วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ไปเที่ยวเอง ก็รับผิดชอบชีวิตตัวเองสิ?

หลังเกิดเหตุไฟไหม้สถานบันเทิง สิ่งหนึ่งที่ตามมาควบคู่กับข่าวความสูญเสีย คือข้อถกเถียงว่า ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บควรได้รับการเยียวยาจากรัฐบาลหรือไม่

บางคนมองว่าไม่ควร

เหตุผลง่าย ๆ คือ คนเหล่านั้นสมัครใจไปเที่ยวเอง ไม่มีใครบังคับให้เข้าไปในผับหรือบาร์ เมื่อเกิดเหตุจึงควรเป็นหน้าที่ของเจ้าของสถานประกอบการ ไม่ใช่นำภาษีของประชาชนทั้งประเทศไปช่วยเหลือคนที่เลือกเข้าไปใน “สถานที่อโคจร”

เมื่อฟังเพียงผิวเผิน เหตุผลนี้อาจดูสมเหตุสมผลอยู่บ้าง

เพราะในแต่ละวันมีประชาชนเดือดร้อนจากอุบัติเหตุสารพัด รถชน รถคว่ำ บ้านไฟไหม้ ตกงาน เจ็บป่วย หรือสูญเสียคนในครอบครัว หากรัฐต้องจ่ายเงินเยียวยาทุกความเสียหายโดยไม่มีกฎเกณฑ์ งบประมาณก็คงไม่มีวันเพียงพอ

และถ้าความเสียหายนั้นเกิดในสถานประกอบการเอกชน เจ้าของกิจการก็ควรเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐนำภาษีส่วนรวมมาจ่ายแทน แล้วผู้ประกอบการก็ลอยตัว

คำถามนี้จึงไม่ใช่คำถามไร้สาระ

แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ หลายคนไม่ได้หยุดอยู่แค่ข้อถกเถียงเรื่องขอบเขตความรับผิดของรัฐ กลับก้าวข้ามไปตัดสินคุณค่าของผู้เสียหายว่า เพราะเขาเลือกไปเที่ยวกลางคืน เขาจึงไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือ

ตรงนี้เองที่เหตุผลเริ่มเปลี่ยนจากเรื่องนโยบาย กลายเป็นการพิพากษาทางศีลธรรม

สมัครใจไป ไม่ได้แปลว่าสมัครใจตาย

คนที่เข้าไปในผับ สมัครใจไปดื่ม ไปฟังเพลง ไปพบเพื่อน หรือไปพักผ่อนหลังเลิกงาน

เขาอาจยอมรับความเสี่ยงบางอย่าง เช่น อาจเมา อาจเสียเงิน หรืออาจกลับบ้านดึก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขายอมรับให้อาคารไม่มีทางหนีไฟเพียงพอ ระบบเตือนภัยใช้งานไม่ได้ วัสดุตกแต่งลุกไหม้อย่างรวดเร็ว หรือมีคนเข้าไปมากเกินกว่าที่สถานที่จะรองรับได้อย่างปลอดภัย

การสมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมอย่างหนึ่ง ไม่ได้เท่ากับการยินยอมรับความประมาททุกชนิดที่อาจเกิดขึ้นในสถานที่นั้น

คนขึ้นรถโดยสารก็สมัครใจขึ้นรถ แต่ไม่ได้แปลว่าเขายินยอมให้คนขับเมา หรือยอมให้บริษัทนำรถที่เบรกชำรุดออกมาวิ่ง

คนไปกินอาหารที่ร้านก็สมัครใจไปเอง แต่ไม่ได้แปลว่าเขายอมรับการระเบิดของถังแก๊ส หรือการพังถล่มของอาคารที่ไม่ได้มาตรฐาน

คนไปดูคอนเสิร์ตก็สมัครใจไป แต่ไม่ได้หมายความว่า หากเวทีถล่ม ประตูทางออกถูกปิด หรือผู้จัดปล่อยคนเข้าเกินจำนวน ผู้เสียหายจะต้องยอมรับชะตากรรมเพราะ “เลือกไปเอง”

เราจึงต้องแยกให้ออกระหว่างความเสี่ยงปกติที่ผู้ใช้บริการพอจะคาดหมายได้ กับความเสี่ยงที่เกิดจากความประมาท การฝ่าฝืนกฎหมาย หรือความล้มเหลวของระบบความปลอดภัย

