วันศุกร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2569

Sharing Economy: แบ่งปันจริง หรือแค่เอาคำสวย ๆ มาครอบการเช่า?

ช่วงหลายปีมานี้ เราได้ยินคำว่า Sharing Economy — เศรษฐกิจแบ่งปัน กันจนชินหู Airbnb ก็ sharing รถเช่ารายชั่วโมงก็ car sharing มีพื้นที่ทำงานให้เช่าก็ sharing space เดี๋ยวนี้แม้แต่เอาสว่าน เครื่องซักพรม หรือเครื่องมือช่างมาให้คนเช่า ก็ยังพยายามเรียกให้ดูดีว่าเป็น “การแบ่งปัน”

ฟังแล้วอบอุ่นดี เหมือนทุกคนช่วยกันใช้ทรัพยากร ลดการบริโภค ลดขยะ รักโลก มีน้ำใจต่อกัน

แต่ถ้าลองเอาคำว่า “sharing” ออก แล้วดูว่าจริง ๆ เงินไหลจากใครไปหาใคร ใครเป็นเจ้าของของ และใครเป็นลูกค้า หลายกรณีก็เหลือคำง่าย ๆ คำเดียว

เช่า

แชร์กับเช่าต่างกันตรงไหน

ถ้าจะให้แบ่งง่ายที่สุด “แชร์” คือหลายคนมีส่วนใช้ทรัพยากรเดียวกัน และไม่มีฝ่ายหนึ่งทำตัวเป็นเจ้าของที่ขายสิทธิ์ใช้งานให้คนอื่นเป็นหลัก ส่วน “เช่า” คือมีเจ้าของชัดเจน แล้วคนอื่นจ่ายเงินเพื่อขอใช้ของชั่วคราว

เพื่อนสี่คนซื้อบ้านร่วมกัน หารเงิน หารค่าซ่อม แบ่งหน้าที่ดูแลบ้าน อันนี้เรียก sharing ได้ค่อนข้างเต็มปาก เพราะทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกัน

เพื่อนสี่คนซื้อรถด้วยกัน ช่วยกันออกค่าประกัน ค่าซ่อม ค่าน้ำมันตามการใช้ อันนี้ก็ยังพอเรียกว่า Shared Ownership — การถือครองร่วม

แต่ถ้าคนหนึ่งซื้อรถ แล้วอีกสามคนต้องจ่ายเงินให้ทุกครั้งที่เอารถไปใช้ ต่อให้เรียก “sharing” เสียงหวานแค่ไหน มันก็คือรถเช่า

มีเจ้าของ มีลูกค้า มีราคา มีช่วงเวลาที่ใช้ได้ แล้วต้องคืน จบข่าว

Airbnb คือการแชร์บ้านตรงไหน

Airbnb เป็นตัวอย่างคลาสสิกที่สุด เจ้าของมีห้อง ผู้เข้าพักจ่ายเงิน เลือกวัน เข้าไปอยู่ พอหมดเวลาก็ออก เจ้าของยังเป็นเจ้าของเหมือนเดิม

ถ้ามองแบบไม่ใส่ฟิลเตอร์การตลาด นี่ก็คือ Short-Term Rental — การเช่าระยะสั้น

จะเรียกว่า Peer-to-Peer Rental — การเช่าระหว่างบุคคล ยังตรงกว่า เพราะแพลตฟอร์มทำหน้าที่จับเจ้าของกับผู้เช่าให้มาเจอกัน

สมัยแรก ๆ ยังพอมีภาพว่า “ฉันมีห้องว่าง เลยเอามาให้คนอื่นใช้” แต่พอมีคนซื้อคอนโดหลายห้องเพื่อปล่อย Airbnb โดยเฉพาะ คำว่า sharing ก็เริ่มตลก

ไม่ได้แชร์บ้านแล้วครับ ทำธุรกิจโรงแรมขนาดย่อมต่างหาก

Car Sharing ก็เหมือนกัน

บริษัทซื้อรถมาเป็นร้อยเป็นพันคัน จอดไว้ทั่วเมือง ลูกค้าจ่ายเงินตามเวลา ตามระยะทาง หรือผ่านค่าสมาชิก

นี่เรียกว่า “แบ่งปันรถ” ตรงไหน?

