วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

บ่นๆ 2026


  • “แม่งเหมือนกูเป็นมีดสารพัดประโยชน์อะ ใช้ได้ทุกอย่าง ยกเว้นใช้ให้กูได้ดีขึ้น”

  • “เขาชอบสั่งให้กูออกไปข้างนอก เหมือนแค่วิ่งวนแล้วมันจะกลายเป็นยอดขายเอง”

  • “โยนของมาให้ขายแบบไม่มีข้อมูล แล้วถามกู ‘ทำไงให้เขามาซื้อเรา’…กูจะทำไงวะ ราคาก็แพงกว่า สต๊อกก็ไม่มี”

  • “งานกูทุกวันนี้คือ ‘ดับไฟ’ แต่โดนด่าเหมือนคนจุดไฟ”

  • “ประชุมทีชมทุกคนยกเว้นแผนกกู เหมือนกูเป็นเฟอร์นิเจอร์อะ มีไว้ก็ช่าง ไม่มีไว้ค่อยรู้สึก”

  • “คอมมิชชั่นเดือนละพันกว่า…นี่มันไม่ใช่คอมฯ นี่มันค่าไอติม”

  • “กูทำตั้งแต่ขับโฟล์คลิฟต์ รับส่งฝรั่ง ไปคุมหน้างาน คิดราคา ตามหนี้…แต่ตำแหน่งเดิม 11 ปี โคตรแฟร์”

  • “แม่ง KPI ไม่ใช่เครื่องมือพัฒนาอะ มันเป็นไม้เรียว”

  • “กูไม่ได้ไม่ทำงานนะ กูแค่ไม่อยากเป็นเครื่องมือให้เขาขูดเลือดเฉย ๆ”

  • “ที่กูเหนื่อยสุดไม่ใช่งานหนักนะ…กูเหนื่อยเพราะทำเท่าไหร่ก็ไม่ถูกนับ”

  • “เออ กูอาจขายได้ แต่กูไม่อยากขายชีวิตตัวเองให้ใครแล้วว่ะ”

  • “ถ้าจะให้กูวิ่ง ก็ขอให้มันมีเส้นชัยจริง ๆ ไม่ใช่วิ่งเพื่อให้เขาสบายใจ”


คำสั่งห้ามตำรวจรับ/เรียกรับแต๊ะเอียช่วงตรุษจีนในประเทศไทย

รายงานนี้ค้นคว้าเชิงลึกเรื่อง “คำสั่ง/ประกาศห้ามตำรวจรับหรือเรียกรับแต๊ะเอีย/อั่งเปาช่วงตรุษจีน” โดยยึดหลักฐานที่ตรวจสอบย้อนหลังได้จากแหล่งทางการและสื่อภาษาไทย จนถึงข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 (2026-02-17) ตามเวลาไทย โดยพบว่า “แนวทางสั่งห้าม/กำชับ” ปรากฏซ้ำเป็นวัฏจักรใกล้เทศกาลตรุษจีน และมีการ “รีเฟรม” จากห้ามแบบครอบจักรวาล (โดยเฉพาะการ “เรียกรับ”) ไปสู่การอ้างอิงกรอบกฎหมาย-ธรรมาภิบาลของรัฐ (โดยเฉพาะเกณฑ์ของ ป.ป.ช. เรื่องการรับทรัพย์สินโดยธรรมจรรยา) ในบางช่วงเวลา. [1]

ข้อค้นพบสำคัญมีดังนี้
ประการแรก หลักฐานออนไลน์ที่ “ยืนยันได้ชัด” ว่ามีการสั่งห้ามตำรวจเรียกรับแต๊ะเอีย (และเตือนเรื่องลงโทษวินัย/อาญา) พบอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2556 (2013) ผ่านการรายงานคำสั่ง/กำชับของ ผบ.ตร. และกรณีตัวอย่างตำรวจ สน.บางรัก ถูกสั่งขัง 3 วันจากเหตุเรียกรับแต๊ะเอีย.
[2]

ประการที่สอง ช่วงกลางทศวรรษ 2550–2560 และต่อเนื่องถึงปัจจุบัน รูปแบบการสื่อสารนโยบายมีทั้ง “คำสั่งภายใน” (เช่น หนังสือเวียนในระดับกองบังคับการตำรวจนครบาล) และ “คำแถลง/ข่าวประชาสัมพันธ์” ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ/กองสารนิเทศ โดยสาระร่วมคือ (ก) ห้ามเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบ (ข) ย้ำซื่อสัตย์สุจริต และ (ค) จัดมาตรการป้องกันอาชญากรรมช่วงเทศกาล. [3]

ประการที่สาม การบังคับใช้มี “ตัวอย่างลงโทษ” แต่ผลลงโทษที่ปรากฏต่อสาธารณะมีความหลากหลาย ตั้งแต่การลงโทษวินัยแบบ “ภาคทัณฑ์” ในกรณีตำรวจต่อแถวรับอั่งเปา (ปี 2561) ไปจนถึงการสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง (ปี 2565) และการชี้แจงว่าเป็นการให้ตามประเพณีกับบุคคลทั่วไปโดยมูลค่าไม่เกินกฎหมายกำหนด (ปี 2569). [4]

ประการที่สี่ สถานะปัจจุบัน (ถึงปี 2569) สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังคงประกาศแนวทาง “ห้ามใช้อำนาจหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด” ในมาตรการช่วงตรุษจีน และในระดับองค์กรมีการสื่อสาร “No Gift Policy” อย่างเป็นทางการในเว็บไซต์กองสารนิเทศ. [5]

ข้อจำกัดหลักของรายงานคือ “จุดเริ่มต้นเชิงประวัติศาสตร์” อาจย้อนหลังได้มากกว่าที่พบในฐานข้อมูลออนไลน์สาธารณะ (ตัวอย่างเช่นคำบอกเล่าที่ว่ามีคำสั่งมานานกว่า 20 ปี) แต่ยังไม่พบเอกสารราชการ/หนังสือเวียนยุคก่อน 2556 ที่เข้าถึงได้โดยตรงในเว็บสาธารณะ จึงไม่สรุปปีเริ่มต้นเด็ดขาด และเสนอสมมติฐานหลายแบบในส่วนท้าย. [2]

ขอบเขตและวิธีการค้นคว้า

การค้นคว้าใช้หลักฐานจากสามกลุ่มหลัก
กลุ่มเอกสารทางการ/กึ่งทางการ: ข่าวประชาสัมพันธ์และมาตรการบนเว็บไซต์กองสารนิเทศของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โดยเฉพาะประกาศ/ข่าวภารกิจผู้บังคับบัญชาและมาตรการตรุษจีน), เอกสารกฎหมาย/ระเบียบตำรวจ, และประกาศของ ป.ป.ช.
[6]

กลุ่มสื่อมวลชนภาษาไทย: รายงานข่าวกรณีคำสั่งห้ามรับ/เรียกรับแต๊ะเอีย-อั่งเปา และรายงานกรณีตัวอย่างที่เกิดภาพ/คลิปตำรวจรับอั่งเปา. [7]

กลุ่มข้อมูลสาธารณะเชิงสำรวจ: ผลสำรวจ “ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตำรวจในสายตาของประชาชน” ของนิด้าโพล (มกราคม 2566) เพื่อใช้วิเคราะห์มิติความเชื่อมั่นและความคาดหวังด้านความโปร่งใส. [8]

ข้อจำกัดเชิงเทคนิคและความไม่แน่นอน: (1) บางแหล่งข้อมูลจากโซเชียลมีเดียเข้าถึงไม่ได้ต่อเนื่อง (2) เอกสารคำสั่งภายในหลายฉบับถูกอ้างผ่านข่าว แต่ตัวเอกสารฉบับเต็มไม่ถูกเผยแพร่สาธารณะเสมอ (3) “ความต่อเนื่องรายปี” อาจมีมากกว่าที่รวบรวมได้จากหลักฐานออนไลน์ที่ค้นเจอในครั้งนี้ จึงนับเป็น “ภาพจากหลักฐานที่เข้าถึงได้” ไม่ใช่ทะเบียนคำสั่งทั้งหมดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ. [9]

ตารางด้านล่างคือ “แหล่งอ้างอิงหลัก” ที่ใช้เป็นแกนในการสรุปข้อเท็จจริง (ระบุเป็นชื่อเอกสาร/ข่าว + ประเภทแหล่ง + ลิงก์ผ่านการอ้างอิง)

แหล่งอ้างอิงหลัก (ย่อ)

ประเภทแหล่ง

ใช้สนับสนุนประเด็น

ข่าวมาตรการตรุษจีน 2569 บนเว็บไซต์กองสารนิเทศ

ทางการ

ข้อความ “ห้ามใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด” และกรอบมาตรการวันจ่าย-วันไหว้-วันเที่ยว [10]

ประกาศ ป.ป.ช. หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินฯ โดยธรรมจรรยา พ.ศ.2563 (ราชกิจจานุเบกษา)

ทางการ/กึ่งกฎหมาย

เกณฑ์ “ไม่เกิน 3,000 บาท/คน/โอกาส”, เงื่อนไขรายงานภายใน 30 วัน และคำเตือนโทษตามมาตรา 128 [11]

กฎ ก.ตร. ว่าด้วยจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2566 (หน้าเอกสารราชกิจจานุเบกษา)

กฎหมายลำดับรอง/วินัย-จริยธรรม

หลัก “ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต” และ “ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ/ไม่ใช้อำนาจโดยมิชอบ” [12]

พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 (ฉบับเผยแพร่บนเว็บไซต์ทางการตำรวจ)

กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ

กลไกรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำมิชอบ/เสื่อมเสีย/ละเมิดจริยธรรมและจรรยาบรรณตำรวจ [13]

ข่าวปี 2556: ผบ.ตร.กำชับห้ามตำรวจเรียกรับแต๊ะเอีย และกรณีตรวจสอบ

ข่าว/คำสั่งเชิงนโยบาย

หลักฐานเก่าแก่ที่พบออนไลน์เกี่ยวกับ “ห้ามเรียกรับแต๊ะเอีย” ในระดับ ผบ.ตร. [2]

ข่าวปี 2558: หนังสือเวียน ผบก.น.6 ห้ามออก “รับอั่งเปา/แต๊ะเอีย”

ข่าว/เอกสารอ้างคำสั่ง

ตัวอย่างคำสั่งระดับกองบังคับการ (กทม.) และถ้อยคำ “ห้ามเด็ดขาด/หากตกเป็นข่าวเจอโทษ” [14]

ข่าวปี 2561: รอง ผบ.ตร.ห้ามรับแต๊ะเอีย-อั่งเปา + ผลภาคทัณฑ์ตำรวจ 30 นาย

ข่าว/ผลบังคับใช้

ตัวอย่าง “คำสั่งห้าม” และ “ผลลงโทษ” เมื่อเกิดคลิปต่อแถวรับอั่งเปา [15]

ข่าวปี 2567: สื่อรายงานท่าที “ไม่ห้ามรับอั่งเปา แต่ให้ดูความเหมาะสม”

ข่าว/การเปลี่ยนท่าที

จุดเปลี่ยนเชิงสื่อสารจาก “ห้ามรับ” ไปสู่ “ยึดระเบียบ-ความเหมาะสม” [16]

นิด้าโพล 2566: ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตำรวจ

สำรวจความคิดเห็น

มิติความเชื่อมั่น/ความโปร่งใสที่เชื่อมกับประเด็นผลประโยชน์และภาพลักษณ์องค์กร [8]

