ข้อเสนอหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึง คือการตั้งคำถามกับกฎหมายไทยที่จำกัดการถือหุ้นของชาวต่างชาติในหลายประเภทธุรกิจ โดยเสนออย่างตรงไปตรงมาว่า หากนักลงทุนต่างชาตินำเงินมาลงทุน 70% ก็ควรให้เขาถือหุ้น 70% หรือถ้าลงทุนทั้งหมดและไม่มีคนไทยร่วมลงทุนเลย ก็ควรสามารถถือหุ้นได้ถึง 100%
เหตุผลของข้อเสนอนี้ฟังดูง่ายมาก
หากต่างชาติเป็นเจ้าของเงินจริง แต่กฎหมายบังคับให้ต้องมีคนไทยถือหุ้นส่วนใหญ่ สิ่งที่อาจเกิดขึ้นก็คือการหาคนไทยมาถือหุ้นแทน หรือที่เราเรียกกันว่า “นอมินี” (Nominee)
แทนที่จะได้โครงสร้างบริษัทที่โปร่งใสว่าใครเป็นเจ้าของจริง เรากลับได้โครงสร้างที่บนกระดาษเป็นอย่างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเป็นอีกอย่างหนึ่ง
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า
“ควรให้ต่างชาติถือหุ้น 100% หรือไม่?”
แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า
“กฎหมายจำกัดสัดส่วนหุ้นแบบ 49/51 ยังเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของคนไทยในโลกปัจจุบันหรือไม่?”
และถ้าจะเปลี่ยน เราควรเปลี่ยนไปเป็นอะไร
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า “ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49%” ไม่ได้ใช้กับทุกบริษัท
เวลาพูดเรื่องนี้มักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่สองอย่าง
อย่างแรก “บริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย” ไม่ได้หมายความว่าเป็น “บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์” เสมอไป
บริษัทจำกัดธรรมดาที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย ส่วนบริษัทที่หุ้นซื้อขายอยู่ใน SET หรือ mai เป็นอีกเรื่องหนึ่งและมีกฎหมายตลาดทุนเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติม
อย่างที่สอง ประเทศไทยไม่ได้มีกฎง่าย ๆ ว่า
ต่างชาติทุกคนถือหุ้นบริษัทไทยได้ไม่เกิน 49%
กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือ Foreign Business Act — FBA
ตามกฎหมายนี้ บริษัทที่จดทะเบียนในไทยแต่มีต่างชาติถือทุนตั้งแต่ครึ่งหนึ่งขึ้นไป ถือเป็น “คนต่างด้าว” ตามกฎหมาย และต้องดูต่อว่าธุรกิจที่จะทำนั้นอยู่ในกิจการที่ถูกจำกัดหรือไม่
FBA แบ่งธุรกิจที่ถูกจำกัดเป็น 3 บัญชีใหญ่
บัญชี 1 เป็นกิจการที่ห้ามคนต่างด้าวทำด้วยเหตุผลพิเศษ
บัญชี 2 เป็นกิจการที่เกี่ยวกับความมั่นคง ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม มีข้อกำหนดด้านสัดส่วนหุ้นและการอนุมัติที่เข้มกว่า
บัญชี 3 เป็นกิจการที่กฎหมายถือว่า “คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขันกับคนต่างด้าว” ซึ่งต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจได้หากได้รับ Foreign Business License หรือ FBL
FBL หรือ Foreign Business License ก็คือ “ใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” พูดง่าย ๆ คือ แม้บริษัทจะเป็นของต่างชาติ แต่หากได้รับอนุญาตก็สามารถทำกิจการบางประเภทที่อยู่ภายใต้ FBA ได้
นอกจากนี้โครงการที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI ยังสามารถได้รับสิทธิให้ต่างชาติถือหุ้น 100% ได้ในหลายกิจการ ยกเว้นกิจการบางประเภทในบัญชี 1 หรือที่กฎหมายเฉพาะกำหนดเป็นอย่างอื่น
ดังนั้นประเด็นที่แท้จริงไม่ใช่
“วันนี้ไทยห้ามต่างชาติถือหุ้นเกิน 49% ทุกบริษัท”
เพราะไม่จริง
แต่คือ
“เหตุใดธุรกิจบางประเภท โดยเฉพาะภาคบริการ จึงยังต้องมีโครงสร้างข้อจำกัดที่มีรากฐานมาจากแนวคิดเมื่อกว่าครึ่งศตวรรษก่อน?”
กฎหมายนี้มาจากไหน?
