เรื่องราวของผู้เสียชีวิตทั้ง 8 คน จากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206
ในข่าวอุบัติเหตุใหญ่ ๆ เรามักเริ่มจากตัวเลขก่อนเสมอ
เสียชีวิตกี่ราย
บาดเจ็บกี่คน
รถอะไรชนกับอะไร
เกิดขึ้นกี่โมง
ใครเป็นฝ่ายผิด
ใครต้องรับผิดชอบ
ตัวเลขเหล่านี้จำเป็นต่อการรายงานข่าว แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ทำให้ชีวิตของคนจำนวนหนึ่งถูกบีบให้เหลือเป็นเพียง “จำนวน” หนึ่งในผู้เสียชีวิต หนึ่งในรายชื่อ หนึ่งในศพที่ญาติมารับ หรือหนึ่งในเหตุการณ์ที่สังคมพูดถึงอยู่ไม่กี่วัน
เหตุรถไฟสินค้าชนรถเมล์ ขสมก. สาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟอโศก–ดินแดง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย แต่หลังตัวเลขนั้น มีชีวิตจริงของคน 8 คนอยู่ข้างหลัง มีครอบครัว มีเพื่อน มีงาน มีความฝัน มีของที่ชอบ มีข้อความสุดท้าย และมีคนที่รอให้พวกเขากลับบ้าน
บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเพื่อเรียกร้องอะไร แต่อยากบันทึกข้อมูลของผู้เสียชีวิตแต่ละคนในฐานะ “คนคนหนึ่ง” ไม่ใช่เพียงรายชื่อในข่าวอุบัติเหตุ
1. นายฑีฆา ฑีฆาอุตมากร หรือ “แทน”
นายฑีฆา ฑีฆาอุตมากร หรือ “แทน” อายุ 33 ปี เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตที่ญาติสามารถระบุตัวตนและรับร่างได้ในช่วงแรก ๆ หลังเกิดเหตุ ข้อมูลจากข่าวระบุว่าเขาเป็นอดีตนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น OSK 128 และเคยเป็นประธานนักเรียน ก่อนจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยมหิดล และไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย
แทนเป็นคนมีความสามารถด้านภาษา มีรายงานว่าเขาสื่อสารได้ถึง 6 ภาษา เคยใช้ชีวิตและทำงานในต่างประเทศ ก่อนกลับมาทำงานที่ประเทศไทย โดยตำแหน่งงานที่มีรายงานคือ Partnerships Manager ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือและดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย รายละเอียดเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเขาไม่ใช่แค่ผู้โดยสารคนหนึ่งบนรถเมล์ แต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา มีทักษะ มีเส้นทางชีวิตของตัวเอง และน่าจะยังมีอนาคตอีกไกลมาก
หนึ่งในข้อมูลที่สะเทือนใจที่สุด คือญาติเล่าว่าแทนเคยอยู่ต่างประเทศ แต่เลือกกลับมาอยู่เมืองไทย เพราะไม่อยากอยู่ไกลครอบครัวในวันที่พ่อแม่แก่ตัวลง ประโยคที่ถูกเล่าในข่าวคือ เขาไม่อยากอยู่ไกลจนวันหนึ่งต้องกลับมา “เผาศพพ่อแม่” นี่เป็นรายละเอียดที่ทำให้มุมชีวิตของแทนลึกขึ้นมาก เพราะมันบอกว่าเขาไม่ได้มองชีวิตแค่เรื่องงาน รายได้ หรือโอกาสในต่างประเทศ แต่ยังให้ความสำคัญกับการอยู่ใกล้บ้าน ใกล้ครอบครัว และการไม่ปล่อยให้เวลาของคนที่รักหลุดหายไปไกลเกินไป
ก่อนเกิดเหตุ แทนยังมีการพูดคุยกับเพื่อนตามปกติ ข่าวหลายสำนักพูดถึง “แชทสุดท้าย” ก่อนเกิดเหตุประมาณ 6 นาที ข้อความหนึ่งที่ถูกนำมาเล่าคือ เขาบอกเพื่อนในทำนองว่า “ฉันจะไปทางที่ช้าที่สุด” สิ่งที่ทำให้แชทสุดท้ายนี้เศร้า ไม่ใช่เพราะมันเป็นคำพูดใหญ่โต แต่เพราะมันธรรมดามาก เป็นบทสนทนาแบบที่คนทั่วไปส่งหากันในชีวิตประจำวัน ไม่มีใครรู้ว่านั่นจะเป็นข้อความสุดท้าย ไม่มีใครรู้ว่าการเดินทางครั้งนั้นจะไม่ถึงปลายทาง
เพื่อนสนิทของแทนจากสมัยโรงเรียนสวนกุหลาบเล่าว่า แทนเป็นคนอัธยาศัยดี มีเพื่อนเยอะ เป็นที่รักของคนรอบตัว และใช้ชีวิตเรียบง่าย บางวันนั่งรถเมล์ บางวันเรียกแท็กซี่ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและความเหนื่อยในแต่ละวัน ข้อมูลนี้ทำให้ภาพของแทนไม่ใช่แค่คนเก่งที่พูดได้หลายภาษา หรือคนทำงานระดับผู้จัดการ แต่ยังเป็นคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตปะปนอยู่กับเมือง นั่งรถเมล์ เดินทางไปทำงาน คุยกับเพื่อน และใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป
มีอีกภาพหนึ่งที่ปรากฏในข่าว คือวันที่ครอบครัวไปรับร่าง มีการนำ “สูทตัวเก่ง” ของแทนไปด้วย เหมือนเป็นการส่งเขาในภาพที่คนใกล้ตัวจดจำ เสื้อผ้าชิ้นหนึ่งจึงไม่ได้เป็นแค่เสื้อผ้า แต่มันกลายเป็นภาพแทนตัวตนของเขา เป็นสิ่งที่บอกว่าเขาเคยมีบุคลิก มีวันสำคัญ มีวันที่แต่งตัวดี และมีชีวิตในแบบของตัวเอง