ลำดับเหตุการณ์และพัฒนาการคำสั่งตามช่วงเวลา

ภาพรวมเชิงเวลา “สิ่งที่พบจากหลักฐานออนไลน์ที่เข้าถึงได้” เริ่มเห็นอย่างชัดตั้งแต่ปี 2556 โดยมีทั้ง (ก) คำสั่ง/กำชับระดับ ผบ.ตร. และ (ข) กรณีตัวอย่างที่เกิดคลิป/ข่าวว่ามีตำรวจเรียกรับหรือรับอั่งเปา จนนำไปสู่การตรวจสอบและลงโทษวินัยบางกรณี. [17]

timeline
    title คำสั่ง/เหตุการณ์เกี่ยวกับ “แต๊ะเอีย-อั่งเปา” ในตำรวจไทย (จากหลักฐานออนไลน์ที่พบ)
    2556 : ผบ.ตร.กำชับห้ามตำรวจเรียกรับแต๊ะเอีย; กรณี สน.บางรัก; มีคำสั่งขัง 3 วัน
    2558 : ผบก.น.6 หนังสือเวียนห้ามตำรวจออก “รับอั่งเปา/แต๊ะเอีย”
    2561 : รอง ผบ.ตร.ห้ามรับแต๊ะเอีย-อั่งเปา; คลิปตำรวจต่อแถวรับอั่งเปา; ภาคทัณฑ์ตำรวจ 30 นาย
    2563 : ผบ.ตร.กำชับเด็ดขาดห้ามรับแต๊ะเอียหรือประโยชน์มิชอบ
    2565 : คลิปตำรวจยืนต่อแถว (ย่านทองหล่อ 53); บช.น.สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง
    2566 : ผบ.ตร./โฆษก ตร. ย้ำห้ามเรียกรับผลประโยชน์-รับอั่งเปา และให้ยึดระเบียบ ป.ป.ช.
    2567 : ท่าทีสื่อสาร “ไม่ห้ามรับอั่งเปา แต่ให้คำนึงความเหมาะสมและระเบียบ”
    2568 : มาตรการตรุษจีนสายความปลอดภัย-เตือนภัยออนไลน์ (พบการเผยแพร่ในเว็บหน่วยตำรวจ)
    2569 : รอง ผบ.ตร.กำชับห้ามใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์; ประเด็น “ยาหอมปราสาททอง”; มีประกาศ No Gift Policy

ตารางสรุปด้านล่างพยายามตอบโจทย์ “รายปี/ช่วงเวลา–ผู้สั่ง–สาระคำสั่ง–ช่องทาง–เหตุปัจจัย–ผลลัพธ์” โดยใช้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้จากหลักฐานอ้างอิง (หากรายการใดไม่มีเอกสารฉบับเต็ม จะระบุเป็น “อ้างผ่านข่าว” และสรุปจากถ้อยคำในข่าวเท่านั้น)

ปี (พ.ศ.)

ผู้สั่ง/ระดับคำสั่งที่ปรากฏ

ข้อความสำคัญโดยสรุป

ช่องทางเผยแพร่ที่พบ

เหตุปัจจัย/กรณีกระตุ้นที่ปรากฏ

ผลลัพธ์ที่พบต่อสาธารณะ

2556

ผบ.ตร. (ระดับชาติ)

กำชับห้ามตำรวจ “เรียกรับแต๊ะเอีย” จากผู้ประกอบการช่วงตรุษจีน และมีการเตือนเรื่องความไม่เหมาะสม/ผิดวินัย

รายงานข่าวจากคำให้สัมภาษณ์/แถลงโฆษก

ปรากฏข่าว/คลิปตำรวจเรียกรับแต๊ะเอียในพื้นที่ สน.บางรัก

มีคำสั่งขัง สวป. 3 วัน และสั่งตรวจสอบ/ดำเนินวินัยในสังกัด กทม. ตามรายงานข่าว [2]

2556

ความเห็นทางการเมือง (ไม่ใช่คำสั่งตำรวจ)

มีการโต้เถียงต่อสาธารณะเรื่อง “เรียกรับแต๊ะเอียผิดหรือไม่” สะท้อนความคลุมเครือระหว่าง “ประเพณี” กับ “ผลประโยชน์”

ข่าวการเมือง

ความขัดแย้ง/แรงเสียดทานต่อการกวดขัน

ไม่มีผลบังคับใช้โดยตรง (เป็นบริบทความคิด/วาทกรรม) [18]

2558

ผบก.น.6 (ระดับกองบังคับการ)

หนังสือเวียน “ห้ามตำรวจออกไปรับอั่งเปา (แต๊ะเอีย) จากผู้ประกอบการ/ร้านค้า” และหากพบหรือตกเป็นข่าว “พิจารณาข้อบกพร่องและผู้บังคับบัญชาตามลำดับ”

ข่าวที่อ้างคำสั่งหนังสือเวียน

ความเสี่ยงภาพลักษณ์ตำรวจในช่วงเทศกาล

ไม่พบรายงานผลลงโทษต่อสาธารณะในข่าวชิ้นเดียวกัน [14]

2561

รอง ผบ.ตร. (ระดับนโยบายชาติ)

กำชับห้ามตำรวจ “เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับผลประโยชน์/แต๊ะเอีย-อั่งเปา” หากพบให้ลงโทษเด็ดขาด

รายงานข่าวคำให้สัมภาษณ์

ปีที่เกิดกรณีคลิปตำรวจต่อแถวรับอั่งเปาในสังกัดนครบาล (ถูกโยงกับคำสั่งห้าม)

ต่อมามีการสรุปผลตรวจสอบและลงโทษภาคทัณฑ์ตำรวจ 30 นาย (เป็นอีกข่าวหนึ่ง) [15]

2561

บช.น. (ระดับหน่วย)

ผลตรวจสอบคลิปตำรวจต่อแถวรับอั่งเปา: ระบุ “ผิดเพียงเล็กน้อย” ฐานบกพร่องคำสั่งและประพฤติตนไม่สมควร ลงโทษ “ภาคทัณฑ์ 30 นาย” และตักเตือนผู้บังคับบัญชา โดยอ้างคำสั่งกรมตำรวจ 1212/2537

ข่าว/โพสต์หน่วยงาน (อ้างในข่าว)

คลิปตำรวจต่อแถวรับอั่งเปาในช่วงตรุษจีน

ภาคทัณฑ์ 30 นาย (รายชื่อสังกัดหลาย สน.) [19]

2563

ผบ.ตร. (ระดับชาติ)

สั่ง/กำชับเด็ดขาด “ห้ามรับแต๊ะเอียหรือประโยชน์อื่นใดมิชอบ” ช่วงตรุษจีนควบคู่มาตรการความปลอดภัย

รายงานข่าวคำแถลง/โฆษก

วัฏจักรความเสี่ยงเรียกรับผลประโยชน์ช่วงเทศกาล + ความปลอดภัยสาธารณะ

ไม่พบในข่าวเดียวกันว่ามีคดี/ลงโทษตามมา [20]

2565

บช.น. (ระดับหน่วย)

ชี้แจงมีคลิปตำรวจยืนต่อแถว (ย่านทองหล่อ 53) และ ผบช.น. สั่ง ผบก.น.5 ตรวจสอบเพราะกระทบภาพลักษณ์

รายงานข่าว

คลิป/กระแสสังคมสงสัยว่าตำรวจ “รอรับอะไร” ช่วงตรุษจีน

เป็นการ “สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง” ยังไม่เห็นผลลงโทษในข่าวชิ้นเดียวกัน [21]

2566

ผบ.ตร. (ระดับชาติ)

ย้ำห้ามตำรวจเรียกรับผลประโยชน์/รับอั่งเปา และย้ำว่าการรับของขวัญให้ยึดระเบียบ ป.ป.ช.

รายงานข่าว/ถ้อยคำโฆษก

รักษาภาพลักษณ์และความสุจริตช่วงตรุษจีน

ไม่พบผลลงโทษเฉพาะกรณีในข่าวเดียวกัน [22]

2567

ท่าทีสื่อสารระดับ สตช. (เชิงนโยบาย)

ระบุ “ไม่ห้ามตำรวจรับอั่งเปา” แต่ให้ “คำนึงถึงความเหมาะสม” และย้ำว่ามีบทบัญญัติ/กฎเกณฑ์เรื่องการรับเงิน-อามิสสินจ้างอยู่แล้ว

รายงานข่าว

สะท้อนการขยับจาก “ห้ามรับโดยตรง” ไปสู่ “ยึดหลักเกณฑ์และดุลยพินิจความเหมาะสม”

ทำให้เกิดพื้นที่ตีความมากขึ้น (เป็นข้อสังเกตเชิงวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง) [16]

2569

รอง ผบ.ตร. (งาน ปป.)/กองสารนิเทศ (ระดับชาติ)

กำชับมาตรการตรุษจีนวันจ่าย-ไหว้-เที่ยว และ “ห้ามมิให้ข้าราชการตำรวจใช้อำนาจหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด”

ข่าวทางการบนเว็บกองสารนิเทศ

เน้นความปลอดภัยและลดช่องว่างการทุจริตเชิงปฏิบัติการช่วงเทศกาล

ยืนยันคำสั่ง/แนวทางในระดับนโยบาย (ไม่ระบุบทลงโทษรายกรณีในข่าวชิ้นนี้) [10]

2569

บช.น. (ชี้แจงกรณีเฉพาะ)

ชี้แจงกรณีตำรวจต่อแถวรับอั่งเปาหน้าบริษัท “แจกตามประเพณี เปิดให้บุคคลทั่วไป” และ “มูลค่าไม่เกินกฎหมายกำหนด” พร้อมย้ำห้ามเรียกรับผลประโยชน์

รายงานข่าว

คลิป/กระแสสังคมเกี่ยวกับ “ยาหอมปราสาททอง”

เป็นการชี้แจง/วางกรอบว่าไม่มุ่งหวังผลตอบแทน (ข้อเท็จจริงตามคำชี้แจง) [23]

2569

กองสารนิเทศ สตช. (เชิงธรรมาภิบาลองค์กร)

เผยแพร่ประกาศ “No Gift Policy” (เจตนารมณ์ไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่)

เว็บทางการกองสารนิเทศ

สอดคล้องแนวทางต่อต้านสินบนและสร้างความเชื่อมั่น

เอกสารที่พบเป็น “ประกาศ” (รายละเอียดเนื้อหาปรากฏในภาพประกอบบนหน้าเว็บ จึงสรุปเพียงการมีอยู่ของประกาศ) [24]

กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

แก่นของปัญหา “ตำรวจรับ/เรียกรับแต๊ะเอีย” ไม่ใช่เพียงเรื่องมารยาทหรือวัฒนธรรม แต่เกี่ยวกับกฎหมายอาญา กฎหมายป้องกันทุจริต และวินัย-จริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการ “เรียกรับ” (solicitation) หรือการรับที่เชื่อมโยงกับ “การกระทำ/ไม่กระทำการในตำแหน่ง” (quid pro quo). [25]

กรอบสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่

ประกาศ ป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด “โดยธรรมจรรยา” พ.ศ. 2563 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 128 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. 2561 เอกสารนี้กำหนดหลักทั่วไปว่าห้ามเจ้าพนักงานของรัฐรับทรัพย์สิน/ประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินได้ นอกเหนือจากที่กฎหมายอนุญาต เว้นแต่เป็นการรับโดยธรรมจรรยาตามเงื่อนไขในประกาศ. [26]