หากย้อนกลับไป จุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ในปี 2515 หรือ ค.ศ. 1972
ประเทศไทยในเวลานั้นอยู่ในช่วงสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ ทุนไทยยังเล็ก เทคโนโลยียังตามหลังบริษัทจากประเทศพัฒนาแล้ว และเกิดกระแสกังวลว่าหากปล่อยให้ทุนต่างชาติเข้ามาอย่างเสรี บริษัทไทยอาจไม่สามารถแข่งขันได้
รัฐบาลจึงออก ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 พ.ศ. 2515 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญฉบับแรกที่ควบคุมการประกอบธุรกิจของต่างชาติอย่างกว้างขวาง
OECD อธิบายตรง ๆ ว่า ข้อจำกัดจำนวนมากที่ไทยมีอยู่ในปัจจุบันมีรากมาจากยุคนั้น โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องธุรกิจไทยจากการแข่งขันของต่างชาติ จนกว่าผู้ประกอบการไทยจะมีความพร้อมมากขึ้น
แนวคิดนี้ในปี 2515 ไม่ได้ประหลาดอะไร
ถ้าให้เด็กประถมขึ้นชกกับนักมวยอาชีพ เราก็คงไม่พูดว่า “การแข่งขันเสรีดีที่สุด” แล้วจับขึ้นเวทีเลย
รัฐจึงสร้างรั้วเพื่อให้ธุรกิจไทยมีเวลาพัฒนา
ปัญหาคือเวลาผ่านไปกว่า 50 ปี โลกเปลี่ยนไปมหาศาล แต่รั้วบางส่วนยังอยู่เกือบที่เดิม
จากกฎหมายปี 2515 สู่ Foreign Business Act ปี 2542
ในปี 2542 ประเทศไทยออก Foreign Business Act ฉบับปัจจุบัน และยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับเดิม รวมทั้งกฎหมายแก้ไขในปี 2521 และ 2535
FBA จึงถือเป็นความพยายามปรับระบบครั้งใหญ่
แต่ถึงแม้กฎหมายใหม่จะเปิดมากขึ้น โดยเฉพาะภาคการผลิตและการลงทุนที่ได้รับ BOI แต่แนวคิดสำคัญบางส่วนยังเหมือนเดิม
โดยเฉพาะบัญชี 3 ที่ยังมีแนวคิดว่าเป็น
“ธุรกิจที่คนไทยยังไม่พร้อมแข่งขันกับคนต่างด้าว”
OECD ตั้งข้อสังเกตในรายงาน Investment Policy Review ของไทยว่า หลังจากผ่านมาหลายสิบปี ภาคบริการและกิจการขั้นต้นของไทยยังมีข้อจำกัดมาก ในขณะที่การผลิตเปิดรับ FDI มากกว่ามานานแล้ว
ตรงนี้จึงเกิดคำถามที่น่าสนใจมาก
หลังจากปกป้องมาเกินครึ่งศตวรรษ เราจะใช้คำว่า “ยังไม่พร้อมแข่งขัน” ต่อไปอีกนานเท่าไร?
แล้ว “นอมินี” เกิดขึ้นตรงไหน?
คำว่า Nominee ในบริบทนี้ หมายถึงบุคคลที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง หรือไม่ได้ลงทุนและรับความเสี่ยงในลักษณะที่ผู้ถือหุ้นจริงควรเป็น
ต้องย้ำว่า
การที่บริษัทมีคนไทยถือ 51% และต่างชาติถือ 49% ไม่ได้แปลว่าเป็น nominee
ถ้าคนไทยนำเงินมาลงทุนจริง มีสิทธิออกเสียงจริง รับเงินปันผลจริง และมีความเสี่ยงจากกิจการจริง นั่นก็คือ Joint Venture หรือกิจการร่วมทุนตามปกติ
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อความจริงคือ
ต่างชาติออกเงิน 100 ล้านบาท
คนไทยไม่ได้ออกเงินจริง
แต่ในทะเบียนเขียนว่าไทย 51% ต่างชาติ 49%
จากนั้นอาจมีสัญญา เงินกู้ หุ้นบุริมสิทธิ ข้อตกลงออกเสียง หรือเงื่อนไขอื่นที่ทำให้ผู้ถือหุ้นไทยไม่มีอำนาจทางเศรษฐกิจจริง
จึงเกิดโลกสองใบ
Legal ownership — ใครเป็นเจ้าของตามทะเบียน
กับ
Beneficial ownership — ใครเป็นเจ้าของผลประโยชน์และควบคุมจริง
คำว่า UBO หรือ Ultimate Beneficial Owner จึงสำคัญมาก หมายถึง “บุคคลผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ควบคุมผลประโยชน์ที่แท้จริงสุดท้าย”
นี่เป็นแนวคิดที่ประเทศต่าง ๆ ให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะการรู้ว่าในทะเบียนเขียนชื่อใครอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องรู้ให้ได้ว่า ใครอยู่ปลายสายของเงินและอำนาจจริง
แล้วทำไมรัฐไทยถึงไม่เปิด 100% ไปเลย?
ฝ่ายที่ต้องการรักษาข้อจำกัดไม่ได้ไม่มีเหตุผล
ความกังวลสำคัญที่สุดคือ
ถ้าเปิดหมด แล้วคนไทยจะได้อะไร?
