แก้มายาคติเรื่องพระเจ้าตาก รัชกาลที่ 1 และรัฐประหาร พ.ศ. 2325 ด้วยหลักฐานเท่าที่เรามี
เวลาเรื่องพระเจ้าตากสินกับรัชกาลที่ 1 ถูกหยิบมาคุยกันในอินเทอร์เน็ต มักจะจบลงด้วยเรื่องเล่าอยู่สองแบบ
แบบแรกคือ
“ปลายรัชกาลพระเจ้าตากเสียพระสติ บ้านเมืองวุ่นวาย รัชกาลที่ 1 จึงกลับมากอบกู้สถานการณ์และขึ้นครองราชย์”
อีกแบบหนึ่งกลับตรงกันข้าม
“พระเจ้าตากไม่ได้บ้า แต่ไปขัดผลประโยชน์ขุนนางและนายทุน จึงถูกรวมหัวกันโค่น แล้วรัชกาลที่ 1 ก็ยึดบัลลังก์ไป”
ปัญหาคือ เมื่อกลับไปดูหลักฐานจริง ๆ เราจะพบว่า ทั้งสองเรื่องง่ายเกินไป
เหตุการณ์ใน พ.ศ. 2325 เป็นวิกฤตการเมืองที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก และหลักฐานจำนวนไม่น้อยก็ถูกบันทึกหรือชำระภายหลัง โดยเฉพาะในสมัยราชวงศ์ที่ขึ้นมาหลังเหตุการณ์แล้ว
ดังนั้น ถ้าจะพยายามเข้าใกล้ความจริงที่สุด วิธีที่เหมาะกว่าคือเริ่มจากสิ่งที่เรารู้ค่อนข้างแน่ แล้วค่อยแยกให้ชัดว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือข้อสันนิษฐาน และอะไรคือเรื่องเล่าที่คนรุ่นหลังเติมเข้าไป
ก่อนจะถามว่าใคร “แย่ง” ใคร ต้องย้อนกลับไปดูว่ารัฐธนบุรีเกิดขึ้นอย่างไร
พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาแตก
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ใช่การมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมารับช่วงต่ออย่างเรียบร้อย แต่เป็นการแตกตัวของอำนาจออกเป็นหลายกลุ่ม หลายชุมนุม
พระยาตากเป็นหนึ่งในผู้นำเหล่านั้น และกลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด
พระองค์รวบรวมกำลัง ยึดพื้นที่สำคัญ ปราบคู่แข่ง และสถาปนาศูนย์กลางใหม่ที่ธนบุรี ก่อนขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือที่เรารู้จักกันในชื่อพระเจ้าตากสิน
ความสำเร็จตรงนี้ไม่ควรถูกลดทอน
การรวบรวมรัฐกลับขึ้นมาได้หลังอยุธยาพังทลายถือเป็นผลงานทางทหารและการเมืองขนาดใหญ่มาก และตลอดรัชกาลประมาณ 15 ปี รัฐธนบุรีก็อยู่ในภาวะสงครามแทบไม่หยุด ทั้งกับพม่า ล้านนา ลาว เขมร และการรวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ
แต่สิ่งนี้เองก็ทำให้รัฐธนบุรีมีลักษณะพิเศษ
มันเป็น รัฐที่เกิดจากสงครามและยืนอยู่บนเครือข่ายของขุนศึกและบุคคลทรงอำนาจ มากกว่าจะเป็นระบบการเมืองที่นิ่งและลงตัวแล้ว
และหนึ่งในขุนศึกที่สำคัญที่สุดของพระเจ้าตากก็คือชายชื่อ “ทองด้วง”
ผู้ซึ่งต่อมาคือรัชกาลที่ 1
ร.1 ไม่ได้เริ่มต้นในฐานะศัตรูของพระเจ้าตาก
ตรงนี้เป็นมายาคติอีกอย่างที่มักเกิดจากการรู้ตอนจบก่อน แล้วเอาตอนจบย้อนกลับไปอธิบายตอนต้น
เมื่อเรารู้ว่าทองด้วงสุดท้ายได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ เราจึงเผลอมองความสัมพันธ์ก่อนหน้านั้นเหมือนเป็นคู่แข่งชิงอำนาจกันมาตลอด
แต่หลักฐานไม่ได้บอกเช่นนั้น
ทองด้วงและบุญมา น้องชายของเขา เข้ารับราชการในรัฐธนบุรี และก้าวขึ้นมามีอำนาจจากการทำสงครามให้พระเจ้าตาก
ทองด้วงได้รับตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เป็นแม่ทัพระดับสูงสุดคนหนึ่งของรัฐ
ดังนั้น อย่างน้อยตลอดช่วงใหญ่ของรัชกาล ทั้งสองไม่ได้ยืนอยู่คนละฝั่ง
กลับกัน เจ้าพระยาจักรีเป็นหนึ่งในคนที่ทำให้รัฐธนบุรีขยายและมั่นคงขึ้นเสียด้วยซ้ำ
สิ่งที่เรา ไม่มีหลักฐานเพียงพอจะพูด ก็คือ เจ้าพระยาจักรีคิดจะชิงราชสมบัติมาตั้งแต่เมื่อใด หรือเคยคิดหรือไม่
การพูดว่า
“ร.1 รอจังหวะยึดอำนาจพระเจ้าตากมาตลอด”
จึงเป็นการใส่เจตนาเข้าไปในหัวคนในอดีต โดยที่หลักฐานยังพาเราไปไม่ถึงตรงนั้น
แล้วปลายรัชกาลพระเจ้าตากเกิดอะไรขึ้น?