ในเชิง “ตัวเลขที่ใช้ตีความในทางปฏิบัติ” ประกาศดังกล่าวกำหนดว่า การรับจาก “ผู้ซึ่งมิใช่ญาติ” รับได้ไม่เกิน 3,000 บาท “ต่อคน ต่อโอกาส” และหากจำเป็นต้องรับเกินกว่านั้นเพื่อรักษาไมตรี ต้องรายงานผู้บังคับบัญชา/หัวหน้าหน่วยภายใน 30 วันเพื่อให้วินิจฉัยว่าจะให้รับไว้ได้หรือไม่; หากไม่ให้รับ ต้องคืนหรือส่งมอบเป็นสิทธิของหน่วยงาน. [27]

เอกสารเดียวกันยังสะท้อน “เขี้ยวเล็บทางอาญา” โดยมีคำเตือนว่าเจ้าหน้าที่รัฐผู้ฝ่าฝืนมาตรา 128 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (เป็นโทษที่มักถูกอ้างเมื่อพูดถึงการรับของขวัญเกินเกณฑ์). [28]

ถัดมา คือ “ความผิดฐานสินบน” ในประมวลกฎหมายอาญา โดย ป.ป.ช. อธิบายมาตรา 149 ว่าครอบคลุมการที่เจ้าพนักงาน “เรียก รับ หรือยอมจะรับ” ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ เพื่อกระทำ/ไม่กระทำการในตำแหน่ง ไม่ว่าหน้าที่นั้นชอบหรือมิชอบ ซึ่งมีโทษหนัก (จำคุก 5–20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับ หรือถึงขั้นประหารชีวิตตามตัวบท). [29]

ด้านวินัย-จริยธรรมตำรวจ มี “กฎ ก.ตร. ว่าด้วยจรรยาบรรณของตำรวจ พ.ศ.2566” ซึ่งเป็นกรอบพฤติกรรมที่สะท้อนหลักความซื่อสัตย์สุจริต และระบุชัดว่าไม่ควรใช้อำนาจ/ตำแหน่งเพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ (สาระที่ถูกใช้เป็นฐานเชิงมาตรฐานเมื่อเกิดกรณีภาพลักษณ์เสียหาย). [30]

ในระดับโครงสร้างกำกับดูแล พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 กำหนดกลไก “คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ” ให้พิจารณาเรื่องร้องเรียนของประชาชนเกี่ยวกับการกระทำ/ไม่กระทำของตำรวจที่มิชอบ การประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสม เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ กระทำผิดวินัย หรือ “ละเมิดประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ”. [13]

การบังคับใช้และผลลัพธ์ที่พบ

เมื่อเทียบ “คำสั่งห้าม/กำชับ” กับ “เหตุการณ์ที่เป็นข่าว” พบภาพซ้ำสำคัญสองแบบ

แบบแรก คือ ข่าวคำสั่งห้าม/กำชับออกก่อนเทศกาล แล้วตามมาด้วย “กรณีตัวอย่าง” ที่ทำให้ต้องตรวจสอบและลงโทษวินัย เช่น ปี 2556 ที่มีข่าวและคลิปการเรียกรับแต๊ะเอียในพื้นที่ สน.บางรัก โดยข่าวระบุว่ามีการสั่งขัง สวป. 3 วัน และดำเนินการตรวจสอบตามสายบังคับบัญชา ภายใต้กรอบว่าเรื่องดังกล่าว “ผิดวินัย ประพฤติตนไม่เหมาะสม” และเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งที่ห้ามเรียกรับแต๊ะเอีย. [31]

แบบที่สอง คือ เมื่อเกิดคลิป/ภาพ “ตำรวจต่อแถวรับอั่งเปา” หน่วยงานมักชี้แจงว่าเป็นเรื่องต้องตรวจสอบเพราะกระทบภาพลักษณ์ และผลวินัยที่ปรากฏสาธารณะไม่จำเป็นต้องเป็น “คดีอาญา” เสมอไป ตัวอย่างชัดคือปี 2561 ที่ผลตรวจสอบของนครบาลระบุว่าตำรวจ 30 นายที่อยู่ในคลิป “ผิดเพียงเล็กน้อย” ฐานบกพร่องคำสั่งและประพฤติตนไม่สมควร จึงสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ และว่ากล่าวตักเตือนผู้บังคับบัญชา โดยยังอ้างถึงคำสั่งกรมตำรวจที่เกี่ยวกับมาตรการควบคุมวินัย. [19]

ในปี 2565 รูปแบบการตอบสนองเน้น “สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง” จากกรณีคลิปตำรวจยืนต่อแถวหน้าบริษัทในซอยทองหล่อ 53 โดยแถลงว่า ผบช.น. สั่งให้ ผบก.น.5 ตรวจสอบเพราะกระทบภาพลักษณ์ และจะชี้แจงภายหลัง—ซึ่งสะท้อนว่า “การสอบสวนเชิงวินัย/ข้อเท็จจริง” เป็นกลไกแรกที่ใช้จัดการกระแสสังคม. [21]

ปี 2569 มีทั้ง “คำสั่งเชิงป้องกันทุจริต” ในมาตรการตรุษจีนของกองสารนิเทศที่ย้ำห้ามใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์อย่างเด็ดขาด และในอีกด้านหนึ่งเกิดประเด็นคลิปตำรวจรับอั่งเปาหน้าบริษัท “ยาหอมปราสาททอง” ซึ่งนครบาลชี้แจงว่าเป็นการแจกตามประเพณี เปิดให้บุคคลทั่วไป รวมถึงเจ้าหน้าที่หลายภาคส่วน และอ้างว่ามูลค่าไม่เกินกฎหมายกำหนด พร้อมย้ำห้ามเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบ. [32]

เชิงวิเคราะห์ (ไม่ใช่ข้อเท็จจริง) รูปแบบนี้ทำให้เห็น “ความตึงเครียดเชิงนโยบาย” ระหว่าง (ก) การห้ามเรียกรับผลประโยชน์อย่างเด็ดขาด และ (ข) การยอมรับว่าการให้ตามประเพณีอาจเกิดขึ้นได้ภายใต้เกณฑ์ที่กฎหมาย/ระเบียบอนุญาต ซึ่งเปิดพื้นที่ตีความว่าพฤติกรรมใด “เหมาะสม” ในเครื่องแบบและขณะปฏิบัติหน้าที่. [33]

สถานะปัจจุบันและแนวโน้มเชิงนโยบายถึงปี 2569

สถานะ “นโยบายต่อการเรียกรับแต๊ะเอีย” ณ ปี 2569 มีแกนที่ชัดเจนที่สุดคือการสื่อสารอย่างเป็นทางการว่า “ห้ามใช้อำนาจเรียกรับผลประโยชน์อันมิชอบโดยเด็ดขาด” ซึ่งปรากฏในข่าวมาตรการตรุษจีนบนเว็บไซต์กองสารนิเทศ และถูกย้ำร่วมกับมาตรการด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลผู้ใต้บังคับบัญชา. [10]

ขณะเดียวกัน การสื่อสาร “No Gift Policy” บนเว็บไซต์กองสารนิเทศ (ประกาศวันที่ 16/02/2569) สะท้อนการขยับเชิงธรรมาภิบาลให้เข้มขึ้นในเชิงสัญลักษณ์องค์กร (แม้หน้าเว็บที่เข้าถึงได้จะบรรจุประกาศเป็นภาพ จึงสรุปได้ชัดเพียงว่า ‘มีการประกาศ’ และช่วงเวลาเผยแพร่). [24]

ในช่วงปี 2567 มีหลักฐานข่าวที่สะท้อนท่าทีเชิงสื่อสารว่า “ไม่ห้ามตำรวจรับอั่งเปา แต่ให้คำนึงถึงความเหมาะสม” และยอมรับว่า “ตอบตรง ๆ ไม่ได้ว่ารับได้หรือไม่ได้” เพราะมีบทบัญญัติ/ระเบียบอยู่แล้ว แนวนี้ทำให้ “เกณฑ์ความเหมาะสม” และ “การยึดประกาศ ป.ป.ช.” กลายเป็นจุดอ้างอิงหลัก มากกว่าการสั่งห้ามรับแบบเหมารวม. [34]

เมื่อวางประเด็นนี้กับข้อมูลเชิงสำรวจของนิด้าโพล (มกราคม 2566) จะเห็นภาพว่า “ความโปร่งใสและมาตรฐานที่เท่าเทียม” เป็นความคาดหวังสูงของสังคมต่อองค์กรตำรวจ และความเชื่อมั่นต่อการนำเสนอข่าว/แถลงข่าวของตำรวจอยู่ในระดับที่มีสัดส่วน “ไม่ค่อยเชื่อมั่น” สูง (เช่น 39.01% ไม่ค่อยเชื่อมั่น ตามผลสำรวจเดียวกัน) ซึ่งทำให้ประเด็น “ของขวัญ/ผลประโยชน์” มีผลต่อความเชื่อมั่นมากกว่าที่เป็นเพียงข่าวรายวัน. [8]

นอกจากนี้ ในภาพรวมของการขับเคลื่อนด้านความโปร่งใส สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมีการสื่อสารการลงโทษวินัย-อาญาในคดีทุจริตด้านอื่น (เช่น คดีทุจริตเกี่ยวกับผู้ต้องกัก ที่ระบุว่ามีการพิจารณาโทษถึงไล่ออก และกำชับให้ดำเนินการทั้งวินัยและอาญา) ซึ่งสะท้อนว่ากลไก “เอาผิดจริง” ถูกนำเสนอเป็นนโยบายหลักเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะหลัง. [35]

ช่องว่างข้อมูลและข้อเสนอแนะการวิจัยต่อไป

ช่องว่างสำคัญที่สุดคือ “ปีเริ่มต้น” ของคำสั่งห้ามรับ/เรียกรับแต๊ะเอียในเชิงเอกสารทางการที่ตรวจสอบได้ต่อสาธารณะ ปัจจุบันจากการค้นคว้านี้พบหลักฐานออนไลน์ชัดเจนอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2556 แต่ไม่พบเอกสารก่อนหน้านั้นในเว็บสาธารณะอย่างเป็นระบบ จึงไม่อาจฟันธงว่ามีคำสั่งในยุคก่อนหรือไม่ และถ้ามีออกโดยผู้ใด. [2]

เพื่อให้สอดคล้องกับความทรงจำ/ข้อสังเกตที่ว่าอาจมีมายาวนานกว่า 20 ปี “สมมติฐานที่เป็นไปได้” (ไม่ใช่ข้อเท็จจริง) มีอย่างน้อยสามแบบ
สมมติฐานหนึ่ง มีคำสั่งลักษณะนี้อยู่ก่อน 2556 จริง แต่เป็น “หนังสือภายใน” ที่ไม่ถูกสแกน/เผยแพร่ดิจิทัล หรืออยู่ในแฟ้มคำสั่งที่ไม่ได้ทำดัชนีค้นง่าย.
สมมติฐานสอง มีการกวดขันเป็น “นโยบายปากเปล่า/คำสั่งปฏิบัติ” มากกว่าคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรในบางยุค ทำให้ไม่ทิ้งร่องรอยออนไลน์.
สมมติฐานสาม มีคำสั่งกระจายระดับหน่วย (ภาค/นครบาล/สถานี) ต่อเนื่อง แต่ไม่ถูกรวบรวมเป็นฐานข้อมูลกลางที่ประชาชนค้นได้.
[36]