สมมุติบริษัทต่างชาติมาตั้งบริษัทในไทยและถือหุ้น 100%
เงินทุนเป็นของต่างชาติ
เทคโนโลยีเป็นของต่างชาติ
ผู้บริหารระดับสูงเป็นต่างชาติ
วัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ
supplier เป็นบริษัทในเครือ
กำไรสุดท้ายส่งกลับบริษัทแม่
ในกรณีสุดโต่งแบบนี้ ประเทศไทยอาจเหลือบทบาทเพียงเป็นสถานที่ตั้งโรงงานและแหล่งแรงงาน
ความกลัวนี้มีเหตุผล
เพราะ FDI ไม่ได้มีคุณภาพเท่ากันทุกก้อน
FDI ย่อมาจาก Foreign Direct Investment หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หมายถึงการที่นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในกิจการระยะยาว เช่น ตั้งโรงงาน ตั้งบริษัท ซื้อกิจการ หรือถือหุ้นในระดับที่มีอิทธิพลต่อการบริหาร
FDI ที่ดีสามารถสร้างงาน เทคโนโลยี supplier และองค์ความรู้ขึ้นในประเทศ
แต่ FDI บางประเภทอาจสร้างความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่นน้อยมาก
ดังนั้นการตั้งคำถามว่า
“ประเทศไทยจะได้อะไร?”
เป็นคำถามที่ถูกต้อง
แต่ปัญหาคือการตอบคำถามด้วย
“งั้นให้คนไทยถือ 51%”
อาจไม่ใช่คำตอบที่แม่นที่สุดอีกต่อไป
หุ้นไทย 51% ไม่ได้แปลว่าประเทศไทยได้ 51%
นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของเรื่องทั้งหมด
สมมุติมีบริษัทสองแห่ง
บริษัท A ต่างชาติถือหุ้น 100% แต่ตั้งโรงงานในไทย จ้างคนไทย 3,000 คน ใช้วัตถุดิบไทย 40% ตั้งศูนย์วิจัย ฝึกวิศวกรไทย มีผู้บริหารไทย และซื้อชิ้นส่วนจาก SME ไทยหลายร้อยบริษัท
บริษัท B คนไทยถือหุ้น 51% ต่างชาติ 49% แต่คนไทยเป็นเพียงผู้ถือหุ้นตามโครงสร้าง บริษัทนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ เทคโนโลยี และบริการจากบริษัทแม่เกือบทั้งหมด
ถามว่า
บริษัทไหนสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยมากกว่า?
คำตอบอาจไม่ใช่บริษัทที่มีเลข “51% Thai” อยู่ในทะเบียน
นี่คือเหตุผลที่นโยบายการลงทุนยุคใหม่เริ่มเปลี่ยนจากการถามเพียงว่า
“ใครถือหุ้น?”
ไปเป็น
“กิจกรรมทางเศรษฐกิจอะไรเกิดขึ้นในประเทศ?”
ตัวเลขจริงบอกว่า FDI สำคัญกับไทยมากขนาดไหน
ข้อมูล BOI ปี 2568 หรือ 2025 แสดงว่า คำขอส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศมีมูลค่าประมาณ 1.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% จากปีก่อน
BOI ประเมินว่าโครงการลงทุนทั้งหมดที่ยื่นในปีนั้นจะสร้างงานคนไทยกว่า 220,000 ตำแหน่ง ใช้วัตถุดิบในประเทศประมาณ 1.02 ล้านล้านบาทต่อปี และสร้างรายได้ส่งออกประมาณ 2.02 ล้านล้านบาทต่อปี
ในครึ่งแรกของปี 2569 หรือ 2026 คำขอ FDI มีมูลค่าประมาณ 1.37 ล้านล้านบาท จาก 877 โครงการ เพิ่มขึ้น 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเงินจำนวนมากไหลเข้าสู่ Data Center, AI infrastructure, Electronics และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
ต้องระวังในการตีความตัวเลขเหล่านี้ เพราะนี่คือ มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน ไม่ใช่เงินลงทุนจริงที่เกิดขึ้นครบทั้งหมดแล้ว
แต่ก็สะท้อนชัดว่าโลกกำลังมีเงินลงทุนก้อนใหญ่มากกำลังเลือกฐานการผลิตและฐานเทคโนโลยีในภูมิภาคนี้
ไทยไม่ได้แข่งขันกันเองว่าใครจะได้หุ้น 51%
เราแข่งขันกับมาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย สิงคโปร์ อินเดีย และประเทศอื่น ๆ เพื่อให้โรงงาน ศูนย์วิจัย Data Center และ supply chain เหล่านั้นเลือกมาตั้งในประเทศไทย
ปัญหาอีกด้านหนึ่งคือ Productivity ของไทยกำลังโตช้าลง
Productivity หรือผลิตภาพ พูดง่าย ๆ คือ เราใช้แรงงาน เงินทุน และทรัพยากรเท่าเดิม แต่สามารถสร้างสินค้าและบริการได้มากแค่ไหน
ประเทศที่ค่าแรงสูงขึ้นได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพราะรัฐบาลสั่งให้บริษัทจ่ายแพงขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องทำให้แรงงานหนึ่งคนสร้างมูลค่าได้สูงขึ้นด้วย