หลังเกิดเหตุ ครอบครัวของแทนเดินทางไปทำพิธีเชิญดวงวิญญาณที่จุดเกิดเหตุ บริเวณริมทางรถไฟสถานีอโศก ก่อนรับร่างจากสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ข่าวรายงานว่าครอบครัวและเพื่อนได้เตรียมของไหว้หลายอย่าง เช่น กล้วย วุ้นกะทิใบเตย น้ำเปล่า ข้าวกะเพราไข่ดาว ขนมจีบ และดอกกล้วยไม้ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้พิธีกรรมไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนหลังความตาย แต่เป็นวิธีที่คนยังอยู่พยายามบอกเขาว่า “กลับบ้านนะ”
2. น.ส.เทียม พวงยอด หรือ “ป้าเทียม”
น.ส.เทียม พวงยอด หรือที่ข่าวเรียกว่า “ป้าเทียม” อายุ 57 ปี เป็นอีกหนึ่งผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 เธอเป็นคนไทย และเป็นหนึ่งในสองรายแรกที่มีการเปิดเผยชื่อหลังเกิดเหตุ ร่วมกับนายฑีฆา ฑีฆาอุตมากร หรือแทน
ข้อมูลจากข่าวระบุว่า ป้าเทียมทำงานเป็นแม่บ้านบริษัทแห่งหนึ่งย่านประตูน้ำ ภาพชีวิตของเธอจึงต่างจากแทนอย่างชัดเจน ถ้าแทนคือคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา ทำงานประสานต่างประเทศ และมีเส้นทางชีวิตระดับสากล ป้าเทียมคือคนทำงานธรรมดาอีกแบบหนึ่ง คนที่อาจไม่ได้ถูกสื่อเล่าประวัติยาว ๆ แต่เป็นแรงงานที่คอยขับเคลื่อนชีวิตประจำวันของเมืองอยู่เงียบ ๆ
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 น.ส.สุรีย์พร พวงยอด อายุ 49 ปี น้องสาวของป้าเทียม เดินทางไปที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อรับร่างพี่สาวกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ภูมิลำเนา ข่าวระบุว่าพี่น้องเดินทางมาจากจังหวัดศรีสะเกษเพื่อมารับร่าง และในช่วงที่กู้ภัยนำร่างขึ้นรถ น้องสาวได้จุดธูปเรียกพี่สาวกลับบ้าน พร้อมพูดว่า “กลับบ้านนะพี่ พี่น้องมารับกันทั้งหมดแล้ว”
ข้อมูลจากคำบอกเล่าของน้องสาวทำให้เห็นภาพของป้าเทียมชัดขึ้นมาก เธอเป็นเสาหลักของครอบครัว ใช้ชีวิตเรียบง่าย ขยันทำงาน ชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และเป็นที่รักของคนรอบตัว แม้ทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่ค่อยบ่น เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นคำพูดธรรมดาที่ญาติใช้เล่าถึงคนที่จากไป แต่เมื่ออ่านรวมกับบริบทชีวิตของเธอ มันทำให้เห็นว่าป้าเทียมเป็นคนประเภทที่คอยแบกภาระไว้เงียบ ๆ ไม่ได้ประกาศตัวว่าเหนื่อย แต่ทำหน้าที่ของตัวเองไปทุกวัน
สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ป้าเทียมเป็นคนดูแลค่าใช้จ่ายหลักของน้องชายที่ป่วยเป็นโรคไต ต้องฟอกไตสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ข้อมูลนี้ทำให้คำว่า “เสาหลักของครอบครัว” ไม่ใช่คำพูดลอย ๆ เพราะชีวิตของเธอมีคนอื่นพึ่งพาอยู่จริง ๆ การจากไปของเธอจึงไม่ใช่แค่การสูญเสียชีวิตหนึ่งชีวิต แต่ยังเป็นการสะเทือนโครงสร้างเล็ก ๆ ของครอบครัวหนึ่งทันที
น้องสาวของเธอให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตาว่า สิ่งที่เสียใจมากที่สุดคือ ก่อนที่พี่สาวจะเสีย ยังไม่ได้คุยกับพี่สาวเลย ประโยคนี้เป็นความเจ็บแบบที่อุบัติเหตุมักทิ้งไว้ให้คนข้างหลัง เพราะการจากไปแบบกะทันหันมักไม่ได้ให้โอกาสใครได้เตรียมใจ ไม่มีประโยคลา ไม่มีการบอกกันตรง ๆ ว่ารักหรือห่วงแค่ไหน มีเพียงข่าวร้ายที่มาถึงทีหลัง แล้วคนที่ยังอยู่ต้องพยายามประกอบความทรงจำจากสิ่งที่ยังเหลืออยู่
ครอบครัวยังบอกว่าป้าเทียมเป็นคนทำความดีมาตลอด เพื่อพี่น้องและคนในครอบครัว บริษัทต้นสังกัดของเธอก็เข้ามาช่วยดูแลและให้กำลังใจครอบครัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่าเธอเป็นคนขยัน ตั้งใจทำงาน และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน
เรื่องของป้าเทียมทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ เธออาจไม่มีประวัติการศึกษาหรือหน้าที่การงานที่ถูกเล่าอย่างหวือหวาในข่าว แต่ชีวิตของเธอมีน้ำหนักมากในแบบของคนทำงาน คนดูแลบ้าน คนดูแลครอบครัว คนที่ทำบุญ ช่วยเหลือผู้อื่น และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของน้องชายที่ป่วย
3. นางเอื้อง มะโนแจ่ม หรือ “ป้าเอี้ยง / ป้าเอื้อง”