ข้อเสนอแนะการวิจัยต่อไป (เชิงปฏิบัติ) ที่จะช่วยปิดช่องว่าง และทำให้ตอบคำถาม “ใครสั่ง-ปีไหน-ข้อความอะไร” ได้เด็ดขาดขึ้น ได้แก่
การค้น/ขอข้อมูลผ่านกลไกข้อมูลข่าวสารของราชการ (เช่น ขอ “หนังสือเวียน/คำสั่งช่วงตรุษจีน” ของ สตช. และนครบาลย้อนหลัง) เพื่อให้ได้ “เลขที่คำสั่ง–วันออกคำสั่ง–ผู้ลงนาม” ที่เป็นหลักฐานชั้นต้น แทนการอ้างผ่านข่าว.
[10]

การทำฐานข้อมูลเหตุการณ์ (incident registry) ที่ผูกโยง “คลิป/ข่าว” กับ “ผลวินัย/อาญา” โดยใช้แหล่งข้อมูลจากประกาศผลสอบสวนทางวินัย (ถ้ามีการเปิดเผย) และคำสั่งลงโทษ เพื่อประเมินประสิทธิผลเชิงนโยบายว่าคำสั่งห้ามช่วยลดพฤติกรรมได้จริงหรือเพียงเปลี่ยนรูปแบบการรับ/เรียกรับ. [37]

การวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่าง “เกณฑ์ธรรมจรรยา 3,000 บาท” กับภาพลักษณ์การรับในเครื่องแบบ/ขณะปฏิบัติหน้าที่ เพราะแม้กฎหมายอาจให้รับได้ในเพดานหนึ่ง แต่ความคาดหวังทางสังคมและความเชื่อมั่นอาจต้องการมาตรฐานที่เข้มกว่า ซึ่งสะท้อนจากนิด้าโพลที่ระบุความต้องการความโปร่งใสและมาตรฐานเดียว. [38]


[1] [2] [7] [17] https://mgronline.com/crime/detail/9560000015510

https://mgronline.com/crime/detail/9560000015510

[3] [9] [14] [36] https://hilight.kapook.com/view/116064

https://hilight.kapook.com/view/116064

[4] [19] [37] https://www.thairath.co.th/news/society/1219287

https://www.thairath.co.th/news/society/1219287

[5] [6] [10] [25] [32] https://saranitet.police.go.th/commanders-mission/security-and-special-task_15022026_59988/

https://saranitet.police.go.th/commanders-mission/security-and-special-task_15022026_59988/

[8] https://nidapoll.nida.ac.th/polls/public-trust-in-royal-thai-police-survey/

https://nidapoll.nida.ac.th/polls/public-trust-in-royal-thai-police-survey/

[11] [26] [27] [28] [38] https://www.nacc.go.th/files/article/attachments/27348817925691a8a49004f56e66c1889efca2b.pdf

https://www.nacc.go.th/files/article/attachments/27348817925691a8a49004f56e66c1889efca2b.pdf

[12] [30] https://www.bpp13.go.th/sec1/%E0%B8%81%E0%B8%8E%20%E0%B8%81.%E0%B8%95%E0%B8%A3.%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%20%E0%B8%9E.%E0%B8%A8.2566.pdf

https://www.bpp13.go.th/sec1/%E0%B8%81%E0%B8%8E%20%E0%B8%81.%E0%B8%95%E0%B8%A3.%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%88%20%E0%B8%9E.%E0%B8%A8.2566.pdf

[13] https://www.royalthaipolice.go.th/downloads/T_0001.pdf

https://www.royalthaipolice.go.th/downloads/T_0001.pdf

[15] https://www.bangkokbiznews.com/news/791907

https://www.bangkokbiznews.com/news/791907

[16] [34] https://www.bangkokbiznews.com/politics/1112115

https://www.bangkokbiznews.com/politics/1112115

[18] https://mgronline.com/politics/detail/9560000017924

https://mgronline.com/politics/detail/9560000017924

[20] https://www.thairath.co.th/news/crime/1752208

https://www.thairath.co.th/news/crime/1752208

[21] https://www.thairath.co.th/news/crime/2303760

https://www.thairath.co.th/news/crime/2303760

[22] https://www.thaich8.com/news_detail/118415

https://www.thaich8.com/news_detail/118415

[23] [33] https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5599331

https://www.matichon.co.th/local/crime/news_5599331

[24] https://saranitet.police.go.th/home_slider_16022026_60028/

https://saranitet.police.go.th/home_slider_16022026_60028/

[29] https://www.nacc.go.th/categorydetail/2021110415414676/20230410085044

https://www.nacc.go.th/categorydetail/2021110415414676/20230410085044

[31] https://mgronline.com/crime/detail/9560000017494

https://mgronline.com/crime/detail/9560000017494

[35] https://saranitet.police.go.th/%E0%B8%9C%E0%B8%9A-%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%99/

https://saranitet.police.go.th/%E0%B8%9C%E0%B8%9A-%E0%B8%95%E0%B8%A3-%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%99/

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Thermobaric Bomb: ระเบิดที่ใช้อากาศเป็นส่วนหนึ่งของแรงทำลาย

บทนำ: เมื่ออากาศกลายเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธ

ในโลกของวัตถุระเบิดส่วนใหญ่ พลังงานทั้งหมดถูกบรรจุอยู่ภายในตัวมันเอง แต่ thermobaric bomb หรือที่สื่อมักเรียกว่า “ระเบิดสูญญากาศ” (vacuum bomb) กลับใช้สิ่งที่อยู่รอบตัวเรา — อากาศ — เป็นองค์ประกอบของปฏิกิริยา

คำว่า thermobaric มาจากคำว่า “thermo” (ความร้อน) และ “baric” (แรงดัน) สะท้อนถึงลักษณะเฉพาะของมัน คือการสร้างคลื่นแรงดัน (blast wave) ที่ยาวนานกว่าระเบิดแรงสูงทั่วไป และเกิดการเปลี่ยนแปลงความดันในบรรยากาศอย่างรุนแรง

บทความนี้จะพาไล่เรียงตั้งแต่หลักฟิสิกส์พื้นฐาน การทำงานแบบเห็นภาพ การจัดประเภท ประวัติศาสตร์พัฒนา ความแตกต่างจากระเบิดชนิดอื่น ไปจนถึงตัวอย่างเหตุการณ์จริง ผลกระทบต่อสิ่งต่าง ๆ และประเด็นที่คนมักเข้าใจผิด


กล่องคำศัพท์: 4 คำที่คนชอบสับสน (Mini Glossary)

  • Thermobaric: อาวุธที่เน้น “ความร้อน + แรงดัน” (thermo + baric) โดยใช้ ออกซิเจนในอากาศ ช่วยการเผาไหม้ ทำให้ช่วงแรงดันกินเวลานานกว่าในหลายกรณี

  • Fuel‑Air Explosive (FAE): กลุ่มย่อยที่มัก “ปล่อยเชื้อเพลิงออกไปเป็นเมฆ” (fuel cloud) แล้วค่อยจุดระเบิด

  • Enhanced blast: คำเรียกเชิงผลลัพธ์ หมายถึงอาวุธที่ออกแบบให้แรงอัด/แรงดันเด่นเป็นพิเศษ ไม่จำเป็นต้องเป็น FAE เสมอไป

  • “Vacuum bomb”: คำสื่อ/คำเรียกติดปาก ไม่ใช่ศัพท์เทคนิคตรงตัว เพราะมันไม่ได้สร้างสูญญากาศแท้ ๆ แต่มีช่วงแรงดันต่ำตามหลังการระเบิด


1. หลักการทำงานทางฟิสิกส์ (Physics of Thermobaric Explosions)

วัตถุระเบิดทั่วไป (high explosive) จะมีทั้งเชื้อเพลิงและสารออกซิไดเซอร์อยู่ภายใน เมื่อจุดระเบิดจะเกิดปฏิกิริยาอย่างรวดเร็ว สร้างคลื่นกระแทก (shock wave) ระยะสั้นแต่รุนแรง

thermobaric แตกต่างตรงที่:

  • ใช้ออกซิเจนจากอากาศเป็นส่วนหนึ่งของปฏิกิริยา

  • สร้างช่วงแรงดันบวก (positive pressure phase) ที่ยาวกว่า

  • ตามด้วยช่วงแรงดันต่ำ (negative pressure phase) ที่อาจทำให้เกิดการดูดกลับของอากาศ

ในพื้นที่ปิด คลื่นแรงดันจะสะท้อน (reflection) และทับซ้อนกัน เพิ่มผลกระทบแบบไม่เชิงเส้น (non‑linear amplification)


1.1 เล่าให้เห็นภาพ: มัน “ทำงาน” ยังไงกันแน่

ถ้าระเบิดทั่วไปคือ “กำปั้น” ที่ต่อยอากาศครั้งเดียวแล้วจบ thermobaric จะคล้าย “หายใจเข้า…แล้วระเบิดใส่ทั้งห้อง” เพราะมันพยายามทำให้ อากาศทั้งก้อน กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเผาไหม้ (combustion) ชั่วพริบตา

ลองนึกเป็นฉากแบบช้า ๆ (แต่สิ่งจริงเกิดเร็วมาก):

ฉากที่ 1: เปิดฝากระป๋องพลังงาน

อาวุธชนิดนี้ไม่ได้พึ่งแค่แรงระเบิดจากสารในตัวเอง แต่พก “เชื้อเพลิง” (fuel) ที่ถูกออกแบบให้กลายเป็นละออง/ไอได้ง่ายเมื่อถูกปล่อยออกมา

  • ในตระกูล Fuel‑Air Explosive (FAE) มักเป็นเชื้อเพลิงที่ ทำให้เป็นละออง ได้ดี เพื่อให้ผสมกับอากาศได้ทั่วถึง

  • ในตระกูล Condensed thermobaric เชื้อเพลิงอยู่ในรูปที่ พกพาและคุมรูปทรงได้ มากกว่า แล้วค่อยแตกตัวเป็นอนุภาค/ละอองตอนทำงาน

จุดสำคัญคือ “ต้องกระจายให้เป็นพื้นที่” ไม่ใช่ “ก้อนเดียว” เพราะเป้าหมายคือการเพิ่มพื้นที่ผิว (surface area) ให้เชื้อเพลิงสัมผัสออกซิเจนมากที่สุด

ฉากที่ 2: เมฆเชื้อเพลิง (Fuel Cloud) — ช่วงเสี้ยววินาทีที่เงียบผิดธรรมชาติ

ขั้น “กระจาย” (dispersion) คือหัวใจของเรื่อง

  • ตัวหัวรบจะมีการแตกเปิดเพื่อ พ่น/กระจาย เชื้อเพลิงออกไปเป็นละอองละเอียดหรืออนุภาคเล็ก ๆ

  • เมฆนี้จะพยายาม “ขยายตัว” ให้ครอบคลุมปริมาตรอากาศ (volume) ที่ต้องการ

ถ้าเป็นพื้นที่ปิด — ทางเดิน บันได ห้อง เครื่องจักร — เมฆจะไหลไปตามช่องว่างเหมือนหมอกที่มีแรงผลักอยู่ด้านหลัง ทำให้ “อากาศในช่องแคบ” กลายเป็นส่วนผสมที่ติดไฟได้ง่ายขึ้น