OECD พบว่าแนวโน้มการเติบโตของผลิตภาพแรงงานไทยในช่วง 2015–2023 เฉลี่ยเพียง 2.1% ต่อปี ลดลงจาก 4.8% ต่อปีในช่วง 2010–2015
ขณะเดียวกัน หากดู FDI สะสมระหว่าง 2015–2023 เทียบกับ GDP หนึ่งปี ไทยได้รับประมาณ 11% ของ GDP ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ประมาณ 25% และเวียดนาม 42%
OECD จึงเสนอให้ไทยลดข้อจำกัด FDI เพิ่มเติม โดยเฉพาะในภาคบริการ เพราะข้อจำกัดเหล่านี้อาจลดการแข่งขันและทำให้ผู้ผลิตไทยต้องซื้อบริการที่มีราคาสูงหรือมีคุณภาพต่ำกว่าที่ควร
World Bank ก็ประเมินไปในทิศทางคล้ายกันว่า หนึ่งในปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยคือการแข่งขันที่อ่อน การเปิดตลาดบริการที่จำกัด และการครองตลาดของบริษัทขนาดใหญ่บางกลุ่ม ซึ่งกดการเกิดธุรกิจใหม่และการเพิ่มผลิตภาพ
ดังนั้นเรื่อง FDI ไม่ใช่แค่
“จะเอาเงินฝรั่งหรือไม่เอา”
แต่เชื่อมกับคำถามใหญ่กว่า
“เราจะเพิ่มการแข่งขันและ Productivity ของเศรษฐกิจไทยอย่างไร?”
ประเทศอื่นทำอย่างไร?
สิ่งที่น่าสนใจคือหลายประเทศไม่ได้เลือกระหว่าง
เปิดหมด
กับ
ปิดหมด
แต่เปลี่ยนไปใช้ระบบที่ละเอียดกว่า
สิงคโปร์ — เปิด ownership แต่ตามหาเจ้าของจริงให้เจอ
สิงคโปร์เปิดให้ต่างชาติถือกิจการได้กว้างมาก แต่ให้ความสำคัญกับ Beneficial Ownership
บริษัทส่วนใหญ่ต้องมี Register of Registrable Controllers — RORC ซึ่งเป็นทะเบียนระบุผู้มีผลประโยชน์หรืออำนาจควบคุมที่แท้จริง และข้อมูลต้องยื่นเข้าสู่ระบบกลางของ ACRA
ตั้งแต่ปี 2017 บริษัทส่วนใหญ่มีหน้าที่จัดทำทะเบียนนี้ และในปัจจุบันยังมีระบบทะเบียน Nominee Directors และ Nominee Shareholders เพิ่มเข้ามาด้วย
แนวคิดจึงเป็น
เป็นต่างชาติไม่ใช่ปัญหา แต่รัฐต้องรู้ว่าใครเป็นเจ้าของจริง
มาเลเซีย — Manufacturing เปิด 100% มานานกว่า 20 ปี
มาเลเซียเปิดให้ต่างชาติถือหุ้น 100% ในโครงการ manufacturing ใหม่ การขยายกิจการ และการ diversification ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2003 โดยไม่ขึ้นกับสัดส่วนการส่งออก
รัฐบาลยังส่งเสริม Joint Venture กับบริษัทมาเลเซีย แต่ไม่ได้แปลว่าต้องบังคับให้มาเลเซียถือหุ้นใหญ่ทุกโครงการ
นี่คือความต่างระหว่าง
“สนับสนุนให้มี local partner เพราะเกิดประโยชน์”
กับ
“บังคับให้ต้องมี local shareholder เพื่อให้ผ่านกฎหมาย”
อินโดนีเซีย — เปลี่ยนจาก Negative List ยาวเหยียดเป็นเปิด 100% เกือบทั้งหมด
อินโดนีเซียปฏิรูประบบลงทุนครั้งใหญ่ภายใต้ Presidential Regulation 49/2021
ปัจจุบันหน่วยงาน BKPM ระบุว่า ธุรกิจโดยทั่วไปเปิดให้ต่างชาติถือหุ้น 100% ยกเว้น 37 กิจกรรมที่มีเงื่อนไขเฉพาะ โดยการปฏิรูปครั้งนั้นยกเลิกข้อจำกัดที่เคยใช้กับกิจกรรมถึงประมาณ 350 รายการ
แต่ไม่ได้หมายความว่าใครมีเงินเล็กน้อยก็เปิดบริษัท FDI ได้ง่าย ๆ
บริษัท FDI ของอินโดนีเซียต้องมีระดับเงินลงทุนขั้นต่ำ โดย BKPM ระบุระดับประมาณ 10,000 ล้านรูเปียห์ หรือราว 700,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในกรอบข้อมูลดังกล่าว
แนวคิดคือ
ถ้าจะเข้ามาในฐานะ FDI ก็ให้เป็นการลงทุนจริง
แทนที่จะบังคับให้ไปหาคนอินโดนีเซียมาถือหุ้น 51%
ญี่ปุ่น — ไม่ได้กลัว “ต่างชาติ” ทุกคน แต่กลัวต่างชาติซื้อสิ่งที่สำคัญต่อความมั่นคง
ญี่ปุ่นใช้ Foreign Exchange and Foreign Trade Act หรือ FEFTA
หากเป็นธุรกิจทั่วไป นักลงทุนต่างชาติมีเสรีภาพค่อนข้างมาก แต่ถ้าการลงทุนเกี่ยวข้องกับ Designated Sector หรือ Core Sector ที่สำคัญต่อ national security, public safety หรือ supply chain ของประเทศ ก็อาจต้องแจ้งและผ่านการตรวจสอบก่อนลงทุน
บาง core sector สามารถถูกตรวจตั้งแต่การเข้าซื้อ 1% ของสิทธิออกเสียงในบริษัทจดทะเบียน ได้ด้วย
นี่เป็นวิธีคิดที่แตกต่างจากการตั้งเพดาน 49% อย่างมาก
ญี่ปุ่นไม่ได้ถามก่อนว่า
“คุณเป็นคนชาติอะไร?”
