเทปที่เพื่อนพี่ชายไปก๊อปต่อมาอีกที ภาพแตก สีเพี้ยน เสียงยาน แต่กลับทำให้มันน่าเชื่อยิ่งขึ้น เพราะสิ่งที่เห็นดูไม่เหมือนภาพยนตร์เลย มันเหมือนฟุตเทจที่ “ไม่ควรมีใครได้เห็น”

และสำหรับหลายคน ฉากที่ติดตาที่สุดไม่ใช่อุบัติเหตุหรือศพ แต่คือฉากประหลาดในร้านอาหารแห่งหนึ่ง

ลิงถูกจับให้อยู่ใต้โต๊ะ เหลือเพียงหัวโผล่ขึ้นมาตรงกลาง คนรอบโต๊ะใช้ค้อนทุบ ก่อนเปิดกะโหลกแล้วตักสมองกินกันสด ๆ

หลายสิบปีผ่านไป บางคนยังจำได้ว่า “คนจีนกินสมองลิงแบบนี้”

ปัญหาคือ…

ฉากนั้นไม่ใช่เรื่องจริง ลิงไม่ได้ถูกฆ่า ไม่ได้ถ่ายในจีน และที่แสบกว่านั้นคือ ในหนังยังไม่ได้บอกด้วยซ้ำว่าเกิดในจีน

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของหนังสยองขวัญเก่าเรื่องหนึ่ง แต่มันเป็นกรณีศึกษาที่สนุกมากว่า ความทรงจำ ข่าวลือ ภาพยนตร์ และสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็น “สารคดี” สามารถผสมกันจนสร้างความจริงชุดใหม่ในหัวเราได้อย่างไร


ก่อนอื่น Faces of Death คือหนังอะไรกันแน่?

Faces of Death ออกฉายครั้งแรกในปี 1978 กำกับโดย John Alan Schwartz ซึ่งใช้ชื่อในเครดิตว่า Conan Le Cilaire

หนังสร้างตัวละครชื่อ Dr. Francis B. Gröss รับบทโดย Michael Carr ให้ทำหน้าที่คล้ายแพทย์พยาธิวิทยาที่เดินทางศึกษาความตายในรูปแบบต่าง ๆ จากทั่วโลก แล้วนำ “บันทึก” ของเขามาให้เราชม

มันจึงถูกนำเสนอด้วยภาษาของสารคดีอย่างเต็มตัว

มีทั้งการชันสูตรศพ อุบัติเหตุ การประหาร สงคราม การฆ่าสัตว์ พิธีกรรม และเหตุการณ์ประหลาดต่าง ๆ

และตรงนี้คือกลเม็ดสำคัญที่สุดของหนัง:

มันเอาฟุตเทจจริงมาปนกับฉากที่สร้างขึ้น แล้วไม่บอกคนดูว่าเมื่อไรเรากำลังดูของจริง เมื่อไรเรากำลังดูหนัง

Schwartz เล่าในภายหลังว่า ตอนเริ่มทำหนัง ทีมงานไปซื้อภาพข่าวและฟุตเทจจริงมาใช้ ทั้งภาพอุบัติเหตุ ศพ และเหตุการณ์รุนแรง แต่พบว่ามันยังไม่เพียงพอที่จะสร้างหนังยาวทั้งเรื่อง

วิธีแก้คือ…

ถ้าหาภาพความตายแบบที่ต้องการไม่ได้ ก็ถ่ายขึ้นมาเองเสียเลย

มีการคิดสถานการณ์ขึ้นใหม่ จ้างนักแสดง เตรียมสถานที่ ทำ special effects และถ่ายให้มีหน้าตาเหมือน documentary footage เดิมที่เอามาปะปนกัน

The Guardian ซึ่งสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องกับหนังในปี 2018 ระบุถึงฉากที่สร้างขึ้นอย่างชัดเจน เช่น การโจมตีของจระเข้ การประหารด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า การตัดศีรษะ และฉากกินสมองลิง