หากไม่แยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน คำว่า “สมัครใจ” ก็จะกลายเป็นข้ออ้างสารพัดประโยชน์สำหรับปัดความรับผิด

เงินเยียวยาไม่ใช่รางวัลสำหรับคนประพฤติดี

อีกความเข้าใจหนึ่งที่ควรทบทวน คือการมองเงินเยียวยาราวกับเป็นเงินรางวัลที่รัฐมอบให้เฉพาะประชาชนที่ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามมาตรฐานศีลธรรม

แต่ความจริง การเยียวยามีหน้าที่บรรเทาความเสียหาย ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าใครเป็นคนดี

ครอบครัวที่สูญเสียผู้หารายได้หลักอาจต้องเผชิญทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าจัดการศพ หนี้สิน และรายได้ที่หายไปทันที เด็กบางคนอาจสูญเสียพ่อแม่ พ่อแม่บางคนอาจสูญเสียลูกที่เป็นผู้ดูแลครอบครัว

ความช่วยเหลือเบื้องต้นจึงมีไว้เพื่อไม่ให้ความสูญเสียหนึ่งครั้งลากทั้งครอบครัวให้ตกลงไปในหลุมที่ลึกกว่าเดิม

หากรัฐต้องตรวจความดีของผู้เสียหายก่อนช่วย เราจะใช้หลักอะไรตรวจ?

คนขับรถเร็วแล้วประสบอุบัติเหตุสมควรได้รับการรักษาหรือไม่

คนสูบบุหรี่แล้วเป็นมะเร็งสมควรใช้สิทธิรักษาพยาบาลหรือไม่

คนสร้างบ้านในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากควรถูกตัดสิทธิ์ช่วยเหลือหรือไม่

คนเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยง คนปีนเขา คนเดินทางกลางคืน หรือคนกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ จะถูกหักคะแนนความประพฤติด้วยหรือเปล่า

เมื่อเปิดประตูให้ศีลธรรมส่วนตัวเข้ามาเป็นเกณฑ์ สิทธิของประชาชนจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับว่าในเวลานั้นสังคมชอบหรือรังเกียจคนกลุ่มใด

แต่รัฐไม่ควรจ่ายแทนเจ้าของผับ

การบอกว่ารัฐควรช่วยเหลือผู้เสียหาย ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของสถานประกอบการควรหลุดพ้นจากความรับผิด

สองเรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้

รัฐอาจให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิต เพื่อให้ความช่วยเหลือเกิดขึ้นทันที โดยไม่ต้องรอคดีที่อาจยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี

ขณะเดียวกัน เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร ผู้รับเหมา บริษัทประกัน หรือผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดความเสียหาย ก็ยังต้องรับผิดชอบตามกฎหมายอย่างเต็มที่

ถ้ามีความประมาท ก็ต้องชดใช้

ถ้ามีการฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ต้องถูกลงโทษ

ถ้ารัฐจ่ายเงินช่วยเหลือไปก่อน ก็ควรมีระบบเรียกคืนหรือไล่เบี้ยจากผู้รับผิดในภายหลังได้ ไม่ใช่นำภาษีประชาชนไปอุ้มธุรกิจเอกชนอย่างไม่มีเงื่อนไข

กรอบที่สมเหตุสมผลจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “รัฐต้องจ่ายทั้งหมด” กับ “รัฐไม่ต้องเกี่ยวอะไรเลย”

แต่เป็นการแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจนว่า ใครต้องทำอะไร ในช่วงเวลาใด

รัฐช่วยชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า

ผู้ประกอบการและผู้กระทำผิดชดใช้ความเสียหาย

บริษัทประกันจ่ายตามความคุ้มครอง

กระบวนการยุติธรรมสอบสวนและลงโทษผู้รับผิด

รัฐอาจไม่ใช่คนนอกเหตุการณ์

สถานบันเทิงไม่ได้เปิดดำเนินกิจการโดยปราศจากการกำกับดูแล

ตามหลักแล้ว อาคารต้องผ่านการตรวจสอบ มีใบอนุญาต มีระบบป้องกันอัคคีภัย มีทางออกฉุกเฉิน และต้องปฏิบัติตามกฎเรื่องความปลอดภัยและจำนวนผู้ใช้สถานที่

สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้กลไกของรัฐ

ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุร้าย คำถามไม่ควรมีเพียงว่าเจ้าของร้านผิดหรือไม่ แต่ต้องถามด้วยว่า ระบบอนุญาตและการตรวจสอบทำงานอย่างไร

มาตรฐานที่กำหนดเพียงพอหรือไม่

เจ้าหน้าที่ตรวจจริงหรือเพียงตรวจเอกสาร

เคยมีการร้องเรียนหรือพบความผิดปกติมาก่อนหรือไม่

และหากพบข้อบกพร่อง เหตุใดจึงยังปล่อยให้สถานที่เปิดบริการต่อไปได้

แน่นอนว่าไม่ควรด่วนสรุปว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีความผิดก่อนผลสอบสวน แต่ก็ไม่ควรทำเหมือนรัฐเป็นเพียงผู้บริจาคเงินที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับระบบความปลอดภัย

เพราะหน้าที่ของรัฐไม่ได้มีแค่ช่วยหลังเกิดเหตุ แต่รวมถึงการป้องกันไม่ให้เหตุเกิดขึ้นตั้งแต่แรกด้วย

แล้วใครควรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ?

เมื่อความเดือดร้อนในสังคมมีมากมาย เราจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่ใช้ความสงสารหรือกระแสข่าวเป็นตัวกำหนด

เกณฑ์ที่ควรพิจารณาอาจประกอบด้วย ความรุนแรงและความเร่งด่วนของความเสียหาย จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ ความสามารถของผู้เสียหายในการช่วยเหลือตัวเอง การมีผู้รับผิดโดยตรง บทบาทของรัฐในการกำกับดูแล และแหล่งเงินชดเชยอื่นที่มีอยู่

ที่สำคัญ เกณฑ์นั้นต้องใช้กับเหตุการณ์อื่นได้อย่างเสมอหน้า

หากผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้สถานบันเทิงได้รับการช่วยเหลือ ผู้เสียหายจากโรงงานระเบิด รถโดยสารสาธารณะประสบอุบัติเหตุ อาคารถล่ม หรือเหตุสาธารณะในลักษณะใกล้เคียงกัน ก็ควรได้รับการพิจารณาตามมาตรฐานเดียวกัน

ปัญหาที่ควรถกเถียงจึงไม่ใช่ว่า “ทำไมต้องช่วยคนเที่ยวผับ”

แต่ควรถามว่า “เหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่มีระบบเยียวยาผู้ประสบเหตุที่ชัดเจน เป็นมาตรฐาน และไม่ขึ้นอยู่กับว่าเหตุใดกำลังเป็นข่าวดัง”

ความไม่เท่าเทียมในการเยียวยาเป็นปัญหาจริง แต่ทางแก้ไม่ใช่ลดความช่วยเหลือของทุกคนลงให้เท่ากัน ทางแก้คือทำให้ผู้เสียหายจากเหตุประเภทเดียวกันได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมมากขึ้น

ภาษีจากสิ่งที่สังคมรังเกียจ

อีกด้านหนึ่ง สังคมไทยมีความสัมพันธ์ที่ย้อนแย้งกับธุรกิจกลางคืน

รัฐเก็บภาษีจากสุรา เก็บค่าธรรมเนียม เก็บภาษีจากผู้ประกอบการและพนักงาน ตลอดจนรับประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

ในเวลาปกติ เงินจากธุรกิจเหล่านี้ถูกนำไปรวมกับรายได้ของรัฐ และใช้เพื่อบริการสาธารณะเช่นเดียวกับเงินภาษีจากกิจกรรมอื่น

แต่เมื่อเกิดเหตุร้าย กลับมีคนบางกลุ่มบอกว่า ผู้ใช้บริการสถานที่เหล่านี้ไม่ควรได้รับประโยชน์จากภาษีส่วนรวม เพราะสถานที่ดังกล่าวเป็น “อโคจร”

จึงเกิดคำถามว่า หากเงินที่มาจากการดื่มและการเที่ยวกลางคืนดีพอให้รัฐรับไว้ใช้ แล้วเหตุใดคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจเดียวกันจึงไม่ดีพอให้รัฐดูแลเมื่อเกิดภัย?