นี่คือส่วนที่อ่อนไหวที่สุดของเรื่องทั้งหมด
พระราชพงศาวดารที่ชำระในสมัยรัตนโกสินทร์เล่าว่า ช่วงปลายรัชกาลพระเจ้าตากมีพระราชพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
มีเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น ความเชื่อเกี่ยวกับสถานะทางธรรมของพระองค์ ความขัดแย้งกับพระสงฆ์ รวมถึงการลงโทษขุนนางและผู้คนอย่างรุนแรง
จากเรื่องเหล่านี้จึงเกิดคำอธิบายในประวัติศาสตร์แบบเก่าว่า
“พระเจ้าตากเสียพระสติ”
แต่ปัญหาคือ เราไม่สามารถนำบันทึกจากศตวรรษที่ 18 มาวินิจฉัยโรคทางจิตเวชย้อนหลังได้ง่าย ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น พงศาวดารหลายฉบับถูกชำระภายใต้ราชวงศ์ที่ขึ้นมาหลังพระเจ้าตาก จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่นักประวัติศาสตร์จะตั้งคำถามว่า เรื่องเหล่านี้อาจได้รับอิทธิพลจากความจำเป็นในการอธิบายว่าเหตุใดการเปลี่ยนราชวงศ์จึงมีความชอบธรรม
แต่การกระโดดไปอีกด้านแล้วบอกว่า
“เรื่องพระเจ้าตากมีปัญหาปลายรัชกาลทั้งหมดเป็นเรื่องที่ราชวงศ์จักรีแต่งขึ้น”
ก็ไม่ตรงกับหลักฐานเช่นกัน
เพราะมีแหล่งข้อมูลจากชาวต่างชาติในช่วงใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่รายงานถึงบรรยากาศความตึงเครียด ความรุนแรง และความไม่พอใจในช่วงปลายรัชกาลด้วย แม้บันทึกบางชิ้นจะเขียนขึ้นภายหลังจากข่าวที่ผู้เขียนได้รับ และจึงต้องอ่านอย่างระมัดระวังก็ตาม
ดังนั้น สิ่งที่พูดได้อย่างปลอดภัยกว่าคือ
ปลายรัชกาลธนบุรีมีวิกฤตทางการเมืองจริง
แต่
พระเจ้าตาก “บ้า” หรือไม่ เป็นคำถามที่หลักฐานไม่สามารถตอบได้อย่างมั่นใจในระดับเดียวกัน
แล้วเรื่อง “พระเจ้าตากขัดนายทุน จึงถูกโค่น” จริงไหม?
เรื่องนี้ได้รับความนิยมมาก เพราะมันเป็นเรื่องเล่าที่เข้ากับความรู้สึกทางการเมืองสมัยใหม่
เรื่องมักถูกเล่าว่า
พระเจ้าตากทรงเข้มงวดกับการกักตุนสินค้า ลงโทษพ่อค้าและขุนนางที่เอาเปรียบประชาชน จึงไปกระทบผลประโยชน์ของนายทุนและชนชั้นนำ
คนเหล่านั้นจึงรวมตัวกันโค่นพระองค์ แล้วเรียกเจ้าพระยาจักรีกลับมาขึ้นครองราชย์
ฟังแล้วต่อกันสวยมาก
แต่ปัญหาคือ หลักฐานยังต่อกันไม่สวยขนาดนั้น
เรารู้ว่าพ่อค้า โดยเฉพาะเครือข่ายการค้าจีน มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจธนบุรี และมีหลักฐานว่าความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าตากกับกลุ่มคนบางส่วนเสื่อมลงในช่วงปลายรัชกาล
แต่ยังไม่มีหลักฐานที่สามารถต่อสายเหตุการณ์ได้ชัดเจนว่า
มาตรการทางเศรษฐกิจ → นายทุนเสียผลประโยชน์ → นายทุนจับมือขุนนาง → วางแผนล้มพระเจ้าตาก → เรียกเจ้าพระยาจักรีกลับมา
นี่เป็นความแตกต่างสำคัญระหว่าง
“เป็นไปได้”
กับ
“มีหลักฐานว่าเกิดขึ้น”
ดังนั้น คำอธิบายเรื่อง “นายทุนร่วมกันโค่นพระเจ้าตาก” อาจเป็นสมมุติฐานให้ศึกษาได้