พูดง่าย ๆ คือ มันไม่ใช่ “สารคดีปลอมทั้งหมด”

แต่ก็ไม่ใช่สารคดีที่เราควรเชื่อในสิ่งที่เห็นเช่นกัน

คำที่เหมาะกว่าน่าจะเป็น shockumentary หรือ mondo film ที่จงใจเล่นกับเส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง


ฉากสมองลิง: ความทรงจำหลอนวัยเด็กที่จริง ๆ แล้วเล่นละครกันทั้งโต๊ะ

นี่คือฉากที่ดังที่สุดของหนัง และอาจเป็นฉากที่ทำให้คนรุ่นหนึ่งเชื่อเรื่อง “อาหารสมองลิงสด” มาจนโต

ในหนัง กลุ่มนักท่องเที่ยวนั่งอยู่รอบโต๊ะอาหาร มีลิงอยู่ตรงกลาง จากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์สยดสยองตามที่หลายคนจำกันได้

แต่ John Alan Schwartz เปิดเผยรายละเอียดการถ่ายทำภายหลังอย่างชัดเจนว่า ไม่มีลิงตัวใดถูกฆ่าในฉากนี้

สิ่งที่เราเห็นถูกสร้างขึ้นประมาณนี้

  • ใช้ ลิงมีชีวิต สำหรับภาพก่อนเกิดเหตุ

  • เมื่อถึงจังหวะรุนแรง ใช้ หัวลิงเทียมแบบ special effect

  • ค้อนที่ใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบฉาก

  • สิ่งที่นักแสดงตักกินเป็น “สมอง” ทำจาก ดอกกะหล่ำและเลือดสำหรับการแสดง

  • คนรอบโต๊ะเป็น เพื่อนและนักแสดงของทีมงาน

  • ร้านอาหารนั้นไม่ได้อยู่ในประเทศที่หนังอ้าง

Schwartz อธิบายรายละเอียดเหล่านี้ในการให้สัมภาษณ์ภายหลัง และข้อมูลเดียวกันปรากฏอยู่ในบันทึกเกี่ยวกับการผลิตหนัง

แล้วสถานที่ในหนังคือที่ไหน?

ตรงนี้ยิ่งน่าสนใจ

หนังทำให้เข้าใจว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นในอียิปต์

แต่ของจริงถ่ายใน ร้านอาหารโมร็อกโกในสหรัฐอเมริกา

ดังนั้นคนที่ผ่านไปสามสิบกว่าปีแล้วจำว่า

“ฉันเคยดูสารคดี คนจีนเอาลิงใส่ใต้โต๊ะแล้วกินสมองสด”

จริง ๆ แล้วความทรงจำนั้นมีความคลาดเคลื่อนอย่างน้อยสามชั้น

  1. มันไม่ใช่เหตุการณ์จริง

  2. ไม่ได้ถ่ายในจีน

  3. แม้แต่เรื่องแต่งในหนังเองก็วางเหตุการณ์ไว้ที่อียิปต์

นี่แหละค่ะ ความทรงจำมนุษย์ของแท้


แล้วทำไมพวกเราหลายคนถึงจำว่าเป็น “จีน”?

เรื่องนี้น่าสนใจกว่าตัวหนังเสียอีก

เพราะ เรื่องเล่าเรื่องคนจีนกินสมองลิงสดมีอยู่ในวัฒนธรรมตะวันตกมานาน และถูกเล่าซ้ำในหนัง หนังสือ เรื่องท่องเที่ยว และคำบอกเล่าประเภท “เพื่อนของเพื่อนเคยเห็นมา”

รูปแบบของเรื่องแทบเหมือนกันทุกครั้ง:

มีโต๊ะพิเศษเจาะรูตรงกลาง เอาลิงเป็น ๆ ไว้ข้างใต้ เหลือหัวอยู่เหนือโต๊ะ เปิดกะโหลก แล้วกินสมองจากหัวลิงขณะที่ยังสดอยู่