นางเอื้อง มะโนแจ่ม อายุ 66 ปี หรือที่ข่าวเรียกว่า “ป้าเอี้ยง” และบางสำนักเรียกว่า “ป้าเอื้อง” เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 ข้อมูลจากข่าวระบุว่าเธอทำงานเป็นแม่บ้านบริษัทแห่งหนึ่งย่านโรงพยาบาลจุฬาฯ และยังคงเดินทางเข้าออกกรุงเทพฯ เพื่อทำงานและรับจ๊อบ แม้อายุจะเข้าสู่วัย 66 ปีแล้ว
ชื่อของเธอในข่าวมีการสะกดต่างกันบ้าง ระหว่าง “เอื้อง” กับ “เอี้ยง” แต่จากหลายสำนักระบุชื่อจริงว่า นางเอื้อง มะโนแจ่ม และเรียกในข่าวว่า ป้าเอี้ยง หรือ ป้าเอื้อง ตามคำเรียกของคนใกล้ตัว
วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริลักษณ์ หลานสาวของป้าเอี้ยง เดินทางไปยื่นเอกสารที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อติดต่อขอรับร่าง ก่อนนำไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลที่วัดหนามแดง ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ วันเดียวกัน เวลาประมาณ 17.30 น. เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูได้นำร่างของเธอจากสถาบันนิติเวชมาถึงวัดหนามแดง โดยมีครอบครัว ญาติ เจ้าหน้าที่ ขสมก. และการรถไฟแห่งประเทศไทยมาร่วมไว้อาลัย
ภาพที่ข่าวเล่าคือ เมื่อลูกชายและครอบครัวเห็นโลงศพมาถึงวัด ทุกคนร้องไห้และเข้าไปกอดโลงทันที เป็นภาพของการรอคอยที่จบลงด้วยความจริงที่ไม่มีใครอยากยอมรับ เพราะก่อนหน้านั้นลูกชายยังมีความหวังอยู่มากว่าแม่อาจรอด เนื่องจากช่วงแรกยังไม่พบชื่อแม่ในรายชื่อผู้เสียชีวิตที่ยืนยันตัวตนแล้ว
นายอนุสรณ์ มโนแจ่ม อายุ 46 ปี ลูกชายของป้าเอื้อง เล่าว่า ปกติแม่เดินทางไปทำงานนอกบ้านวันจันทร์ถึงศุกร์ โดยอาศัยทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าบ้างตามเส้นทาง เขาบอกว่าแม่เพิ่งมานั่งรถเมล์สายนี้ในช่วงหลัง เพราะรับจ๊อบที่กรุงเทพฯ และทุกคนก็คิดว่าน่าจะปลอดภัยเหมือนการเดินทางทั่วไป ไม่มีใครคิดว่าวันหนึ่งการขึ้นรถเมล์ธรรมดาจะกลายเป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย
ข้อมูลจากลูกชายยังทำให้เห็นว่า ป้าเอื้องเป็นคนขยันและยังคงทำงานอยู่เสมอ แม้อายุ 66 ปีแล้ว ในข่าวลูกชายพูดถึงแม่ว่าเป็น “คนเก่ง” และเล่าว่าช่วงแผ่นดินไหว แม่ก็ยังไปทำงานรับจ๊อบที่กรุงเทพฯ และสามารถวิ่งออกมาได้ทัน นี่เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่ทำให้เห็นว่าเธอเป็นคนกระฉับกระเฉง แข็งแรง และยังใช้ชีวิตทำงานอย่างจริงจัง
ก่อนเกิดเหตุ ป้าเอี้ยงมีแชทสุดท้ายกับเพื่อนชื่อ นางจิณห์นพสุขข์ บุญทอง อายุ 64 ปี เพื่อนของเธอเล่าว่า ป้าเอี้ยงส่งข้อความมาชวนไปตรวจหรือรักษาเกี่ยวกับ “เลือดและน้ำเหลืองในร่างกายให้สมดุลปกติ” โดยบอกว่าไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องเดินทางไปเอง เพื่อนคนนี้ยังบอกด้วยว่า วันเกิดเหตุป้าเอี้ยงไลน์หาเพื่อนหลายคนเพื่อชวนไปตรวจสุขภาพ แต่ไม่มีใครว่างไปด้วย
รายละเอียดนี้ทำให้วันสุดท้ายของป้าเอี้ยงมีความเศร้าอีกชั้นหนึ่ง เพราะเธอไม่ได้กำลังเดินทางไปเที่ยวหรือทำธุระใหญ่โต แต่กำลังเดินทางไปดูแลสุขภาพของตัวเอง เป็นการเดินทางที่ควรจะเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ยังอยากดูแลชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่พรากชีวิตเธอไป
เพื่อนของป้าเอี้ยงให้สัมภาษณ์ว่า หลังเกิดเหตุได้พยายามโทรหาเธอ แต่ไม่มีใครรับสาย และต่อมาจึงเห็นข่าวจากสื่อมวลชน ความรู้สึกของเพื่อนยังผูกอยู่กับคำถามว่า ถ้าวันนั้นมีเพื่อนไปด้วยกันทั้งหมด อาจจะเกิดอะไรขึ้นอีกแบบหนึ่ง อาจจะรอดทั้งหมดเพราะเสียเวลารอกัน หรืออาจจะเสียชีวิตไปด้วยกันทั้งหมด ความคิดแบบนี้เป็นความเจ็บปวดของคนที่ยังอยู่ เพราะอุบัติเหตุมักทิ้งคำว่า “ถ้า” ไว้ให้คนข้างหลังวนคิดซ้ำ ๆ เสมอ
หลังรับร่าง ครอบครัวจัดพิธีรดน้ำศพและสวดพระอภิธรรมที่วัดหนามแดง โดยมีพระครูวิทูรกิจจาทร หรือพระครูจาบ เจ้าอาวาสวัดหนามแดง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการรดน้ำศพ ผ่านสายสิญจน์ ก่อนให้ครอบครัว ญาติ ตัวแทน ขสมก. และการรถไฟฯ เข้าร่วมพิธีท่ามกลางความโศกเศร้า ต่อมามีพิธีฌาปนกิจศพของป้าเอื้องในวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ที่วัดหนามแดง โดยมีญาติ เพื่อน และเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายมาร่วมพิธี
