วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2568

Net Zero: เมื่อความดีถูกทำให้กลายเป็นกติกา

บางทีสิ่งที่ทำให้ฉันอึดอัดกับคำว่า Net Zero, ESG หรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่ใช่ตัวเป้าหมาย แต่คือวิธีที่มันถูกพูด ถูกอ้าง และถูกใช้

มันเริ่มจากเรื่องที่ฟังดูสมเหตุสมผลมาก โลกร้อนขึ้น สิ่งแวดล้อมพัง เราควรทำอะไรสักอย่าง ไม่มีใครเถียงตรงนี้ ฉันเองก็ไม่เถียง

แต่ปัญหาคือ จากคำถามเชิงเทคนิคว่า เราจะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร มันค่อย ๆ ถูกแปลงร่างเป็นคำถามอีกแบบหนึ่ง คือ คุณเป็นคนดีพอหรือยัง และตั้งแต่ตรงนั้นเป็นต้นมา บทสนทนามันก็ไม่เท่ากันอีกเลย

Net Zero ไม่ใช่กฎหมายโลก

สิ่งที่คนไม่ค่อยพูดกันตรง ๆ คือ Net Zero ไม่ใช่กฎหมายโลก ไม่มีตำรวจสิ่งแวดล้อม ไม่มีใครมาจับใครเข้าคุก สิ่งที่บังคับจริง ๆ คือแรงกดดันที่มากันเป็นชั้น ๆ เช่น

  • ตลาดและซัพพลายเชนโลก

  • นักลงทุนและสถาบันการเงิน

  • ลูกค้ารายใหญ่

  • ภาพลักษณ์ขององค์กร

ใครอยากขาย ใครอยากกู้ ใครอยากอยู่ในระบบ ก็ต้องเล่นตามเกมนี้ มันไม่ใช่การบังคับแบบตรง ๆ แต่เป็นการบังคับแบบอ้อม ที่หลบยากมาก

โครงสร้างที่คุ้นเคยแบบ ISO 14001

พอคุ้ยลึกลงไป มันยิ่งคุ้น โครงสร้างของ Net Zero และ ESG แทบไม่ต่างจาก ISO 14001 หรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ที่เราเห็นกันมานาน สิ่งที่ระบบเหล่านี้วัด ไม่ใช่ว่าคุณปล่อยของเสียมากแค่ไหน แต่ว่าคุณมีระบบอธิบายตัวเองหรือไม่ เช่น

  • มีระบบเอกสารหรือเปล่า

  • มี procedure ไหม

  • มี audit ไหม

  • มีคนรับผิดชอบเต็มเวลาหรือไม่

ทั้งหมดนี้ไม่สร้างของ ไม่สร้างรายได้ แต่กินเงิน กินเวลา และกินพลังชีวิตคนทำงานจริง ๆ รายใหญ่ทำได้ เพราะมีทีม มีงบ มีคนทำเป็นอาชีพ รายเล็กทำไม่ได้ เพราะเจ้าของต้องทำทุกอย่างเอง กติกาเดียวกัน แต่แรงกระแทกไม่เท่ากัน

เมื่อเรื่องเทคนิคกลายเป็นเรื่องศีลธรรม

ตรงนี้เองที่มันเริ่มไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่กลายเป็นเรื่องศีลธรรมแบบเงียบ ๆ

  • ผ่านมาตรฐาน = รับผิดชอบ = คนดี

  • ไม่ผ่าน = ไม่ใส่ใจ = คนเลว

กรอบแบบนี้ทรงพลังมาก เพราะมันไม่ต้องเถียงรายละเอียด ไม่ต้องถามว่าทำไมไม่ผ่าน ไม่ต้องถามว่าใครแบกต้นทุน แค่ชี้ว่าไม่ผ่านก็พอ และใครพยายามอธิบายว่าทำไม่ไหว ก็มักถูกมองว่าเห็นแก่ตัว หรือไม่เข้าใจโลก

กำแพงการแข่งขันที่สุภาพเกินกว่าจะถูกตั้งคำถาม

สิ่งที่น่าคิดคือ ระบบเหล่านี้ไม่ได้แค่ปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่มันทำหน้าที่จัดระเบียบตลาดไปพร้อมกัน มันสร้างกำแพงการแข่งขันอย่างสุภาพ ไม่มีใครห้ามคุณเข้า แต่มีต้นทุนก้อนใหญ่ที่คุณต้องจ่ายก่อน รายใหญ่จ่ายไหว รายเล็กจ่ายไม่ไหว

