วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

พางตงไหล: ห้างที่คนต่อคิวเหมือนแจกฟรี (และเงามืดที่มันซ่อนอยู่)

บางเมืองมีแลนด์มาร์กเป็นวัด มีสะพาน มีตึกสูง

แต่เมือง許昌 (สวี่ชาง) มณฑลเหอหนาน มีแลนด์มาร์กเป็น… “ห้าง”

และคิวหน้าห้างบางวันให้อารมณ์เหมือนคนกำลังรอเข้างานคอนเสิร์ตระดับชาติ—แค่เปลี่ยนจากแท่งไฟ เป็นถุงผ้า และเปลี่ยนจากเสียงกรี๊ด เป็นเสียงล้อรถเข็นเสียดพื้นแบบเบา ๆ

ห้างชื่อ 胖东来 (Pangdonglai / พางตงไหล)
ห้างที่คนจีนเล่ากันว่า “ยอมต่อคิวรอเข้า” เหมือนกำลังไปเอาของฟรี ทั้งที่ไม่ได้แจกฟรี

บทความนี้เป็น บันเทิงคดี ในรูปแบบ “คนเล่าเรื่องเดินทางไปดูด้วยตา” เพื่อให้มันอ่านสนุก ติดหนึบ และมีฉาก มีอารมณ์ มีบทสนทนา
แต่แกนข้อมูลสำคัญจะยึดจากสิ่งที่มีรายงานในสื่อจีนช่วงปี 2025–ต้นปี 2026 (เช่น สื่อกระแสหลัก/รายงานศาล/ข้อมูลที่ห้างประกาศเอง)
ส่วนที่เป็นการตีความหรือเดาจะระบุให้ชัดว่าเป็น “ข้อสันนิษฐาน”

คิวหน้าห้างตอนฝนตก: ฉากเปิดที่ทำให้ฉันเริ่มไม่เชื่อความเป็นมนุษย์

ฉันยืนอยู่หน้าห้างตอนเช้า ฟ้ายังไม่ยอมสว่างเต็มที่ ฝนลงเม็ดเล็ก ๆ แบบคนจีนเรียก “ฝนกวนใจ”

แต่คิวยาวเหมือน…เมืองทั้งเมืองตกลงกันมาแล้วว่าจะมายืนรอพร้อมกัน
บางคนถือถุงผ้าพับสวยเหมือนรู้ล่วงหน้าว่าจะได้ใส่อะไรกลับบ้าน
บางคนถือร่ม แต่ไม่กาง เพราะมันไม่ได้ตกแรงพอจะมีเหตุผลให้กาง และคนจีนจำนวนหนึ่งชอบชนะฝนด้วยความอดทน

ฉันคิดในใจว่า
“โอเค…นี่มันห้าง หรือพิธีกรรมหมู่?”

ผู้หญิงวัยทำงานที่ยืนข้าง ๆ หันมายิ้มให้ฉัน แล้วพูดสั้น ๆ เหมือนเป็นประโยคที่เธอพูดมาแล้ว 100 ครั้ง

“เข้าไปเถอะ เดี๋ยวจะรู้ว่าทำไม”

ห้างที่เกิดจากเมืองรอง แต่กลายเป็นตำนานของทั้งประเทศ

เรื่องเริ่มจากคนคนหนึ่งชื่อ 于东来 (อวี๋ตงไหล)
เขาเป็นคนสวี่ชาง และมีข้อมูลชีวประวัติว่าเริ่มทำกิจการค้าปลีกจนกลายเป็นรากฐานของ “พางตงไหล” ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 (มีการกล่าวถึงปี 1995 ในแหล่งข้อมูลชีวประวัติสาธารณะหลายแห่ง)

เพื่อให้คนไทยอ่านลื่น: ถ้าเห็นชื่อจีนในบทความนี้ ฉันจะใส่ “ไทยก่อน” แล้วค่อยวงเล็บชื่อจีน + พินอินไว้ให้เป็นคำอธิบาย ไม่ต้องอ่านจีนก็เข้าใจได้

พางตงไหลไม่ได้เติบโตจากเมืองที่รวยที่สุด ไม่ได้อยู่ปักกิ่ง ไม่ได้อยู่เซี่ยงไฮ้
แต่มันกลับทำให้คนทั้งประเทศพูดถึง เพราะมันใช้สูตรที่ฟังดูเหมือนนิยาย:

“บริการดีจนคนสงสัยว่าโลกนี้ยังมีแบบนี้อยู่จริงเหรอ”

หลักการทางธุรกิจของพางตงไหล: ทำให้ ‘ไว้ใจ’ จนลูกค้าเลิกคิดมาก

ถ้าสรุปแก่นแบบไม่สวยหรูเกินไป พางตงไหลไม่ได้ขาย “ของ” อย่างเดียว
มันขาย ความมั่นใจ

และในห้างนี้ “ความรัก” ไม่ใช่คำคมบนผนัง—มันถูกทำให้เป็น KPI (Key Performance Indicator: ตัวชี้วัดผลงาน) ผ่านระบบงาน รายละเอียด และความรับผิดชอบที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง

ความมั่นใจแบบที่ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรู้สึกว่า

  • กำลังจะโดนหลอก

  • กำลังจะได้ของแย่

  • หรือกำลังจะถูกปฏิบัติแบบ “ซื้อแล้วก็ไปให้พ้น”

มันใช้วิธีทำให้ทุกอย่างดู ชัดเจนและเป็นระบบ
สิ่งที่คนเล่ากันเยอะคือรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกว่า “เขาใส่ใจจริง”
ห้องน้ำที่เหมือนโรงแรม แผนกบริการที่ไม่ทำหน้าบึ้ง ป้ายข้อมูลที่เยอะจนน่ารำคาญแต่ดันช่วยชีวิตตอนเราไม่อยากถามใคร

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ความหรู มันคือการออกแบบให้ลูกค้ารู้สึกว่า
“ฉันมาอยู่ในพื้นที่ที่คนคิดแทนฉันไว้แล้ว”

วิธีสร้างชื่อเสียง: ไม่ต้องซื้อโฆษณาเยอะ ถ้าทำให้คนอยากเล่าเอง

พางตงไหลมีชื่อเสียงในโลกออนไลน์จีนแบบที่เรียกว่า “เล่าต่อกันจนหยุดไม่ได้”

บางคอมเมนต์เรียกมันว่า shopping pilgrimage (ทริป “แสวงบุญเพื่อช้อปปิ้ง”) — ทริปแสวงบุญเวอร์ชันกระเป๋าสตางค์: คนเดินทางมาเพื่อ ‘ลอง’ ว่ามันดีจริงไหม แล้วส่วนหนึ่งกลับไปพร้อมเรื่องเล่า

ถ้าคุณทำอะไรให้คน อึ้ง ได้ในระดับที่เขาต้องหยิบมือถือขึ้นมา
คุณไม่ต้องวิ่งไล่ซื้อโฆษณาหนักเท่าคนอื่น

แน่นอนว่าความดังแบบนี้มีด้านดี: ลูกค้าแน่น ยอดขายพุ่ง แบรนด์กลายเป็นสัญลักษณ์
แต่ก็มีด้านมืด: คุณจะถูกเพ่งเล็ง และถูก “ทดสอบ” จากทั้งคนรักและคนหมั่นไส้

สถิติปัจจุบัน: ตัวเลขที่ทำให้คิวหน้าห้าง ‘สมเหตุสมผล’ ขึ้นมาทันที

ช่วงต้นปี 2026 มีรายงานจากสื่อธุรกิจจีนว่า พางตงไหลประกาศผลประกอบการปี 2025 ไว้ประมาณนี้

  • ยอดขายรวมปี 2025: 235.31 ‘亿元’ (yìyuán: หน่วย ‘ร้อยล้านหยวน’) (เท่ากับ 235.31 พันล้านหยวน หรือ 23.531 หมื่นล้านหยวน ในระบบนับแบบตะวันตก)

  • เทียบกับปี 2024 ที่รายงานไว้ 169.64 พันล้านหยวน (เพิ่มขึ้นราว 38.71%)

  • โครงสร้างยอดขายปี 2025 ที่ถูกอ้างถึงบ่อย:

    • ซูเปอร์มาร์เก็ต ~126.43 พันล้านหยวน (สัดส่วนราวครึ่งหนึ่ง)

    • เครื่องประดับ/จิวเวลรี่ ~24.51 พันล้าน

    • ห้าง/ดีพาร์ตเมนต์ ~23.80 พันล้าน

    • เครื่องใช้ไฟฟ้า ~21.55 พันล้าน

    • เสื้อผ้า ~18.59 พันล้าน

    • และหมวดอื่น ๆ เช่น ชา/ยา/อาหาร/โรงหนัง/เกม ฯลฯ

มีรายงานเชิงอธิบายจากสื่อว่า “บางสาขายอดขายสูงมากระดับหลายหมื่นล้านหยวนต่อปี” และมีข้อมูลระบุว่าสาขาเด่นบางแห่งแตะระดับใกล้ 60 พันล้านหยวนในปีเดียว

ตัวเลขพวกนี้ไม่ได้แปลว่าคนรวยขึ้นทันทีเสมอไป
แต่มันแปลว่า ความหนาแน่นของลูกค้า และ ความถี่การกลับมาซื้อซ้ำ สูงมากพอจะทำให้ระบบบริการแบบเว่อร์ ๆ อยู่ได้

กลยุทธ์ที่ทำให้ขายดี: “ทำให้คนกลัวพลาด” มากกว่า “ทำให้คนอยากได้”

เวลาห้างทั่วไปขายดี มักเกิดจากหนึ่งในสองอย่าง

  • โปรโมชันแรง

  • โลเคชันดี

พางตงไหลมีทั้งสองอย่างในระดับหนึ่ง แต่มีอย่างที่น่าสนใจกว่า คือมันสร้าง “แรงกลัวพลาด” ได้เก่ง

สินค้าประจำวัน แต่คุณภาพและรายละเอียดถูกยกระดับ

ซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นธุรกิจแกนหลักตามตัวเลขยอดขาย
นั่นแปลว่าหัวใจคือ “ของกินของใช้” ไม่ใช่สินค้าแฟชั่นหรู

ของประจำวันถ้าคุมคุณภาพดีและสื่อสารชัด มันจะกลายเป็นสิ่งที่คนกลับมาซ้ำโดยไม่ต้องคิด

ประสบการณ์ที่ ‘เล่าแล้วคนอื่นอยากลอง’

ความสะอาด ความชัดเจน ความเป็นธรรมกับลูกค้า
มันเป็นประสบการณ์ที่พูดได้โดยไม่ต้องแต่งเยอะ