ชีวิตของป้าเอื้องหรือป้าเอี้ยงเป็นภาพของคนทำงานอีกแบบหนึ่ง คนที่ยังทำงานแม้อายุมากแล้ว เดินทางเข้าเมือง รับจ๊อบ ดูแลตัวเอง และใช้ระบบขนส่งสาธารณะเหมือนคนกรุงเทพฯ จำนวนมาก เธอไม่ได้เป็นคนมีประวัติยาวในข่าว แต่รายละเอียดจากลูกชายและเพื่อนทำให้เห็นว่าเธอเป็นแม่ เป็นเพื่อน เป็นคนทำงาน และเป็นคนธรรมดาที่วันหนึ่งแค่ขึ้นรถเมล์ไปตามชีวิตประจำวัน แล้วไม่ได้กลับมาอีก
4. น.ส.วิภารักษ์ เผ่าภูรี หรือ “โรส”
น.ส.วิภารักษ์ เผ่าภูรี หรือ “โรส” อายุ 25 ปี เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 ข้อมูลจากภาควิชานิเทศศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่าเธอเป็นนิสิตเก่าสาขาวิชาสื่อสารมวลชน รุ่น CA37 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569
หลังเรียนจบ โรสทำงานตำแหน่งกราฟิกในบริษัทแห่งหนึ่ง และมีอาชีพเสริมเป็นดีเจ เปิดเพลงในผับย่านบางนา ข่าวบางสำนักระบุว่าเธอเรียนดี ขยัน มีความสามารถ และจบเกียรตินิยมอันดับ 2 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยหลังฝึกงานเสร็จ บริษัทก็รับเธอเข้าทำงานต่อทันที ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เห็นภาพของโรสในฐานะคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างชีวิตในกรุงเทพฯ ทั้งงานประจำด้านกราฟิก และงานเสริมที่เกี่ยวกับดนตรีและความบันเทิง
โรสมีแม่บุญธรรมชื่อ นางวิภาดา อายุ 59 ปี อยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนครอบครัวจะรู้ข่าวร้าย มีรายงานว่าสมาร์ตวอตช์ของโรสส่งแจ้งเตือนระบบ Crash Detect ไปยังแม่บุญธรรมในช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุ แม่พยายามโทรหาลูกสาวหลายครั้ง ก่อนมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยรับสายและแจ้งว่าเจ้าของโทรศัพท์ประสบอุบัติเหตุ ต่อมาสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ จึงยืนยันอัตลักษณ์ว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือโรส
รายละเอียดเรื่องสมาร์ตวอตช์ทำให้เรื่องของโรสมีมิติที่สะเทือนใจมาก เพราะเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉิน กลายเป็นสัญญาณแรกที่ทำให้แม่รู้ว่าลูกอาจอยู่ในเหตุการณ์ใหญ่ เป็นการแจ้งเตือนที่ไม่มีใครอยากได้รับ และหลังจากนั้นแม่ต้องเดินทางจากอุบลราชธานีเข้ากรุงเทพฯ เพื่อตามหาลูกสาวจากข้อมูลที่ยังไม่ชัดเจนในช่วงแรก
วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ครอบครัวของโรสเดินทางไปรับร่างที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีที่จังหวัดอุบลราชธานี บ้านเกิดของเธอ ข่าวระบุว่าครอบครัวรับร่างกลับไปที่วัดสวนสวรรค์ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีญาติพี่น้องและประชาชนที่ทราบข่าวมาร่วมรับศพและเตรียมจัดงานบำเพ็ญกุศล
วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 มีพิธีฌาปนกิจศพของโรสที่วัดสวนสวรรค์ ตำบลพิบูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอาลัย มีครอบครัว ญาติ เพื่อนร่วมงาน ประชาชน และตัวแทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ข่าวสยามรัฐรายงานว่ามีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน รวมถึงผู้บริหารจากหน่วยงานด้านคมนาคมและส่วนราชการในพื้นที่
อีกมิติหนึ่งของโรสที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์นี้อย่างน่าเศร้าคือ ภาพหรือสตอรี่สุดท้ายของเธอถูกใช้เป็นหนึ่งในเบาะแสสำคัญในการช่วยระบุตัวผู้เสียชีวิตรายสุดท้าย คือ นายเสริมลาภ ปิ่นทอง หรือ “เอ” เพราะในภาพมีชายคนหนึ่งติดอยู่ในเฟรม ก่อนตำรวจจะนำไปเทียบกับข้อมูลจากเพื่อนร่วมงาน ภาพกล้องวงจรปิด และรายละเอียดเครื่องแต่งกาย จนช่วยเชื่อมโยงไปสู่การยืนยันตัวตนของผู้เสียชีวิตรายที่ 8 ได้ในภายหลัง
ชีวิตของโรสเป็นภาพของหญิงสาววัย 25 ปีที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของชีวิตการทำงาน เธอมีทั้งงานกราฟิก งานดีเจ ความสามารถด้านการเรียน และครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัดคอยผูกพันอยู่เบื้องหลัง วันที่เกิดเหตุจึงไม่ใช่แค่การสูญเสียผู้โดยสารอีกหนึ่งคน แต่เป็นการหยุดชีวิตของคนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่กำลังเริ่มสร้างทางของตัวเองในเมืองใหญ่
5. นายธนัฐพิพัฒน์ เขียววิจิตร หรือ “ขนุน”