ฉากที่ 3: จุดชนวน (Ignition) — เปลี่ยนอากาศทั้งก้อนให้กลายเป็นเปลวไฟและแรงดันทันที

จากนั้นจะมีการ “จุด” (ignition) เพื่อให้เมฆเชื้อเพลิงเริ่มเผาไหม้พร้อมกันในวงกว้าง

  • ในระดับหลักการ นี่คือการทำให้การเผาไหม้เกิดแบบเกือบพร้อมกัน (near‑simultaneous combustion) ทั่วทั้งเมฆ

  • ผลคือเกิดคลื่นแรงดัน (blast wave) ที่ไม่ได้เป็นแค่ “ตึ้บเดียว” แต่เป็น “ดันยาว” กว่า

แล้วมันจะมีช่วงต่อเนื่องที่คนชอบเรียกว่า “ตบแล้วดูด”:

  1. ช่วงแรงดันบวก (positive overpressure) — อากาศถูกอัดจนเหมือนกำแพงลมกระแทก

  2. ช่วงแรงดันต่ำ (negative pressure) — หลังการเผาไหม้ อากาศไหลกลับ เติมช่องว่างอย่างรวดเร็ว

ในพื้นที่ปิด คลื่นจะสะท้อนกลับไปกลับมา (reflection) เหมือนคุณตะโกนในอุโมงค์ แต่แทนที่จะเป็นเสียง มันคือแรงดันที่ทับซ้อนกัน

ทำไมคนถึงเรียก “vacuum bomb” ทั้งที่ไม่ใช่สูญญากาศจริง

คำว่า “ระเบิดสูญญากาศ” (vacuum bomb) เป็นคำเรียกเชิงสื่อ เพราะคน “รู้สึก” เหมือนมีแรงดูดตามหลัง แต่ในเชิงฟิสิกส์ มันคือช่วงแรงดันต่ำที่ตามมาหลังการเผาไหม้ ไม่ได้สร้างสูญญากาศแท้ ๆ

ภาพจำที่แม่นกว่า: มันไม่ใช่การดูดอากาศออกจนหายไป แต่เป็น การแกว่งของความดัน (pressure swing) ที่รุนแรงและกินเวลานานกว่า


1.2 ทำไมคำว่า ‘แรงดันยาวกว่า’ ถึงสำคัญ (Pressure, Duration & Impulse)

เวลาคนพูดว่า thermobaric “แรงกว่า” หลายครั้งเขาหมายถึง แรงดันที่ ‘อยู่นานกว่า’ ไม่ใช่แค่พีคสูงสุดอย่างเดียว

  • Peak pressure: ยอดแรงดันสูงสุดในเสี้ยววินาที (เหมือนโดนตบแรงมาก)

  • Duration: ระยะเวลาที่แรงดันกดทับ (เหมือนโดนดันค้าง)

  • Impulse: ภาพรวมของแรงดันตลอดเวลา (คิดง่าย ๆ ว่า “แรงดัน × เวลา”) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าระบบ/ร่างกายถูก “รับแรง” ไปเท่าไหร่

thermobaric มักทำให้ช่วงแรงดันบวกกินเวลายาวขึ้น และในพื้นที่ปิดยังเกิดการสะท้อน (reflection) ทำให้การกดทับซ้ำซ้อน — นี่คือเหตุผลที่มันถูกพูดถึงมากในบริบทสิ่งปลูกสร้าง ถ้ำ และที่มั่น


2. การจัดประเภท (Classification)

การแบ่งประเภทสามารถทำได้หลายแนวทาง โดยไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดเชิงสูตรเคมี

2.1 แบ่งตามกลไกการกระจายเชื้อเพลิง

  1. Fuel‑Air Explosive (FAE)

  • ภาพจำ: เหมือนพ่นสเปรย์ให้ลอยเป็นหมอกก่อน แล้วค่อย “จุดไฟทั้งก้อน”

  • กลไก: กระจายเชื้อเพลิงออกเป็นละอองหรือไอ → ก่อตัวเป็นเมฆเชื้อเพลิง (fuel cloud) → จุดระเบิดให้เผาไหม้เกือบพร้อมกันในปริมาตรอากาศ

  1. Condensed Thermobaric

  • ภาพจำ: เหมือนพก ‘แป้งเชื้อเพลิง’ ไว้ในตัว แล้วค่อยแตกกระจายเป็นอนุภาคตอนทำงาน

  • กลไก: เชื้อเพลิงถูกผสม/บรรจุอยู่ในหัวรบตั้งแต่ต้น → ตอนระเบิดจะปล่อยอนุภาค/ละอองในระยะสั้น ๆ ใกล้จุดเป้าหมาย → เผาไหม้และสร้างแรงดันเด่น โดยไม่ต้องสร้างเมฆใหญ่แบบ FAE

2.2 แบ่งตามแพลตฟอร์ม (Delivery Platform)

  • อาวุธยิงจากบ่า (shoulder‑fired system)

    • ภาพจำ: “กล่องพกพา” ที่เปลี่ยนห้อง/มุมอาคารให้เป็นพื้นที่แรงดันได้ในชั่วพริบตา

  • หัวรบจรวดหลายลำกล้อง (multiple rocket launcher)

    • ภาพจำ: ไม่ใช่หมัดเดียว แต่เป็น “ฝนแรงดัน” ยิงเป็นชุด (salvo) ให้ผลทับซ้อนเป็นพื้นที่

  • ระเบิดทิ้งทางอากาศ (air‑dropped bomb)

    • ภาพจำ: เน้นปริมาตรและผลครอบคลุมกว้าง โดยเฉพาะเมื่อระเบิดเหนือพื้นเพื่อปล่อยแรงอัดแผ่ด้านข้าง

2.3 แบ่งตามระดับพลังงาน

  • ระดับยุทธวิธี (tactical scale)

    • ภาพจำ: ใช้ในสถานการณ์เฉพาะจุด เช่น จุดต้านทาน อาคาร มุมถนน ช่องทางแคบ เป้าคือ “ทำให้พื้นที่ตรงนั้นใช้งานไม่ได้ทันที”

  • ระดับยุทธศาสตร์ (strategic scale)

    • ภาพจำ: เน้นผลครอบคลุมกว้างและผลกระทบทางจิตวิทยา/การปฏิบัติการ เป้าคือ “เปลี่ยนสภาพพื้นที่” มากกว่าจัดการเป้าหมายรายจุด

2.4 ข้อจำกัดและเงื่อนไขที่ทำให้ ‘ไม่เทพทุกครั้ง’ (Limitations)

เพื่อให้บทความเป็นวิทยาศาสตร์จริง ๆ ต้องพูดเรื่องนี้ด้วย: อาวุธที่อาศัยอากาศและการกระจายเชื้อเพลิง ย่อมมี “ความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม”

  • ลมแรง/สภาพอากาศ: ถ้าเมฆเชื้อเพลิงกระจายไม่เป็นรูป การผสมกับอากาศอาจไม่เหมาะ ทำให้ประสิทธิภาพลดลง

  • ความชื้น/ฝน/พื้นผิวเปียก: ส่งผลต่อการกระจายตัวและการติดไฟในบางบริบท

  • พื้นที่เปิดโล่งมาก ๆ: คลื่นแรงดันกระจายออกได้ไวกว่า พฤติกรรม “ทับซ้อน” จะน้อยกว่าพื้นที่ปิด

  • สิ่งกีดขวางและรูปทรงพื้นที่: ทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนมาก บางครั้งจุดที่อันตรายที่สุดอาจไม่ใช่จุดที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่เป็นจุดที่แรงดันถูกบีบให้สะท้อนหรือไหลเข้าไป


3. ประวัติศาสตร์การพัฒนา (Historical Development)

ส่วนนี้คือ “เส้นทางวิวัฒนาการ” ที่ทำให้แนวคิดจากห้องทดลองกลายเป็นอาวุธจริง จุดสำคัญคือ: thermobaric ไม่ได้เกิดขึ้นจากการคิดสูตรใหม่อย่างเดียว แต่เกิดจากการ “เข้าใจคลื่นแรงดันในอากาศ” มากขึ้น + วิศวกรรมการกระจายเชื้อเพลิงให้เสถียร

หมายเหตุด้านความน่าเชื่อถือ: ประวัติศาสตร์บางช่วง (โดยเฉพาะยุคต้นศตวรรษที่ 20 และบางโครงการสงครามโลก) มีแหล่งข้อมูลสาธารณะจำกัดและปะปนเรื่องเล่ากับเอกสารทหาร จึงจะเล่าโดยแยก “หลักฐานแข็ง” กับ “ข้ออ้างที่พบได้” ให้ชัด

3.1 ยุคแนวคิดก่อนยุคอาวุธสมัยใหม่ (ก่อนสงครามเย็น)

1905–1910s: ไอเดีย ‘อากาศ‑เชื้อเพลิง’ โผล่ขึ้นในยุโรป
มีการอ้างถึงงานของนักประดิษฐ์ชาวสเปน Antonio Meulener ว่ามีการเสนอ/ทดสอบแนวคิดคล้ายระเบิดอากาศ‑เชื้อเพลิงตั้งแต่ปี 1905 ในชื่อที่ถูกพูดถึงว่า “tóspiro” (ชื่อและรายละเอียดมีหลายเวอร์ชันในแหล่งข้อมูลสาธารณะ) — ประเด็นสำคัญคือ “เริ่มมีคนคิดว่า ถ้าเอาเชื้อเพลิงไปผสมกับอากาศก่อนจุด อาจได้ผลต่างจากระเบิดก้อนเดียว”

สงครามโลกครั้งที่ 1–2: จากเปลวไฟสู่ ‘แรงดัน + ความร้อน’
ในสงครามโลก ยุโรปมีการทดลองอาวุธที่เน้นการเผาไหม้รุนแรงและการกระจายวัสดุไวไฟ (incendiary) ซึ่งยังไม่ใช่ thermobaric แบบสมัยใหม่ แต่ทำให้ “ภาษา” และ “ความคิด” เรื่องการใช้ไฟ+อากาศเป็นอาวุธเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการอ้างถึงความพยายามของเยอรมันภายใต้การทำงานของนักฟิสิกส์ Mario Zippermayr ว่ามีแนวคิดอาวุธแบบ aerosol/fuel‑air ภายใต้โครงการและชื่อรหัสที่ถูกเล่าต่อกัน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงเอกสารสาธารณะไม่แน่นพอจะฟันธงว่า “ใช้จริงในสนามรบ” ได้ชัดเจน

3.2 ยุคทำ “สำเร็จและใช้งานจริง” — สหรัฐฯ และสงครามเวียดนาม

ทศวรรษ 1960: สหรัฐฯ ทำให้ FAE กลายเป็นระบบอาวุธที่ใช้งานได้
จุดเปลี่ยนใหญ่คือช่วงสงครามเวียดนาม เมื่อเทคโนโลยี Fuel‑Air Explosive (FAE) ถูกพัฒนาอย่างจริงจังจนเป็นอาวุธใช้งานได้ในสนาม

  • มีเอกสารสายงานอาวุธของสหรัฐฯ ระบุว่าแล็บ/ศูนย์ทดสอบอย่าง China Lake (Naval Weapons Center) มีบทบาทพัฒนาและประยุกต์เทคโนโลยี FAE ตั้งแต่ระดับ “ลูกระเบิด” ไปจนถึง “ระเบิดขนาดใหญ่” และระบบกวาดทุ่นระเบิด