แต่ยังไม่ควรเล่าเหมือนเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว
ก่อนจะถึงรัฐประหาร ต้องรู้จัก “พระยาสรรค์” ก่อน
ตรงนี้เป็นจุดที่หลายคนไม่รู้ และทำให้เรื่องพระเจ้าตากกับรัชกาลที่ 1 ถูกเล่าผิดลำดับบ่อยมาก
เพราะคนที่เข้ายึดกรุงธนบุรีและทำให้พระเจ้าตากสูญเสียอำนาจในตอนแรก ไม่ใช่เจ้าพระยาจักรี
แต่คือ พระยาสรรค์ หรือพระยาสรรคบุรี
พระยาสรรค์เป็นเจ้าเมืองสรรค์บุรี เมืองสำคัญบริเวณลุ่มเจ้าพระยาตอนบน แถบจังหวัดชัยนาทในปัจจุบัน
ตำแหน่ง “พระยา” ในเวลานั้นไม่ใช่ยศเชิงพิธีการอย่างเดียว แต่หมายถึงขุนนางระดับสูงที่มีทั้งอำนาจปกครองคน และสามารถระดมกำลังจากหัวเมืองได้
เขาจึงไม่ใช่ขุนนางโนเนมที่อยู่ดี ๆ ก็พาคนไม่กี่ร้อยคนเดินเข้าวัง
อย่างไรก็ตาม ประวัติส่วนตัวของพระยาสรรค์ก่อน พ.ศ. 2325 มีหลักฐานเหลืออยู่น้อยมาก เราไม่รู้ปีเกิด ไม่รู้เส้นทางชีวิตทั้งหมด และไม่รู้แน่ชัดว่าเขาสร้างเครือข่ายทางการเมืองไว้มากเพียงใด
สิ่งที่เรารู้ชัดกว่ากลับเป็นบทบาทของเขาในช่วงไม่กี่สัปดาห์สุดท้ายของกรุงธนบุรี
และเรื่องนี้มีจุดพลิกที่น่าสนใจมาก
เดิมทีพระเจ้าตากไม่ได้ส่งพระยาสรรค์ไปก่อกบฏ แต่ส่งไปปราบกบฏ
ก่อนการล่มสลายของกรุงธนบุรี เกิดความไม่สงบขึ้นบริเวณกรุงเก่าหรืออยุธยา
กลุ่มผู้ก่อการมีบุคคลที่พงศาวดารระบุถึง เช่น ขุนสุระ นายบุนนาค บ้านแม่ลา และขุนแก้ว
โดยขุนแก้วมีความสัมพันธ์เป็นน้องชายของพระยาสรรค์
พระเจ้าตากจึงมีพระบัญชาให้พระยาสรรค์ยกกำลังขึ้นไปปราบความไม่สงบ
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะหมายความว่า ก่อนเหตุการณ์รัฐประหาร พระยาสรรค์ยังได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลธนบุรีในระดับหนึ่ง
คนที่จะถูกส่งไปปราบกบฏต้องเป็นขุนนางที่คุมคนได้ มีกำลังอยู่ในมือ และมีสถานะเพียงพอจะจัดการสถานการณ์
แต่เมื่อพระยาสรรค์ไปถึงกรุงเก่า เหตุการณ์กลับพลิก
แทนที่จะปราบฝ่ายก่อการ เขากลับเข้าร่วมกับฝ่ายนั้น และกลายเป็นผู้นำกำลังที่เคลื่อนลงมายังกรุงธนบุรี
เหตุผลที่เขาเปลี่ยนฝ่ายคืออะไร?
ตรงนี้หลักฐานไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน
การที่ขุนแก้วซึ่งเป็นน้องชายอยู่ฝ่ายก่อการย่อมเป็นปัจจัยที่น่าสงสัย แต่เราไม่สามารถสรุปได้ง่าย ๆ ว่า “เพราะช่วยน้อง” เพียงอย่างเดียว
เป็นไปได้ว่าเขาเห็นว่ารัฐบาลธนบุรีกำลังอ่อนแอ
เป็นไปได้ว่าเขามีความไม่พอใจพระเจ้าตากอยู่ก่อน
เป็นไปได้ว่าเขาได้เจรจากับขุนนางกลุ่มอื่น
หรืออาจเป็นหลายเหตุผลประกอบกัน
แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็น สมมุติฐานเรื่องแรงจูงใจ
สิ่งที่เรารู้แน่กว่าคือ
พระยาสรรค์เปลี่ยนจากผู้ถูกส่งไปปราบกบฏ มาเป็นหนึ่งในผู้นำฝ่ายก่อการเอง
แล้วพระยาสรรค์ทำรัฐประหารสำเร็จได้อย่างไร?
คำตอบสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาเก่งเหนือทุกคน
แต่อยู่ที่ จังหวะ
ในขณะนั้นกำลังทหารสำคัญของธนบุรีจำนวนมากไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งเป็นแม่ทัพที่มีอำนาจสูงที่สุดคนหนึ่งของรัฐ กำลังนำกองทัพอยู่ทางกัมพูชา
น้องชายของเขา เจ้าพระยาสุรสีห์ ก็อยู่ในแนวรบเช่นกัน
พูดง่าย ๆ คือ ในจังหวะที่วิกฤตการเมืองระเบิดขึ้น
แม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดของรัฐไม่ได้อยู่กรุงธนบุรี
ขณะที่พระยาสรรค์เองมีทั้งฐานะเจ้าเมือง กำลังจากหัวเมือง และกำลังของฝ่ายก่อการจากกรุงเก่ามาสมทบ
เมื่อกำลังของเขาเคลื่อนลงมาถึงธนบุรี จึงไม่ได้เป็นการที่ขุนนางคนเดียวบุกวังอย่างบ้าบิ่น
แต่มันคือการเคลื่อนกำลังของฝ่ายการเมืองที่มีอาวุธ ในจังหวะที่รัฐบาลกลางกำลังอ่อนแอและกำลังหลักจำนวนมากอยู่ห่างออกไป
ตามพงศาวดาร พระยาสรรค์สามารถเข้าควบคุมกรุงธนบุรี บังคับให้พระเจ้าตากออกจากอำนาจและทรงผนวช
จากนั้นพระยาสรรค์ก็เข้าควบคุมราชการบ้านเมืองเสียเอง
ถ้าใช้ศัพท์การเมืองสมัยใหม่โดยไม่ยึดติดกับคำโบราณ เหตุการณ์นี้จึงมีลักษณะใกล้เคียงกับ
รัฐประหารโดยขุนนางและกำลังทหารในช่วงที่ศูนย์กลางอำนาจอ่อนแอ
มากกว่าภาพว่าเป็นเพียง “ประชาชนลุกฮือเพราะทนกษัตริย์ไม่ได้”
พระยาสรรค์ต้องการเป็นกษัตริย์เองหรือไม่?
นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก
แต่หลักฐานยังไม่ชัดพอจะตอบ
เรารู้ว่า หลังพระเจ้าตากสูญเสียอำนาจ พระยาสรรค์เข้าควบคุมราชการ
แต่เราไม่รู้แน่ว่าเป้าหมายสูงสุดของเขาคืออะไร
เขาต้องการขึ้นครองราชย์เอง?
ต้องการตั้งคนอื่น?
ต้องการเปลี่ยนผู้ปกครองแล้วรักษาระบบเดิม?
หรือเพียงต้องการกำจัดพระเจ้าตากแล้วค่อยดูสถานการณ์?
ไม่มีหลักฐานพอจะฟันธง
สิ่งที่รู้คือ อำนาจของพระยาสรรค์อยู่ได้ไม่นาน
เพราะในเวลาเดียวกัน กองทัพอีกฝ่ายหนึ่งกำลังเดินทางกลับมา
และผู้นำของกองทัพนั้นคือ
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
ดังนั้น คนที่โค่นพระเจ้าตากโดยตรงคือ ร.1 หรือไม่?
ถ้าดูตามลำดับเหตุการณ์
ไม่ใช่
ในช่วงที่พระยาสรรค์เข้ายึดกรุงธนบุรี เจ้าพระยาจักรียังอยู่ทางกัมพูชา
เมื่อเจ้าพระยาจักรีกลับมาถึงเมืองหลวง พระเจ้าตากได้สูญเสียอำนาจไปแล้ว
นี่เป็นจุดสำคัญมาก
เพราะมันทำให้ประโยคว่า
“ร.1 ยกทัพกลับมาโค่นพระเจ้าตากแล้วชิงบัลลังก์”
ไม่ตรงกับลำดับเหตุการณ์เท่าไร
ผู้ที่ลงมือยึดอำนาจในกรุงและทำให้พระเจ้าตากหมดอำนาจก่อน คือพระยาสรรค์และฝ่ายของเขา
แต่ตรงนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า
ร.1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนราชวงศ์
เพราะหลังจากนั้นเจ้าพระยาจักรีคือผู้ที่กลับมา ควบคุมสถานการณ์ จัดการฝ่ายพระยาสรรค์ และกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด
เมื่อเจ้าพระยาจักรีกลับมา เกิดอะไรขึ้น?