นายธนัฐพิพัฒน์ เขียววิจิตร หรือ “ขนุน” เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 ข้อมูลจากหลายสำนักระบุอายุไม่ตรงกันเล็กน้อย บางแห่งระบุ 21 ปี บางแห่งระบุ 22 ปี แต่ข้อมูลหลักตรงกันว่าเขาเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดนครปฐม ชื่อของเขาในข่าวบางแห่งสะกดเป็น “ธนัสพิพัฒน์” แต่แหล่งข่าวหลายสำนักและข้อความไว้อาลัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุชื่อว่า นายธนัฐพิพัฒน์ เขียววิจิตร
วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ครอบครัวของขนุนเดินทางไปรับร่างที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ โดยมีพ่อคือ นายสันติ เขียววิจิตร แม่คือ นางณัฏฐ์สุภรณ์ จันทร์ทรายมูล น้องสาว และญาติพี่น้อง เดินทางมายื่นเอกสารเพื่อติดต่อขอรับร่าง ก่อนนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดคลองหนึ่ง ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี
ข้อมูลจากแม่ทำให้เห็นภาพของขนุนมากกว่าการเป็น “นักศึกษาผู้เสียชีวิต” เธอเล่าว่าลูกชายเป็นเด็กดี ชอบกีฬา มีเพื่อนรักเยอะ มีโรคประจำตัว และเคยผ่าตัดมาแล้ว 6–7 ครั้ง แต่ก็ผ่านช่วงเวลายาก ๆ มาได้ ครอบครัวเคยวางอนาคตไว้ว่าเขาจะเป็นโปรแกรมเมอร์ และขนุนเคยบอกว่าจะดูแลแม่หลังแม่เกษียณ รวมถึงเคยตั้งใจเก็บเงินซื้อของขวัญวันเกิดให้แม่ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้เรื่องของขนุนเจ็บมาก เพราะเขาเป็นลูกชายที่ครอบครัวเฝ้าดูแล ประคอง และหวังว่าจะได้เห็นเขาเติบโตไปถึงวันที่ดูแลครอบครัวกลับได้
คำว่า “อนาคตโปรแกรมเมอร์” ที่ปรากฏในข่าวจึงไม่ใช่แค่คำเรียกสั้น ๆ แต่เป็นภาพของเด็กมหาวิทยาลัยปี 3 ที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางของตัวเอง เขาเรียนสายเทคโนโลยีสารสนเทศ อยู่ในช่วงที่ชีวิตกำลังจะค่อย ๆ ขยับจากห้องเรียนไปสู่โลกการทำงานจริง อีกไม่นานก็คงต้องฝึกงาน ทำโปรเจกต์ จบการศึกษา และเริ่มต้นชีวิตทำงานแบบที่นักศึกษาหลายคนกำลังมองไปข้างหน้าเหมือนกัน
มหาวิทยาลัยศิลปากรและคณะวิทยาศาสตร์ได้ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของขนุน โดยระบุว่าเขาเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ ข้อมูลจากข่าว Nation TV ยังระบุว่าเขาเป็นนักกิจกรรม ช่วยเหลืออาจารย์ในภาควิชาคอมพิวเตอร์ และเป็นที่รักของอาจารย์กับเพื่อน ๆ ซึ่งทำให้เห็นว่าในพื้นที่มหาวิทยาลัย เขาไม่ได้เป็นเพียงนักศึกษาคนหนึ่งที่มาเรียนแล้วกลับ แต่เป็นคนที่มีตัวตนในกลุ่มเพื่อน อาจารย์ และกิจกรรมของภาควิชาด้วย
วันที่ร่างของขนุนเดินทางถึงวัดคลองหนึ่ง ข่าวไทยรัฐรายงานว่าเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำร่างมาถึงเวลาประมาณ 19.30 น. ครอบครัวอยู่ในอาการเสียใจอย่างหนัก ภาพที่ถูกเล่าในหลายข่าวคือแม่กอดรูปลูกชาย เคาะโลง และร้องเรียกให้ลูกกลับบ้าน เป็นภาพที่บีบใจมาก เพราะสำหรับครอบครัว ขนุนไม่ได้เป็นผู้เสียชีวิตในข่าว เขาคือลูกชายที่เคยผ่านการผ่าตัดหลายครั้ง เคยมีชีวิตที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ และกำลังจะเติบโตไปเป็นคนทำงานในอนาคต
วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 มีพิธีฌาปนกิจศพของขนุนที่จังหวัดปทุมธานี โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะผู้บริหาร อาจารย์ เพื่อน และครอบครัวเข้าร่วมไว้อาลัย สำนักข่าวไทยรายงานว่าผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเข้าร่วมพิธีด้วย ขณะที่มหาวิทยาลัยศิลปากรโดยอธิการบดีและคณะผู้บริหารร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีบำเพ็ญกุศล
เรื่องของขนุนเป็นความสูญเสียของคนวัยต้น 20 ที่กำลังอยู่ตรงกลางระหว่าง “ลูก” กับ “ผู้ใหญ่ที่กำลังจะเริ่มรับผิดชอบชีวิตตัวเอง” เขายังเป็นนักศึกษา ยังมีครอบครัวที่คอยดูแล ยังมีแม่ที่เขาอยากตอบแทน ยังมีความฝันจะเป็นโปรแกรมเมอร์ และยังมีมหาวิทยาลัย เพื่อน อาจารย์ ที่จดจำเขาในฐานะคนมีน้ำใจ ช่วยเหลือกิจกรรม และเป็นส่วนหนึ่งของภาควิชาคอมพิวเตอร์
6. Ms. AYE AYE MYINT หรือ “เอเอมิท”