  • ในเชิงการใช้งานครั้งแรก ๆ มีรายงานการใช้ “เชื้อเพลิงที่กระจายเป็นละอองได้ดี” เพื่อเคลียร์พื้นที่/การกวาดทุ่นระเบิดในเวียดนามราวปี 1967 (นี่เป็นช่วงที่ FAE ถูกใช้ในฐานะเครื่องมือทางวิศวกรรมสนาม ไม่ใช่แค่โจมตีเป้าหมาย)

1970: FAE ถูก ‘จัดระบบ’ เป็นอาวุธประจำการมากขึ้น
มีการกล่าวถึงการ deploy อาวุธตระกูล FAE รุ่นต้น ๆ ในราวปี 1970 และในช่วงเดียวกันนั้นก็มีการพัฒนาอาวุธที่ถูกระบุชัดว่าเป็น fuel‑air explosive อย่างตระกูล CBU‑55 (และรุ่นใกล้เคียง)

สรุปช่วงนี้: ถ้าถามว่า “ใครทำสำเร็จแบบใช้งานจริงก่อน” — หลักฐานสาธารณะหนักไปทางฝั่งสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนาม

3.3 โซเวียต/รัสเซีย: ทำให้ thermobaric กลายเป็น ‘สายอาวุธเฉพาะทาง’

ทศวรรษ 1980: จาก FAE สู่ thermobaric แบบหัวรบพร้อมใช้
ฝั่งโซเวียตพัฒนาแนวคิด “enhanced blast” และ thermobaric ให้เป็นระบบที่ใช้ได้ในหลายแพลตฟอร์ม โดยมีทั้งระดับประจำหน่วยและระดับระบบจรวด

ตัวอย่างที่สะท้อน “ทำให้เทคโนโลยีลงไปถึงระดับทหารราบ” คืออาวุธยิงจากบ่าอย่าง RPO‑A Shmel (ออกแบบช่วงกลางทศวรรษ 1980 และเข้าประจำการช่วงปลายทศวรรษ 1980) ซึ่งถูกจัดชั้นในเอกสารทหารรัสเซียว่าเป็น “flamethrower” แต่ในเชิงผลลัพธ์คือหัวรบ thermobaric

1988–1989: การทดสอบรบของระบบขนาดใหญ่
ระบบจรวดหลายลำกล้องหัวรบ thermobaric อย่าง TOS‑1 มีรายงานว่ามี “combat tests” ในปี 1988–1989 ที่หุบเขา Panjshir (สงครามโซเวียต‑อัฟกานิสถาน) — จุดนี้สำคัญ เพราะเป็นหลักฐานว่าฝั่งโซเวียตไม่ได้หยุดที่อาวุธเฉพาะกิจ แต่ทำเป็นระบบหนักเพื่อโจมตีที่มั่น/พื้นที่ป้อมปราการ

สรุปช่วงนี้: สหรัฐฯ มาก่อนใน FAE เชิงปฏิบัติการ (เวียดนาม) แต่โซเวียต/รัสเซียทำให้มันกลายเป็น “ตระกูลอาวุธ” ที่หลากหลายและฝังอยู่ใน doctrine ของการทำลายที่มั่น

3.4 หลังสงครามเย็น: การใช้งานแพร่หลายขึ้น และภาพจำ “vacuum bomb” ของสื่อ

1990s–2000s: การปรากฏในสงครามเมืองและปฏิบัติการต่อต้านกองกำลัง
ช่วงนี้เป็นยุคที่ thermobaric ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะสงครามเมือง/การรบในสิ่งปลูกสร้างทำให้ “ข้อได้เปรียบในพื้นที่ปิด” ถูกเห็นชัดขึ้น อาวุธยิงจากบ่าและหัวรบ thermobaric ในหลายแพลตฟอร์มถูกกล่าวถึงในความขัดแย้งต่าง ๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีการสู้รบในอาคารและที่มั่น

2007: ระเบิดขนาดมหึมาและสงครามภาพลักษณ์
รัสเซียประกาศทดสอบอาวุธที่สื่อเรียกว่า FOAB (Father of All Bombs) ในปี 2007 ซึ่งถูกอ้างว่าให้ผลเทียบเท่า TNT ระดับหลายสิบตัน จุดนี้ทำให้คำว่า “พลังนิวเคลียร์แบบไม่ใช่นิวเคลียร์” (ในเชิงภาพเปรียบเทียบ) กลับมาอยู่ในวงสนทนาอีกครั้ง — แม้แก่นจริงคือมันยังเป็นเคมีการเผาไหม้ + พลศาสตร์ของแรงดันในอากาศ

3.5 ใครใช้ก่อน–ใช้หลัง (สรุปลำดับแบบจำง่าย)

  • แนวคิดยุคต้น (ยังไม่เป็นระบบอาวุธชัด): มีการอ้างถึงยุโรปต้นศตวรรษที่ 20 และโครงการทดลองในสงครามโลก

  • ทำสำเร็จและใช้จริงแบบหลักฐานค่อนข้างแข็ง: สหรัฐฯ (FAE) ในบริบทสงครามเวียดนาม และการพัฒนา/จัดระบบช่วงปลาย 1960s–1970s

  • ทำให้กลายเป็น “ตระกูลอาวุธ” หลายขนาดและใช้งานต่อเนื่อง: โซเวียต/รัสเซีย (ตั้งแต่ 1980s) ทั้งระดับทหารราบ (RPO‑A) และระบบหนัก (TOS‑1)

  • ยุคสื่อและภาพจำ: 2000s เป็นต้นมา มีการอ้างถึงการใช้งานในหลายความขัดแย้ง และมีการโชว์การทดสอบอาวุธขนาดใหญ่มาก (FOAB)


4. ความแตกต่างจากระเบิดชนิดอื่น (แบบอ่านลื่น ไม่ใช่ตาราง)

เพื่อไม่ให้สับสน เราเทียบกันด้วย “สิ่งที่มันเน้น” มากกว่ารายละเอียดภายใน

  • ระเบิดแรงสูงทั่วไป (High explosive): เชื้อเพลิงและสารออกซิไดเซอร์อยู่ภายในตัว ปฏิกิริยาเร็วมาก คลื่นกระแทกพีคสูง แต่ช่วงเวลาสั้น และมักพึ่ง “สะเก็ด” จากปลอก/ชิ้นส่วนเป็นตัวเพิ่มอันตราย

  • thermobaric / FAE: ใช้ออกซิเจนจากอากาศช่วยการเผาไหม้ จึงมักให้ช่วงแรงดัน (pressure duration) ยาวกว่าในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเกิดการสะท้อนในพื้นที่ปิด ผลเด่นคือแรงอัดและแรงลมระเบิด (blast wind) ในปริมาตรอากาศ

  • อาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear weapon): พลังงานมาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ (fission/fusion) ซึ่งเป็นคนละโลกกับ thermobaric ทั้งขนาดพลังงานและผลกระทบระยะยาว

สรุปสั้น ๆ: thermobaric ไม่ใช่นิวเคลียร์ และ “ความน่ากลัว” ของมันอยู่ที่การจัดการอากาศและแรงดัน ไม่ใช่รังสี


5. “ลูกใหญ่ที่ถูกใช้จริง” เล่าเป็นเหตุการณ์ (Biggest Real-World Uses)

พูดตามตรงนะคะ “ลิสต์อันดับ 1–10” มันแห้งเหมือนอ่านสเปคตู้เย็น 😅 งั้นเราเปลี่ยนเป็น ฉากจริงในประวัติศาสตร์ ที่คนจำได้ เพราะมันทำให้เห็นว่า “อาวุธแรงดัน” (blast weapon) มันต่างจากระเบิดทั่วไปยังไง

หมายเหตุสำคัญ: บางเหตุการณ์ที่คนเรียกติดปากว่าเป็น thermobaric/FAE ความจริงอาจเป็น “ระเบิดอากาศแรงสูงขนาดใหญ่” (concussive air blast) ที่ให้ผลคล้ายกันในภาพรวม ฉันจะใส่คำอธิบายกำกับให้ชัด เพื่อไม่ปะปนคำศัพท์ผิดประเภท

เหตุการณ์ที่ 1: “Daisy Cutter” — ระเบิดที่ทำให้ป่าเปิดเป็นลานจอดในพริบตา

ใครใช้: สหรัฐฯ (และต่อมามีการใช้งานโดยฝ่ายพันธมิตรในภูมิภาค)

อาวุธ: BLU‑82 “Daisy Cutter”

ขนาด: น้ำหนักรวมประมาณ 15,000 ปอนด์ (ราว 6.8 ตัน) (en.wikipedia.org)

ใช้เมื่อไหร่ / ที่ไหน: มีบันทึก “การใช้ครั้งแรก” วันที่ 22 มีนาคม 1970 ในลาว (บริบทสงครามเวียดนาม) (en.wikipedia.org)

เล่าให้เห็นภาพ:
ในยุคที่เฮลิคอปเตอร์เป็นเส้นเลือดหลักของสงคราม ปัญหาคือ “ไม่มีที่ลง” ในป่าทึบ BLU‑82 ถูกออกแบบมาให้ ระเบิดเหนือพื้น มากกว่าขุดหลุม เพื่อ “กวาด” พื้นที่ให้เรียบ เป็นวงกว้างพอให้ลงจอดได้—พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศสหรัฐฯ ระบุว่าเคลียร์ลานจอดได้ราว 260 ฟุตเส้นผ่านศูนย์กลาง (nationalmuseum.af.mil)

ผลกระทบเชิงความรู้สึกของคนที่อยู่ใกล้ ๆ ไม่ใช่แค่เสียงดัง แต่คือแรงดันที่มาเป็น “กำแพงลม” เพราะมันตั้งใจให้แรงระเบิดแผ่ด้านข้างมากกว่าเจาะลงดิน

เกร็ดที่ต้องพูดตรง ๆ: BLU‑82 มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็น FAE/thermobaric แต่แหล่งข้อมูลหลายแห่งชี้ว่ามันเป็นระเบิดแรงสูงขนาดใหญ่ที่เน้นแรงอัด (concussive) มากกว่า “เมฆเชื้อเพลิง” แบบ FAE (en.wikipedia.org)

เหตุการณ์ที่ 2: TOS‑1 ในสงครามเมือง — เมื่อแรงดันถูก “ขัง” แล้วทวีคูณ

ใครใช้: รัสเซีย

อาวุธ: ระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง TOS‑1 (หัวรบ thermobaric/FAE)

ภาพใหญ่ของมัน: นี่ไม่ใช่ “ลูกเดียวจบ” แบบระเบิดทิ้งจากเครื่องบิน แต่มันคือการยิงเป็นชุด (salvo) ให้แรงดันและความร้อนปะทุซ้อนกันเป็นพื้นที่

ร่องรอยการใช้ในสนามรบ:

  • มีบันทึกว่า TOS‑1 มี “combat tests” ในปี 1988–1989 ที่หุบเขา Panjshir (สงครามโซเวียต‑อัฟกานิสถาน) (en.wikipedia.org)

  • ในการโจมตีกรอซนี (Battle of Grozny 1999–2000) มีการระบุว่ารัสเซียใช้อาวุธ thermobaric และ TOS‑1 มีบทบาทเด่นในการถล่มเมือง (en.wikipedia.org)