Mark Schreiber เคยตามหาที่มาของเรื่องนี้ให้ The Japan Times และตั้งคำถามตรง ๆ ว่า คนจีนกินสมองลิงสดแบบที่เล่ากันจริงหรือไม่ ผลคือเขาไม่สามารถหาหลักฐานที่น่าเชื่อถือพอว่ามันเป็นธรรมเนียมอาหารจีนตามที่โลกตะวันตกชอบเล่ากันได้

ต้องแยกให้ออกว่า การกินลิงหรือแม้แต่สมองของไพรเมตในบางวัฒนธรรมหรือบางเหตุการณ์นั้นมีรายงานจริง และไม่ใช่สิ่งที่ควรปฏิเสธเสียทั้งหมด

แต่เรื่องที่เฉพาะเจาะจงมากว่า

“ภัตตาคารจีนมีโต๊ะเจาะรู จับลิงเป็น ๆ ใต้โต๊ะ แล้วเปิดกะโหลกให้ลูกค้ากินสมองสด”

กลับไม่มีหลักฐานแข็งแรงสมกับความโด่งดังของเรื่องเลย

จึงมีเหตุผลมากที่จะมองมันเป็น urban legend ที่อาจเติบโตจากเศษเสี้ยวของเรื่องจริง ก่อนถูกขยายด้วยความ exotic และ stereotype เกี่ยวกับเอเชีย

และ Faces of Death ก็ช่วยมอบ “ภาพเคลื่อนไหว” ให้กับตำนานนั้น

ต่อมาในปี 1984 Indiana Jones and the Temple of Doom ยังมีฉาก “chilled monkey brains” อีกด้วย

ถึงแม้รูปแบบจะไม่เหมือน Faces of Death แต่เมื่อวัฒนธรรมป๊อปนำ “เอเชีย + อาหารประหลาด + สมองลิง” มาวางติดกันซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็ไม่แปลกที่หลายสิบปีต่อมา สมองของคนดูจะประกอบความทรงจำใหม่ขึ้นว่า

“อ๋อ ฉากนั้นเกิดในจีน”

ทั้งที่ต้นฉบับ Faces of Death บอกว่าอียิปต์

นี่เป็นตัวอย่างสวย ๆ ของสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า memory reconstruction — เราไม่ได้เปิดไฟล์ความทรงจำเก่าออกมาดูเหมือนวิดีโอ แต่สมอง “สร้าง” ความทรงจำนั้นขึ้นใหม่ทุกครั้งที่เราเรียกมันกลับมา


แล้ว Faces of Death มีอะไรจริงบ้าง?

ตรงนี้อย่าเหวี่ยงกลับไปอีกสุดหนึ่งว่า

“อ๋อ งั้นหนังเรื่องนี้ปลอมทั้งหมด”

ไม่ใช่ค่ะ

หนังมีของจริงจำนวนมาก

เช่น ภาพศพ การชันสูตร เหตุการณ์หลังอุบัติเหตุ ฟุตเทจข่าว สงคราม และการฆ่าสัตว์จริงบางส่วน

Schwartz เริ่มต้นโครงการด้วยการรวบรวม material จริงจากแหล่งข่าวและ film libraries ก่อนจะสร้างฉากเพิ่มเติมเมื่อของจริงไม่สามารถตอบโจทย์หนังได้

ดังนั้นวิธีดู Faces of Death ที่ถูกต้องที่สุดไม่ใช่ถามว่า

“หนังเรื่องนี้จริงหรือปลอม?”

แต่ต้องถามว่า

“ฉากนี้มาจากไหน?”