“เขาคืนเงินง่าย”
“เขาดูแลพนักงานดี”
“เขากล้ารับผิดชอบ”

คำพูดแบบนี้เป็นไวรัลได้เพราะมันคือสิ่งที่ผู้บริโภคโหยหาอยู่แล้ว

ข้อสันนิษฐาน: ความใจกว้างบางส่วนอาจเป็น ‘ต้นทุนการตลาด’ ที่คุ้มมาก

นี่เป็นการตีความ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
แต่ธุรกิจจำนวนมากใช้บริการ/การรับผิดชอบที่ใจกว้างเพื่อซื้อ “ความไว้ใจ” และลดต้นทุนโฆษณาระยะยาว

ถ้าคนเล่าให้เองทุกวัน ค่าโฆษณาก็ถูกเฉลี่ยจนแทบไม่รู้สึก

ด้านดี: ทำไมคนจำนวนมากถึงรักพางตงไหล

ฉันเดินเข้าไปในห้าง แล้วเริ่มเข้าใจว่าทำไมคนชอบเล่าเรื่องที่นี่

ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติแบบ ‘มนุษย์’

สิ่งที่คนพูดถึงเยอะคือความใส่ใจในรายละเอียด และการรับผิดชอบเมื่อเกิดปัญหา
มันทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่ได้ถูกมองเป็น “กระเป๋าสตางค์เดินได้”

พนักงาน: ภาพลักษณ์เรื่องสวัสดิการที่ดีและการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต

พางตงไหลถูกพูดถึงบ่อยเรื่องการดูแลพนักงาน (วันหยุด/สวัสดิการ/การสร้างสภาพแวดล้อมที่คนอยากทำงาน)
ประเด็นนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนภายนอกเชื่อว่า “บริการมันดีเพราะคนทำงานไม่ทุกข์”

ความเชื่อใจ = การซื้อซ้ำ

ธุรกิจค้าปลีกชนะได้ด้วยการทำให้ลูกค้ากลับมาบ่อย ๆ
และพางตงไหลดูเหมือนจะสร้างสิ่งนี้ได้จริงจากความหนาแน่นของลูกค้าและยอดขายซูเปอร์มาร์เก็ตที่สูง

เงามืด: เมื่อสวรรค์ต้องมี ‘กฎเหล็ก’ คอยคุมไม่ให้พัง

ฉันยอมรับว่า ตอนเดินอยู่ในห้าง ฉันเผลอคิดไปเองว่า…
ถ้าโลกค้าปลีกมี “เมืองในฝัน” พางตงไหลคงเป็นเมืองนั้น

เพราะทุกอย่างถูกออกแบบให้ผู้คน รู้สึกปลอดภัย
ปลอดภัยพอจะวางกระเป๋า วางอคติ วางความระแวง แล้วปล่อยให้ระบบของเขาพาเราเดินไปเอง

แต่พอห้างทำให้คนวางความระแวงได้มากเท่าไหร่…
ห้างก็ยิ่งต้อง “ปกป้องความไว้ใจนั้น” มากเท่านั้น

และตรงนี้แหละที่ยูโทเปียเริ่มมีเงา

ฉันไม่ได้จะพูดรวม ๆ
ฉันจะพาไปดูเป็น “เหตุการณ์” ที่มีรายงานชัดในช่วงปี 2025–ต้นปี 2026

เคส “กางเกงในแดง” (红内裤 hóng nèikù): จากเรื่องเล่าผู้บริโภค…ไปจบในศาล

ชื่อเคสนี้ ไม่ใช่ชื่อคน แต่เป็น “ชื่อเรียกเหตุการณ์” ตามของที่เป็นประเด็น

  • 红 (hóng) = สีแดง

  • 内裤 (nèikù) = กางเกงใน / ชุดชั้นใน
    รวมกันคือ “กางเกงในสีแดง” ที่ถูกหยิบมาเป็นชื่อเคสเพราะเรื่องเริ่มจากสินค้าชิ้นนี้

เรื่องนี้เริ่มต้นจากสิ่งที่ดูเล็กมาก—เล็กพอจะเป็นแค่โพสต์บ่นใต้คลิปรีวิว
แต่เมื่อมันกลายเป็นไวรัล มันก็ไม่ใช่ “เรื่องส่วนตัว” อีกต่อไป

สิ่งที่ถูก “เล่า/แฉ” ในเคสนี้ (ตามสำนวนที่ปรากฏในรายงานข่าวและคำอธิบายที่ถูกอ้างถึงในช่วงดราม่า):

  • ผู้บริโภคกล่าวหาว่า ชุดชั้นในสีแดงมีปัญหาเรื่องสีตก (เช่น น้ำซัก/เหงื่อแล้วสีออก) และเชื่อมโยงว่า ทำให้เกิดอาการระคายเคือง/แพ้

  • ประเด็นไม่ได้อยู่แค่ ‘คุณภาพสินค้า’ แต่ไปไกลถึง ‘ความน่าเชื่อถือ’ เพราะเมื่อมันถูกแชร์มหาศาล คนตีความว่า “ห้างที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐาน” ก็ยังพลาดได้

การตอบสนองที่ทำให้เรื่องนี้มืดขึ้น:

  • ฝั่งบริษัทเลือกยกระดับการตอบโต้เป็นคดีในประเด็น “สิทธิชื่อเสียง” (名誉权 míngyùquán: การละเมิดชื่อเสียง/หมิ่นประมาทในทางกฎหมายจีน) — นัยคือมองว่าเนื้อหาถูกเล่าแบบทำให้แบรนด์เสียหายเกินข้อเท็จจริง

  • ผลที่มีรายงาน: ศาลตัดสินให้ชดใช้ 400,000 หยวน และต้อง ขอโทษเป็นเวลา 30 วัน

สิ่งที่ทำให้เคสนี้เป็น “ด้านมืด” ไม่ใช่แค่ตัวเลขชดใช้
แต่คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น:
คำว่า “ประสบการณ์ผู้บริโภค” เริ่มดูมีราคาค่าเล่า…ถ้ามันไปกระทบภาพลักษณ์แบรนด์

เคส “ไช่ต้วยต้วย” (柴怼怼 Chái duìduì): เมื่อการวิจารณ์กลายเป็นสนามกฎหมาย และโลกออนไลน์ถูกสั่งให้เงียบ

ชื่อในวงเล็บ เป็นชื่อคน/ชื่อแอคเคานต์ ของครีเอเตอร์ที่เป็นคู่กรณีในข่าว

  • 柴 (Chái) เป็นแซ่/นามสกุลที่พบได้จริงในจีน (ใช้เป็นชื่อคนได้)

  • 怼 (duì) แปลประมาณว่า “สวนกลับ/เถียงกลับ/ปะทะด้วยคำพูด” (คำฮิตในโลกออนไลน์จีน)
    ดังนั้น “柴怼怼” ฟังดูเหมือนนามแฝงแนว “คุณไช่สายสวนกลับ” — เป็นชื่อที่ตั้งให้จำง่ายและเข้ากับคาแรกเตอร์คอนเทนต์

เคสนี้หนักกว่า เพราะมันไม่ใช่เรื่องของสินค้าเล็กชิ้น แต่มันแตะ “ความน่าเชื่อถือของแบรนด์” ตรง ๆ

สิ่งที่เขา “แฉ/กล่าวหา” (ตามรายงานที่ถูกอ้างถึงในช่วงดราม่า):

  • เนื้อหาหลักพุ่งไปที่หมวด เครื่องประดับ/จิวเวลรี่ (บางสื่อระบุว่าเกี่ยวกับหยก/玉石ด้วย) โดยกล่าวหาทำนองว่า

    • ขายของ แพงเกินจริง หรือ “กำไรโหด” (暴利 bàolì)

    • ของบางอย่าง คุณภาพไม่สมราคา หรือมีการเล่าในโทน “质劣价高” (zhìliè jiàgāo: คุณภาพต่ำแต่ขายแพง)

  • ภาษาของคอนเทนต์ถูกเล่าว่าแรงพอจะทำให้คนดูรู้สึกว่า ‘ห้างนี้สร้างภาพ’ และ ‘ความโปร่งใสอาจเป็นฉากหน้า’

นี่แหละที่ทำให้เคสนี้อันตรายสำหรับแบรนด์: มันไม่ได้บ่นสินค้าชิ้นเดียว แต่กำลังบั่นทอน “ตำนานทั้งเรื่อง”

  • การตอบสนอง: บริษัทดำเนินคดีในกรอบ “ทำลายชื่อเสียง/ใส่ร้ายทางธุรกิจ” (名誉权 míngyùquán = สิทธิชื่อเสียง/หมิ่นประมาท, 商业诋毁 shāngyè dǐhuǐ = ใส่ร้ายป้ายสีทางการค้า/ทำลายชื่อเสียงทางธุรกิจ)

  • ระหว่างคดี: มีรายงานมาตรการคุ้มครองชั่วคราวที่ให้ ลบ/หยุดเผยแพร่ และ “ห้ามเผยแพร่ซ้ำ” เนื้อหาบางส่วนในโลกออนไลน์ (ลักษณะเดียวกับที่คนเรียกกันว่า 网络禁言令 wǎngluò jìnyánlìng: ‘คำสั่งห้ามพูด/ห้ามเผยแพร่ในโลกออนไลน์’ แบบชั่วคราว)

  • ผลที่มีรายงาน: ศาลให้ ขอโทษต่อสาธารณะ และ ชดใช้รวม 2.6 ล้านหยวน

ความมืดของเคสนี้อยู่ที่ “บรรยากาศ” มากกว่าข้อกฎหมาย
เพราะมันสร้างภาพจำว่า…แบรนด์นี้ไม่จำเป็นต้องเถียงกับคุณบนโซเชียล
เขาเลือกเถียงในศาลแทน

และเมื่อคนเห็นภาพนั้นบ่อยขึ้น—คนจำนวนหนึ่งก็เลือกเงียบ ตั้งแต่ยังไม่เริ่มพูด

เคส “ซ่งชิงฮุย” (宋清辉 Sòng Qīnghuī): แค่ ‘ความเห็น’ ก็อาจเดินเข้าเขตอันตราย

อันนี้ เป็นชื่อคนจริง (ชื่อ-นามสกุลแบบจีน)

  • 宋 (Sòng) = แซ่/นามสกุล

  • 清辉 (Qīnghuī) = ชื่อจริง (แปลเชิงกวีได้ประมาณ “แสงสว่างใส/แสงจันทร์ที่สะอาด”) แต่ในบทความนี้ให้จำว่า “ชื่อคน” ก็พอ