ผลลัพธ์คือ ตลาดอาจดูสะอาดขึ้น แต่ก็แคบลง เงียบลง และมีคนหายไประหว่างทาง โดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบต่อการหายไปนั้น เพราะมันถูกอธิบายว่าเป็นผลลัพธ์ของความดี

คำถามที่ไม่ค่อยมีใครอยากถาม

ฉันไม่คิดว่านี่คือแผนสมคบคิดลับของใคร แต่มันคือระบบที่เอื้อรายใหญ่โดยโครงสร้าง และใช้กรอบศีลธรรมเป็นเกราะคุ้มกันตัวเอง สิ่งที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่การที่บางคนไม่ทำตามมาตรฐาน แต่คือการที่สังคมหยุดตั้งคำถามกับมาตรฐานนั้น เพียงเพราะมันถูกห่อด้วยคำว่า ความดี

เมื่อความดีไม่ต้องอธิบายตัวเอง มันก็กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก ในการตัดสิน ใบ้เงียบ และคัดคนออก โดยที่ทุกคนยังรู้สึกว่าตัวเองอยู่ฝั่งถูก และไม่ต้องหันกลับมามองคนที่ล้มอยู่ข้างหลังเลย

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568

โยธาชีวสูตร: เมื่อชีวิตนักรบถูกถามด้วยคำถามที่ลึกที่สุด

โยธาชีวสูตร

          [๕๙๓] ครั้งนั้นแล นายบ้านนักรบอาชีพเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่
ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้า-
*พระองค์ได้สดับคำของนักรบอาชีพทั้งอาจารย์และปาจารย์ก่อนๆ กล่าวกันอย่างนี้
ว่า นักรบอาชีพคนใดอุตสาหะพยายามในสงคราม คนอื่นฆ่าผู้นั้นซึ่งกำลังอุตสาหะ
พยายามให้ถึงความตาย ผู้นั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดา
เหล่าสรชิต ในข้อนี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าอย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อย่าเลย
นายบ้าน ขอพักข้อนี้เสียเถิด อย่าถามข้อนี้กะเราเลย แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้
ครั้งที่ ๓ นายบ้านนักรบอาชีพได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ข้าพระองค์ได้สดับคำของนักรบอาชีพทั้งอาจารย์และปาจารย์ก่อนๆ กล่าวกัน
อย่างนี้ว่า นักรบอาชีพคนใดอุตสาหะพยายามในสงคราม คนอื่นฆ่าผู้นั้นซึ่งกำลัง
อุตสาหะพยายามให้ถึงความตาย ผู้นั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของ
เทวดาเหล่าสรชิต ในข้อนี้พระผู้มีพระภาคจะตรัสว่ากระไร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ดูกรนายบ้าน เราห้ามท่านไม่ได้แล้วว่า อย่าเลยนายบ้าน ของดข้อนี้เสียเถิด
อย่าถามเราถึงข้อนี้เลย แต่เราจักพยากรณ์ให้ท่าน ดูกรนายบ้าน นักรบอาชีพ
คนใดอุตสาหะพยายามในสงคราม ผู้นั้นยึดหน่วงจิตกระทำไว้ไม่ดี ตั้งจิตไว้ไม่ดี
ก่อนว่า สัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า จงถูกแทง จงขาดสูญ จงพินาศ หรือว่าอย่าได้มี
คนอื่นฆ่าผู้นั้นซึ่งกำลังอุตสาหะพยายามให้ถึงความตาย ผู้นั้นเมื่อตายไป ย่อมเกิด
ในนรกชื่อสรชิต ก็ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นักรบอาชีพคนใดอุตสาหะพยายาม
ในสงคราม คนอื่นฆ่าผู้นั้นซึ่งกำลังอุตสาหะพยายามให้ถึงความตาย ผู้นั้นเมื่อ
ตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสรชิต ดังนี้ไซร้ ความเห็นของ
ผู้นั้นเป็นความเห็นผิด ดูกรนายบ้าน ก็เราย่อมกล่าวคติ ๒ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง
คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานของบุคคลผู้มีความเห็นผิด ฯ
          [๕๙๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว นายบ้านนักรบอาชีพร้องไห้
สะอื้น น้ำตาไหล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนายบ้าน เราได้ห้ามท่านแล้วมิใช่
หรือว่า อย่าเลยนายบ้าน ของดข้อนี้เสียเถิด อย่าถามเราถึงข้อนี้เลย เขาทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ได้ร้องไห้ถึงข้อที่พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้
กะข้าพระองค์หรอก แต่ว่าข้าพระองค์ถูกนักรบอาชีพทั้งอาจารย์และปาจารย์ก่อนๆ
ล่อลวงให้หลงสิ้นกาลนานว่า นักรบอาชีพคนใดอุตสาหะพยายามในสงคราม
คนอื่นฆ่าผู้นั้นซึ่งกำลังอุตสาหะพยายามให้ถึงความตาย นักรบอาชีพคนนั้นเมื่อตาย
ไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาเหล่าสรชิต ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศนา
ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจ
หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือส่องไฟในที่มืด
ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักได้เห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึง
พระผู้มีพระภาค กับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มี-
*พระภาคโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอด-
*ชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ
จบสูตรที่ ๓


วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2568

บทวิเคราะห์การยุบสภา 2568: เกมอำนาจที่ไม่ต้องชนะเลือกตั้งก็ชนะได้

การยุบสภาครั้งนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่คือฉากที่ทุกคนรู้บทอยู่แล้ว

ถ้าใครยังมองว่าการยุบสภา 11 ธันวาคม 2568 คือเหตุการณ์เฉพาะหน้า แปลว่ายังดูการเมืองไทยแบบเชื่อคำแถลงมากกว่าดูโครงสร้างจริง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การตัดสินใจฉับพลัน แต่คือฉากสุดท้ายของดีลที่หมดประโยชน์แล้ว

รัฐบาลชุดนี้ตั้งต้นจากความไม่ไว้ใจกันตั้งแต่วันแรก ข้อตกลงร่วมรัฐบาลไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่ออยู่ยาว แต่เพื่อ “อยู่ให้พอเก็บของ แล้วออก” เมื่อถึงจังหวะเหมาะ

ทันทีที่การแก้รัฐธรรมนูญแตะอำนาจ ส.ว. เกมก็จบ เพราะนั่นคือเส้นที่ห้ามข้ามของระบบ

MOA ไม่ได้พังเพราะใครทรยศ แต่พังเพราะมันแตะของหวง

MOA ระหว่างพรรคหลักถูกพูดถึงเหมือนสัญญาเพื่ออนาคต แต่ในความจริงมันคือข้อตกลงชั่วคราวที่ทุกฝ่ายเตรียมทางถอยไว้แล้ว

เมื่อถึงจุดที่ต้องโหวตเรื่องบทบาท ส.ว. ภูมิใจไทยเลือกชัดว่าจะไม่แตะโครงสร้างเดิม เพราะโครงสร้างนั้นคือฐานต่อรองที่ทำให้พรรคไม่แพ้ไม่ว่าฝ่ายไหนชนะเลือกตั้ง

วินาทีนั้นไม่ต้องมีใครประกาศยกเลิก MOA ทุกคนรู้ว่าดีลนี้หมดอายุแล้ว

ส.ว. ไม่ใช่ปัญหาเชิงบุคคล แต่คือประกันของระบบเดิม

ปัญหาของ ส.ว. ไม่ใช่ว่าใครดีหรือเลว แต่คือบทบาทที่ถูกออกแบบมาเพื่อกันไม่ให้การเลือกตั้งเปลี่ยนอำนาจได้จริง

ตราบใดที่นายกฯ ยังต้องผ่าน ส.ว. ผลเลือกตั้งก็เป็นเพียงข้อมูล ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย

นี่คือเหตุผลที่การเลือกตั้งครั้งหน้า ต่อให้พรรคส้มได้คะแนนสูงสุดอีกครั้ง ก็ยังมีโอกาสสูงมากที่จะจบเหมือนเดิม

เลือกตั้งครั้งหน้า: เปลี่ยนคะแนน แต่ไม่เปลี่ยนอำนาจ

ลองตัดอารมณ์ออก แล้วดูสมการอย่างเย็นชา จะเห็นภาพชัด

  • พรรคส้มได้คะแนนสูงสุดได้

  • แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ถ้า ส.ว. ไม่โหวต

  • พรรคแดงจับกับน้ำเงินตั้งรัฐบาลได้

  • ได้ ส.ว. หนุน

  • เกมจบตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

นี่ไม่ใช่การคาดเดา แต่คือแบบจำลองที่เพิ่งเกิดขึ้น และยังไม่มีอะไรในโครงสร้างบอกว่ามันจะใช้ไม่ได้ในรอบหน้า

ผลลัพธ์คือประเทศที่เลือกตั้งได้ แต่เลือกทิศทางไม่ได้

พรรคส้มชนะเลือกตั้ง แต่แพ้ระบบ (อีกครั้ง)

ถ้าเหตุการณ์ซ้ำรอย สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่แค่รัฐบาลที่ความชอบธรรมต่ำ แต่คือสังคมที่หมดศรัทธากับกระบวนการเลือกตั้งเร็วขึ้นกว่าเดิม