เพราะคำตอบเปลี่ยนไปทุกฉาก


ของปลอมที่คนจำนวนมากเคยเชื่อว่าเป็นของจริง

สำหรับภาคแรก มีฉากสำคัญหลายฉากที่มีหลักฐานจากผู้สร้างหรือข้อมูลการผลิตยืนยันว่าเป็นการสร้างขึ้น

กินสมองลิง

ปลอม

ลิงไม่ได้ถูกฆ่า ใช้หัวเทียม อุปกรณ์ประกอบฉาก และดอกกะหล่ำทำเป็นสมอง

การประหารด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า

สร้างขึ้น

Schwartz สนใจเรื่องการประหารด้วยไฟฟ้า แต่ไม่สามารถไปถ่ายการประหารจริงได้ จึงสร้าง sequence ขึ้นเอง

คนถูกจระเข้โจมตี

สร้างขึ้น

เป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ทีมผลิตคิดและถ่ายขึ้นเมื่อ archival footage ที่หาได้ไม่เพียงพอ

การตัดศีรษะ

สร้างขึ้น

อยู่ในกลุ่มฉากความตายที่ถ่ายด้วยนักแสดงและ special effects เช่นเดียวกัน

พิธีกรรมและฉาก occult บางส่วน

อย่างน้อยบาง sequence ถูกสร้างขึ้นเพื่อหนัง และ Schwartz เองยังปรากฏตัวเป็นนักแสดงในบท Cult Leader ด้วย

แค่เปิดรายชื่อนักแสดงย้อนหลัง ความขลังของ “ฟุตเทจลับจากลัทธิประหลาด” ก็หายไปพอสมควร


แต่ความเจ้าเล่ห์ที่แท้จริงคือ “ของจริงกับของปลอมหน้าตาเหมือนกัน”

ลองคิดย้อนกลับไปว่ายุคประมาณ พ.ศ. 2530 เราดูหนังแบบไหน

ไม่มี Google

ไม่มี YouTube เบื้องหลัง

ไม่มี IMDb ให้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเช็ก

ไม่มี Reddit ให้คนมานั่ง frame-by-frame วิเคราะห์

และที่สำคัญมากคือ เราอาจกำลังดู VHS ที่ถูกก๊อปต่อกันมาหลายรุ่น

ภาพแตก เสียงไม่สะอาด สีซีด frame rate กระตุก

ความบกพร่องเหล่านี้ซึ่งปกติควรทำให้หนังดูแย่ กลับช่วย Faces of Death อย่างมหาศาล

เพราะ special effects ที่อาจดูออกง่ายบนภาพ 4K กลายเป็นภาพพร่ามัวที่ดูเหมือน news footage จริง

แล้วหนังยังมี “คุณหมอ” นั่งอธิบายทุกอย่างด้วยน้ำเสียงสุขุมเหมือน National Geographic เวอร์ชันนรกอีกต่างหาก

คนดูก็เลยไม่มีเหตุผลมากนักที่จะคิดว่าเขากำลังโกหกเรา


แล้วภาคต่อ ๆ มาล่ะ?

แฟรนไชส์นี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาคแรก

Faces of Death II — 1981

ภาคสองยังใช้ Dr. Gröss และรูปแบบเดิม แต่พึ่งพาฟุตเทจประเภท mortuary, accident, police footage และภาพจากกล้องโทรทัศน์หรือกล้องวิดีโอ มากขึ้นตามคำอธิบายของหนังเอง

จึงไม่ควรเหมารวมว่าทุกอย่างในภาคสองถูกจัดฉาก

มีนักแสดงและ material ที่ถ่ายเพิ่มอยู่ แต่ลักษณะโดยรวมเอนกลับไปทาง compilation/documentary footage มากกว่าภาคแรกในหลายส่วน


Faces of Death III — 1985

ภาคสามกลับมาเล่นกับของจริงและของปลอมอย่างชัดเจนอีกครั้ง

แม้แต่ IMDb ก็อธิบายหนังว่าเป็นการผสม real footage, re-enactments และ faked footage