Ms. AYE AYE MYINT หรือที่ข่าวไทยบางแห่งเขียนเสียงอ่านว่า “เอเอมิท” อายุ 36 ปี เป็นผู้เสียชีวิตชาวเมียนมาจากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 ชื่อของเธอปรากฏในรายชื่อผู้เสียชีวิตที่พิสูจน์อัตลักษณ์แล้วร่วมกับผู้เสียชีวิตรายอื่น ๆ แต่เมื่อเทียบกับคนไทยหลายรายในเหตุการณ์เดียวกัน ข้อมูลชีวิตส่วนตัวของเธอที่ปรากฏในสื่อมีน้อยกว่ามาก
สิ่งที่ยืนยันได้จากข่าวคือ เธอเป็นหญิงชาวเมียนมา อายุ 36 ปี และเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตที่ญาติเดินทางมาติดต่อขอรับร่างที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ หลังเกิดเหตุ วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ไทยรัฐรายงานว่าแฟนหนุ่มและครอบครัวของเธอเดินทางเข้ามาดูร่างเพื่อยืนยันตัวตน ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้าอย่างหนัก และเมื่อแฟนหนุ่มเห็นสภาพศพก็ถึงกับเป็นลมล้มลง เพราะรับไม่ได้กับการสูญเสียที่เกิดขึ้นกะทันหัน
รายละเอียดนี้เป็นข้อมูลไม่มาก แต่เพียงพอที่จะทำให้เห็นว่าเธอไม่ใช่แค่ชื่อภาษาอังกฤษในท้ายรายชื่อผู้เสียชีวิต เธอมีคนรัก มีครอบครัว มีคนที่เดินทางมาตามหาและรับเธอกลับไปทำพิธี แม้ข่าวจะไม่ได้เล่าว่าเธอทำงานอะไร อยู่ที่ไหน หรือใช้ชีวิตอย่างไรในกรุงเทพฯ แต่ภาพของแฟนหนุ่มที่เป็นลมหลังเห็นร่าง บอกชัดว่าเธอเป็นศูนย์กลางของความผูกพันของใครบางคนเหมือนผู้เสียชีวิตรายอื่น ๆ
รายงานบางแห่งระบุว่าญาติและครอบครัวของ Ms. AYE AYE MYINT เดินทางมาติดต่อขอรับร่างแล้ว แต่ยังมีประเด็นเรื่องเอกสารที่ต้องรอดำเนินการเพิ่มเติมก่อนรับร่างได้ครบถ้วน ส่วนสำนักข่าวไทยและ Thai Tabloid รายงานว่าครอบครัวเตรียมนำร่างไปประกอบพิธีที่วัดพรหมวงศาราม หรือวัดหลวงพ่อเณร ย่านประชาสงเคราะห์ กรุงเทพฯ
เมื่อเขียนถึง Ms. AYE AYE MYINT สิ่งที่น่าสังเกตคือ ความเงียบของข้อมูลรอบตัวเธอ ข่าวส่วนใหญ่ระบุเพียงชื่อ อายุ สัญชาติ และการมาติดต่อรับร่าง ไม่มีรายละเอียดงาน ไม่มีภูมิลำเนา ไม่มีคำบอกเล่าจากเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนสนิทเหมือนผู้เสียชีวิตบางราย นี่ไม่ได้แปลว่าชีวิตของเธอมีเรื่องราวน้อยกว่าใคร แต่อาจสะท้อนข้อจำกัดของการรายงานข่าวเมื่อผู้เสียชีวิตเป็นแรงงานข้ามชาติหรือชาวต่างชาติในเมืองไทย
ในเหตุการณ์เดียวกัน ผู้เสียชีวิตบางรายถูกเล่าผ่านประวัติการศึกษา งาน เพื่อน ครอบครัว อาหารที่ชอบ หรือข้อความสุดท้าย แต่สำหรับเธอ สิ่งที่เหลืออยู่ในข่าวมีเพียงชื่อภาษาอังกฤษ อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา และภาพของคนรักกับครอบครัวที่มารับร่างด้วยความเสียใจ ข้อมูลมีน้อย แต่ความสูญเสียไม่ได้เล็กลงตามจำนวนข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้
7. น.ส.สุภาพร จงจิตร หรือ “แอล”
น.ส.สุภาพร จงจิตร หรือ “แอล” อายุ 33 ปี เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟอโศก–ดินแดง ข้อมูลจากหลายสำนักระบุว่าเธอเป็นชาวอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และครอบครัวต้องเดินทางจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ เพื่อติดตามข่าว ตรวจ DNA และรับร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด
ในช่วงแรกหลังเกิดเหตุ แอลเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตที่ยังต้องรอการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ ครอบครัวของเธอเหมารถตู้จากอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เข้ากรุงเทพฯ เพื่อนำคุณพ่อมาตรวจ DNA เทียบเคียงกับร่างผู้เสียชีวิตที่ยังไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ กระทั่งสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ แจ้งผลยืนยันว่า หนึ่งในร่างดังกล่าวคือ น.ส.สุภาพร จงจิตร หรือแอลจริง
วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ครอบครัวของแอลเดินทางไปที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อติดต่อขอรับร่างกลับจังหวัดเชียงใหม่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า พี่ชายของเธอให้สัมภาษณ์ว่า แอลเป็นเสาหลักของครอบครัว และเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการคลินิกความงาม อนาคตกำลังไปได้ดี ครอบครัวยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียที่เกิดขึ้นกะทันหัน