เมื่อข่าวความวุ่นวายในธนบุรีไปถึงกองทัพ เจ้าพระยาจักรีก็ยกกำลังกลับมา
เมื่อมาถึง เขาไม่ได้พบกับรัฐธนบุรีในสภาพปกติแล้ว
กษัตริย์องค์เดิมถูกถอดจากอำนาจ
พระยาสรรค์คุมกรุง
ขุนนางและกำลังทหารแบ่งฝ่าย
และระเบียบการเมืองเดิมแทบพังไปแล้ว
เจ้าพระยาจักรีจึงเข้าควบคุมสถานการณ์
ฝ่ายพระยาสรรค์ถูกจัดการ
พระเจ้าตากถูกนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณา และสุดท้ายถูกประหาร
จากนั้นเจ้าพระยาจักรีขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ. 2325 และกลายเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี
ก่อนย้ายศูนย์กลางราชธานีจากฝั่งธนบุรีมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา
กำเนิดกรุงรัตนโกสินทร์
ถ้าอย่างนั้น ร.1 “แย่งบัลลังก์” พระเจ้าตากหรือไม่?
คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเราใช้คำว่า “แย่ง” หมายถึงอะไร
ถ้าหมายถึง
ร.1 เป็นผู้เริ่มกบฏ ยกทัพกลับมา จับพระเจ้าตากจากบัลลังก์ แล้วชิงราชสมบัติ
หลักฐานที่มีอยู่ ไม่รองรับลำดับแบบนั้น
เพราะพระเจ้าตากเสียอำนาจไปก่อนเจ้าพระยาจักรีกลับมา
แต่ถ้าหมายถึง
หลังพระเจ้าตากถูกโค่น ร.1 กลับมาควบคุมสถานการณ์ เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในกระบวนการที่ลงท้ายด้วยการประหารพระเจ้าตาก แล้วขึ้นครองราชย์แทน
อันนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้น
ดังนั้น ความจริงจึงอยู่ตรงกลางระหว่างสองเรื่องเล่าสุดขั้ว
“ร.1 วางแผนปล้นบัลลังก์พระเจ้าตากทั้งหมด”
กับ
“ร.1 ไม่เกี่ยวอะไรเลย เพียงถูกเชิญกลับมากอบกู้บ้านเมือง”
ทั้งสองประโยคพูดมากกว่าที่หลักฐานอนุญาต
เป็นไปได้ไหมว่า ร.1 อยู่เบื้องหลังพระยาสรรค์ตั้งแต่ต้น?
คำตอบคือ
เป็นไปได้
แต่ต้องเติมทันทีว่า
ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์
นี่เป็นช่องว่างใหญ่ที่สุดช่องหนึ่งของเหตุการณ์ พ.ศ. 2325
เจ้าพระยาจักรีกับพระยาสรรค์มีการติดต่อหรือตกลงกันล่วงหน้าหรือไม่?
ขุนนางระดับสูงจำนวนหนึ่งรู้แผนหรือไม่?
เจ้าพระยาจักรีตั้งใจจะกลับมาขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ก่อนเกิดการกบฏ หรือเพิ่งตัดสินใจเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เปิดทางแล้ว?
เราไม่รู้
และในประวัติศาสตร์
“เราไม่รู้” เป็นคำตอบที่ดีกว่า “น่าจะใช่” ถ้าหลักฐานยังไปไม่ถึง
สิ่งที่พูดได้คือ เมื่อวิกฤตจบลง ผู้ชนะทางการเมืองอย่างชัดเจนคือเจ้าพระยาจักรี
แต่การเป็นผู้ชนะจากเหตุการณ์
ไม่ได้พิสูจน์โดยอัตโนมัติว่าเป็นผู้วางแผนเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่แรก
แล้วพระเจ้าตากถูกประหารจริง หรือหนีไปบวช?
นี่เป็นอีกเรื่องที่ตำนานสมัยใหม่ชอบหยิบมาเล่า
มีทั้งเรื่องว่า
ใช้คนหน้าเหมือนรับโทษแทน
พระเจ้าตากหนีไปบวช
ไปสิ้นพระชนม์ภายหลังที่นครศรีธรรมราช
หรือรัชกาลที่ 1 แอบไว้ชีวิตเพราะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกัน
เรื่องเหล่านี้เล่าสนุกมาก
แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีน้ำหนักที่สุดยังสนับสนุนว่า
พระเจ้าตากถูกประหารใน พ.ศ. 2325
มีทั้งพงศาวดารและบันทึกจากแหล่งต่างชาติที่สอดคล้องกันในภาพรวมว่า พระเจ้าตากสิ้นพระชนม์หลังการเปลี่ยนอำนาจ
ส่วนเรื่องตัวแทนและการหลบหนี ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยที่มีน้ำหนักมากพอจะล้มคำอธิบายหลักนี้ได้
ดังนั้นจะพูดว่า
“มีตำนานว่าพระองค์รอด”
ได้
แต่ยังไม่ควรพูดว่า
“จริง ๆ พระองค์ไม่ได้ถูกประหาร”
แล้วพระเจ้าตาก “แพ้การเมือง” เพราะแข็งเกินไปจริงไหม?