มีตัวอย่างที่จับได้ง่ายมากเมื่อดูเครดิตย้อนหลัง เช่น

Mike Lorenzo ฆาตกรที่หนังนำเสนอในลักษณะคล้ายคดีจริงนั้น รับบทโดย John Alan Schwartz ผู้สร้างหนังเอง

ส่วน “เหยื่อของ Mike Lorenzo” ก็มี Veronica Lakewood อยู่ในรายชื่อนักแสดง และ “suicide jumper” มี James B. Schwartz อยู่ใน cast เช่นกัน

นี่เป็นหลักฐานที่ดีว่าภาคสามยังคงเล่นเกม

“ทำเหมือนเป็นหลักฐานจริง แล้วปล่อยให้คนดูตัดสินเอง”

ต่อไป


The Worst of Faces of Death — 1987

ชื่อฟังเหมือนภาคใหม่ แต่จริง ๆ แล้วเป็น compilation ของฉากเด่นจากสามภาคแรก

ดังนั้นคนที่จำว่าเคยดูฉากหนึ่งใน “Faces of Death ช่วงประมาณปี 1987” จึงไม่จำเป็นต้องเคยดูภาคแรกโดยตรง

เขาอาจดู The Worst of Faces of Death ก็ได้

นี่น่าจะมีส่วนทำให้ความทรงจำเกี่ยวกับซีรีส์นี้สับสนมาก เพราะฉากเดียวถูกนำกลับมาใช้ซ้ำในหลายม้วน


Faces of Death IV — 1990

ภาคสี่ยังคงสูตรของซีรีส์ คือเอาของจริงมาปะปนกับเหตุการณ์ที่จัดทำขึ้นหรือ reenact

แต่ตรงนี้มีข้อควรระวังสำคัญ:

ข้อมูลออนไลน์เกี่ยวกับแต่ละฉากของภาค IV มีความน่าเชื่อถือไม่เท่ากัน

เว็บไซต์และกระทู้จำนวนมากเรียกฉากต่าง ๆ ว่า “fake” จากการสังเกตการแสดงหรือ special effects แต่ไม่มีหลักฐานจากทีมสร้างรองรับทุกกรณี

ดังนั้นหากไม่มี commentary, เครดิตนักแสดง หรือคำยืนยันจากผู้สร้าง เราไม่ควรเปลี่ยนคำว่า

“ดูเหมือนจัดฉาก”

เป็น

“พิสูจน์แล้วว่าปลอม”

โดยอัตโนมัติ

นี่สำคัญมากสำหรับการศึกษาหนังชุดนี้ เพราะเรื่องผิด ๆ เกี่ยวกับ Faces of Death ไม่ได้มาจากตัวหนังอย่างเดียว

การพยายาม debunk หนังแบบมั่ว ๆ ก็สร้างข้อมูลผิดชุดใหม่ได้เหมือนกัน


แล้ว Faces of Death V กับ VI ล่ะ?

สองชื่อนี้ทำให้คนเข้าใจผิดเหมือนมีการสร้างภาคใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ

แต่ Faces of Death V และ Faces of Death VI ที่ออกในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เป็น compilation ที่นำ material จากหนังชุดเดิมกลับมาเรียบเรียงใหม่ ไม่มีฟุตเทจใหม่แบบภาคหลัก

ดังนั้นหากใครจำว่า

“ผมดูภาคห้า ยังมีฉากเก่า ๆ อยู่เลย”

ใช่ค่ะ

ไม่ได้จำผิด

เขาเอาของเก่ามาขายใหม่จริง ๆ


แล้วสารคดี Faces of Death: Fact or Fiction? ปี 1999 ล่ะ?