ข้อมูลเรื่องการเลื่อนตำแหน่งทำให้เรื่องของแอลมีน้ำหนักมาก เพราะเธอไม่ได้อยู่ในช่วงชีวิตที่หยุดนิ่ง แต่เป็นคนทำงานที่กำลังขยับขึ้น กำลังได้รับความไว้วางใจมากขึ้น และน่าจะกำลังมองอนาคตของตัวเองกับครอบครัวชัดขึ้น การเป็น “เสาหลักของครอบครัว” จึงไม่ได้หมายถึงแค่รายได้ แต่หมายถึงบทบาทของคนที่ครอบครัวฝากความหวังไว้ด้วย
หลังรับร่าง ครอบครัวเตรียมนำร่างของแอลกลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดน้ำแพร่ ตำบลน้ำแพร่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรายงานกำหนดสวดอภิธรรมระหว่างวันที่ 22–26 พฤษภาคม 2569 ข่าวท้องถิ่นเชียงใหม่รายงานว่าช่วงเช้าวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 มูลนิธิร่วมกตัญญูนำร่างของแอลกลับถึงบ้านเกิดที่เชียงใหม่แล้ว ก่อนเข้าสู่พิธีทางศาสนาตามกำหนด
อีกข้อมูลหนึ่งที่ปรากฏในสื่อและโพสต์ท้องถิ่นคือ แอลเคยได้รับตำแหน่ง “ธิดาข้าวหอม อำเภอพร้าว” ซึ่งเป็นกิจกรรมในพื้นที่บ้านเกิด ข้อมูลส่วนนี้ทำให้เห็นว่าเธอไม่ได้เป็นเพียงคนทำงานในกรุงเทพฯ แต่ยังมีภาพจำในชุมชนเดิมของตัวเอง เป็นคนที่คนในพื้นที่พร้าวรู้จักและจดจำได้ในอีกมุมหนึ่ง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดนี้มาจากสื่อและโพสต์ท้องถิ่น จึงควรวางไว้เป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่แกนหลักของประวัติชีวิตเธอ
เรื่องของแอลเป็นภาพของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ สร้างชีวิตของตัวเองจนกำลังเติบโตในหน้าที่การงาน แต่ยังมีบ้านเกิดและครอบครัวอยู่ไกลออกไปเป็นศูนย์กลางความผูกพัน วันที่เธอจากไปจึงไม่ใช่แค่การสูญเสียของครอบครัวหนึ่งในเชียงใหม่ แต่ยังเป็นการหยุดเส้นทางของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังทำงาน กำลังเลื่อนตำแหน่ง กำลังเป็นที่พึ่งของบ้าน และกำลังมีอนาคตที่ดูเหมือนจะเดินหน้าไปได้อีกไกล
8. นายเสริมลาภ ปิ่นทอง หรือ “เอ”
นายเสริมลาภ ปิ่นทอง หรือ “เอ” เป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 8 และเป็นรายสุดท้ายที่สามารถยืนยันตัวตนได้จากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 ข้อมูลอายุในข่าวมีทั้ง 44 และ 45 ปี แต่ข้อมูลหลักตรงกันว่าเขาเป็นชาวนนทบุรี และเป็นพนักงานบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ใช้ชีวิตค่อนข้างเงียบ ไม่มีครอบครัวของตัวเอง พ่อ แม่ และน้องชายเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้ช่วงแรกหลังเกิดเหตุไม่มีญาติใกล้ชิดมาติดต่อขอรับร่างเหมือนผู้เสียชีวิตรายอื่น ๆ
ก่อนจะทราบว่าเขาคือหนึ่งในผู้เสียชีวิต เพื่อนร่วมงานเริ่มผิดสังเกตเมื่อเสริมลาภขาดการติดต่อหลังวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 และไม่ไปทำงานในวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่บริษัทมีการย้ายออฟฟิศ เพื่อนร่วมงานเล่าว่าเขาเป็นคนรับผิดชอบสูง ไม่ใช่คนที่จะหายไปเฉย ๆ จึงช่วยกันตามหา ติดต่อฝ่ายบุคคล เทศบาล ร้านค้าใกล้เคียง บริษัทโทรศัพท์ และเข้าแจ้งความคนหายที่ สน.รัตนาธิเบศร์
เบาะแสสำคัญมาจากสัญญาณโทรศัพท์มือถือของเขา ซึ่งพบว่าสัญญาณสุดท้ายอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ อีกส่วนหนึ่งมาจากภาพและคลิปในโซเชียล โดยเฉพาะภาพสุดท้ายของ น.ส.วิภารักษ์ เผ่าภูรี หรือโรส ผู้เสียชีวิตอีกราย ที่มีชายคนหนึ่งติดอยู่ในเฟรม ตำรวจนำภาพนั้นมาเทียบกับข้อมูลจากเพื่อนร่วมงาน ภาพกล้องวงจรปิด และรายละเอียดการแต่งกาย เช่น รองเท้า กระเป๋า และกางเกง จนเชื่อมโยงได้ว่าชายคนนั้นน่าจะเป็นเสริมลาภ ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจ DNA เพื่อยืนยันตัวตน
การพิสูจน์ตัวตนของเขาซับซ้อนกว่ารายอื่น เพราะพ่อ แม่ และน้องชายเสียชีวิตไปแล้ว ตำรวจจึงต้องตามหาญาติผู้ชายในสายตระกูลเดียวกันเพื่อนำ DNA มาเทียบ โดยมีรายงานว่าต้องใช้ญาติที่เป็นลูกพี่ลูกน้องเพศชายซึ่งมีสายเลือดผ่านทางฝ่ายชายมาตรวจเปรียบเทียบ ผลตรวจยืนยันว่าร่างผู้เสียชีวิตรายสุดท้ายคือ นายเสริมลาภ ปิ่นทอง จริง
