หลังเกิดเหตุไฟไหม้สถานบันเทิง สิ่งหนึ่งที่ตามมาควบคู่กับข่าวความสูญเสีย คือข้อถกเถียงว่า ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บควรได้รับการเยียวยาจากรัฐบาลหรือไม่
บางคนมองว่าไม่ควร
เหตุผลง่าย ๆ คือ คนเหล่านั้นสมัครใจไปเที่ยวเอง ไม่มีใครบังคับให้เข้าไปในผับหรือบาร์ เมื่อเกิดเหตุจึงควรเป็นหน้าที่ของเจ้าของสถานประกอบการ ไม่ใช่นำภาษีของประชาชนทั้งประเทศไปช่วยเหลือคนที่เลือกเข้าไปใน “สถานที่อโคจร”
เมื่อฟังเพียงผิวเผิน เหตุผลนี้อาจดูสมเหตุสมผลอยู่บ้าง
เพราะในแต่ละวันมีประชาชนเดือดร้อนจากอุบัติเหตุสารพัด รถชน รถคว่ำ บ้านไฟไหม้ ตกงาน เจ็บป่วย หรือสูญเสียคนในครอบครัว หากรัฐต้องจ่ายเงินเยียวยาทุกความเสียหายโดยไม่มีกฎเกณฑ์ งบประมาณก็คงไม่มีวันเพียงพอ
และถ้าความเสียหายนั้นเกิดในสถานประกอบการเอกชน เจ้าของกิจการก็ควรเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐนำภาษีส่วนรวมมาจ่ายแทน แล้วผู้ประกอบการก็ลอยตัว
คำถามนี้จึงไม่ใช่คำถามไร้สาระ
แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ หลายคนไม่ได้หยุดอยู่แค่ข้อถกเถียงเรื่องขอบเขตความรับผิดของรัฐ กลับก้าวข้ามไปตัดสินคุณค่าของผู้เสียหายว่า เพราะเขาเลือกไปเที่ยวกลางคืน เขาจึงไม่สมควรได้รับความช่วยเหลือ
ตรงนี้เองที่เหตุผลเริ่มเปลี่ยนจากเรื่องนโยบาย กลายเป็นการพิพากษาทางศีลธรรม
สมัครใจไป ไม่ได้แปลว่าสมัครใจตาย
คนที่เข้าไปในผับ สมัครใจไปดื่ม ไปฟังเพลง ไปพบเพื่อน หรือไปพักผ่อนหลังเลิกงาน
เขาอาจยอมรับความเสี่ยงบางอย่าง เช่น อาจเมา อาจเสียเงิน หรืออาจกลับบ้านดึก แต่ไม่ได้หมายความว่าเขายอมรับให้อาคารไม่มีทางหนีไฟเพียงพอ ระบบเตือนภัยใช้งานไม่ได้ วัสดุตกแต่งลุกไหม้อย่างรวดเร็ว หรือมีคนเข้าไปมากเกินกว่าที่สถานที่จะรองรับได้อย่างปลอดภัย
การสมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมอย่างหนึ่ง ไม่ได้เท่ากับการยินยอมรับความประมาททุกชนิดที่อาจเกิดขึ้นในสถานที่นั้น
คนขึ้นรถโดยสารก็สมัครใจขึ้นรถ แต่ไม่ได้แปลว่าเขายินยอมให้คนขับเมา หรือยอมให้บริษัทนำรถที่เบรกชำรุดออกมาวิ่ง
คนไปกินอาหารที่ร้านก็สมัครใจไปเอง แต่ไม่ได้แปลว่าเขายอมรับการระเบิดของถังแก๊ส หรือการพังถล่มของอาคารที่ไม่ได้มาตรฐาน
คนไปดูคอนเสิร์ตก็สมัครใจไป แต่ไม่ได้หมายความว่า หากเวทีถล่ม ประตูทางออกถูกปิด หรือผู้จัดปล่อยคนเข้าเกินจำนวน ผู้เสียหายจะต้องยอมรับชะตากรรมเพราะ “เลือกไปเอง”
เราจึงต้องแยกให้ออกระหว่างความเสี่ยงปกติที่ผู้ใช้บริการพอจะคาดหมายได้ กับความเสี่ยงที่เกิดจากความประมาท การฝ่าฝืนกฎหมาย หรือความล้มเหลวของระบบความปลอดภัย
หากไม่แยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน คำว่า “สมัครใจ” ก็จะกลายเป็นข้ออ้างสารพัดประโยชน์สำหรับปัดความรับผิด
เงินเยียวยาไม่ใช่รางวัลสำหรับคนประพฤติดี
อีกความเข้าใจหนึ่งที่ควรทบทวน คือการมองเงินเยียวยาราวกับเป็นเงินรางวัลที่รัฐมอบให้เฉพาะประชาชนที่ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องตามมาตรฐานศีลธรรม