อย่างไรก็ตาม สิทธิในการได้รับความช่วยเหลือไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าใครจ่ายภาษีมากกว่ากัน

เด็ก คนว่างงาน คนยากจน หรือผู้ไม่มีรายได้ ก็ยังสมควรได้รับการคุ้มครองจากรัฐ

ประเด็นภาษีจึงไม่ได้มีไว้พิสูจน์ว่าคนเที่ยวกลางคืนซื้อสิทธิของตนเองไว้แล้ว แต่มีไว้ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของสังคมที่ยินดีรับประโยชน์จากคนกลุ่มหนึ่ง ขณะเดียวกันกลับดูแคลนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขา

คำว่า “อโคจร” กำลังปิดบังอะไร

คำว่า “สถานที่อโคจร” ดูเหมือนเป็นเพียงคำอธิบายสถานที่ แต่ในข้อถกเถียงนี้ มันทำหน้าที่มากกว่านั้น

มันช่วยทำให้ผู้เสียหายดูเป็นคนที่เลือกความเสื่อมเอง

ทำให้ความตายของเขาดูเป็นผลลัพธ์ที่พอจะคาดเดาและสมควรได้รับ

และทำให้สังคมหันไปสนใจว่าผู้ตายไปทำอะไรที่นั่น แทนที่จะถามว่าสถานที่นั้นปลอดภัยหรือไม่ และใครมีหน้าที่ทำให้มันปลอดภัย

ลองเปลี่ยนสถานที่เกิดเหตุจากผับเป็นวัด โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า หรือโรงภาพยนตร์ โดยคงรายละเอียดด้านความปลอดภัยไว้เหมือนเดิม

เราจะยังกล่าวกับผู้เสียหายว่า “คุณเลือกไปเอง” ด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกันหรือไม่?

หากคำตอบเปลี่ยนไปเพียงเพราะเราเปลี่ยนชื่อของสถานที่ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่หลักความรับผิดชอบ แต่อยู่ที่อคติของเราต่อคนบางกลุ่ม

เราต้องการรัฐแบบไหน

รัฐที่เป็นธรรมไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินให้ทุกคนเท่ากันในทุกเหตุการณ์ และไม่ควรใช้ภาษีไปล้างความผิดให้ผู้ประกอบการ

แต่รัฐก็ควรมีระบบช่วยเหลือประชาชนในยามฉุกเฉิน โดยใช้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และใช้ได้กับทุกคน

การช่วยเหลือควรพิจารณาจากความเสียหายและความจำเป็น

การชดเชยควรพิจารณาจากความรับผิดและความประมาท

การลงโทษควรพิจารณาจากพยานหลักฐานและกฎหมาย

ทั้งสามอย่างนี้ไม่ควรถูกนำมาปนกัน

ผู้เสียหายอาจไม่ได้เป็นคนสมบูรณ์แบบ เขาอาจดื่มเหล้า เที่ยวกลางคืน ตัดสินใจผิดพลาด หรือใช้ชีวิตไม่เหมือนเรา

แต่สิทธิในการได้รับความช่วยเหลือขั้นพื้นฐานไม่ควรขึ้นกับว่าเขาผ่านมาตรฐานความดีของคนส่วนใหญ่หรือไม่

เพราะวันที่เรายอมให้รัฐและสังคมเลือกช่วยเฉพาะ “เหยื่อที่น่าเห็นใจ” เราก็กำลังยอมรับโดยปริยายว่า ชีวิตของบางคนมีค่าน้อยกว่าชีวิตของคนอื่น

และก่อนจะบอกใครว่า “เลือกไปเอง ก็รับผิดชอบตัวเองสิ” เราอาจต้องถามตัวเองให้ชัดเสียก่อนว่า

เรากำลังเสนอหลักการที่พร้อมใช้กับทุกคนจริง ๆ

หรือเพียงกำลังหาคำอธิบาย เพื่อให้เรารู้สึกสบายใจกับความตายของคนที่เราไม่ชอบ?

เมื่อลูกมีไข้ เรากำลังดูแลลูก หรือกำลังไล่ล่าตัวเลขบนปรอท?

ในความทรงจำของเด็กไทยจำนวนมาก การมีไข้มักมาพร้อมกับพิธีกรรมบางอย่างที่แทบทุกบ้านทำเหมือนกัน ถูกปลุกขึ้นมากินยาตอนดึก ถูกเช็ดตัวซ้ำแล้วซ้ำอีก...