  • Human Rights Watch ก็รายงานประเด็นเรื่องการใช้ “vacuum bombs” ในเชชเนีย โดยยก TOS‑1 เป็นหนึ่งในระบบที่ถูกกล่าวถึงว่าใช้หัวรบ FAE (hrw.org)

เล่าให้เห็นภาพ:
thermobaric “ชอบพื้นที่ปิด” เพราะอากาศที่ถูกอัดจะสะท้อนกลับ (reflection) แล้วทับกันเหมือนเสียงก้องในอุโมงค์ แต่เป็นแรงดันแทนเสียง

ในสงครามเมือง… ห้องใต้ดิน ทางเดิน คอนกรีตที่แตกเป็นโพรง กลายเป็นตัวคูณทางฟิสิกส์ทันที: คลื่นแรงดันเดินทาง ชนผนัง เด้งกลับ และทับซ้อน ทำให้ผลกระทบต่างจากระเบิดสะเก็ดแบบคลาสสิกที่พึ่งเศษโลหะเป็นหลัก

เหตุการณ์ที่ 3: “MOAB” อัฟกานิสถาน 2017 — ลูกใหญ่ที่สุดที่ ‘สหรัฐฯ’ ใช้จริง (และทำไมคนชอบเอามาเทียบ)

ใครใช้: สหรัฐฯ

อาวุธ: GBU‑43/B MOAB (Massive Ordnance Air Blast)

ใช้เมื่อไหร่ / ที่ไหน: 13 เมษายน 2017 ใส่เป้าหมายเครือข่ายถ้ำ/อุโมงค์ของ ISKP ในจังหวัด Nangarhar อัฟกานิสถาน (เป็นการใช้ครั้งแรกในสนามรบ) (en.wikipedia.org)

ขนาดที่คนจำ: ตัวระเบิดหนักราว 21,000 ปอนด์ และพลังเทียบเท่า TNT ประมาณ 11 ตัน (ตัวเลขที่ถูกอ้างแพร่หลายในสื่อ) (axios.com)

เล่าให้เห็นภาพ:
MOAB เป็น “ระเบิดแรงอัดขนาดยักษ์” ที่ออกแบบให้ระเบิดเหนือพื้น เพื่อส่งคลื่นแรงดันเข้าไปกวาดพื้นที่และกดทับเป้าหมายในภูมิประเทศแบบถ้ำ/โพรง

ที่ต้องพูดให้ชัด: MOAB ไม่ใช่ thermobaric แบบคลาสสิก แต่ถูกเอามาเทียบเสมอ เพราะมันเป็นตัวอย่างที่ดีมากของ “อาวุธแรงดัน” (concussive blast) ว่าถ้าคุณระเบิดเหนือพื้นและเน้นแรงอัด—ผลทางฟิสิกส์และจิตวิทยามันต่างจากระเบิดที่เน้นสะเก็ดแค่ไหน (wired.com)


6. ผลกระทบต่อโครงสร้างและสิ่งมีชีวิต (Blast Effects)

หัวใจของ thermobaric คือ “ทำร้ายด้วยแรงดัน” (overpressure) และ “ระยะเวลาของแรงดัน” (pressure duration) มากกว่าการพึ่งสะเก็ดโลหะเหมือนระเบิดสะเก็ด

ผลกระทบหลัก ๆ ที่พบในวรรณกรรมด้าน blast injury ได้แก่:

  • ความเสียหายต่อปอด (pulmonary trauma)

  • การแตก/บาดเจ็บของแก้วหู (eardrum injury)

  • แรงกระแทกต่อร่างกาย/วัตถุจากคลื่นแรงดัน (blast wind)

  • ความเสียหายต่อโครงสร้างจากแรงอัดและแรงสะท้อน (structural loading & reflection)

การศึกษาทางวิศวกรรมโครงสร้างจึงให้ความสำคัญกับการลดแรงสะท้อน (blast mitigation)


6.1 มัน “ทำงานกับสิ่งต่าง ๆ” ยังไง (ตึก ถ้ำ บังเกอร์ ต้นไม้ คน สัตว์)

ให้คิดว่า thermobaric เป็นอาวุธที่ “ชอบอากาศ” และ “ชอบพื้นที่ที่กักอากาศ”

พูดแบบสารคดี: มันไม่ได้แค่ทำให้ “ของแตก” แต่มันทำให้ อากาศกลายเป็นค้อน แล้วเหวี่ยงค้อนนั้นไปทั่วพื้นที่

A) ตึกและอาคาร (Buildings)

มันอันตรายยังไง:

  • คลื่นแรงดัน (blast wave) กระแทกผนัง หน้าต่าง ประตู แล้วสะท้อนกลับ (reflection) ทำให้แรงดันในห้อง/ทางเดิน “ทับซ้อน” ได้

  • หน้าต่างและช่องเปิดเป็นจุดอ่อน เพราะแรงดันจะพุ่งผ่านแล้วเกิดแรงเฉือน/แรงดันซ้อนภายใน

ผลลัพธ์ที่มักเห็น:

  • กระจกแตก กระเด็นเป็นเศษอันตราย (แม้ระเบิดไม่ได้เน้นสะเก็ด)

  • ผนังเบา/ผนังก่ออิฐบางพังหรือแตกร้าวจากแรงอัด

  • ความเสียหายภายในอาคารสูงกว่าที่คนคาดจาก “ระยะ” เพราะแรงสะท้อนทำให้พื้นที่ข้างในเหมือนโดนซ้ำหลายครั้ง

B) ถ้ำ อุโมงค์ ช่องทางแคบ (Caves / Tunnels / Confined spaces)

นี่คือสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผลของ thermobaric ‘เด่น’ ที่สุด เพราะ:

  • ทางเดินแคบทำหน้าที่เหมือนท่อ (channel) นำแรงดันให้วิ่งลึกเข้าไป

  • ผนังหิน/คอนกรีตทำให้เกิดการสะท้อนแรงดันแรงมาก

ผลลัพธ์ที่มักเห็น:

  • แรงดันวิ่งเข้าไปถึงโซนที่ไม่ได้อยู่ในแนวสายตา

  • สิ่งของ/ฝุ่น/เศษหินถูกยกและพัดเป็น “ลมแรง” (blast wind) เพิ่มแรงกระแทกซ้ำ

C) บังเกอร์และที่มั่น (Bunkers)

สิ่งที่ตัดสินความอยู่รอดของบังเกอร์ ไม่ใช่ “หนาแค่ไหน” อย่างเดียว แต่คือ:

  • มีช่องเปิด/ช่องระบาย/ทางเข้าแบบไหน

  • โครงสร้างรับแรงอัดแบบไหน

  • มีพื้นที่ย่อยเป็นห้อง ๆ หรือเป็นโพรงใหญ่

thermobaric มีชื่อเสียงเพราะมัน “เล่นกับช่องเปิด” ได้: แรงดันสามารถเข้าไปตามทางเข้า/ช่องทาง แล้วสะท้อนทับซ้อนภายใน

แต่ต้องย้ำ: บังเกอร์ที่ออกแบบดีมาก ๆ (เช่น มีบานประตู blast, การแบ่งห้อง, การหักมุมทางเดิน) สามารถลดผลกระทบได้ — นี่เป็นเหตุผลที่ศาสตร์ blast engineering ยังพัฒนาเรื่อย ๆ

D) ป่า ต้นไม้ และพืช (Trees / Vegetation)

หลายคนคิดว่า “ไฟ” คือประเด็นหลัก แต่ในเชิงฟิสิกส์ สิ่งที่เห็นชัดในพื้นที่เปิดมักเป็น:

  • แรงลมระเบิด (blast wind) ที่ทำให้ใบไม้หลุด กิ่งหัก ต้นไม้ล้ม (ขึ้นกับระยะและขนาดอาวุธ)

  • ความร้อนและการเผาไหม้ที่เกิดตามมาอาจทำให้เกิดไฟลุกไหม้ในพืชแห้ง

ผลลัพธ์ที่มักเห็น:

  • พื้นที่โล่งจากแรงอัด/ลม/แรงสั่นสะเทือน มากกว่าการ “เผาไหม้หมด” เสมอไป

E) คน (Humans)

thermobaric ถูกจัดว่าอันตรายมากกับคน เพราะร่างกายเรามี “ส่วนที่เป็นอากาศ” อยู่ข้างใน และความดันที่เปลี่ยนฉับพลันกระทบมันโดยตรง

กลไกอันตรายหลัก:

  • Primary blast injury: บาดเจ็บจากแรงดันต่ออวัยวะที่มีอากาศ เช่น ปอดและหู

  • Secondary: เศษวัสดุจากสภาพแวดล้อม (กระจก เศษผนัง หิน ฝุ่น) กลายเป็น projectile

  • Tertiary: ร่างกายถูกเหวี่ยง/กระแทกจาก blast wind

  • Quaternary: ความร้อน ควัน ฝุ่น ทำให้หายใจลำบาก/แผลไหม้/บาดเจ็บร่วม

ในที่ปิด ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นมาก เพราะแรงดันสะท้อนทำให้ช่วงแรงดันที่ร่างกายรับ “ยาวและซ้ำ” กว่าพื้นที่โล่ง

F) สัตว์ (Animals)

ในเชิงสรีรวิทยา สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมากก็มีความเสี่ยงคล้ายคน เพราะมีปอดและระบบหายใจที่ไวต่อการเปลี่ยนความดัน

  • สัตว์ที่ตัวเล็กมักเปราะบางต่อแรงลมและเศษวัสดุ

  • สัตว์ที่อยู่ในโพรง/คอก/พื้นที่ปิด จะเสี่ยงจากแรงสะท้อนเหมือนกัน


7. เส้นบาง ๆ ระหว่างฟิสิกส์กับศีลธรรม (Law, Ethics & Controversy)

ทุกครั้งที่มีการพูดถึง thermobaric คำถามจะไม่ใช่แค่ “มันทำงานยังไง” แต่คือ “มันควรถูกใช้เมื่อไหร่”

ในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ thermobaric ไม่ได้ถูกห้ามโดยสนธิสัญญาเฉพาะฉบับหนึ่งแบบเจาะจงชื่อ ต่างจากอาวุธเคมีหรือชีวภาพ แต่การใช้งานยังต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law – IHL) ซึ่งมีหลักสำคัญ เช่น:

  • หลักการแยกแยะ (Distinction) — ต้องแยกเป้าหมายทางทหารออกจากพลเรือน

  • หลักสัดส่วน (Proportionality) — ความเสียหายต่อพลเรือนไม่ควรเกินกว่าความจำเป็นทางทหาร

  • หลักความจำเป็นทางทหาร (Military Necessity)

ปัญหาคือ thermobaric เป็นอาวุธที่ “พฤติกรรมทางฟิสิกส์” ของมันทำให้ผลกระทบในพื้นที่ปิดรุนแรงกว่าที่ตาเห็นภายนอก เมืองสมัยใหม่เต็มไปด้วยห้อง ทางเดิน โพรงใต้ดิน ช่องว่างทางโครงสร้าง — ซึ่งทำให้คำถามเรื่องสัดส่วนและผลกระทบต่อพลเรือนซับซ้อนขึ้น

องค์กรสิทธิมนุษยชนบางแห่งเคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้ในเขตเมือง โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวถึงคำว่า “vacuum bomb” ในบริบทสื่อ แม้คำนี้จะไม่ใช่ศัพท์เทคนิคแท้ ๆ แต่ก็สะท้อนความหวาดกลัวทางสังคมได้ดี