อันนี้พูดได้เพียงบางส่วน
พระเจ้าตากเป็นกษัตริย์ที่ปกครองรัฐซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางสงคราม ต้องระดมทรัพยากรอย่างหนัก และต้องควบคุมทั้งหัวเมือง ขุนศึก พระสงฆ์ พ่อค้า และประชากรจำนวนมากในช่วงเวลาที่โครงสร้างรัฐยังไม่มั่นคง
เป็นไปได้มากว่า วิธีบริหารอำนาจที่ใช้ได้ผลดีในช่วงสงคราม อาจสร้างความขัดแย้งเมื่อเวลาผ่านไป
และช่วงปลายรัชกาลก็มีหลักฐานถึงความแตกแยกระหว่างพระองค์กับกลุ่มต่าง ๆ จริง
ดังนั้น จะพูดว่า
“พระเจ้าตากเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่ แต่ระบบการเมืองปลายรัชกาลเกิดวิกฤต”
พูดได้
แต่การย่อเรื่องทั้งหมดเหลือว่า
“เก่งสงครามแต่ไม่เก่งการเมือง”
ก็ง่ายเกินไป
ถ้าพระองค์ไม่เก่งการเมืองเลย คงไม่สามารถรวบรวมรัฐที่แตกกระจายหลัง พ.ศ. 2310 และปกครองต่อมาได้ถึงประมาณ 15 ปี
ปัญหาน่าจะไม่ใช่คำถามว่า “เก่งหรือไม่เก่ง”
แต่เป็นคำถามว่า
ระบบอำนาจที่พระองค์สร้างขึ้นสามารถรักษาสมดุลระหว่างกษัตริย์ ขุนศึก ขุนนาง ศาสนา และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ยาวนานเพียงใด
และใน พ.ศ. 2325 คำตอบก็คือ
มันรักษาสมดุลนั้นไว้ไม่ได้แล้ว
ถ้าลูกหลานพระเจ้าตากครองต่อ ไทยจะรอดอังกฤษและฝรั่งเศสไหม?
จากตรงนี้ การอภิปรายจะเริ่มออกจาก “ประวัติศาสตร์” และเข้าสู่ ประวัติศาสตร์สมมติ
พระเจ้าตากสิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 1782
แต่ยุคที่สยามต้องเผชิญแรงกดดันอย่างรุนแรงจากจักรวรรดินิยมอังกฤษและฝรั่งเศสอยู่ในช่วงกลางถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19
ห่างกันหลายสิบปีถึงเกือบหนึ่งศตวรรษ
คนที่ต้องรับมือจักรวรรดินิยม หากราชวงศ์ธนบุรียังดำรงอยู่ จึงอาจเป็นหลาน เหลน หรือโหลนของพระเจ้าตากแล้ว
เราไม่มีเหตุผลอะไรจะคิดว่าบุคลิกของคนเหล่านั้นจะเหมือนพระเจ้าตาก
ราชวงศ์เดียวกันยังมีกษัตริย์ที่มีบุคลิก นโยบาย และโลกทัศน์แตกต่างกันมหาศาลได้
ดังนั้นประโยคว่า
“ถ้าสายพระเจ้าตากอยู่ต่อ คงชนอังกฤษกับฝรั่งเศสตรง ๆ และประเทศพัง”
ไม่มีหลักฐานรองรับ
แต่ในทางกลับกัน ประโยคว่า
“ถ้าสายพระเจ้าตากอยู่ต่อ ไทยอาจแข็งแกร่งกว่าและไม่ต้องเสียดินแดน”
ก็ไม่มีหลักฐานรองรับเหมือนกัน
ทั้งสองอย่างเป็นจินตนาการทางประวัติศาสตร์
แต่ถ้าสยามเลือก “ชนฝรั่งตรง ๆ” จริง ๆ ล่ะ?
ตรงนี้เราพอใช้ประวัติศาสตร์จริงตอบได้มากขึ้น
อังกฤษและฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีความเหนือกว่ารัฐเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากทั้งด้านอุตสาหกรรม การเงิน เรือกลไฟ อาวุธ ปืนใหญ่ ระบบราชการ และโลจิสติกส์
พม่าถูกอังกฤษผนวกหลังสงครามหลายครั้ง
เวียดนาม ลาว และกัมพูชาตกอยู่ใต้อิทธิพลฝรั่งเศส
และสยามเองก็เคยเห็นข้อจำกัดของกำลังทหารอย่างชัดเจน
ดังนั้นแนวคิดว่า
“ไทยมีทะเลตื้น เรือฝรั่งเข้าไม่ได้ เดี๋ยวเจอป่าก็ตายหมด”
ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริงของจักรวรรดินิยมยุคนั้นนัก
หากสยามเลือกทำสงครามเต็มรูปแบบกับอังกฤษหรือฝรั่งเศสในช่วงที่ความต่างด้านกำลังสูงสุด โอกาสพ่ายแพ้ย่อมสูงมาก
แต่ก็ไม่จำเป็นว่าความพ่ายแพ้จะต้องหมายถึงการถูกผนวกทั้งประเทศเสมอไป
จักรวรรดินิยมไม่ได้ตัดสินใจจากคำถามว่า
“ตีได้ไหม”
อย่างเดียว
แต่ถามด้วยว่า
“ตีแล้วคุ้มไหม”
แล้วทำไมสยามจึงไม่ตกเป็นอาณานิคม?