บริษัทเป็นเจ้าของรถ ลูกค้าไม่มีสิทธิ์อะไรในรถเลยนอกจากสิทธิ์ใช้งานตามเวลาที่จ่ายเงิน

ถ้าเรียกว่า Short-Term Car Rental — การเช่ารถระยะสั้น ทุกคนคงเข้าใจตรงกันทันที เพียงแต่คำว่า car sharing ฟังดูใหม่กว่า ดูเป็นเทคโนโลยี ดูรักโลก และที่สำคัญ ฟังดูไม่เหมือนบริษัทเช่ารถแบบเก่า

แต่เปลี่ยนชื่อ ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้าง

Library of Things ก็หนีไม่พ้น

แนวคิด Library of Things — ห้องสมุดสิ่งของ ฟังดูน่ารักดี แทนที่จะซื้อสว่านไว้เจาะผนังปีละครั้ง ก็ไปยืม เครื่องซักพรม เครื่องมือทำสวน เครื่องมือช่าง ของที่ไม่ได้ใช้บ่อยก็ไม่ต้องซื้อ

แนวคิดนี้มีประโยชน์จริง ไม่มีอะไรต้องเถียง

แต่ถ้าองค์กรซื้อเครื่องมือมา แล้วผู้ใช้จ่ายเงินเพื่อเช่าเป็นวัน มันก็เป็น Equipment Rental — ธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์

แค่เปลี่ยนเคาน์เตอร์ร้านเช่าให้ดูเหมือนห้องสมุด

บางคนอาจเถียงว่า ถ้าของมาจากการบริจาคล่ะ แบบนั้นถือว่า sharing ไหม?

ก็ต้องแยกให้ชัดว่า “ของมาจากไหน” กับ “ผู้ใช้ได้สิทธิ์ใช้ของอย่างไร” เป็นคนละเรื่องกัน

ได้รับของมาฟรีจากการบริจาค แล้วเอาไปปล่อยเช่า ก็ยังเป็นการปล่อยเช่าอยู่ดี การบริจาคไม่ได้เสกธุรกรรมด้านปลายให้กลายเป็นการแบ่งปัน

ของฟรีไม่มี มีแต่คนอื่นจ่ายให้

ปัญหาใหญ่ที่สุดของแนวคิด sharing แบบโรแมนติกคือ ชอบทำเหมือนว่าถ้าเราแบ่งกันใช้ โลกจะมีของฟรีเพิ่มขึ้นมา

ไม่มีครับ

ของทุกชิ้นมีต้นทุน ต่อให้มีคนบริจาคสว่านให้ฟรี ก็ยังมีค่าที่เก็บ ค่าซ่อม ค่าพนักงาน ค่าไฟ ค่าระบบจอง ค่าประกัน ค่าเดินเรื่อง ของหาย ของพัง ของสกปรก และค่าเสียเวลาของคนที่ต้องมานั่งจัดการ

ถ้าคนยืมไม่จ่าย ก็แปลว่าคนอื่นจ่าย

รัฐจ่าย เทศบาลจ่าย มูลนิธิจ่าย ผู้บริจาคจ่าย สมาชิกจ่าย หรือมีสปอนเซอร์จ่าย

Free for the user — ฟรีสำหรับผู้ใช้ ไม่ได้แปลว่า Free for the system — ระบบไม่มีต้นทุน

ต้นทุนไม่ได้หายไปไหน แค่ย้ายกระเป๋า

Sharing Economy ไม่ใช่ Free Economy

การแชร์ของยิ่งมีคนเยอะ ยิ่งมีต้นทุนในการจัดการมากขึ้น สิ่งนี้เรียกว่า Transaction Cost — ต้นทุนในการทำธุรกรรมและบริหารระบบ

ใครใช้ก่อน ใครคืนช้า ใครทำพัง ใครซ่อม ใครทำความสะอาด ใครจองแล้วไม่มา ใครเป็นคนตรวจของ ใครรับผิดชอบถ้าของหาย

ตอนมีเพื่อนสามคนยังพูดกันรู้เรื่อง พอมีสามร้อยคน ลองใช้คำว่า “น้ำใจ” บริหารดูสิครับ

สุดท้ายก็ต้องมีระบบจอง เงินมัดจำ ค่าปรับ พนักงาน สัญญา เงื่อนไขการใช้งาน และฝ่ายบริการลูกค้า

พอมีครบแล้ว หันกลับมาดูอีกที อ้าว หน้าตาเหมือนธุรกิจเช่าของนี่หว่า

ปัญหาคนใช้ฟรีแล้วให้คนอื่นรับภาระ

ในเศรษฐศาสตร์มีคำว่า Free-Rider Problem — ปัญหาคนกินแรงหรือคนรับประโยชน์โดยไม่รับภาระตามสัดส่วน