แต่ถามว่า
“คุณกำลังจะซื้ออะไร และสิ่งนั้นมีความสำคัญต่อประเทศแค่ไหน?”
ออสเตรเลีย — ความเสี่ยงต่ำให้เร็ว ความเสี่ยงสูงให้ตรวจหนัก
ออสเตรเลียก็ใช้แนวทาง screening เช่นกัน
ในเดือนพฤษภาคม 2026 รัฐบาลประกาศปฏิรูประบบ foreign investment โดยตั้งเป้าจะพิจารณาการลงทุนความเสี่ยงต่ำภายใน 30 วันตั้งแต่ปี 2027 ขณะเดียวกันเพิ่มอำนาจตรวจสอบการลงทุนใน sector ที่มีความเสี่ยงสูงต่อ national interest และ national security
หลักคิดจึงง่ายมาก
Low risk → ทำให้ง่าย
High risk → ตรวจให้หนัก
ไม่จำเป็นต้องเอากฎเดียวไปครอบร้านอาหาร บริษัท software โรงงาน transformer ธนาคาร ระบบโทรคมนาคม และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศพร้อมกัน
ประเทศไทยเองก็กำลังขยับแล้ว
นี่ไม่ใช่เพียงข้อเสนอเชิงทฤษฎี
ในปี 2568 รัฐบาลไทยอนุมัติแนวทางทบทวน Foreign Business Act โดยมีเป้าหมายลดอุปสรรคและปรับกฎหมายให้เข้ากับเศรษฐกิจใหม่ เช่น digital services, renewable energy, waste management, carbon-reduction technology และ logistics
และล่าสุดเมื่อ 28 สิงหาคม 2569 กระทรวงพาณิชย์ออกกฎกระทรวงยกเว้นธุรกิจ 8 กลุ่ม จากการต้องขอ Foreign Business License หรือ Foreign Business Certificate ภายใต้ FBA โดยเหตุผลสำคัญคือบางกิจการมีกฎหมายและ regulator เฉพาะควบคุมอยู่แล้ว หรือเป็นบริการสนับสนุนที่มีผลต่อการแข่งขันกับผู้ประกอบการไทยจำกัด
รัฐบาลเคยชี้แจงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ว่าแนวทางนี้ไม่ใช่การ “เปิดเสรีโดยไร้การกำกับ” แต่เป็นการลดความซ้ำซ้อนของใบอนุญาตในกิจการที่หน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว
นี่ถือเป็นสัญญาณสำคัญ
เพราะแสดงว่ารัฐไทยเองเริ่มขยับจากแนวคิด
“ต่างชาติ → ต้องขออนุญาตเพิ่ม”
ไปสู่
“ถ้ามีกฎหมายเฉพาะควบคุมดีอยู่แล้ว เราจำเป็นต้องควบคุมซ้ำอีกหรือ?”
ถ้าอย่างนั้น ไทยควรเปิดให้ต่างชาติถือ 100% ทุกอย่างเลยหรือไม่?