ถัดมาเป็นเคสที่ชวนให้คนตั้งคำถามเรื่อง “เส้นแบ่ง” ระหว่างคำว่า
ใส่ร้าย กับ วิจารณ์

  • จุดเริ่ม: มีการแสดงความเห็นเชิงลบต่อโมเดลธุรกิจและสิ่งที่เรียกว่า core competency (ความสามารถหลัก/จุดแข็งหลักของธุรกิจ)
    โดยสรุปความหมายที่ถูกพูดถึงในข่าวคือ เขาวิจารณ์ทำนองว่า

    • พางตงไหล ไม่ได้มี “ความสามารถหลัก” ที่แท้จริง ในเชิงธุรกิจ

    • ความดังส่วนหนึ่งเป็นผลจาก กระแส/ภาพลักษณ์/โลกออนไลน์ มากกว่าความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง
      (นี่คือสาระของ “ความเห็น” ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเชิงพิสูจน์ได้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมคดีแนวนี้ถึงถกเถียงกันเรื่องเส้นแบ่งระหว่าง ‘วิจารณ์’ กับ ‘ใส่ร้าย’)

  • การตอบสนอง: มีรายงานว่ามีการฟ้องในประเด็นละเมิดชื่อเสียง และระบุยอด 追责 (zhuīzé: การไล่เอาผิด/เรียกความรับผิดชอบและค่าเสียหาย) ไม่น้อยกว่า 1,000,000 หยวน

หมายเหตุ: ในช่วงข้อมูลที่เรายึด (2025–ต้น 2026) ฉันยังไม่พบคำพิพากษาสุดท้ายของเคสนี้ในแหล่งที่ตรวจสอบได้ง่ายพอจะสรุปผลแบบมั่นใจ จึงยึดเฉพาะสิ่งที่รายงานว่า “มีการฟ้อง” และ “ยอดที่ประกาศ”

ถ้าถามว่ามืดตรงไหน?
มืดตรงที่…เมื่อคดีลักษณะนี้เกิดถี่พอ คนจะเริ่มไม่แน่ใจว่า “ความเห็น” ของตัวเองยังอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยไหม

เคส “พนักงานชิมเส้น” (员工尝面 yuángōng cháng miàn): มาตรฐานสูงจน ‘ความผิดพลาด’ ดูเหมือนบาป

ชื่อเคสนี้ ไม่ใช่ชื่อคน แต่เป็น “ชื่อเรียกเหตุการณ์” แบบตรงตัว

  • 员工 (yuángōng) = พนักงาน

  • 尝 (cháng) = ชิม/ลองชิม

  • 面 (miàn) = เส้น/ก๋วยเตี๋ยว/บะหมี่ (คำว่า ‘面’ ในจีนมักหมายถึงอาหารเส้น)
    รวม ๆ คือ “เหตุการณ์พนักงานชิมเส้น/ชิมบะหมี่” ซึ่งถูกหยิบมาเป็นชื่อเรื่องเพราะมันสะท้อนมาตรฐานสุขอนามัยของห้าง

ด้านมืดอีกแบบหนึ่งไม่ใช่คดี ไม่ใช่ศาล
แต่คือแรงกดดันภายในองค์กรที่เป็น “ต้นแบบ” จนพลาดไม่ได้

  • เหตุการณ์: มีประเด็นว่าพนักงาน “ชิมอาหาร/ชิมเส้น” ระหว่างทำงาน แล้วถูกตั้งคำถามเรื่องขั้นตอนสุขอนามัย เช่น

    • ใช้อุปกรณ์ชิม/ตะเกียบในลักษณะที่คนดูรู้สึกว่า “ไม่เปลี่ยน/ไม่แยก” ตามมาตรฐาน

    • หรือการชิมในจังหวะที่ทำให้ผู้บริโภคกังวลว่า ‘มาตรฐานที่ห้างคุยไว้สูงมาก แต่พนักงานหน้างานทำพลาดได้’

  • การตอบสนองช่วงแรก: มีรายงานว่ามาตรการถูกมองว่าแรง (ลงโทษเด็ดขาดเพื่อย้ำมาตรฐาน)

  • หลังมีเสียงวิจารณ์: มีการปรับแนวทาง ลดระดับโทษ/ย้ายงาน/ลดตำแหน่ง ผ่านกระบวนการพิจารณาภายใน

มันฟังดูเหมือนองค์กร “จริงจังเรื่องคุณภาพ”
และก็ใช่…แต่มุมมืดคือการทำให้คำว่า “ผิดพลาด” กลายเป็นเรื่องที่น่ากลัวเกินจำเป็น
โดยเฉพาะเมื่อทุกสายตาทั้งประเทศกำลังมองอยู่

เงามืดใหญ่ที่สุด: เมื่อภาพลักษณ์กลายเป็นสิ่งที่ต้องปกป้องด้วย ‘ต้นทุนของการพูด’

พางตงไหลดังด้วยความโปร่งใส และรอดด้วยความไว้ใจ
แต่เมื่อแบรนด์กลายเป็น “มาตรฐานของชาติ” มันจะเกิดแรงกระทำสามอย่างพร้อมกัน

  • ยิ่งโปร่งใส ยิ่งถูกตรวจเข้มกว่าคนอื่น

  • ยิ่งดัง ยิ่งเป็นเป้า—ทั้งจากคนรักที่คาดหวังสูง และคนหมั่นไส้ที่รอโอกาส

  • และเมื่อองค์กรเลือกตอบโต้ด้วยกฎหมายบ่อย ๆ ‘ต้นทุนของการพูด’ ก็สูงขึ้นเอง

นี่คือเหตุผลที่ยูโทเปียดูทั้งสวย…และเปราะ

ปิดท้าย: ภาพลักษณ์คือเวทมนตร์ที่ทำให้คนต่อคิว และเป็นกระจกที่ทำให้คนเพ่ง

ฉันเดินออกมาพร้อมถุงของ ไม่ได้เยอะมาก แต่เต็มไปด้วยของที่ “ไม่ต้องลุ้น”

ตอนหันกลับไปมองคิวหน้าห้าง ฉันเข้าใจแล้วว่า
คนไม่ได้ต่อคิวเพราะห้างแจกของ

คนต่อคิวเพราะห้างทำให้เขารู้สึกว่าโลกที่โกงกันง่าย ๆ นั้น…
ยังมีพื้นที่ที่เราวางใจได้

แต่ความไว้ใจไม่ได้เกิดจากความดีอย่างเดียว
มันเกิดจาก “การเล่าเรื่อง” และ “การคุมเรื่องเล่า” ด้วย

ภาพลักษณ์จึงไม่ใช่แค่หน้ากาก—มันเป็นโครงสร้าง
มันทำให้คนเชื่อ มันทำให้คนรัก และมันทำให้คนยอมเดินทางไกล

ในเวลาเดียวกัน ภาพลักษณ์ก็ทำให้ความผิดพลาดราคาแพงขึ้น
และทำให้เสียงวิจารณ์กลายเป็นสิ่งที่ต้องคิดหลายชั้นก่อนพูด

คำถามชวนคิดที่ฉันพกกลับบ้านจึงไม่ใช่แค่ ‘ห้างนี้ดีไหม’
แต่คือ…

เราต้องการธุรกิจแบบไหนกันแน่?
ธุรกิจที่ “ใจดีจนคนรัก”
หรือธุรกิจที่ “ใจดีและปกป้องความใจดีนั้น” จนบางครั้งโลกภายนอกเริ่มไม่แน่ใจว่า ยังพูดได้แค่ไหน

และบางที คำตอบอาจไม่ใช่ขาวหรือดำ
แต่อยู่ตรงที่ว่า…เมื่อแบรนด์สว่างมากพอ เงาของมันจะทอดยาวเสมอ

วันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จีน “นึกไม่ออกจะทำธุรกิจอะไร” เมื่อความพร้อมกลายเป็นกับดัก: เน่ยเจวี่ยน สงครามราคา และทางออกที่ไม่ใช่แค่ Deep Tech

มีช่วงหนึ่ง…ถ้าใครพูดถึงจีนในเชิงธุรกิจ ภาพที่โผล่มาในหัวคือ “ทำอะไรก็เร็ว”

จ่ายเงินก็เร็ว ส่งของก็เร็ว เปิดร้านก็เร็ว ปรับตัวก็เร็ว เทคโนโลยีอยู่ทุกจุด ตั้งแต่ QR จนถึง AI

แต่ตอนนี้เริ่มมีคำบ่นใหม่ที่ฟังดูย้อนแย้งมาก—

“นึกไม่ออกว่าจะทำธุรกิจอะไรดี”

ฟังเหมือนคนหมดไฟ…แต่จริง ๆ มันคืออาการของตลาดที่เก่งมากจน “ระบบ” กลืน “ไอเดีย” ไปทีละนิด

บทความนี้อยากชวนมองให้ลึกกว่าคำว่าไอเดียตัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่อง โครงสร้างการแข่งขัน และ แรงกดทางเศรษฐกิจ ที่ล็อกกันเป็นวงจรเดียวกัน


1) เน่ยเจวี่ยน (内卷) ไม่ใช่คำเท่ ๆ ในโซเชียล แต่มันคือ “เกมที่ไม่มีใครชนะ”

คำว่า เน่ยเจวี่ยน (neijuan / 内卷) ถูกใช้ในจีนเพื่ออธิบายสภาพการแข่งขันที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่ ไม่ได้สร้างคุณค่าใหม่ ให้ใครเลย

ภาพเปรียบเทียบที่โดนมากคือ “โรงหนัง”

คนดูคนหนึ่งยืนขึ้นเพื่อให้เห็นชัดขึ้น…
คนอื่นเลยต้องยืนตาม…
สุดท้ายทั้งโรงยืนจนเมื่อย แต่ ไม่มีใครเห็นชัดไปกว่าเดิม

ในเชิงธุรกิจ เน่ยเจวี่ยนคือการแข่งขันที่ไหลไปสู่

  • ตัดราคาให้ต่ำลงเรื่อย ๆ

  • เพิ่มฟีเจอร์ให้เยอะขึ้นเรื่อย ๆ

  • ทำโปรโมชั่นให้ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ผลลัพธ์คือ กำไรหาย ความต่างหาย และแรงลงทุนของใหม่หาย

สิ่งสำคัญคือ: เน่ยเจวี่ยนไม่ใช่ “นิสัย” ของคนจีน แต่มันมักเกิดเมื่อสภาพตลาดทำให้ทุกคนถูกบังคับให้เล่นเกมแบบเดียวกัน