แต่ความจริง การเยียวยามีหน้าที่บรรเทาความเสียหาย ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าใครเป็นคนดี
ครอบครัวที่สูญเสียผู้หารายได้หลักอาจต้องเผชิญทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าจัดการศพ หนี้สิน และรายได้ที่หายไปทันที เด็กบางคนอาจสูญเสียพ่อแม่ พ่อแม่บางคนอาจสูญเสียลูกที่เป็นผู้ดูแลครอบครัว
ความช่วยเหลือเบื้องต้นจึงมีไว้เพื่อไม่ให้ความสูญเสียหนึ่งครั้งลากทั้งครอบครัวให้ตกลงไปในหลุมที่ลึกกว่าเดิม
หากรัฐต้องตรวจความดีของผู้เสียหายก่อนช่วย เราจะใช้หลักอะไรตรวจ?
คนขับรถเร็วแล้วประสบอุบัติเหตุสมควรได้รับการรักษาหรือไม่
คนสูบบุหรี่แล้วเป็นมะเร็งสมควรใช้สิทธิรักษาพยาบาลหรือไม่
คนสร้างบ้านในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากควรถูกตัดสิทธิ์ช่วยเหลือหรือไม่
คนเล่นกีฬาที่มีความเสี่ยง คนปีนเขา คนเดินทางกลางคืน หรือคนกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ จะถูกหักคะแนนความประพฤติด้วยหรือเปล่า
เมื่อเปิดประตูให้ศีลธรรมส่วนตัวเข้ามาเป็นเกณฑ์ สิทธิของประชาชนจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับว่าในเวลานั้นสังคมชอบหรือรังเกียจคนกลุ่มใด
แต่รัฐไม่ควรจ่ายแทนเจ้าของผับ
การบอกว่ารัฐควรช่วยเหลือผู้เสียหาย ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของสถานประกอบการควรหลุดพ้นจากความรับผิด
สองเรื่องนี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
รัฐอาจให้ความช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิต เพื่อให้ความช่วยเหลือเกิดขึ้นทันที โดยไม่ต้องรอคดีที่อาจยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี
ขณะเดียวกัน เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร ผู้รับเหมา บริษัทประกัน หรือผู้ที่มีส่วนทำให้เกิดความเสียหาย ก็ยังต้องรับผิดชอบตามกฎหมายอย่างเต็มที่
ถ้ามีความประมาท ก็ต้องชดใช้
ถ้ามีการฝ่าฝืนกฎหมาย ก็ต้องถูกลงโทษ
ถ้ารัฐจ่ายเงินช่วยเหลือไปก่อน ก็ควรมีระบบเรียกคืนหรือไล่เบี้ยจากผู้รับผิดในภายหลังได้ ไม่ใช่นำภาษีประชาชนไปอุ้มธุรกิจเอกชนอย่างไม่มีเงื่อนไข
กรอบที่สมเหตุสมผลจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง “รัฐต้องจ่ายทั้งหมด” กับ “รัฐไม่ต้องเกี่ยวอะไรเลย”
แต่เป็นการแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจนว่า ใครต้องทำอะไร ในช่วงเวลาใด
รัฐช่วยชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า
ผู้ประกอบการและผู้กระทำผิดชดใช้ความเสียหาย
บริษัทประกันจ่ายตามความคุ้มครอง
กระบวนการยุติธรรมสอบสวนและลงโทษผู้รับผิด
รัฐอาจไม่ใช่คนนอกเหตุการณ์
สถานบันเทิงไม่ได้เปิดดำเนินกิจการโดยปราศจากการกำกับดูแล
ตามหลักแล้ว อาคารต้องผ่านการตรวจสอบ มีใบอนุญาต มีระบบป้องกันอัคคีภัย มีทางออกฉุกเฉิน และต้องปฏิบัติตามกฎเรื่องความปลอดภัยและจำนวนผู้ใช้สถานที่