คำตอบของผู้เขียนคือ
ไม่ควร
การเปิด 100% แบบไม่มีข้อยกเว้นก็สุดโต่งไม่ต่างจากการจำกัดแบบเหมารวม
ที่ดิน
ทรัพยากรธรรมชาติ
โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ระบบพลังงาน
โทรคมนาคม
สื่อ
อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ธนาคารหรือระบบการเงินบางประเภท
เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง
ล้วนมีเหตุผลที่รัฐอาจต้องกำกับเป็นพิเศษ
แม้แต่ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐฯ และประเทศที่เปิดรับเงินลงทุนอย่างมากก็ยังมีระบบตรวจสอบการลงทุนในกิจการยุทธศาสตร์
ดังนั้นข้อเสนอที่เหมาะสมกว่าอาจไม่ใช่
“เปิด 100% ทุกธุรกิจ”
แต่คือ
“เปิดเป็นหลัก จำกัดเฉพาะที่มีเหตุผล”
หรือที่ในทางนโยบายมักเรียกว่า Negative List
Negative List หมายถึง การเขียนรายการเฉพาะว่าธุรกิจใด “ยังมีข้อจำกัด”
นอกเหนือจากรายการนั้น ให้ทำได้
นี่ตรงข้ามกับแนวคิด
“ห้ามเป็นหลัก ถ้าจะทำให้ไปขออนุญาต”
ถ้าจะปฏิรูปจริง ระบบใหม่ควรมีหน้าตาอย่างไร?
ผู้เขียนเสนอโมเดลประมาณนี้
ธุรกิจทั่วไป เช่น manufacturing, software, digital service, engineering, B2B service, wholesale, R&D และบริการสมัยใหม่จำนวนมาก ควรเปิดให้ต่างชาติถือหุ้นได้ถึง 100% เป็นค่าเริ่มต้น
กิจการที่เกี่ยวข้องกับ national security, critical infrastructure, media, strategic resources หรือทรัพยากรที่มีจำกัด ให้มี Negative List หรือกฎหมายเฉพาะ
จากนั้นเปลี่ยนน้ำหนักการกำกับจากการดูเพียง
สัญชาติของผู้ถือหุ้น
ไปเป็น 5 เรื่องสำคัญ
หนึ่ง — รู้ UBO ให้ได้
รัฐต้องรู้ว่าเจ้าของและผู้ควบคุมจริงคือใคร ไม่ว่าจะซ่อนอยู่หลังบริษัทกี่ชั้น
สอง — Competition Law ต้องแข็งแรง
การเปิดให้ต่างชาติเข้ามาไม่ได้หมายความว่าต้องปล่อยให้บริษัทต่างชาติใช้เงินมหาศาลทำ predatory pricing หรือซื้อคู่แข่งจนผูกขาดตลาด
คนไทยควรได้รับการปกป้องจาก “การผูกขาด” ไม่ว่าจะเป็นทุนไทยหรือทุนต่างชาติ
สาม — Tax และ Transfer Pricing ต้องตามทัน
Transfer Pricing คือการกำหนดราคาซื้อขายระหว่างบริษัทในเครือ
ตัวอย่างเช่น บริษัทไทยซื้อบริการจากบริษัทแม่ในต่างประเทศ หากตั้งราคาสูงผิดปกติ กำไรในไทยก็จะลดลงและถูกย้ายไปอีกประเทศ
ดังนั้นถ้าเปิด ownership มากขึ้น ระบบภาษีก็ต้องแข็งแรงขึ้นตาม
สี่ — สร้าง Local Linkage
Local Linkage หมายถึงความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทต่างชาติกับเศรษฐกิจไทย
เช่น ซื้อวัตถุดิบจากบริษัทไทย ใช้ supplier ไทย จ้างวิศวกรไทย ทำ R&D ในไทย หรือพัฒนาบุคลากรไทย
ผลประโยชน์แบบนี้บางครั้งมีค่ามากกว่าหุ้น 51% บนกระดาษเสียอีก
ห้า — Strategic Investment Screening
ถ้าต่างชาติจะเข้าซื้อกิจการที่สำคัญต่อประเทศ รัฐควรมีอำนาจตรวจสอบเป็นรายกรณี
ไม่จำเป็นต้องห้ามทุกคน
แต่ก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยทุกคน
แล้ว SME ไทยจะไม่ถูกต่างชาติกินหมดหรือ?
บางธุรกิจจะได้รับผลกระทบแน่นอน
โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ได้เพราะกฎหมายกันคู่แข่งต่างชาติออกจากตลาด
ตัวอย่างเช่น distributor ที่มีคุณค่าหลักเพียง
“ผมเป็นคนกลางที่กฎหมายทำให้ผู้ผลิตต่างชาติขายตรงได้ยาก”
หากเปิดเสรี ผู้ผลิตอาจตั้งบริษัทเองและขายตรงได้
บริษัทลักษณะนี้จะมีความเสี่ยง
แต่ distributor ที่มี
ความสัมพันธ์กับลูกค้า
ทีม service
technical knowledge
stock ในประเทศ
เครดิต
logistics
installation
after-sales support
ความรู้เรื่องตลาดและกระบวนการจัดซื้อของไทย
ยังมีคุณค่าที่สำนักงานใหญ่ต่างประเทศสร้างเองได้ยากและมีต้นทุนสูง
การเปิดการแข่งขันจึงไม่ได้หมายความว่า SME ไทยทุกแห่งจะหายไป
แต่มันจะบังคับให้ธุรกิจตอบคำถามว่า
“คุณมี Value Added อะไรที่ลูกค้ายอมจ่าย?”