2) ทำไม “ความพร้อม” ถึงกลายเป็นกับดักได้

จีนมีโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อการทำธุรกิจแบบโหดมาก

  • การชำระเงินดิจิทัลแพร่หลาย

  • โลจิสติกส์เร็วและถูก

  • แพลตฟอร์มและเครื่องมือดิจิทัลเข้าถึงง่าย

  • AI ช่วยทำคอนเทนต์/โฆษณา/บริการลูกค้าได้แทบทุกคน

สิ่งที่ตามมาคือ “กำแพงความรู้” ที่เคยทำให้คนบางกลุ่มได้เปรียบ…พังลง

เมื่อทุกคนใช้เครื่องมือชุดเดียวกันได้เร็ว
ไอเดียระดับผิวเผิน ก็ถูกก๊อปและสเกลได้ในเวลาไม่นาน

และพอความต่างถูกก๊อปง่าย เกมจะไหลไปสู่สิ่งที่ก๊อปง่ายที่สุดเหมือนกัน…

ราคา

นี่คือจุดที่ “ความพร้อม” ไม่ได้ฆ่านวัตกรรมทั้งหมด
แต่มันฆ่า “นวัตกรรมแบบเอาเทคมาหุ้มของธรรมดาแล้วหวังรวยเร็ว”

เพราะของแบบนั้น ไม่เหลือคูเมือง อีกต่อไป


3) รากลึกกว่าที่คิด: โอเวอร์แคปาซิตี้ + เงินฝืด + สงครามราคา

ประเด็นที่สำคัญมาก (และมักถูกเล่าไม่ครบ) คือ
เน่ยเจวี่ยนจำนวนมากไม่ได้เกิดจากไอเดียตันอย่างเดียว
แต่เกิดจาก แรงกดทางเศรษฐกิจ ที่ดันตลาดไปทาง “เอาตัวรอดระยะสั้น”

เมื่อ

  • กำลังการผลิต (supply) ล้น

  • ความต้องการ (demand) โตช้า

  • บางช่วงมีแรงกดแบบเงินฝืด (คนระวังใช้เงิน)

ธุรกิจจำนวนมากจะถูกบังคับให้แข่งด้วยการ “ระบายของ”
และวิธีระบายที่ไวที่สุดคือ ตัดราคา

ผลคือกำไรบางลงจนแทบไม่มีแรงลงทุน R&D หรือทดลองของใหม่

วงจรจะเป็นแบบนี้:

  1. ตัดราคาเพื่อเอาตัวรอด

  2. กำไรหาย

  3. ไม่กล้าลงทุนของใหม่

  4. สินค้า/บริการยิ่งเหมือนกัน

  5. ยิ่งต้องตัดราคาอีก

นี่แหละ “โรงหนังทั้งโรงยืน” เวอร์ชันเศรษฐกิจ


4) เคสกาแฟ 9.9 หยวน: ตัวอย่างคลาสสิกของนวัตกรรมที่ถูกทำให้เป็นของพื้นฐาน

หลายคนรู้จัก Luckin Coffee ในฐานะธุรกิจที่เคยเด่นเรื่อง data-driven และการทำงานแบบแอป

แต่พอเครื่องมือและแนวคิดแบบนั้นกลายเป็น “มาตรฐานตลาด”
คู่แข่งอย่าง Cotti และคนอื่น ๆ ก็เข้ามาเล่นเกมเดียวกันได้

จากการแข่งขันเชิงโมเดล/ประสบการณ์
มันไหลไปสู่ สงครามราคา

“9.9 หยวน” กลายเป็นสัญลักษณ์ว่า
ถ้าความต่างถูกก๊อปได้เร็ว ตลาดจะบีบให้ทุกคนตอบคำถามเดียวกัน:

“ลดได้อีกไหม?”

และนี่คือกับดัก—เมื่อทุกคนตอบด้วยราคาอย่างเดียว
ไม่มีใครมีงบเหลือพอจะสร้าง “ความต่างที่ก๊อปยาก”


5) Community Group Buying: เทคโนโลยีระดับประเทศ ลงไปแย่งแผงผัก

อีกเคสที่เคยแรงมากคือ Community Group Buying
การรวมกลุ่มซื้อของในชุมชนผ่านแพลตฟอร์ม

ช่วงหนึ่งยักษ์ใหญ่อย่าง Meituan, Alibaba, Pinduoduo ลงมาเล่นหนัก
ทุ่มเงิน ทุ่มโปร ทุ่มซัพพลายเชน

จนเกิดคำวิจารณ์ว่ามันเหมือน

“ใช้ปืนใหญ่ยิงแผงขายผัก”

เพราะแทนที่เทคโนโลยีจะถูกดันไปทำ deep tech
มันถูกใช้เพื่อแย่งมาร์เก็ตเล็ก ๆ ที่มาร์จิ้นบางอยู่แล้ว

สุดท้ายหลายรายถอยหรือปรับรูปแบบ เพราะเกมมันเผาเงินและความสัมพันธ์ชุมชนได้ง่ายมาก

เคสนี้สะท้อนชัดว่า
เมื่อการแข่งขันถูกบีบให้ “ต้องชนะเร็ว”
ทุนและเทคจะไหลไปในสนามที่คืนทุนไว—even ถ้ามันไม่ได้เพิ่มศักยภาพประเทศในระยะยาว


6) EV จีน: ล้ำจริง แต่ก็เน่ยเจวี่ยนจริง (และมันน่ากลัวตรงนี้)

รถ EV จีนเป็นภาพที่น่าสนใจสุด เพราะมันไม่ใช่อุตสาหกรรมตื้น ๆ
มีทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ซัพพลายเชน แบตเตอรี่ และมาตรฐานความปลอดภัย

แต่สิ่งที่เกิดคือ

  • ผู้เล่นเยอะมาก

  • ซัพพลายเชนแข็งมาก

  • เทคหลัก ๆ เริ่มใกล้กันมากขึ้นในเชิงพาณิชย์

ผลคือเกิด “สงครามราคา” ที่หนัก จนกระทบกำไรทั้งอุตสาหกรรม

และพอเทคแกนหลักเริ่มใกล้กัน
หลายค่ายเลยหันไปแข่ง “ลูกเล่น” ที่ผู้บริโภคมองเห็นง่าย

  • ตู้เย็นในรถ

  • หน้าจอใหญ่ขึ้น

  • ฟีเจอร์อำนวยความสะดวกจุกจิก

ลูกเล่นไม่ผิดนะ…แต่ถ้าตลาดทั้งตลาดถูกบีบให้แข่งที่ลูกเล่น เพราะกำไรไม่พอจะลงทุนแกนวิศวกรรมหนัก ๆ
มันคือสัญญาณว่าเกมเริ่มวน


7) รัฐจีน: คนเร่งเครื่องในวันวาน และคนเบรกในวันนี้

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนคือ “รัฐ” อยู่สองบทบาทพร้อมกัน

  • บทบาทที่ 1: เร่งการแข่งขันเพื่อให้โตเร็ว สร้างแชมเปียนอุตสาหกรรม

  • บทบาทที่ 2: พอการแข่งขันกลายเป็น price war ก็ต้องหาวิธีทำให้ตลาดกลับไปแข่งบนคุณค่า

ช่วงหลังคำว่า anti-involution โผล่ในระดับนโยบายมากขึ้น
แปลว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ไวรัล แต่เป็นปัญหาประสิทธิภาพเศรษฐกิจจริง

อย่างไรก็ตาม ต่อให้รัฐพยายามเบรกสงครามราคา
ถ้า supply ยังล้น + demand ยังไม่ฟื้น
ตลาดมักจะ “หาทางเผา” ในรูปแบบอื่น

  • ลดคุณภาพแทนลดราคา

  • โปรซ่อนรูป

  • รีเบตหลังบ้าน

ดับไฟหน้าบ้าน แต่ควันออกหลังบ้าน—นี่คือความท้าทายจริง


8) ผลข้างเคียงที่คนไม่ค่อยโยง: เน่ยเจวี่ยนทำให้คน “ถอนตัว” และสังคมหมดแรงเสี่ยง

เน่ยเจวี่ยนไม่ใช่แค่เรื่องบริษัท
มันกินไปถึงวิถีชีวิต

เมื่อการแข่งขันไร้รางวัล
คนรุ่นใหม่บางส่วนจะตอบโต้ด้วยการ

  • ลดความทะเยอทะยาน

  • ไม่ไต่บันไดองค์กรแบบเดิม

  • หางาน/ชีวิตที่ต้นทุนทางใจต่ำลง

แนวคิดอย่าง “躺平 (tang ping / lying flat)” เป็นตัวแทนความรู้สึกว่า
ถ้าเกมมันโกงหรือไม่ให้ผลตอบแทนที่คุ้ม…ก็ขอไม่เล่น

ผลทางเศรษฐกิจคือ
ความกล้าเสี่ยงเชิงผู้ประกอบการจะเปลี่ยนรูป
จาก “ลองของใหม่” ไปเป็น “ทำของที่ปลอดภัยและคืนทุนไว”

และนี่ทำให้คำว่า “นึกไม่ออกจะทำอะไร” ดังขึ้น เพราะความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้หายไป
แต่พื้นที่ให้มันโต หดลง


9) ความย้อนแสบ: วงจรเน่ยเจวี่ยนกำลังเริ่มเกิดใน AI เอง

นี่เป็นประเด็นร่วมสมัยสุด

ทุกคนพูดว่า AI คือทางออกจากเน่ยเจวี่ยน
แต่ตลาด AI เองก็เริ่มมีสัญญาณของการแข่งขันแบบ

  • ปล่อยโมเดลถี่มาก

  • ลดราคา/แจกเพื่อแย่งผู้ใช้

  • แข่งเดโม แข่งตัวเลข แข่งไว

ถ้าสุดท้าย “โมเดล” กลายเป็น commodity
ความต่างจะย้ายไปอยู่ที่สิ่งที่ก๊อปยากกว่า

  • ข้อมูลเฉพาะทาง

  • เวิร์กโฟลว์และการฝัง AI เข้าไปในงานจริง

  • ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย มาตรฐาน

พูดง่าย ๆ คือ
จากแข่ง “โชว์เก่ง” จะกลับไปแข่ง “ทำงานได้จริง”

ซึ่งฟังดูเหมือนย้อนกลับไปข้อแรกของบทความนี้อีกครั้ง


10) แล้วทางออกคืออะไร? (และทำไมไม่จำเป็นต้องเป็น Deep Tech เสมอไป)

มีคนสรุปแบบเท่ ๆ ว่า “จีนต้องไป deep tech เท่านั้นถึงจะหนีเน่ยเจวี่ยนได้”

จริงแค่บางส่วนค่ะ

Deep tech คือทางรอดของบางคน—แต่ไม่ใช่ของทุกคน
เพราะมันต้องใช้ทุน เวลา ทีม และความอดทนสูงมาก

อีกทางรอดที่สำคัญคือ “ย้ายแกนการแข่งขัน”
จากฟีเจอร์และโปร ไปสู่สิ่งที่ก๊อปยาก

  • ความน่าเชื่อถือ (trust)

  • มาตรฐานและการรับรอง

  • บริการหลังการขาย

  • การบูรณาการระบบ (integration)

  • ความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า/ซัพพลายเออร์

  • ประสิทธิภาพการปฏิบัติการ (ops excellence)

สิ่งเหล่านี้ไม่หวือหวา แต่เป็นคูเมืองที่แท้จริง
และบางที…มันคือเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนมากเริ่ม “นึกไม่ออก”

เพราะยุคนี้ไม่ใช่ยุคคิดไอเดียอย่างเดียวแล้ว
แต่เป็นยุคที่ต้องคิดว่า

“ไอเดียนี้มีคูเมืองอะไร ที่คนอื่นก๊อปไม่ได้ใน 90 วัน?”