บ้านอยู่กันสี่คน คนหนึ่งเปิดแอร์ทั้งวัน อีกคนแทบไม่อยู่บ้าน คนหนึ่งทำอาหารทุกวัน อีกคนใช้ครัวปีละสามครั้ง คนหนึ่งล้างห้องน้ำ อีกคนทำเหมือนไม่เคยเห็นห้องน้ำมาก่อน

แล้วหารค่าใช้จ่ายคนละ 25%

ตอนแรกอาจไม่มีอะไร ผ่านไปสักพัก คนที่รับภาระมากกว่าจะเริ่มถามว่า “ทำไมกูต้องจ่ายเท่ามึง”

นี่ไม่จำเป็นต้องเกิดจากทุกคนเป็นคนเลว แค่พฤติกรรมของคนและปริมาณการใช้ของแต่ละคนไม่เท่ากันอยู่แล้ว

การแบ่งทุกอย่างให้ “เท่ากันเป๊ะ” จึงแทบเป็นไปไม่ได้

เท่ากัน ไม่ได้แปลว่ายุติธรรม

คำว่า Equality — ความเท่าเทียม กับ Fairness — ความเป็นธรรม คนชอบเอามาปนกัน

หารคนละ 25% ดูเท่าเทียม แต่ถ้าคนหนึ่งใช้ 60% อีกคนใช้ 5% มันก็ไม่ได้ยุติธรรมโดยอัตโนมัติ

ทีนี้ถ้าจะทำให้ยุติธรรมจริง ก็ต้องเริ่มเก็บข้อมูล ใครใช้รถกี่กิโล ใครใช้เครื่องซักผ้ากี่ครั้ง ใครเปิดแอร์กี่ชั่วโมง ใครทำของพัง ใครช่วยซ่อม ใครเสียเวลาเอาของไปคืน

สุดท้ายก็ต้องตั้งราคาให้การใช้แต่ละอย่าง

แล้วเราก็กลับมาที่จุดเดิมอีกครั้ง

การเช่า

Sharing ใช้ได้ดีตอนคนยังน้อย

การแบ่งปันจริง ๆ มีอยู่ ไม่ใช่ว่าไม่มี

คนในบ้านใช้ของร่วมกัน เพื่อนยืมของกัน เพื่อนบ้านช่วยกันซื้อเครื่องตัดหญ้า ญาติใช้รถร่วมกัน คนหลายคนซื้อบ้านร่วมกัน

ระบบแบบนี้อยู่ได้เพราะคนรู้จักกัน มีความไว้ใจ มีความสัมพันธ์ และยอมให้ความไม่สมดุลเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่านไปได้

แต่พอคนเยอะขึ้น ความไว้ใจก็เริ่มไม่พอ

ต้องมีกฎ ต้องมีราคา ต้องมีสัญญา ต้องมีคนกลาง ต้องมีบทลงโทษ

พูดอีกแบบคือ ยิ่งระบบโต “sharing” ยิ่งต้องสร้างเครื่องมือของตลาดขึ้นมาควบคุมตัวเอง

จนสุดท้ายมันก็กลายเป็นตลาด

คำว่า Sharing ทำหน้าที่ด้านการตลาดได้ดีมาก

นี่น่าจะเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุด

คำว่า Sharing — การแบ่งปัน มีน้ำหนักทางศีลธรรมติดมาด้วย มันฟังดูเป็นคนดี เป็นชุมชน เป็นมิตร ไม่เห็นแก่ตัว รักษ์โลก

“บริษัทให้เช่ารถรายชั่วโมง” ฟังแล้วก็รู้ว่าเป็นธุรกิจ

แต่ “แพลตฟอร์มแบ่งปันรถ” ฟังขึ้นมาทันที เหมือนกำลังช่วยโลก

“บริษัทให้เช่าเครื่องมือ” ฟังธรรมดา

แต่ “Library of Things” ฟังเหมือนเราอยู่ในชุมชนอุดมคติที่ทุกคนแบ่งของกันใช้

ทั้งที่ผู้ใช้ยังต้องหยิบบัตรเครดิตออกมาจ่ายเหมือนเดิม

นี่คือความเก่งของภาษา

เอาธุรกรรมเดิมมาเปลี่ยนคำเรียก แล้ว perception เปลี่ยนทันที

แต่ไม่ได้แปลว่าโมเดลพวกนี้ไม่มีประโยชน์

ต้องแยกเรื่องนี้ให้ออก ไม่อย่างนั้นบทวิจารณ์จะกลายเป็นด่าทุกอย่างแบบไม่ลืมหูลืมตา