ระบบอาจชนะในสภา แต่จะแพ้ในสายตาคนรุ่นใหม่และคนทำงานที่เห็นว่าคะแนนเสียงของตัวเองไม่มีน้ำหนักจริง

นี่คือความเสี่ยงระยะยาวที่ไม่มีรัฐบาลไหนพูดถึง แต่ทุกคนรู้ว่ามันกำลังสะสม

อยู่ไม่นาน แต่คุ้มจัด: สิ่งที่ได้ไปจริงในช่วงนายกฯ ระยะสั้น

ถ้าไม่พูดถึงอุดมการณ์ ไม่ถกคุณธรรม และดูแค่ผลลัพธ์เชิงอำนาจ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่อนุทินเป็นนายกฯ คือการเก็บแต้มแบบมีประสิทธิภาพสูงมาก โดยสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ทั้งหมดเป็น “ข้อย่อย” ของยุทธศาสตร์เดียวกัน คือ เก็บอำนาจให้มากที่สุด ในเวลาที่สั้นที่สุด

1) จัดวางข้าราชการท้องถิ่นเป็นแพ็ก

การโยกย้ายผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ และนายอำเภอหลายร้อยตำแหน่ง ไม่ใช่เรื่องเทคนิคหรือการบริหารปกติ แต่คือการจัดสนามเลือกตั้งล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ

ตำแหน่งเหล่านี้คือกลไกของรัฐในพื้นที่ ใครคุมได้ก่อนเลือกตั้ง คือได้เปรียบโดยไม่ต้องพูด ไม่ต้องขึ้นเวที และไม่ต้องใช้คำสวยหรูใด ๆ

2) รวบฐานบ้านใหญ่ระดับตั้งรัฐบาลได้

กลุ่มบ้านใหญ่ไม่สนใจอุดมการณ์ แต่สนใจความมั่นคงและการอยู่รอดในทุกฉากทัศน์

การขยับของ ส.ส. กลุ่มนี้ในช่วงเวลาสั้น ๆ สะท้อนความเชื่อมั่นว่า ฝั่งนี้ไม่เสี่ยง ไม่โดนทิ้ง และยังเป็นขั้วที่ต่อรองได้ไม่ว่าฝ่ายไหนจะชนะเลือกตั้ง

3) ล็อกดีล MotoGP ระยะยาว

การต่อสัญญา MotoGP 5 ปี ด้วยงบเกือบ 4,000 ล้านบาท คือการผูกมัดรัฐบาลถัดไปโดยไม่ต้องรับผิดชอบผลระยะยาว

คำถามว่า “คุ้มไหม” จึงไม่สำคัญเท่าคำถามว่า “ใครได้แต้ม” เพราะการล็อกดีลใหญ่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน คือการเก็บอำนาจล่วงหน้าที่ต้นทุนต่ำมากในทางการเมือง

4) ลดความเสี่ยงคดีการเมืองสำคัญ

คดีเขากระโดง และคดีที่พาดพิงกระบวนการได้มาของ ส.ว. ถูกปล่อยให้เดินช้า ไม่เร่ง ไม่ปะทะ และไม่ถูกดันให้กลายเป็นประเด็นร้อน

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงคือ ความเสี่ยงทางการเมืองลดลงทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งใดปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร

5) ถอนตัวก่อนรับผลเสีย

เมื่อจัดคน จัดพื้นที่ ล็อกดีล และลดความเสี่ยงครบแล้ว การยุบสภาคือการออกจากเกมในจังหวะที่ต้นทุนต่ำที่สุด

ไม่ต้องเผชิญอภิปราย ไม่ต้องแบกรับภาระเศรษฐกิจขาลง และยังเก็บแต้มที่ได้ไปครบก่อนเกมจะพลิก

บทสรุปตรง ๆ

นี่ไม่ใช่เรื่องของคนเก่งหรือคนเลว แต่คือระบบที่ให้รางวัลกับการอ่านเกมขาด มากกว่าการบริหารประเทศให้ดี

การยุบสภาครั้งนี้จึงไม่ได้น่าหดหู่เพราะใครคนเดียว แต่น่าหดหู่เพราะมันย้ำว่า

ในการเมืองไทย คุณไม่จำเป็นต้องชนะเลือกตั้งก็ชนะเกมได้

และตราบใดที่กติกานี้ยังอยู่ วงจรนี้ก็จะไม่จบ

Net Zero: เมื่อความดีถูกทำให้กลายเป็นกติกา

บางทีสิ่งที่ทำให้ฉันอึดอัดกับคำว่า Net Zero, ESG หรือมาตรฐานสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่ใช่ตัวเป้าหมาย แต่คือวิธีที่มันถูกพูด ถูกอ้าง และถูกใช้ มัน...