11) สรุป: จีนไม่ได้ขาดไอเดีย—จีนกำลังอยู่ในช่วงที่ ‘ไอเดียตื้น ๆ’ อยู่ยาก

ประโยค “นึกไม่ออกจะทำธุรกิจอะไร” ถ้าแปลแบบไม่ดราม่าเกินไป มันอาจหมายถึงว่า

  • ของที่เคยดูเป็นนวัตกรรม ตอนนี้กลายเป็นของพื้นฐาน

  • ความต่างระดับผิว ถูกก็อปได้เร็วมาก

  • เศรษฐกิจและการแข่งขันบีบให้เอาตัวรอดระยะสั้น

และทั้งหมดนี้ทำให้ “การทำธุรกิจแบบหยิบเทคมาสวมแล้วรวย” ไม่ง่ายเหมือนเดิม

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าตันสนิท

มันแค่บอกว่า…ถ้าจะชนะ ต้องชนะด้วย “ระบบ” มากกว่าลูกเล่น
และต้องสร้างคูเมืองที่อยู่ลึกกว่าโปรโมชั่น

โลกธุรกิจมันแปลกดีนะคะ
ยิ่งระบบพร้อมเท่าไหร่…การเป็นคนธรรมดายิ่งลำบากขึ้นเท่านั้น

แต่ในอีกด้าน
สำหรับคนที่สร้างของจริง สร้างระบบจริง และมีวินัยจริง
ยุคนี้ก็เป็นยุคที่ “ของปลอมและของก๊อป” แยกออกจาก “ของแท้” ได้ชัดขึ้นกว่าเดิมเหมือนกัน

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

บ่นๆ 2026


  • “แม่งเหมือนกูเป็นมีดสารพัดประโยชน์อะ ใช้ได้ทุกอย่าง ยกเว้นใช้ให้กูได้ดีขึ้น”

  • “เขาชอบสั่งให้กูออกไปข้างนอก เหมือนแค่วิ่งวนแล้วมันจะกลายเป็นยอดขายเอง”

  • “โยนของมาให้ขายแบบไม่มีข้อมูล แล้วถามกู ‘ทำไงให้เขามาซื้อเรา’…กูจะทำไงวะ ราคาก็แพงกว่า สต๊อกก็ไม่มี”

  • “งานกูทุกวันนี้คือ ‘ดับไฟ’ แต่โดนด่าเหมือนคนจุดไฟ”

  • “ประชุมทีชมทุกคนยกเว้นแผนกกู เหมือนกูเป็นเฟอร์นิเจอร์อะ มีไว้ก็ช่าง ไม่มีไว้ค่อยรู้สึก”

  • “คอมมิชชั่นเดือนละพันกว่า…นี่มันไม่ใช่คอมฯ นี่มันค่าไอติม”

  • “กูทำตั้งแต่ขับโฟล์คลิฟต์ รับส่งฝรั่ง ไปคุมหน้างาน คิดราคา ตามหนี้…แต่ตำแหน่งเดิม 11 ปี โคตรแฟร์”

  • “แม่ง KPI ไม่ใช่เครื่องมือพัฒนาอะ มันเป็นไม้เรียว”

  • “กูไม่ได้ไม่ทำงานนะ กูแค่ไม่อยากเป็นเครื่องมือให้เขาขูดเลือดเฉย ๆ”

  • “ที่กูเหนื่อยสุดไม่ใช่งานหนักนะ…กูเหนื่อยเพราะทำเท่าไหร่ก็ไม่ถูกนับ”

  • “เออ กูอาจขายได้ แต่กูไม่อยากขายชีวิตตัวเองให้ใครแล้วว่ะ”

  • “ถ้าจะให้กูวิ่ง ก็ขอให้มันมีเส้นชัยจริง ๆ ไม่ใช่วิ่งเพื่อให้เขาสบายใจ”


คำสั่งห้ามตำรวจรับ/เรียกรับแต๊ะเอียช่วงตรุษจีนในประเทศไทย

รายงานนี้ค้นคว้าเชิงลึกเรื่อง “คำสั่ง/ประกาศห้ามตำรวจรับหรือเรียกรับแต๊ะเอีย/อั่งเปาช่วงตรุษจีน” โดยยึดหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนหลังได้จากแหล่งทางการและสื่อภาษาไทย จนถึงข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 (2026-02-17) ตามเวลาไทย โดยพบว่า “แนวทางสั่งห้าม/กำชับ” ปรากฏซ้ำเป็นวัฏจักรใกล้เทศกาลตรุษจีน และมีการ “รีเฟรม” จากห้ามแบบครอบจักรวาล (โดยเฉพาะการ “เรียกรับ”) ไปสู่การอ้างอิงกรอบกฎหมาย-ธรรมาภิบาลของรัฐ (โดยเฉพาะเกณฑ์ของ ป.ป.ช. เรื่องการรับทรัพย์สินโดยธรรมจรรยา) ในบางช่วงเวลา. [1]

ข้อค้นพบสำคัญมีดังนี้
ประการแรก หลักฐานออนไลน์ที่ “ยืนยันได้ชัด” ว่ามีการสั่งห้ามตำรวจเรียกรับแต๊ะเอีย (และเตือนเรื่องลงโทษวินัย/อาญา) พบอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2556 (2013) ผ่านการรายงานคำสั่ง/กำชับของ ผบ.ตร. และกรณีตัวอย่างตำรวจ สน.บางรัก ถูกสั่งขัง 3 วันจากเหตุเรียกรับแต๊ะเอีย.
[2]

ประการที่สอง ช่วงกลางทศวรรษ 2550–2560 และต่อเนื่องถึงปัจจุบัน รูปแบบการสื่อสารนโยบายมีทั้ง “คำสั่งภายใน” (เช่น หนังสือเวียนในระดับกองบังคับการตำรวจนครบาล) และ “คำแถลง/ข่าวประชาสัมพันธ์” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ/กองสารนิเทศ โดยสาระร่วมคือ (ก) ห้ามเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบ (ข) ย้ำซื่อสัตย์สุจริต และ (ค) จัดมาตรการป้องกันอาชญากรรมช่วงเทศกาล. [3]

ประการที่สาม การบังคับใช้มี “ตัวอย่างลงโทษ” แต่ผลลงโทษที่ปรากฏต่อสาธารณะมีความหลากหลาย ตั้งแต่การลงโทษวินัยแบบ “ภาคทัณฑ์” ในกรณีตำรวจต่อแถวรับอั่งเปา (ปี 2561) ไปจนถึงการสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง (ปี 2565) และการชี้แจงว่าเป็นการให้ตามประเพณีกับบุคคลทั่วไปโดยมูลค่าไม่เกินกฎหมายกำหนด (ปี 2569). [4]

ประการที่สี่ สถานะปัจจุบัน (ถึงปี 2569) สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงประกาศแนวทาง “ห้ามใช้อำนาจหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด” ในมาตรการช่วงตรุษจีน และในระดับองค์กรมีการสื่อสาร “No Gift Policy” อย่างเป็นทางการในเว็บไซต์กองสารนิเทศ. [5]

ข้อจำกัดหลักของรายงานคือ “จุดเริ่มต้นเชิงประวัติศาสตร์” อาจย้อนหลังได้มากกว่าที่พบในฐานข้อมูลออนไลน์สาธารณะ (ตัวอย่างเช่นคำบอกเล่าที่ว่ามีคำสั่งมานานกว่า 20 ปี) แต่ยังไม่พบเอกสารราชการ/หนังสือเวียนยุคก่อน 2556 ที่เข้าถึงได้โดยตรงในเว็บสาธารณะ จึงไม่สรุปปีเริ่มต้นเด็ดขาด และเสนอสมมติฐานหลายแบบในส่วนท้าย. [2]

ขอบเขตและวิธีการค้นคว้า

การค้นคว้าใช้หลักฐานจากสามกลุ่มหลัก
กลุ่มเอกสารทางการ/กึ่งทางการ: ข่าวประชาสัมพันธ์และมาตรการบนเว็บไซต์กองสารนิเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โดยเฉพาะประกาศ/ข่าวภารกิจผู้บังคับบัญชาและมาตรการตรุษจีน), เอกสารกฎหมาย/ระเบียบตำรวจ, และประกาศของ ป.ป.ช.
[6]

กลุ่มสื่อมวลชนภาษาไทย: รายงานข่าวกรณีคำสั่งห้ามรับ/เรียกรับแต๊ะเอีย-อั่งเปา และรายงานกรณีตัวอย่างที่เกิดภาพ/คลิปตำรวจรับอั่งเปา. [7]

กลุ่มข้อมูลสาธารณะเชิงสำรวจ: ผลสำรวจ “ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตำรวจในสายตาของประชาชน” ของนิด้าโพล (มกราคม 2566) เพื่อใช้วิเคราะห์มิติความเชื่อมั่นและความคาดหวังด้านความโปร่งใส. [8]