ชื่อฟังดูเหมือนในที่สุดผู้สร้างจะออกมาเฉลยทุกอย่างเสียที

Faces of Death: Fact or Fiction? ถูกสร้างขึ้นเพื่อเล่นกับคำถามเรื่องความจริงของซีรีส์ และมี Schwartz ปรากฏตัวภายใต้ persona เดิมของเขา โดยกล่าวถึงเบื้องหลังของฉากอย่างสมองลิง การฆ่าสัตว์ และการประหาร

แต่ถึงตอนนั้น ซีรีส์ก็ยังไม่ยอมเลิกเล่นละครกับคนดูเสียทีเดียว

แม้แต่ “การเปิดโปง” ตัวเองก็ยังถูกทำในรูปแบบ theatrical presentation จนไม่ควรถือว่าหนังชุดนี้เป็นเอกสารวิชาการที่น่าเชื่อถือโดยตัวมันเอง

ถ้าต้องการพิสูจน์อะไรเกี่ยวกับ Faces of Death วิธีที่ดีกว่าคือเทียบหลายอย่างพร้อมกัน:

คำสัมภาษณ์ Schwartz + documentary เบื้องหลัง + production credits + archival sources + หลักฐานของเหตุการณ์จริง


“Banned in 46 Countries” จริงไหม?

อีกตำนานหนึ่งที่ติดมากับ Faces of Death คือข้อความบนกล่องวิดีโอ

BANNED IN 46 COUNTRIES

ฟังแล้วเหมือนหนังต้องห้ามระดับรัฐบาลทั่วโลกตามล่าทำลายม้วนเทป

ความจริงคือ หนังมีปัญหากับ censorship จริงในหลายประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับยุค video nasties และออสเตรเลียซึ่งเคยปฏิเสธการจัดประเภทหนัง

แต่ตัวเลข 46 ประเทศถูกมองอย่างกว้างขวางว่าเป็นคำโฆษณาที่พูดเกินจริง มากกว่าจะมีหลักฐานว่ารัฐบาล 46 ประเทศสั่งแบนหนังอย่างเป็นทางการ

และต้องยอมรับว่า…

มันเป็นคำโฆษณาที่โคตรได้ผล

ถ้าบอกเด็กวัยรุ่นว่า

“ห้ามดูเด็ดขาด หนังเรื่องนี้โดนแบน 46 ประเทศ”

สิ่งแรกที่เด็กวัยรุ่นจะทำคืออะไร?

แน่นอนค่ะ

ไปหามาดู


ทำไม Faces of Death ถึงหลอกคนได้เก่งขนาดนั้น?

ถ้ามองด้วยสายตาปัจจุบัน เราอาจคิดว่า

“เอ๊ะ special effects ก็ดูออกนี่”

แต่ต้องไม่ลืมบริบทของเวลานั้น

ในปี 1978 แนวคิดเรื่อง found footage หรือการทำหนังให้เหมือน material จริงที่มีคนไปค้นพบ ยังไม่ได้กลายเป็นภาษาภาพยนตร์ธรรมดาอย่างทุกวันนี้

The Blair Witch Project ยังต้องรออีกกว่า 20 ปี

YouTube ยังไม่มี

TikTok ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

คนทั่วไปยังไม่ชินกับคำถามว่า “คลิปที่เราเห็นจริงไหม?”

Faces of Death จึงใช้สิ่งที่ปัจจุบันเราเรียกว่า media literacy gap ได้อย่างเต็มที่

มันแค่พูดว่า

“นี่คือสารคดี”

แล้วเอาศพจริงหนึ่งภาพวางติดกับนักแสดงถูกฆ่าปลอมอีกหนึ่งภาพ

เมื่อสมองรู้ว่าภาพแรกจริง เราก็มีแนวโน้มจะให้เครดิตภาพที่สองไปด้วยโดยอัตโนมัติ

นี่ต่างหากคือ special effect ที่ทรงพลังที่สุดของหนัง

ไม่ใช่เลือดปลอม

แต่คือ ความน่าเชื่อถือที่ยืมมาจากของจริง


สิ่งที่น่าสนใจที่สุด: เราจำ “ความรู้สึกว่าเป็นเรื่องจริง” ได้นานกว่ารายละเอียดของเรื่อง