สิ่งเหล่านี้ล้วนอยู่ภายใต้กลไกของรัฐ
ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุร้าย คำถามไม่ควรมีเพียงว่าเจ้าของร้านผิดหรือไม่ แต่ต้องถามด้วยว่า ระบบอนุญาตและการตรวจสอบทำงานอย่างไร
มาตรฐานที่กำหนดเพียงพอหรือไม่
เจ้าหน้าที่ตรวจจริงหรือเพียงตรวจเอกสาร
เคยมีการร้องเรียนหรือพบความผิดปกติมาก่อนหรือไม่
และหากพบข้อบกพร่อง เหตุใดจึงยังปล่อยให้สถานที่เปิดบริการต่อไปได้
แน่นอนว่าไม่ควรด่วนสรุปว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีความผิดก่อนผลสอบสวน แต่ก็ไม่ควรทำเหมือนรัฐเป็นเพียงผู้บริจาคเงินที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับระบบความปลอดภัย
เพราะหน้าที่ของรัฐไม่ได้มีแค่ช่วยหลังเกิดเหตุ แต่รวมถึงการป้องกันไม่ให้เหตุเกิดขึ้นตั้งแต่แรกด้วย
แล้วใครควรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ?
เมื่อความเดือดร้อนในสังคมมีมากมาย เราจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ ไม่ใช่ใช้ความสงสารหรือกระแสข่าวเป็นตัวกำหนด
เกณฑ์ที่ควรพิจารณาอาจประกอบด้วย ความรุนแรงและความเร่งด่วนของความเสียหาย จำนวนผู้ได้รับผลกระทบ ความสามารถของผู้เสียหายในการช่วยเหลือตัวเอง การมีผู้รับผิดโดยตรง บทบาทของรัฐในการกำกับดูแล และแหล่งเงินชดเชยอื่นที่มีอยู่
ที่สำคัญ เกณฑ์นั้นต้องใช้กับเหตุการณ์อื่นได้อย่างเสมอหน้า
หากผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหม้สถานบันเทิงได้รับการช่วยเหลือ ผู้เสียหายจากโรงงานระเบิด รถโดยสารสาธารณะประสบอุบัติเหตุ อาคารถล่ม หรือเหตุสาธารณะในลักษณะใกล้เคียงกัน ก็ควรได้รับการพิจารณาตามมาตรฐานเดียวกัน
ปัญหาที่ควรถกเถียงจึงไม่ใช่ว่า “ทำไมต้องช่วยคนเที่ยวผับ”
แต่ควรถามว่า “เหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่มีระบบเยียวยาผู้ประสบเหตุที่ชัดเจน เป็นมาตรฐาน และไม่ขึ้นอยู่กับว่าเหตุใดกำลังเป็นข่าวดัง”
ความไม่เท่าเทียมในการเยียวยาเป็นปัญหาจริง แต่ทางแก้ไม่ใช่ลดความช่วยเหลือของทุกคนลงให้เท่ากัน ทางแก้คือทำให้ผู้เสียหายจากเหตุประเภทเดียวกันได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมมากขึ้น
ภาษีจากสิ่งที่สังคมรังเกียจ
อีกด้านหนึ่ง สังคมไทยมีความสัมพันธ์ที่ย้อนแย้งกับธุรกิจกลางคืน
รัฐเก็บภาษีจากสุรา เก็บค่าธรรมเนียม เก็บภาษีจากผู้ประกอบการและพนักงาน ตลอดจนรับประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
ในเวลาปกติ เงินจากธุรกิจเหล่านี้ถูกนำไปรวมกับรายได้ของรัฐ และใช้เพื่อบริการสาธารณะเช่นเดียวกับเงินภาษีจากกิจกรรมอื่น
แต่เมื่อเกิดเหตุร้าย กลับมีคนบางกลุ่มบอกว่า ผู้ใช้บริการสถานที่เหล่านี้ไม่ควรได้รับประโยชน์จากภาษีส่วนรวม เพราะสถานที่ดังกล่าวเป็น “อโคจร”
จึงเกิดคำถามว่า หากเงินที่มาจากการดื่มและการเที่ยวกลางคืนดีพอให้รัฐรับไว้ใช้ แล้วเหตุใดคนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจเดียวกันจึงไม่ดีพอให้รัฐดูแลเมื่อเกิดภัย?