ข้อจำกัดเชิงเทคนิคและความไม่แน่นอน: (1) บางแหล่งข้อมูลจากโซเชียลมีเดียเข้าถึงไม่ได้ต่อเนื่อง (2) เอกสารคำสั่งภายในหลายฉบับถูกอ้างผ่านข่าว แต่ตัวเอกสารฉบับเต็มไม่ถูกเผยแพร่สาธารณะเสมอ (3) “ความต่อเนื่องรายปี” อาจมีมากกว่าที่รวบรวมได้จากหลักฐานออนไลน์ที่ค้นเจอในครั้งนี้ จึงนับเป็น “ภาพจากหลักฐานที่เข้าถึงได้” ไม่ใช่ทะเบียนคำสั่งทั้งหมดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ. [9]

ตารางด้านล่างคือ “แหล่งอ้างอิงหลัก” ที่ใช้เป็นแกนในการสรุปข้อเท็จจริง (ระบุเป็นชื่อเอกสาร/ข่าว + ประเภทแหล่ง + ลิงก์ผ่านการอ้างอิง)

แหล่งอ้างอิงหลัก (ย่อ)

ประเภทแหล่ง

ใช้สนับสนุนประเด็น

ข่าวมาตรการตรุษจีน 2569 บนเว็บไซต์กองสารนิเทศ

ทางการ

ข้อความ “ห้ามใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด” และกรอบมาตรการวันจ่าย-วันไหว้-วันเที่ยว [10]

ประกาศ ป.ป.ช. หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินฯ โดยธรรมจรรยา พ.ศ.2563 (ราชกิจจานุเบกษา)

ทางการ/กึ่งกฎหมาย

เกณฑ์ “ไม่เกิน 3,000 บาท/คน/โอกาส”, เงื่อนไขรายงานภายใน 30 วัน และคำเตือนโทษตามมาตรา 128 [11]

กฎ ก.ตร. ว่าด้วยจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2566 (หน้าเอกสารราชกิจจานุเบกษา)

กฎหมายลำดับรอง/วินัย-จริยธรรม

หลัก “ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต” และ “ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ/ไม่ใช้อำนาจโดยมิชอบ” [12]

พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 (ฉบับเผยแพร่บนเว็บไซต์ทางการตำรวจ)

กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ

กลไกรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำมิชอบ/เสื่อมเสีย/ละเมิดจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ [13]

ข่าวปี 2556: ผบ.ตร.กำชับห้ามตำรวจเรียกรับแต๊ะเอีย และกรณีตรวจสอบ

ข่าว/คำสั่งเชิงนโยบาย

หลักฐานเก่าแก่ที่พบออนไลน์เกี่ยวกับ “ห้ามเรียกรับแต๊ะเอีย” ในระดับ ผบ.ตร. [2]

ข่าวปี 2558: หนังสือเวียน ผบก.น.6 ห้ามออก “รับอั่งเปา/แต๊ะเอีย”

ข่าว/เอกสารอ้างคำสั่ง

ตัวอย่างคำสั่งระดับกองบังคับการ (กทม.) และถ้อยคำ “ห้ามเด็ดขาด/หากตกเป็นข่าวเจอโทษ” [14]

ข่าวปี 2561: รอง ผบ.ตร.ห้ามรับแต๊ะเอีย-อั่งเปา + ผลภาคทัณฑ์ตำรวจ 30 นาย

ข่าว/ผลบังคับใช้

ตัวอย่าง “คำสั่งห้าม” และ “ผลลงโทษ” เมื่อเกิดคลิปต่อแถวรับอั่งเปา [15]

ข่าวปี 2567: สื่อรายงานท่าที “ไม่ห้ามรับอั่งเปา แต่ให้ดูความเหมาะสม”

ข่าว/การเปลี่ยนท่าที

จุดเปลี่ยนเชิงสื่อสารจาก “ห้ามรับ” ไปสู่ “ยึดระเบียบ-ความเหมาะสม” [16]

นิด้าโพล 2566: ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตำรวจ

สำรวจความคิดเห็น

มิติความเชื่อมั่น/ความโปร่งใสที่เชื่อมกับประเด็นผลประโยชน์และภาพลักษณ์องค์กร [8]

ลำดับเหตุการณ์และพัฒนาการคำสั่งตามช่วงเวลา

ภาพรวมเชิงเวลา “สิ่งที่พบจากหลักฐานออนไลน์ที่เข้าถึงได้” เริ่มเห็นอย่างชัดตั้งแต่ปี 2556 โดยมีทั้ง (ก) คำสั่ง/กำชับระดับ ผบ.ตร. และ (ข) กรณีตัวอย่างที่เกิดคลิป/ข่าวว่ามีตำรวจเรียกรับหรือรับอั่งเปา จนนำไปสู่การตรวจสอบและลงโทษวินัยบางกรณี. [17]

timeline
    title คำสั่ง/เหตุการณ์เกี่ยวกับ “แต๊ะเอีย-อั่งเปา” ในตำรวจไทย (จากหลักฐานออนไลน์ที่พบ)
    2556 : ผบ.ตร.กำชับห้ามตำรวจเรียกรับแต๊ะเอีย; กรณี สน.บางรัก; มีคำสั่งขัง 3 วัน
    2558 : ผบก.น.6 หนังสือเวียนห้ามตำรวจออก “รับอั่งเปา/แต๊ะเอีย”
    2561 : รอง ผบ.ตร.ห้ามรับแต๊ะเอีย-อั่งเปา; คลิปตำรวจต่อแถวรับอั่งเปา; ภาคทัณฑ์ตำรวจ 30 นาย
    2563 : ผบ.ตร.กำชับเด็ดขาดห้ามรับแต๊ะเอียหรือประโยชน์มิชอบ
    2565 : คลิปตำรวจยืนต่อแถว (ย่านทองหล่อ 53); บช.น.สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง
    2566 : ผบ.ตร./โฆษก ตร. ย้ำห้ามเรียกรับผลประโยชน์-รับอั่งเปา และให้ยึดระเบียบ ป.ป.ช.
    2567 : ท่าทีสื่อสาร “ไม่ห้ามรับอั่งเปา แต่ให้คำนึงความเหมาะสมและระเบียบ”
    2568 : มาตรการตรุษจีนสายความปลอดภัย-เตือนภัยออนไลน์ (พบการเผยแพร่ในเว็บหน่วยตำรวจ)
    2569 : รอง ผบ.ตร.กำชับห้ามใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์; ประเด็น “ยาหอมปราสาททอง”; มีประกาศ No Gift Policy

ตารางสรุปด้านล่างพยายามตอบโจทย์ “รายปี/ช่วงเวลา–ผู้สั่ง–สาระคำสั่ง–ช่องทาง–เหตุปัจจัย–ผลลัพธ์” โดยใช้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากหลักฐานอ้างอิง (หากรายการใดไม่มีเอกสารฉบับเต็ม จะระบุเป็น “อ้างผ่านข่าว” และสรุปจากถ้อยคำในข่าวเท่านั้น)

ปี (พ.ศ.)

ผู้สั่ง/ระดับคำสั่งที่ปรากฏ

ข้อความสำคัญโดยสรุป

ช่องทางเผยแพร่ที่พบ

เหตุปัจจัย/กรณีกระตุ้นที่ปรากฏ

ผลลัพธ์ที่พบต่อสาธารณะ

2556

ผบ.ตร. (ระดับชาติ)

กำชับห้ามตำรวจ “เรียกรับแต๊ะเอีย” จากผู้ประกอบการช่วงตรุษจีน และมีการเตือนเรื่องความไม่เหมาะสม/ผิดวินัย

รายงานข่าวจากคำให้สัมภาษณ์/แถลงโฆษก

ปรากฏข่าว/คลิปตำรวจเรียกรับแต๊ะเอียในพื้นที่ สน.บางรัก

มีคำสั่งขัง สวป. 3 วัน และสั่งตรวจสอบ/ดำเนินวินัยในสังกัด กทม. ตามรายงานข่าว [2]

2556

ความเห็นทางการเมือง (ไม่ใช่คำสั่งตำรวจ)

มีการโต้เถียงต่อสาธารณะเรื่อง “เรียกรับแต๊ะเอียผิดหรือไม่” สะท้อนความคลุมเครือระหว่าง “ประเพณี” กับ “ผลประโยชน์”

ข่าวการเมือง

ความขัดแย้ง/แรงเสียดทานต่อการกวดขัน

ไม่มีผลบังคับใช้โดยตรง (เป็นบริบทความคิด/วาทกรรม) [18]

2558

ผบก.น.6 (ระดับกองบังคับการ)

หนังสือเวียน “ห้ามตำรวจออกไปรับอั่งเปา (แต๊ะเอีย) จากผู้ประกอบการ/ร้านค้า” และหากพบหรือตกเป็นข่าว “พิจารณาข้อบกพร่องและผู้บังคับบัญชาตามลำดับ”

ข่าวที่อ้างคำสั่งหนังสือเวียน

ความเสี่ยงภาพลักษณ์ตำรวจในช่วงเทศกาล

ไม่พบรายงานผลลงโทษต่อสาธารณะในข่าวชิ้นเดียวกัน [14]

2561

รอง ผบ.ตร. (ระดับนโยบายชาติ)

กำชับห้ามตำรวจ “เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์/แต๊ะเอีย-อั่งเปา” หากพบให้ลงโทษเด็ดขาด

รายงานข่าวคำให้สัมภาษณ์

ปีที่เกิดกรณีคลิปตำรวจต่อแถวรับอั่งเปาในสังกัดนครบาล (ถูกโยงกับคำสั่งห้าม)

ต่อมามีการสรุปผลตรวจสอบและลงโทษภาคทัณฑ์ตำรวจ 30 นาย (เป็นอีกข่าวหนึ่ง) [15]

2561

บช.น. (ระดับหน่วย)

ผลตรวจสอบคลิปตำรวจต่อแถวรับอั่งเปา: ระบุ “ผิดเพียงเล็กน้อย” ฐานบกพร่องคำสั่งและประพฤติตนไม่สมควร ลงโทษ “ภาคทัณฑ์ 30 นาย” และตักเตือนผู้บังคับบัญชา โดยอ้างคำสั่งกรมตำรวจ 1212/2537

ข่าว/โพสต์หน่วยงาน (อ้างในข่าว)

คลิปตำรวจต่อแถวรับอั่งเปาในช่วงตรุษจีน

ภาคทัณฑ์ 30 นาย (รายชื่อสังกัดหลาย สน.) [19]

2563

ผบ.ตร. (ระดับชาติ)

สั่ง/กำชับเด็ดขาด “ห้ามรับแต๊ะเอียหรือประโยชน์อื่นใดมิชอบ” ช่วงตรุษจีนควบคู่มาตรการความปลอดภัย

รายงานข่าวคำแถลง/โฆษก

วัฏจักรความเสี่ยงเรียกรับผลประโยชน์ช่วงเทศกาล + ความปลอดภัยสาธารณะ

ไม่พบในข่าวเดียวกันว่ามีคดี/ลงโทษตามมา [20]

2565

บช.น. (ระดับหน่วย)

ชี้แจงมีคลิปตำรวจยืนต่อแถว (ย่านทองหล่อ 53) และ ผบช.น. สั่ง ผบก.น.5 ตรวจสอบเพราะกระทบภาพลักษณ์

รายงานข่าว

คลิป/กระแสสังคมสงสัยว่าตำรวจ “รอรับอะไร” ช่วงตรุษจีน

เป็นการ “สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง” ยังไม่เห็นผลลงโทษในข่าวชิ้นเดียวกัน [21]

2566

ผบ.ตร. (ระดับชาติ)

ย้ำห้ามตำรวจเรียกรับผลประโยชน์/รับอั่งเปา และย้ำว่าการรับของขวัญให้ยึดระเบียบ ป.ป.ช.