ลองกลับมาที่สมองลิงอีกครั้ง

เด็กคนหนึ่งดู Faces of Death ช่วงปลายทศวรรษ 1980

สิ่งที่สมองเก็บไว้คือ

“สารคดี — ต่างประเทศ — คนเอเชีย — อาหารประหลาด — ลิง — กินสมองสด”

เวลาผ่านไปสิบปี

ได้เห็น Indiana Jones หรือได้ยินเรื่องอาหารจีนประหลาด

อีกยี่สิบปี

ได้อ่านเรื่อง urban legend สมองลิง

สามสิบกว่าปีผ่านไป ความทรงจำถูกเปิดและเขียนกลับซ้ำ ๆ

สุดท้ายจึงกลายเป็นประโยคที่เรามั่นใจว่า

“ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยดูสารคดี คนจีนเอาลิงเป็น ๆ ไว้ใต้โต๊ะแล้วทุบหัวกินสมอง”

ทั้งที่ต้นฉบับจริง ๆ คือ

หนังอเมริกันที่ถ่ายฉากปลอมในร้านอาหารโมร็อกโกในสหรัฐฯ ใช้นักแสดง ดอกกะหล่ำและหัวลิงเทียม แล้วแต่งเรื่องว่าเป็นนักท่องเที่ยวในอียิปต์

ต่างกันนิดเดียวเองค่ะ…

แทบทุกอย่าง 😅


สรุป: ตกลง Faces of Death โกหกเราหรือไม่?

คำตอบคือ

ใช่ — แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง

มันมีฟุตเทจจริงอยู่มากพอที่จะทำให้คำโกหกน่าเชื่อ

และนั่นคือความฉลาด — หรือถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็ความเจ้าเล่ห์ — ของมัน

สิ่งที่ควรจำใหม่เกี่ยวกับ Faces of Death คือ:

มันไม่ใช่ snuff film ที่ถ่ายคนถูกฆ่าเพื่อสร้างหนัง

มันไม่ใช่สารคดีที่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจริง

มันก็ไม่ใช่หนัง special effects ปลอมทั้งหมด

แต่มันคือส่วนผสมระหว่าง archival footage จริง, ศพและเหตุการณ์จริง, การจำลองเหตุการณ์, ฉากที่แต่งขึ้น และ narration ที่จงใจไม่บอกเราว่าอะไรเป็นอะไร

ส่วนฉากที่โด่งดังที่สุดของเรื่องอย่าง กินสมองลิงสดนั้นปลอมแน่นอน

และถึงแม้การกินลิงหรือสมองไพรเมตจะมีรายงานทางประวัติศาสตร์ในบางพื้นที่ แต่เรื่อง “โต๊ะเจาะรู จับลิงเป็น ๆ ไว้ข้างใต้ แล้วเปิดกะโหลกกินสมองสด” แบบที่กลายเป็นภาพจำของจีน/เอเชียนั้น ไม่มีหลักฐานหนักแน่นพอให้ถือว่าเป็นธรรมเนียมอาหารจริงตามที่เล่ากัน

บางทีสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของ Faces of Death จึงไม่ใช่ภาพศพ ไม่ใช่เลือด หรือแม้แต่หัวลิงกลางโต๊ะ

แต่คือการค้นพบในอีกเกือบสี่สิบปีต่อมาว่า

สิ่งที่เราเคยเห็นกับตา ไม่ได้หมายความว่าเราเคยเห็นความจริง

และยิ่งเราจำมันได้นานเท่าไร บางครั้งเราก็ยิ่งมั่นใจในรายละเอียดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมากขึ้นเท่านั้น

ในยุคที่ภาพปลอม วิดีโอ AI และข่าวที่ถูกตัดออกจากบริบทกำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดา บทเรียนจากหนัง VHS เก่า ๆ เรื่องนี้อาจร่วมสมัยกว่าที่คิดเสียอีก