ซึ่งอาจเป็นคำถามที่ธุรกิจไทยควรถูกถามมานานแล้ว
จุดที่ต้องระวัง: อย่าสับสนระหว่าง “ปกป้องคนไทย” กับ “ปกป้องบริษัทไทย”
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
ถ้ากฎหมายกันคู่แข่งต่างชาติออก ทำให้บริษัทไทยสามารถขายบริการราคา 150 บาท ทั้งที่ถ้ามีการแข่งขันราคาอาจเหลือ 100 บาท
เจ้าของบริษัทไทยได้ประโยชน์
แต่โรงงานไทยที่ต้องซื้อบริการนั้นเสียประโยชน์
SME ไทยที่เป็นลูกค้าเสียประโยชน์
ผู้บริโภคไทยเสียประโยชน์
ต้นทุนเศรษฐกิจสูงขึ้น
ดังนั้นคำว่า
“รักษาผลประโยชน์คนไทย”
ต้องถามต่อเสมอว่า
คนไทยกลุ่มไหน?
เจ้าของทุนไทย?
แรงงานไทย?
SME ไทย?
ผู้บริโภคไทย?
ผู้เสียภาษี?
หรือประเทศในระยะยาว?
นโยบายที่ดีไม่ควรเลือกผู้ชนะจากสัญชาติของผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียว
แล้วเหตุผลของข้อเสนอ “ลงทุนเท่าไร ถือเท่านั้น” ถูกหรือผิด?
ถ้าพิจารณาเฉพาะปัญหา nominee แนวคิดนี้มีน้ำหนักมาก
ถ้าคนต่างชาติลงทุนจริง 100 ล้านบาทและเป็นเจ้าของจริง การให้เขาเปิดเผยตัวเองว่า
Foreign ownership 100%
ย่อมโปร่งใสกว่าการสร้างโครงสร้าง
Thai 51% / Foreign 49%
ทั้งที่ทุกฝ่ายรู้ว่าอำนาจและเงินทุนจริงไม่ได้แบ่งอย่างนั้น
ระบบที่ทำให้พฤติกรรมทางเศรษฐกิจที่ปกติต้องซ่อนตัว ย่อมเพิ่มต้นทุนทั้งกับภาคธุรกิจและรัฐ
ธุรกิจต้องสร้างโครงสร้างซับซ้อน
รัฐต้องตามตรวจ nominee
เกิดช่องทางเรียกรับผลประโยชน์
เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมาย
และผู้ลงทุนสุจริตต้องเสียต้นทุนไปด้วย
อย่างไรก็ตาม การเปิด ownership ไม่สามารถทำให้ nominee หายทั้งหมด
เพราะคนอาจใช้ nominee เพื่อหลบข้อจำกัดเรื่องที่ดิน ใบอนุญาต ภาษี beneficial ownership หรือกฎหมายเฉพาะอื่น
ดังนั้นสูตรที่สมเหตุสมผลกว่าคือ
**เปิด Foreign Ownership ในธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องจำกัด
เปิดเผย UBO
บังคับใช้กฎหมายแข่งขันและภาษีจริงจัง
Screening เฉพาะกิจการยุทธศาสตร์**
เป้าหมายไม่ควรเป็น “ให้ต่างชาติได้มากขึ้น” หรือ “ให้คนไทยถือหุ้นมากที่สุด”
นี่คือจุดที่การอภิปรายเรื่องนี้มักหลงทาง
ฝ่ายหนึ่งอาจถูกมองว่า “ขายชาติ”
อีกฝ่ายอาจถูกมองว่า “กลัวการแข่งขัน”
แต่เป้าหมายที่แท้จริงไม่ควรเป็นชัยชนะของฝ่ายใด
สิ่งที่ประเทศไทยควรต้องการคือ
ให้เงินทุน เทคโนโลยี ความรู้ และการแข่งขันจากต่างประเทศเข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยที่ประเทศยังรักษาความมั่นคง เก็บภาษีได้ ป้องกันการผูกขาดได้ และทำให้คนไทยมีความสามารถสูงขึ้น
ถ้าบริษัทต่างชาติถือ 100% แต่สร้างงานคุณภาพสูง สร้าง supplier ไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยี จ่ายภาษี และทำให้บริษัทไทยต้องพัฒนาตัวเอง
ประเทศไทยอาจได้มาก
ในทางกลับกัน
ถ้าบริษัทมีคำว่า “ไทย 51%” อยู่ในทะเบียน แต่เจ้าของไทยไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ ไม่มีเทคโนโลยี และไม่มีส่วนในกำไรจริง
เราอาจได้เพียงความรู้สึกว่า “บริษัทนี้เป็นของคนไทย”
โดยไม่ได้มีความเป็นเจ้าของทางเศรษฐกิจจริงเลย
กฎหมายปี 2515 เกิดในโลกที่ประเทศไทยต้องสร้างกำแพงเพื่อให้ธุรกิจภายในประเทศมีเวลายืนขึ้น
ผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ คำถามในวันนี้จึงอาจไม่ใช่ว่า
“กำแพงนั้นเคยจำเป็นหรือไม่?”