รายงานข่าว/ถ้อยคำโฆษก

รักษาภาพลักษณ์และความสุจริตช่วงตรุษจีน

ไม่พบผลลงโทษเฉพาะกรณีในข่าวเดียวกัน [22]

2567

ท่าทีสื่อสารระดับ สตช. (เชิงนโยบาย)

ระบุ “ไม่ห้ามตำรวจรับอั่งเปา” แต่ให้ “คำนึงถึงความเหมาะสม” และย้ำว่ามีบทบัญญัติ/กฎเกณฑ์เรื่องการรับเงิน-อามิสสินจ้างอยู่แล้ว

รายงานข่าว

สะท้อนการขยับจาก “ห้ามรับโดยตรง” ไปสู่ “ยึดหลักเกณฑ์และดุลยพินิจความเหมาะสม”

ทำให้เกิดพื้นที่ตีความมากขึ้น (เป็นข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง) [16]

2569

รอง ผบ.ตร. (งาน ปป.)/กองสารนิเทศ (ระดับชาติ)

กำชับมาตรการตรุษจีนวันจ่าย-ไหว้-เที่ยว และ “ห้ามมิให้ข้าราชการตำรวจใช้อำนาจหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด”

ข่าวทางการบนเว็บกองสารนิเทศ

เน้นความปลอดภัยและลดช่องว่างการทุจริตเชิงปฏิบัติการช่วงเทศกาล

ยืนยันคำสั่ง/แนวทางในระดับนโยบาย (ไม่ระบุบทลงโทษรายกรณีในข่าวชิ้นนี้) [10]

2569

บช.น. (ชี้แจงกรณีเฉพาะ)

ชี้แจงกรณีตำรวจต่อแถวรับอั่งเปาหน้าบริษัท “แจกตามประเพณี เปิดให้บุคคลทั่วไป” และ “มูลค่าไม่เกินกฎหมายกำหนด” พร้อมย้ำห้ามเรียกรับผลประโยชน์

รายงานข่าว

คลิป/กระแสสังคมเกี่ยวกับ “ยาหอมปราสาททอง”

เป็นการชี้แจง/วางกรอบว่าไม่มุ่งหวังผลตอบแทน (ข้อเท็จจริงตามคำชี้แจง) [23]

2569

กองสารนิเทศ สตช. (เชิงธรรมาภิบาลองค์กร)

เผยแพร่ประกาศ “No Gift Policy” (เจตนารมณ์ไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่)

เว็บทางการกองสารนิเทศ

สอดคล้องแนวทางต่อต้านสินบนและสร้างความเชื่อมั่น

เอกสารที่พบเป็น “ประกาศ” (รายละเอียดเนื้อหาปรากฏในภาพประกอบบนหน้าเว็บ จึงสรุปเพียงการมีอยู่ของประกาศ) [24]

กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

แก่นของปัญหา “ตำรวจรับ/เรียกรับแต๊ะเอีย” ไม่ใช่เพียงเรื่องมารยาทหรือวัฒนธรรม แต่เกี่ยวกับกฎหมายอาญา กฎหมายป้องกันทุจริต และวินัย-จริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการ “เรียกรับ” (solicitation) หรือการรับที่เชื่อมโยงกับ “การกระทำ/ไม่กระทำการในตำแหน่ง” (quid pro quo). [25]

กรอบสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่

ประกาศ ป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด “โดยธรรมจรรยา” พ.ศ. 2563 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 128 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. 2561 เอกสารนี้กำหนดหลักทั่วไปว่าห้ามเจ้าพนักงานของรัฐรับทรัพย์สิน/ประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินได้ นอกเหนือจากที่กฎหมายอนุญาต เว้นแต่เป็นการรับโดยธรรมจรรยาตามเงื่อนไขในประกาศ. [26]

ในเชิง “ตัวเลขที่ใช้ตีความในทางปฏิบัติ” ประกาศดังกล่าวกำหนดว่า การรับจาก “ผู้ซึ่งมิใช่ญาติ” รับได้ไม่เกิน 3,000 บาท “ต่อคน ต่อโอกาส” และหากจำเป็นต้องรับเกินกว่านั้นเพื่อรักษาไมตรี ต้องรายงานผู้บังคับบัญชา/หัวหน้าหน่วยภายใน 30 วันเพื่อให้วินิจฉัยว่าจะให้รับไว้ได้หรือไม่; หากไม่ให้รับ ต้องคืนหรือส่งมอบเป็นสิทธิของหน่วยงาน. [27]

เอกสารเดียวกันยังสะท้อน “เขี้ยวเล็บทางอาญา” โดยมีคำเตือนว่าเจ้าหน้าที่รัฐผู้ฝ่าฝืนมาตรา 128 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (เป็นโทษที่มักถูกอ้างเมื่อพูดถึงการรับของขวัญเกินเกณฑ์). [28]

ถัดมา คือ “ความผิดฐานสินบน” ในประมวลกฎหมายอาญา โดย ป.ป.ช. อธิบายมาตรา 149 ว่าครอบคลุมการที่เจ้าพนักงาน “เรียก รับ หรือยอมจะรับ” ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ เพื่อกระทำ/ไม่กระทำการในตำแหน่ง ไม่ว่าหน้าที่นั้นชอบหรือมิชอบ ซึ่งมีโทษหนัก (จำคุก 5–20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับ หรือถึงขั้นประหารชีวิตตามตัวบท). [29]

ด้านวินัย-จริยธรรมตำรวจ มี “กฎ ก.ตร. ว่าด้วยจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2566” ซึ่งเป็นกรอบพฤติกรรมที่สะท้อนหลักความซื่อสัตย์สุจริต และระบุชัดว่าไม่ควรใช้อำนาจ/ตำแหน่งเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ (สาระที่ถูกใช้เป็นฐานเชิงมาตรฐานเมื่อเกิดกรณีภาพลักษณ์เสียหาย). [30]

ในระดับโครงสร้างกำกับดูแล พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 กำหนดกลไก “คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ” ให้พิจารณาเรื่องร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับการกระทำ/ไม่กระทำของตำรวจที่มิชอบ การประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสม เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ กระทำผิดวินัย หรือ “ละเมิดประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ”. [13]

การบังคับใช้และผลลัพธ์ที่พบ

เมื่อเทียบ “คำสั่งห้าม/กำชับ” กับ “เหตุการณ์ที่เป็นข่าว” พบภาพซ้ำสำคัญสองแบบ

แบบแรก คือ ข่าวคำสั่งห้าม/กำชับออกก่อนเทศกาล แล้วตามมาด้วย “กรณีตัวอย่าง” ที่ทำให้ต้องตรวจสอบและลงโทษวินัย เช่น ปี 2556 ที่มีข่าวและคลิปการเรียกรับแต๊ะเอียในพื้นที่ สน.บางรัก โดยข่าวระบุว่ามีการสั่งขัง สวป. 3 วัน และดำเนินการตรวจสอบตามสายบังคับบัญชา ภายใต้กรอบว่าเรื่องดังกล่าว “ผิดวินัย ประพฤติตนไม่เหมาะสม” และเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งที่ห้ามเรียกรับแต๊ะเอีย. [31]

แบบที่สอง คือ เมื่อเกิดคลิป/ภาพ “ตำรวจต่อแถวรับอั่งเปา” หน่วยงานมักชี้แจงว่าเป็นเรื่องต้องตรวจสอบเพราะกระทบภาพลักษณ์ และผลวินัยที่ปรากฏสาธารณะไม่จำเป็นต้องเป็น “คดีอาญา” เสมอไป ตัวอย่างชัดคือปี 2561 ที่ผลตรวจสอบของนครบาลระบุว่าตำรวจ 30 นายที่อยู่ในคลิป “ผิดเพียงเล็กน้อย” ฐานบกพร่องคำสั่งและประพฤติตนไม่สมควร จึงสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ และว่ากล่าวตักเตือนผู้บังคับบัญชา โดยยังอ้างถึงคำสั่งกรมตำรวจที่เกี่ยวกับมาตรการควบคุมวินัย. [19]

ในปี 2565 รูปแบบการตอบสนองเน้น “สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง” จากกรณีคลิปตำรวจยืนต่อแถวหน้าบริษัทในซอยทองหล่อ 53 โดยแถลงว่า ผบช.น. สั่งให้ ผบก.น.5 ตรวจสอบเพราะกระทบภาพลักษณ์ และจะชี้แจงภายหลัง—ซึ่งสะท้อนว่า “การสอบสวนเชิงวินัย/ข้อเท็จจริง” เป็นกลไกแรกที่ใช้จัดการกระแสสังคม. [21]

ปี 2569 มีทั้ง “คำสั่งเชิงป้องกันทุจริต” ในมาตรการตรุษจีนของกองสารนิเทศที่ย้ำห้ามใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์อย่างเด็ดขาด และในอีกด้านหนึ่งเกิดประเด็นคลิปตำรวจรับอั่งเปาหน้าบริษัท “ยาหอมปราสาททอง” ซึ่งนครบาลชี้แจงว่าเป็นการแจกตามประเพณี เปิดให้บุคคลทั่วไป รวมถึงเจ้าหน้าที่หลายภาคส่วน และอ้างว่ามูลค่าไม่เกินกฎหมายกำหนด พร้อมย้ำห้ามเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบ. [32]