ชีวิตของเสริมลาภจากคำบอกเล่าของเพื่อนและญาติเป็นชีวิตที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว แต่ไม่ได้ว่างเปล่า เพื่อนร่วมงานชื่อ นายเกียงไกร ประจันตะเสน เล่าว่าเขาเป็นคนอินโทรเวิร์ต รักงาน รับผิดชอบสูง เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานและลูกค้า ทุกคนรอให้เขากลับบ้านอย่างปลอดภัย ก่อนจะรู้ความจริงว่าเขาคือผู้เสียชีวิตรายสุดท้าย วันเกิดเหตุเขาตั้งใจจะไปงาน BNK48 และก่อนหน้านั้นยังพูดคุยเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงานอยู่
เพื่อนสมัยเด็กชื่อ นายธีรวัฒน์ เทียมดวงแข เล่าว่าเขารู้จักเอมาตั้งแต่เด็ก อยู่บ้านใกล้กัน และจำเขาได้ว่าเป็นคนนิสัยดี ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ปกติเสริมลาภชอบออกไปเที่ยวในกรุงเทพฯ เดินห้าง และใช้ชีวิตข้างนอกบ้าน ตอนแรกเมื่อเห็นข่าวรถไฟชนรถเมล์ เพื่อนยังไม่คิดว่าจะเป็นเขา เพราะคิดว่าอาจไปเที่ยวเหมือนที่เคยทำ กระทั่งเพื่อนร่วมงานเริ่มตามหาและข้อมูลต่าง ๆ ค่อย ๆ ชี้กลับมาที่เหตุการณ์นี้
ญาติฝ่ายแม่ชื่อ นางนันทวัลย์ เล่าว่าเคยเลี้ยงเสริมลาภมาตั้งแต่เด็ก เคยนอนบ้านเดียวกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตและไม่ได้พบหน้ากันมานานกว่า 30 ปี แต่ยังมีการติดต่อช่วยเหลือกันบ้างเป็นครั้งคราว เธอบอกว่าเขาเป็นคนเก่ง ขยัน นิสัยดี แต่น่าสงสาร เพราะไม่มีครอบครัว พ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว และใช้ชีวิตค่อนข้างโดดเดี่ยว
วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ญาติของเสริมลาภเดินทางไปรับร่างที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดชมภูเวก จังหวัดนนทบุรี โดยมีเจ้าหน้าที่ ขสมก. และการรถไฟแห่งประเทศไทยมาร่วมอำนวยความสะดวกและแสดงความเสียใจ มีรายงานว่าญาติ เพื่อนสมัยเรียน และเพื่อนร่วมงานไปทำพิธีเชิญดวงวิญญาณที่รถเมล์คันเกิดเหตุ พร้อมนำอาหารที่เขาชอบ เช่น ผัดกะเพรา ต้มจับฉ่าย ข้าวเปล่า และขนมปังไส้กรอก ไปไหว้ด้วย
เรื่องของเสริมลาภเป็นเหมือนบทสุดท้ายของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เพราะเขาเกือบถูกจดจำเพียงในฐานะ “ผู้เสียชีวิตไม่ทราบชื่อ” แต่สุดท้ายเพื่อนร่วมงาน เพื่อนเก่า ญาติ และตำรวจช่วยกันตามร่องรอยจนชื่อของเขากลับมา เขาไม่ใช่แค่ร่างสุดท้ายที่รอการพิสูจน์ แต่เป็นคนชื่อเอ เป็นพนักงานบริษัทประกันภัย เป็นคนอินโทรเวิร์ต เป็นคนชอบ BNK48 เป็นเพื่อนของใครบางคน เป็นญาติที่เคยมีคนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก และเป็นคนที่ถึงจะดูโดดเดี่ยวในชีวิตประจำวัน ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งพยายามตามหาเขาให้กลับบ้าน
บทส่งท้าย
เมื่ออ่านเรื่องของทั้ง 8 คนต่อกัน สิ่งที่ชัดขึ้นไม่ใช่แค่ความรุนแรงของอุบัติเหตุ แต่คือความหลากหลายของชีวิตที่ถูกหยุดไว้ในวันเดียวกัน
มีทั้งคนทำงานรุ่นใหม่ที่เรียนสูงและพูดได้หลายภาษา
มีแม่บ้านที่เป็นเสาหลักของครอบครัว
มีแม่วัย 66 ปีที่ยังทำงานและเดินทางไปดูแลสุขภาพ
มีหญิงสาววัย 25 ปีที่ทำงานกราฟิกและเป็นดีเจ
มีนักศึกษาปี 3 ที่อยากเป็นโปรแกรมเมอร์และดูแลแม่
มีหญิงชาวเมียนมาที่ข่าวเล่าไว้สั้นมาก แต่ยังมีคนรักและครอบครัวมารับร่าง
มีผู้หญิงจากเชียงใหม่ที่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งและเป็นเสาหลักของบ้าน
และมีชายคนหนึ่งที่เกือบกลายเป็นศพนิรนาม ก่อนเพื่อนร่วมงาน เพื่อนเก่า ญาติ และตำรวจจะช่วยกันตามชื่อเขากลับมา
ข่าวใหญ่ทำให้เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่บางครั้งข่าวใหญ่ก็ไม่มีพื้นที่พอจะเล่าว่าคนที่เสียชีวิตเป็นใคร บางคนจึงถูกจดจำผ่านประวัติการศึกษา บางคนผ่านงานที่ทำ บางคนผ่านคำพูดสุดท้าย บางคนผ่านอาหารที่ชอบ บางคนผ่านโลงศพที่ครอบครัวกอดไว้ และบางคนผ่านความเงียบของข้อมูลที่แทบไม่มีใครเล่าแทนเขา
ไม่มีใครควรถูกจำเพียงว่าเป็น “รายที่เท่าไหร่” ในเหตุการณ์หนึ่ง
เพราะทุกคนมีชื่อ มีชีวิต มีคนที่รัก มีเรื่องที่ยังไม่ทันทำ และมีเส้นทางที่ควรได้เดินต่อไปมากกว่านั้น
บันทึกนี้จึงเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับเก็บชื่อของพวกเขากลับมาอีกครั้ง
นายฑีฆา ฑีฆาอุตมากร
น.ส.เทียม พวงยอด
นางเอื้อง มะโนแจ่ม
น.ส.วิภารักษ์ เผ่าภูรี
นายธนัฐพิพัฒน์ เขียววิจิตร
Ms. AYE AYE MYINT
น.ส.สุภาพร จงจิตร
นายเสริมลาภ ปิ่นทอง
ผู้โดยสารทั้ง 8 คนที่ไม่ได้กลับบ้านในวันนั้น