เพราะ Faces of Death เล่นเกมนี้กับคนดูมาตั้งแต่ปี 1978:

เอาความจริงหนึ่งชิ้นวางข้างคำโกหกหนึ่งชิ้น แล้วปล่อยให้สมองของเราเป็นคนเชื่อมสองสิ่งนั้นเข้าด้วยกันเอง


แหล่งข้อมูลและอ่านเพิ่มเติม

The Guardian — “‘Banned in 46 countries’ – is Faces of Death the most shocking film ever?” (2018)
บทความย้อนหลังที่มีข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องกับการสร้างหนัง อธิบายที่มา การรวบรวมฟุตเทจจริง และการถ่ายฉากปลอมอย่าง alligator attack, electric chair, beheading และ monkey brains
อ่านบทความ The Guardian

Entertainment Weekly — Everything to know about the infamous Faces of Death
สรุปประวัติการสร้างโดยอ้างคำบอกเล่าของ John Alan Schwartz และอธิบายวิธีผสม documentary footage กับ staged material
อ่าน Entertainment Weekly

IMDb — Faces of Death (1978), Trivia
รวบรวมข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ Schwartz รวมถึงรายละเอียดฉากสมองลิงว่าอ้างว่าเกิดในอียิปต์ แต่ถ่ายในร้านอาหารโมร็อกโกในสหรัฐฯ ด้วยนักแสดง หัวเทียม และดอกกะหล่ำ
ดูข้อมูล Faces of Death ที่ IMDb

The Japan Times — “Debunking strange Asian myths: Part II” (2002)
Mark Schreiber สำรวจตำนานเรื่องชาวจีนกินสมองลิงสดและปัญหาเรื่องหลักฐานของเรื่องเล่าที่แพร่หลายนี้
อ่าน The Japan Times

IMDb — Faces of Death III (1985)
ข้อมูลเครดิตช่วยยืนยันโดยตรงว่า John Alan Schwartz รับบท Mike Lorenzo และมีนักแสดงระบุเป็นเหยื่อและ suicide jumper ขณะที่ตัวหนังผสม real footage, reenactment และ fake footage
ดู Faces of Death III ที่ IMDb

Plex — Faces of Death: Fact or Fiction? (1999)
ข้อมูลเกี่ยวกับรายการย้อนหลังที่ Schwartz กลับมาพูดถึงข้อถกเถียงเรื่องความจริงและความปลอมของฉากต่าง ๆ ในซีรีส์
ดูข้อมูล Faces of Death: Fact or Fiction?

APA Blog — “The Faces of Death: More than a Macabre Rite of Passage” (2022)
บทความที่น่าสนใจในแง่วัฒนธรรมของยุค VHS และสถานะของหนังในฐานะ “ของต้องห้าม” ที่วัยรุ่นส่งต่อกันดู
อ่าน APA Blog

หมายเหตุเรื่องแหล่งข้อมูล: รายละเอียดแบบ “ฉากต่อฉาก” ของ Faces of Death บนอินเทอร์เน็ตมีข้อมูลเล่าต่อกันผิดอยู่มาก บทความนี้จึงให้น้ำหนักกับคำสัมภาษณ์ผู้สร้าง ข้อมูล production/credits และแหล่งสื่อที่สามารถตรวจย้อนกลับได้มากกว่ารายชื่อจากเว็บหรือกระทู้ที่ตัดสินจากภาพเพียงอย่างเดียว

Faces of Death: หนัง “สารคดีความตาย” ที่หลอกเด็กยุค VHS มาหลายสิบปี — อะไรจริง อะไรปลอม และสมองลิงที่เราจำกันนั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่?

ถ้าคุณโตมาในยุควิดีโอ VHS ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึง 1990 มีโอกาสไม่น้อยที่จะเคยได้ยินชื่อหนังชุดหนึ่งที่ถูกพูดถึงกันด้วยน้ำเสียงประมาณว่า “เรื...