คำตอบสมัยใหม่ไม่ได้ง่ายแบบที่เราเคยเรียนกันว่า
“เพราะรัชกาลที่ 5 ทรงพระปรีชาสามารถ”
เพียงอย่างเดียว
และก็ไม่ใช่แค่
“อังกฤษกับฝรั่งเศสอยากให้สยามเป็น buffer state”
อย่างเดียวเช่นกัน
การอยู่รอดของสยามเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน
ทั้งตำแหน่งทางภูมิรัฐศาสตร์
การแข่งขันระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส
การปฏิรูปรัฐ
การรวมศูนย์อำนาจ
การปรับระบบกฎหมาย เศรษฐกิจ และการทูต
รวมถึงความสามารถของผู้นำสยามในการยอมถอยในบางจุดเพื่อรักษาแกนกลางของรัฐเอาไว้
พูดอีกอย่างก็คือ
สยามไม่ได้รอดเพราะ
“เก่งจนฝรั่งทำอะไรไม่ได้”
แต่รอดเพราะ
รู้ว่าจุดไหนสู้ได้ จุดไหนต้องต่อรอง และจุดไหนต้องยอมเสียเพื่อไม่ให้เสียทั้งหมด
แล้วสุดท้าย เราควรมองพระเจ้าตากกับรัชกาลที่ 1 อย่างไร?
บางทีปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลในประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่เราชอบบังคับให้คนในอดีตต้องรับบทที่เราเข้าใจง่าย
พระเจ้าตากจึงต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง
วีรบุรุษผู้เสียสละที่ถูกคนชั่วหักหลัง
หรือ
กษัตริย์เสียพระสติที่จำเป็นต้องถูกปลด
รัชกาลที่ 1 ก็ต้องเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง
ผู้กอบกู้บ้านเมือง
หรือ
ผู้ชิงบัลลังก์จากพระเจ้าตาก
ส่วนพระยาสรรค์ก็แทบจะหายไปจากเรื่อง ทั้งที่เขาคือคนซึ่งเข้ายึดกรุงและทำให้พระเจ้าตากสูญเสียอำนาจก่อนที่เจ้าพระยาจักรีจะกลับมาถึงเสียอีก
เมื่อเอาพระยาสรรค์กลับเข้าไปในลำดับเหตุการณ์ ภาพจึงเปลี่ยนไปมาก
มันไม่ใช่เรื่องของกษัตริย์สองคนยืนเผชิญหน้ากัน แล้วคนหนึ่งชิงบัลลังก์จากอีกคนหนึ่ง
แต่มันคือ
รัฐที่เกิดจากสงครามกำลังเผชิญวิกฤตภายใน
ขุนนางหัวเมืองคนหนึ่งเปลี่ยนฝ่ายและนำกำลังเข้ารัฐประหาร
กษัตริย์สูญเสียอำนาจ
จากนั้นแม่ทัพที่ทรงอำนาจที่สุดของรัฐกลับมา ปราบฝ่ายรัฐประหาร จัดระเบียบอำนาจใหม่ และขึ้นเป็นกษัตริย์แทน
นี่อาจไม่ใช่เรื่องเล่าที่สะใจเท่าการเลือกว่าฝ่ายไหนเป็นพระเอกหรือผู้ร้าย
แต่มันใกล้กับสิ่งที่หลักฐานอนุญาตให้เราพูดมากกว่า
พระเจ้าตากสามารถเป็นทั้งวีรบุรุษผู้กู้รัฐขึ้นจากซากอยุธยา และกษัตริย์ที่เผชิญวิกฤตร้ายแรงในปลายรัชกาลได้พร้อมกัน
รัชกาลที่ 1 สามารถเป็นทั้งแม่ทัพคนสำคัญของพระเจ้าตาก ผู้สร้างเสถียรภาพหลังวิกฤต และผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนอำนาจใน พ.ศ. 2325 ได้พร้อมกัน
ส่วนพระยาสรรค์ก็สามารถเป็นทั้งผู้ลงมือโค่นพระเจ้าตากได้สำเร็จ และในเวลาเดียวกันเป็นผู้แพ้ในเกมอำนาจที่ตัวเองเปิดขึ้นมา
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ขัดกัน
เพราะประวัติศาสตร์ไม่ใช่นิยายที่ต้องมีพระเอกหนึ่งคนและผู้ร้ายหนึ่งคน
สิ่งที่เรารู้ค่อนข้างแน่คือ
พระเจ้าตากไม่ได้ถูกเจ้าพระยาจักรียกทัพกลับมาจับจากบัลลังก์โดยตรง เพราะการยึดอำนาจของพระยาสรรค์เกิดขึ้นก่อน
แต่เราก็ไม่มีหลักฐานเพียงพอจะยืนยันว่าเจ้าพระยาจักรีไม่มีส่วนรู้เห็นล่วงหน้าเลย
เรามีหลักฐานว่าปลายรัชกาลธนบุรีเกิดความขัดแย้งและความรุนแรงจริง
แต่เราไม่มีหลักฐานเพียงพอจะวินิจฉัยว่าพระเจ้าตาก “เป็นบ้า”
เรารู้ว่ามีกลุ่มผลประโยชน์และชนชั้นนำที่ไม่พอใจการปกครอง