เชิงวิเคราะห์ (ไม่ใช่ข้อเท็จจริง) รูปแบบนี้ทำให้เห็น “ความตึงเครียดเชิงนโยบาย” ระหว่าง (ก) การห้ามเรียกรับผลประโยชน์อย่างเด็ดขาด และ (ข) การยอมรับว่าการให้ตามประเพณีอาจเกิดขึ้นได้ภายใต้เกณฑ์ที่กฎหมาย/ระเบียบอนุญาต ซึ่งเปิดพื้นที่ตีความว่าพฤติกรรมใด “เหมาะสม” ในเครื่องแบบและขณะปฏิบัติหน้าที่. [33]

สถานะปัจจุบันและแนวโน้มเชิงนโยบายถึงปี 2569

สถานะ “นโยบายต่อการเรียกรับแต๊ะเอีย” ณ ปี 2569 มีแกนที่ชัดเจนที่สุดคือการสื่อสารอย่างเป็นทางการว่า “ห้ามใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด” ซึ่งปรากฏในข่าวมาตรการตรุษจีนบนเว็บไซต์กองสารนิเทศ และถูกย้ำร่วมกับมาตรการด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา. [10]

ขณะเดียวกัน การสื่อสาร “No Gift Policy” บนเว็บไซต์กองสารนิเทศ (ประกาศวันที่ 16/02/2569) สะท้อนการขยับเชิงธรรมาภิบาลให้เข้มขึ้นในเชิงสัญลักษณ์องค์กร (แม้หน้าเว็บที่เข้าถึงได้จะบรรจุประกาศเป็นภาพ จึงสรุปได้ชัดเพียงว่า ‘มีการประกาศ’ และช่วงเวลาเผยแพร่). [24]

ในช่วงปี 2567 มีหลักฐานข่าวที่สะท้อนท่าทีเชิงสื่อสารว่า “ไม่ห้ามตำรวจรับอั่งเปา แต่ให้คำนึงถึงความเหมาะสม” และยอมรับว่า “ตอบตรง ๆ ไม่ได้ว่ารับได้หรือไม่ได้” เพราะมีบทบัญญัติ/ระเบียบอยู่แล้ว แนวนี้ทำให้ “เกณฑ์ความเหมาะสม” และ “การยึดประกาศ ป.ป.ช.” กลายเป็นจุดอ้างอิงหลัก มากกว่าการสั่งห้ามรับแบบเหมารวม. [34]

เมื่อวางประเด็นนี้กับข้อมูลเชิงสำรวจของนิด้าโพล (มกราคม 2566) จะเห็นภาพว่า “ความโปร่งใสและมาตรฐานที่เท่าเทียม” เป็นความคาดหวังสูงของสังคมต่อองค์กรตำรวจ และความเชื่อมั่นต่อการนำเสนอข่าว/แถลงข่าวของตำรวจอยู่ในระดับที่มีสัดส่วน “ไม่ค่อยเชื่อมั่น” สูง (เช่น 39.01% ไม่ค่อยเชื่อมั่น ตามผลสำรวจเดียวกัน) ซึ่งทำให้ประเด็น “ของขวัญ/ผลประโยชน์” มีผลต่อความเชื่อมั่นมากกว่าที่เป็นเพียงข่าวรายวัน. [8]

นอกจากนี้ ในภาพรวมของการขับเคลื่อนด้านความโปร่งใส สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมีการสื่อสารการลงโทษวินัย-อาญาในคดีทุจริตด้านอื่น (เช่น คดีทุจริตเกี่ยวกับผู้ต้องกัก ที่ระบุว่ามีการพิจารณาโทษถึงไล่ออก และกำชับให้ดำเนินการทั้งวินัยและอาญา) ซึ่งสะท้อนว่ากลไก “เอาผิดจริง” ถูกนำเสนอเป็นนโยบายหลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะหลัง. [35]

ช่องว่างข้อมูลและข้อเสนอแนะการวิจัยต่อไป

ช่องว่างสำคัญที่สุดคือ “ปีเริ่มต้น” ของคำสั่งห้ามรับ/เรียกรับแต๊ะเอียในเชิงเอกสารทางการที่ตรวจสอบได้ต่อสาธารณะ ปัจจุบันจากการค้นคว้านี้พบหลักฐานออนไลน์ชัดเจนอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2556 แต่ไม่พบเอกสารก่อนหน้านั้นในเว็บสาธารณะอย่างเป็นระบบ จึงไม่อาจฟันธงว่ามีคำสั่งในยุคก่อนหรือไม่ และถ้ามีออกโดยผู้ใด. [2]

เพื่อให้สอดคล้องกับความทรงจำ/ข้อสังเกตที่ว่าอาจมีมายาวนานกว่า 20 ปี “สมมติฐานที่เป็นไปได้” (ไม่ใช่ข้อเท็จจริง) มีอย่างน้อยสามแบบ
สมมติฐานหนึ่ง มีคำสั่งลักษณะนี้อยู่ก่อน 2556 จริง แต่เป็น “หนังสือภายใน” ที่ไม่ถูกสแกน/เผยแพร่ดิจิทัล หรืออยู่ในแฟ้มคำสั่งที่ไม่ได้ทำดัชนีค้นง่าย.
สมมติฐานสอง มีการกวดขันเป็น “นโยบายปากเปล่า/คำสั่งปฏิบัติ” มากกว่าคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรในบางยุค ทำให้ไม่ทิ้งร่องรอยออนไลน์.
สมมติฐานสาม มีคำสั่งกระจายระดับหน่วย (ภาค/นครบาล/สถานี) ต่อเนื่อง แต่ไม่ถูกรวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลางที่ประชาชนค้นได้.
[36]

ข้อเสนอแนะการวิจัยต่อไป (เชิงปฏิบัติ) ที่จะช่วยปิดช่องว่าง และทำให้ตอบคำถาม “ใครสั่ง-ปีไหน-ข้อความอะไร” ได้เด็ดขาดขึ้น ได้แก่
การค้น/ขอข้อมูลผ่านกลไกข้อมูลข่าวสารของราชการ (เช่น ขอ “หนังสือเวียน/คำสั่งช่วงตรุษจีน” ของ สตช. และนครบาลย้อนหลัง) เพื่อให้ได้ “เลขที่คำสั่ง–วันออกคำสั่ง–ผู้ลงนาม” ที่เป็นหลักฐานชั้นต้น แทนการอ้างผ่านข่าว.
[10]

การทำฐานข้อมูลเหตุการณ์ (incident registry) ที่ผูกโยง “คลิป/ข่าว” กับ “ผลวินัย/อาญา” โดยใช้แหล่งข้อมูลจากประกาศผลสอบสวนทางวินัย (ถ้ามีการเปิดเผย) และคำสั่งลงโทษ เพื่อประเมินประสิทธิผลเชิงนโยบายว่าคำสั่งห้ามช่วยลดพฤติกรรมได้จริงหรือเพียงเปลี่ยนรูปแบบการรับ/เรียกรับ. [37]

การวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่าง “เกณฑ์ธรรมจรรยา 3,000 บาท” กับภาพลักษณ์การรับในเครื่องแบบ/ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพราะแม้กฎหมายอาจให้รับได้ในเพดานหนึ่ง แต่ความคาดหวังทางสังคมและความเชื่อมั่นอาจต้องการมาตรฐานที่เข้มกว่า ซึ่งสะท้อนจากนิด้าโพลที่ระบุความต้องการความโปร่งใสและมาตรฐานเดียว. [38]


[1] [2] [7] [17] https://mgronline.com/crime/detail/9560000015510

https://mgronline.com/crime/detail/9560000015510

[3] [9] [14] [36] https://hilight.kapook.com/view/116064

https://hilight.kapook.com/view/116064

[4] [19] [37] https://www.thairath.co.th/news/society/1219287

https://www.thairath.co.th/news/society/1219287

[5] [6] [10] [25] [32] https://saranitet.police.go.th/commanders-mission/security-and-special-task_15022026_59988/

https://saranitet.police.go.th/commanders-mission/security-and-special-task_15022026_59988/

[8] https://nidapoll.nida.ac.th/polls/public-trust-in-royal-thai-police-survey/

https://nidapoll.nida.ac.th/polls/public-trust-in-royal-thai-police-survey/

[11] [26] [27] [28] [38] https://www.nacc.go.th/files/article/attachments/27348817925691a8a49004f56e66c1889efca2b.pdf

https://www.nacc.go.th/files/article/attachments/27348817925691a8a49004f56e66c1889efca2b.pdf

[12] [30] https://www.bpp13.go.th/sec1/%E0%B8%81%E0%B8%8E%20%E0%B8%81.%E0%B8%95%E0%B8%A3.%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%20%E0%B8%9E.%E0%B8%A8.2566.pdf

https://www.bpp13.go.th/sec1/%E0%B8%81%E0%B8%8E%20%E0%B8%81.%E0%B8%95%E0%B8%A3.%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%20%E0%B8%9E.%E0%B8%A8.2566.pdf

[13] https://www.royalthaipolice.go.th/downloads/T_0001.pdf

https://www.royalthaipolice.go.th/downloads/T_0001.pdf

[15] https://www.bangkokbiznews.com/news/791907

https://www.bangkokbiznews.com/news/791907

[16] [34] https://www.bangkokbiznews.com/politics/1112115

https://www.bangkokbiznews.com/politics/1112115

[18] https://mgronline.com/politics/detail/9560000017924

https://mgronline.com/politics/detail/9560000017924

[20] https://www.thairath.co.th/news/crime/1752208

https://www.thairath.co.th/news/crime/1752208

[21] https://www.thairath.co.th/news/crime/2303760

https://www.thairath.co.th/news/crime/2303760

[22] https://www.thaich8.com/news_detail/118415

https://www.thaich8.com/news_detail/118415

[23] [33] https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5599331

https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5599331

[24] https://saranitet.police.go.th/home_slider_16022026_60028/

https://saranitet.police.go.th/home_slider_16022026_60028/

[29] https://www.nacc.go.th/categorydetail/2021110415414676/20230410085044

https://www.nacc.go.th/categorydetail/2021110415414676/20230410085044

[31] https://mgronline.com/crime/detail/9560000017494

https://mgronline.com/crime/detail/9560000017494

[35] https://saranitet.police.go.th/%E0%B8%9C%E0%B8%9A-%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%99/

https://saranitet.police.go.th/%E0%B8%9C%E0%B8%9A-%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%99/

พางตงไหล: ห้างที่คนต่อคิวเหมือนแจกฟรี (และเงามืดที่มันซ่อนอยู่)

บางเมืองมีแลนด์มาร์กเป็นวัด มีสะพาน มีตึกสูง แต่เมือง許昌 (สวี่ชาง) มณฑลเหอหนาน มีแลนด์มาร์กเป็น… “ห้าง” และคิวหน้าห้างบางวันให้อารมณ์เหมือนคน...