การเช่ารถรายชั่วโมงมีประโยชน์
Airbnb บางรูปแบบมีประโยชน์
การเช่าเครื่องมือแทนการซื้อก็มีประโยชน์

มันช่วยให้ของถูกใช้คุ้มขึ้น ลดการซื้อของที่ไม่จำเป็น ลดพื้นที่เก็บของ และทำให้คนเข้าถึงของราคาแพงได้โดยไม่ต้องซื้อ

แต่ประโยชน์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคำว่า sharing

การเช่าก็มีประโยชน์ได้ ไม่ต้องอายที่จะเรียกมันว่าเช่า

ถ้าอยากเรียกให้ตรง คำอื่นมีเยอะ

หลายระบบอาจเรียกว่า Access Economy — เศรษฐกิจที่เน้นการเข้าถึงแทนการเป็นเจ้าของ ซึ่งตรงกว่า เพราะผู้ใช้ต้องการแค่สิทธิ์ใช้งาน ไม่จำเป็นต้องซื้อของ

ถ้าเจ้าของกับผู้เช่าเป็นบุคคลทั่วไป ก็ใช้ Peer-to-Peer Rental — การเช่าระหว่างบุคคล

ถ้าหลายคนเป็นเจ้าของของร่วมกันจริง ๆ ก็ใช้ Shared Ownership — การถือครองร่วม

ถ้าเป็นองค์กรที่สมาชิกเป็นเจ้าของและบริหารร่วมกัน ก็อาจใช้ Cooperative Ownership — การถือครองแบบสหกรณ์

คำพวกนี้อาจไม่เซ็กซี่เท่า Sharing Economy แต่ข้อดีคือไม่ทำให้เราเข้าใจโครงสร้างผิด

ลองถามง่าย ๆ ห้าข้อก่อนเรียกว่า Sharing

ใครเป็นเจ้าของของ?

ใครจ่าย?

ใครรับความเสี่ยง?

ใครกำหนดราคา?

ใครได้กำไร?

ถ้าคำตอบออกมาว่า “บริษัทเป็นเจ้าของ ลูกค้าจ่าย บริษัทกำหนดราคา และบริษัทได้กำไร” แล้วเรายังต้องพยายามอธิบายต่ออีกสามย่อหน้าว่าทำไมสิ่งนี้ถึงเรียกว่า “การแบ่งปัน”

บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่คนฟังไม่เข้าใจ

แต่อยู่ที่คำเรียกมันตั้งแต่แรกแล้ว

สุดท้าย Sharing Economy อาจไม่ได้เป็นแนวคิดใหม่อย่างที่ชอบเล่ากันเสมอไป บางส่วนเป็นการใช้ทรัพย์สินร่วมกันจริง บางส่วนเป็นตลาดกลาง และอีกจำนวนไม่น้อยก็คือธุรกิจเช่าที่เอาคำว่า sharing มาห่อใหม่ให้ดูทันสมัย เป็นมิตร และมีศีลธรรมขึ้น

ของเดิมไม่ได้เลวเพราะมันเป็นการเช่า

และมันก็ไม่ได้ดีขึ้นเพียงเพราะเราเปลี่ยนชื่อมันเป็น “การแบ่งปัน”

บางครั้งก่อนจะสร้างศัพท์เศรษฐกิจใหม่ขึ้นมา เราอาจลองใช้ศัพท์เก่าที่มีอยู่แล้วก่อน

ถ้ามีเจ้าของ มีลูกค้า มีราคา มีระยะเวลาการใช้ แล้วต้องคืนของเมื่อหมดเวลา — เรียกว่าเช่าก็ได้ครับ ไม่ต้องเขิน

Sharing Economy: แบ่งปันจริง หรือแค่เอาคำสวย ๆ มาครอบการเช่า?

ช่วงหลายปีมานี้ เราได้ยินคำว่า Sharing Economy — เศรษฐกิจแบ่งปัน กันจนชินหู Airbnb ก็ sharing รถเช่ารายชั่วโมงก็ car sharing มีพื้นที่ทำงาน...