แต่ยังไม่มีหลักฐานว่ามีนายทุนกลุ่มหนึ่งวางแผนล้มราชวงศ์เพราะถูกปราบการกักตุนสินค้า
และเรารู้ว่ารัชกาลที่ 1 กลายเป็นกษัตริย์หลังวิกฤตครั้งนั้น
แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าพระองค์เป็นผู้วางแผนทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น
บางทีนี่อาจเป็นข้อสรุปที่ไม่เร้าใจเท่าทฤษฎีสมคบคิด
แต่มันซื่อสัตย์กับหลักฐานมากกว่า
เราไม่จำเป็นต้องลดคุณค่าพระเจ้าตาก เพื่อยอมรับความสำคัญของรัชกาลที่ 1
และก็ไม่จำเป็นต้องทำให้รัชกาลที่ 1 เป็นผู้บริสุทธิ์ไร้ส่วนได้เสีย เพื่อยอมรับว่าหลักฐานยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าพระองค์เป็นผู้วางแผนโค่นพระเจ้าตาก
เพราะหน้าที่ของประวัติศาสตร์ไม่ใช่เลือกว่าจะรักใคร
แต่คือแยกให้ได้ว่า อะไรเกิดขึ้นจริง อะไรน่าจะเกิดขึ้น และอะไรเป็นเพียงเรื่องที่คนรุ่นหลังอยากให้มันเกิด
และบางครั้ง ประโยคที่ซื่อตรงกับอดีตที่สุดอาจไม่ใช่
“นี่คือความจริง”
แต่อาจเป็น
“เท่าที่หลักฐานมี เรารู้ได้เพียงเท่านี้”
เอกสารและแหล่งอ้างอิง
1. Chris Baker & Pasuk Phongpaichit, A History of Ayutthaya: Siam in the Early Modern World, Chapter 7: “To Bangkok”, Cambridge University Press
ใช้ประกอบลำดับเหตุการณ์ช่วงปลายกรุงธนบุรี การเปลี่ยนอำนาจ พ.ศ. 2325 และการขึ้นครองราชย์ของทองด้วง-จักรี
https://www.cambridge.org/core/books/history-of-ayutthaya/to-bangkok/AB620D45D41D565B789797D9FC8A59A5
2. KMUTT Library, “Chapter 16: Events in the Late Reign of King Taksin the Great”
รวบรวมและอภิปรายหลักฐานเกี่ยวกับช่วงปลายรัชกาล รวมถึงบันทึกมิชชันนารีฝรั่งเศสและเหตุการณ์การเปลี่ยนอำนาจ
https://www.lib.kmutt.ac.th/en/king-taksin-chapter16/
3. กรมศิลปากร, “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกู้เงิน 60,000 ตำลึง จากเมืองจีน จริงหรือไม่”
ใช้ประกอบการแยกระหว่างหลักฐานกับเรื่องเล่าสมัยหลัง เช่น เรื่องกู้เงินจีน แกล้งเสียพระสติ การสำเร็จโทษ และผู้รับโทษแทน
https://www.finearts.go.th/architecture/view/17240
4. วชิรญาณ — เอกสารพระราชพงศาวดารและงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ปลายกรุงธนบุรี
ใช้ประกอบลำดับเหตุการณ์พระยาสรรค์ การสูญเสียอำนาจของพระเจ้าตาก และการกลับมาของเจ้าพระยาจักรี
https://vajirayana.org/
5. Cambridge University Press, “Survival through Reforms: Siam and Its Escape from Colonialism”
ใช้ประกอบประเด็นว่าการที่สยามหลีกเลี่ยงการตกเป็นอาณานิคมเกิดจากทั้งการปฏิรูป การทูต และภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่ปัจจัยเดียว
https://www.cambridge.org/core/books/east-asia-and-the-modern-international-order/survival-through-reforms-siam-and-its-escape-from-colonialism/5A725B39818C18ACD24F18B672565FA5
6. Chris Baker & Pasuk Phongpaichit, A History of Thailand, Cambridge University Press
ใช้ประกอบบริบทการปฏิรูปสยามและแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมอังกฤษ–ฝรั่งเศสในคริสต์ศตวรรษที่ 19
https://www.cambridge.org/core/books/history-of-thailand/reforms-1850s-to-1910s/D5B5C4A37E2D07F35417449D8C290D6E