อย่างไรก็ตาม สิทธิในการได้รับความช่วยเหลือไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าใครจ่ายภาษีมากกว่ากัน
เด็ก คนว่างงาน คนยากจน หรือผู้ไม่มีรายได้ ก็ยังสมควรได้รับการคุ้มครองจากรัฐ
ประเด็นภาษีจึงไม่ได้มีไว้พิสูจน์ว่าคนเที่ยวกลางคืนซื้อสิทธิของตนเองไว้แล้ว แต่มีไว้ชี้ให้เห็นความย้อนแย้งของสังคมที่ยินดีรับประโยชน์จากคนกลุ่มหนึ่ง ขณะเดียวกันกลับดูแคลนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขา
คำว่า “อโคจร” กำลังปิดบังอะไร
คำว่า “สถานที่อโคจร” ดูเหมือนเป็นเพียงคำอธิบายสถานที่ แต่ในข้อถกเถียงนี้ มันทำหน้าที่มากกว่านั้น
มันช่วยทำให้ผู้เสียหายดูเป็นคนที่เลือกความเสื่อมเอง
ทำให้ความตายของเขาดูเป็นผลลัพธ์ที่พอจะคาดเดาและสมควรได้รับ
และทำให้สังคมหันไปสนใจว่าผู้ตายไปทำอะไรที่นั่น แทนที่จะถามว่าสถานที่นั้นปลอดภัยหรือไม่ และใครมีหน้าที่ทำให้มันปลอดภัย
ลองเปลี่ยนสถานที่เกิดเหตุจากผับเป็นวัด โรงเรียน ห้างสรรพสินค้า หรือโรงภาพยนตร์ โดยคงรายละเอียดด้านความปลอดภัยไว้เหมือนเดิม
เราจะยังกล่าวกับผู้เสียหายว่า “คุณเลือกไปเอง” ด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกันหรือไม่?
หากคำตอบเปลี่ยนไปเพียงเพราะเราเปลี่ยนชื่อของสถานที่ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่หลักความรับผิดชอบ แต่อยู่ที่อคติของเราต่อคนบางกลุ่ม
เราต้องการรัฐแบบไหน
รัฐที่เป็นธรรมไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินให้ทุกคนเท่ากันในทุกเหตุการณ์ และไม่ควรใช้ภาษีไปล้างความผิดให้ผู้ประกอบการ
แต่รัฐก็ควรมีระบบช่วยเหลือประชาชนในยามฉุกเฉิน โดยใช้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และใช้ได้กับทุกคน
การช่วยเหลือควรพิจารณาจากความเสียหายและความจำเป็น
การชดเชยควรพิจารณาจากความรับผิดและความประมาท
การลงโทษควรพิจารณาจากพยานหลักฐานและกฎหมาย
ทั้งสามอย่างนี้ไม่ควรถูกนำมาปนกัน
ผู้เสียหายอาจไม่ได้เป็นคนสมบูรณ์แบบ เขาอาจดื่มเหล้า เที่ยวกลางคืน ตัดสินใจผิดพลาด หรือใช้ชีวิตไม่เหมือนเรา
แต่สิทธิในการได้รับความช่วยเหลือขั้นพื้นฐานไม่ควรขึ้นกับว่าเขาผ่านมาตรฐานความดีของคนส่วนใหญ่หรือไม่
เพราะวันที่เรายอมให้รัฐและสังคมเลือกช่วยเฉพาะ “เหยื่อที่น่าเห็นใจ” เราก็กำลังยอมรับโดยปริยายว่า ชีวิตของบางคนมีค่าน้อยกว่าชีวิตของคนอื่น
และก่อนจะบอกใครว่า “เลือกไปเอง ก็รับผิดชอบตัวเองสิ” เราอาจต้องถามตัวเองให้ชัดเสียก่อนว่า
เรากำลังเสนอหลักการที่พร้อมใช้กับทุกคนจริง ๆ
หรือเพียงกำลังหาคำอธิบาย เพื่อให้เรารู้สึกสบายใจกับความตายของคนที่เราไม่ชอบ?