เพราะในเวลานั้นมันอาจจำเป็นจริง
แต่ควรถามว่า
“เมื่อคนที่เราปกป้องมา 50 กว่าปียังต้องอยู่หลังกำแพงเดิม เราควรสร้างกำแพงให้สูงขึ้น หรือควรถามเสียทีว่าเราจะทำอย่างไรให้เขาออกไปแข่งขันได้?”
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “ขายประเทศให้ต่างชาติ” กับ “ปิดประเทศเพื่อรักษาธุรกิจไทย”
เราสามารถเปิดประตูให้ทุนเข้ามา พร้อมกับเลือกอย่างฉลาดว่าอะไรควรเปิด อะไรควรตรวจ และอะไรไม่ควรขาย
เพราะท้ายที่สุด
ความเป็นเจ้าของบนกระดาษไม่สำคัญเท่ากับว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจ ความรู้ โอกาส และความสามารถในการแข่งขันนั้น ตกอยู่กับประเทศไทยมากแค่ไหน
และบางที กฎหมายที่รักคนไทยที่สุด
อาจไม่ใช่กฎหมายที่ปกป้องคนไทยจากการแข่งขันตลอดไป
แต่อาจเป็นกฎหมายที่ทำให้คนไทยไม่ต้องได้รับการปกป้องอีกต่อไป
อ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม
OECD, OECD Economic Surveys: Thailand 2025 — ข้อมูลผลิตภาพ FDI และข้อเสนอให้ลดข้อจำกัดการลงทุนในภาคบริการ OECD Economic Surveys: Thailand 2025
OECD, Improving Thailand’s Foreign Investment Regime — ประวัติข้อจำกัด FDI ของไทยตั้งแต่ปี 1972 และการวิเคราะห์ Foreign Business Act OECD Investment Policy Reviews: Thailand
UNCTAD, Thailand Foreign Business Act B.E. 2542 (1999) — ตัวบทกฎหมายและประวัติการยกเลิกกฎหมายเดิม UNCTAD Investment Laws Navigator – Thailand FBA
Thailand Board of Investment — หลักเกณฑ์เกี่ยวกับ Foreign Ownership และสิทธิของโครงการที่ได้รับการส่งเสริม Thailand Board of Investment
Thailand BOI, ผลการส่งเสริมการลงทุนปี 2025 — FDI ประมาณ 1.36 ล้านล้านบาท งานและการใช้วัตถุดิบในประเทศ Thailand Investment Applications 2025
Thailand BOI, ผลการลงทุนครึ่งแรกปี 2026 — ข้อมูล FDI และการลงทุน Data Center / AI infrastructure ล่าสุด Thailand Investment Applications 1H 2026
รัฐบาลไทย, คำชี้แจงการปรับปรุงธุรกิจภายใต้ Foreign Business Act ปี 2569 รัฐบาลไทย – การปรับปรุงกฎธุรกิจต่างด้าว
Baker McKenzie, Thailand: Foreign Business Act Exemptions in Effect, 2 September 2026 — รายละเอียดกฎกระทรวงวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ที่ยกเว้นกิจการ 8 กลุ่ม Foreign Business Act Exemptions in Effect
Malaysia Investment Development Authority (MIDA) — นโยบายให้ต่างชาติถือหุ้น 100% ใน manufacturing ตั้งแต่ปี 2003 Malaysia Equity Policy
Indonesia Ministry of Investment / BKPM — นโยบายเปิดต่างชาติ 100% เป็นหลัก ยกเว้น 37 กิจกรรมที่มีข้อกำหนด Indonesia Foreign Investment Policy
Singapore ACRA — Register of Registrable Controllers และระบบเปิดเผย Beneficial Ownership Singapore Register of Registrable Controllers
Ministry of Finance Japan — ระบบ FEFTA และการตรวจ Foreign Investment ใน Designated/Core Sectors Japan Foreign Investment Screening under FEFTA
Australian Treasury — การปฏิรูประบบ Foreign Investment Screening ปี 2026 เน้น “เร็วสำหรับความเสี่ยงต่ำ เข้มสำหรับความเสี่ยงสูง” Australia Foreign Investment Framework Reform 2026
World Bank, Thailand Systematic Country Diagnostic Update 2024 — ปัญหา productivity, competition และข้อจำกัดในภาคบริการของไทย World Bank – Thailand SCD 2024
หมายเหตุ: ตัวเลขการลงทุนจาก BOI ที่กล่าวถึงในบทความเป็น “มูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน” (investment applications) ไม่ใช่มูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงแล้วทั้งหมด และข้อมูลกฎหมายอ้างอิงสถานะล่าสุดที่ตรวจสอบ ณ วันที่ 2 กันยายน 2569