พูดอีกแบบหนึ่ง: thermobaric คือกรณีศึกษาว่า เทคโนโลยีที่อธิบายได้ด้วยสมการฟิสิกส์ อาจสร้างคำถามทางศีลธรรมที่ไม่มีสมการใดตอบได้ง่าย


8. สิ่งที่คนเข้าใจผิด (Myth vs Reality)

thermobaric เป็นอาวุธที่ถูกเล่าในสื่อบ่อย จึงมีภาพจำจำนวนมากที่คลาดเคลื่อนจากความจริงทางฟิสิกส์

Myth 1: มัน “ดูดอากาศออกจนคนขาดอากาศตายทันที”

Reality: สิ่งที่เกิดขึ้นคือการแกว่งของความดัน (pressure oscillation) อย่างรุนแรง ไม่ใช่การสร้างสูญญากาศแท้จริง ช่วงแรงดันต่ำเกิดขึ้นหลังการเผาไหม้ แต่กลไกอันตรายหลักคือแรงดันบวก (overpressure) ที่กระทบอวัยวะภายใน

Myth 2: มันคือ “นิวเคลียร์ขนาดเล็ก”

Reality: thermobaric เป็นปฏิกิริยาเคมี (chemical combustion) ไม่มีฟิชชัน (fission) หรือฟิวชัน (fusion) และไม่มีรังสีจากปฏิกิริยานิวเคลียร์

Myth 3: มันเผาทุกอย่างไหม้หมดเสมอ

Reality: ในหลายสถานการณ์ ความเสียหายหลักเกิดจากแรงดันและแรงลมระเบิด (blast wind) มากกว่าการเผาไหม้ล้วน ๆ

Myth 4: อันตรายเฉพาะในพื้นที่ปิดเท่านั้น

Reality: พื้นที่ปิดทำให้ผลทวีคูณจากการสะท้อน แต่ในพื้นที่โล่งก็ยังสามารถสร้างแรงอัดรุนแรงและความเสียหายต่อโครงสร้าง/สิ่งมีชีวิตได้

Myth 5: คนที่อยู่ใกล้จะ “ระเหยหายไปเลย”

Reality: คำว่า “ระเหย” (vaporize) มักถูกใช้เชิงเปรียบเทียบในสื่อ มากกว่าจะตรงกับฟิสิกส์จริง thermobaric เป็นปฏิกิริยาเคมีที่สร้างแรงดันและความร้อนสูงในช่วงสั้น ๆ แต่ไม่ได้ทำให้ร่างกายมนุษย์กลายเป็นไอและหายไปทั้งร่างในสภาวะปกติ

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามหลัก blast injury คือ:

  • แรงดันบวก (overpressure) ทำให้เกิดการบาดเจ็บภายในรุนแรง

  • แรงลมระเบิด (blast wind) สามารถเหวี่ยงร่างกายหรือทำให้กระแทกกับวัตถุรอบตัว

  • เศษวัสดุจากสภาพแวดล้อมอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติม

ในระยะใกล้มากและโดยเฉพาะในพื้นที่ปิด ความเสียหายต่อร่างกายอาจรุนแรงจนไม่คงสภาพเป็น “ร่างเดียว” ที่จดจำได้ง่าย ซึ่งทำให้เกิดการเล่าว่าเหมือน “หายไป” แต่ในเชิงฟิสิกส์ นั่นไม่ใช่การระเหยเป็นสูญญากาศ หากเป็นผลรวมของแรงดัน ความร้อน และการกระแทกซ้ำจากสภาพแวดล้อม

พูดแบบสั้น ๆ เชิงวิทยาศาสตร์: thermobaric ไม่ได้ทำให้คน “หายไป” แต่ทำให้แรงดันในอากาศทำลายร่างกายอย่างรุนแรง


บทสรุป

thermobaric bomb คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการประยุกต์เคมีและฟิสิกส์บรรยากาศเข้ากับเทคโนโลยีการทหาร มันแสดงให้เห็นว่าเพียงการเปลี่ยนวิธี “ใช้พลังงานเคมี” ก็สามารถเปลี่ยนลักษณะของคลื่นแรงดันและผลกระทบได้อย่างมาก

ในแง่วิทยาศาสตร์ มันคือบทเรียนเรื่องพลศาสตร์การระเบิด (explosive dynamics), แรงดัน-เวลา (pressure–time), และพฤติกรรมของคลื่นในพื้นที่ปิด

ในแง่สังคม มันเตือนว่า เมื่ออากาศทั้งก้อนถูกทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธ คำถามจะไม่จบที่ “มันทำงานได้แค่ไหน” แต่จะไปจบที่ “มันควรถูกใช้กับใคร—และที่ไหน”


อ่านต่อแบบไม่หลงทาง (Further reading)

ถ้าอยากอ่านลึกขึ้นโดยไม่ต้องไล่ตามข่าวลือ แนะนำให้มองหาเอกสาร/บทความใน 3 สายนี้:

  • พื้นฐานบาดเจ็บจากแรงระเบิด: blast injury, primary/secondary/tertiary injuries, overpressure

  • วิศวกรรมแรงระเบิดและโครงสร้าง: blast loading, reflection, impulse, blast mitigation

  • กรอบกฎหมายมนุษยธรรม: International Humanitarian Law (IHL), distinction, proportionality

ชวน หลีกภัย: ประวัติและ “ผลงานที่จับต้องได้”

คำเกริ่นก่อนเลย

ฉันไม่ได้เขียนชิ้นนี้ในฐานะแฟนพรรคประชาธิปัตย์ และไม่ได้มีแรงจูงใจจะ “เชียร์” นักการเมืองคนไหนเป็นพิเศษ

แต่ถ้าใครทำอะไรเป็นรูปธรรมจริง ๆ และมีหลักฐานตรวจสอบได้ — ก็ต้องให้เครดิตตามนั้น

พร้อมกันนั้น…ถ้านโยบายไหนออกมาแล้วตามด้วยปัญหา ผลข้างเคียง หรือการใช้งานจริงที่ไม่สวยงาม ฉันก็จะเขียนไว้ด้วย เพราะเครดิตที่ซื่อสัตย์ = ทั้งดีและเสีย


ชวน หลีกภัย คือใคร

โปรไฟล์ส่วนตัวแบบสั้น

  • วันเกิด: 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 (28 July 1938)

  • อายุปัจจุบัน: ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 อายุ 87 ปี

  • บ้านเกิด: ตำบลท้ายพรุ (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลทับเที่ยง) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง

  • ครอบครัวเดิม: เป็นบุตรคนที่ 3 จากพี่น้อง 9 คน บิดาชื่อ “นิยม” (ครูประชาบาล) มารดาชื่อ “ถ้วน” (ชาวสวนยาง ก่อนมาค้าขายในตลาด)

  • ครอบครัวปัจจุบัน: มีบุตรชาย 1 คน คือ สุรบถ หลีกภัย (กับภักดิพร สุจริตกุล)

เข้าสู่การเมืองเมื่อใด และเข้ามายังไง

หลังเรียนกฎหมายและทำงานเป็นทนายความอยู่ช่วงหนึ่ง เขาเริ่มเส้นทางการเมืองด้วยการ ขอสมัครเป็นผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดตรัง ในนามพรรคประชาธิปัตย์ สำหรับการเลือกตั้งที่จัดขึ้นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 และได้รับเลือกตั้ง (ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ของจังหวัด)

ตรงนี้สำคัญ เพราะมันคือ “จุดเริ่มต้นแบบภาคสนาม” ไม่ใช่การเข้ามาจากเส้นสายอำนาจหรือระบบแต่งตั้ง

ชวน หลีกภัย เป็นนักการเมืองไทยที่อยู่ในสนามยาวนานที่สุดคนหนึ่ง และเป็น นายกรัฐมนตรี 2 สมัย

  • สมัยที่ 1: 2535–2538 (1992–1995)

  • สมัยที่ 2: 2540–2544 (1997–2001)

นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ในช่วง 28 พฤษภาคม 2562 – 20 มีนาคม 2566 (สภาชุดที่ 25) ซึ่งเป็นบทบาทที่ “คุมเกมในสภา” มากกว่าการบริหารรัฐบาลโดยตรง แต่สะท้อนน้ำหนักและความไว้วางใจทางการเมืองในอีกแบบหนึ่ง

สองช่วงนี้สำคัญมาก เพราะเป็น “ยุคบริหารต่างบริบท”

  • สมัยแรก: หลังเหตุการณ์การเมืองร้อนแรงต้นทศวรรษ 90 ประเทศต้องการเสถียรภาพ + ความน่าเชื่อถือของรัฐ

  • สมัยสอง: รับไม้ต่อหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 (ต้มยำกุ้ง) ที่กระทบระบบสถาบันการเงินและชีวิตคนจำนวนมาก

วิธีอ่านบทความนี้
ฉันจะไม่พูดว่าคน ๆ เดียว “สร้างทุกอย่าง” เพราะรัฐเป็นงานทีม
แต่จะชี้ให้เห็นว่า “สิ่งนี้เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลไหน” และ “มีหลักฐานเป็นมติ/กฎหมาย/เอกสารทางการ” หรือไม่


แล้วนี่เป็น “ผลงานของชวน” หรือ “ผลงานของรัฐมนตรีคนอื่น” กันแน่?

คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ: ส่วนใหญ่เป็น “ผลงานของรัฐบาล/ครม.” มากกว่าผลงานของคนเดียว — แล้วเราค่อยแยก “บทบาท” ว่าใครถือพวงมาลัยส่วนไหน

เพื่อไม่ให้เครดิตหลุดไปคนละจุด ฉันจะใช้กรอบนี้เวลาอธิบายแต่ละนโยบาย:

  • เครดิตเชิงการเมือง (นายกฯ/รัฐบาล): ใครเป็นผู้นำรัฐบาลที่ แถลงนโยบาย, ตั้งทีม, ตัดสินใจใน ครม. และ รับผิดชอบทางการเมืองต่อสาธารณะ

  • เครดิตเชิงเทคนิค/การออกแบบ (กระทรวงเจ้าภาพ/รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง): ใครเป็นคน “ทำให้เกิดจริง” ผ่านการร่างระบบ ระเบียบ งบประมาณ และการบริหารโครงการในชีวิตประจำวัน

  • เครดิตเชิงกฎหมาย: ถ้าเป็น พ.ร.บ. ให้ถือว่าเป็นผลงานของ “ฝ่ายนิติบัญญัติ + ครม. + หน่วยงานร่างกฎหมาย” ร่วมกัน โดยกฎหมายมักระบุไว้ชัดว่า “รัฐมนตรีกระทรวงไหนเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.” นั่นคือ “เจ้าภาพโดยระบบ” หลังประกาศใช้

  • เครดิตเชิงผลลัพธ์: บางอย่าง “เริ่มดี” แต่ “พังเพราะการบริหารยุคหลัง” หรือกลับกัน “เริ่มยาก แต่รัฐบาลหลังทำให้ดีขึ้น” — ตรงนี้ต้องแยกเครดิตให้ได้ ไม่งั้นเราจะเถียงกันไม่จบ

ดังนั้นในแต่ละหัวข้อด้านล่าง ฉันจะใส่หมายเหตุสั้น ๆ ว่า (1) สมัยรัฐบาลไหน (2) ใครเป็นเจ้าภาพเชิงกระทรวง/ระบบ (3) จุดไหนที่ยังบอกชื่อคนเดียวแบบ 100% ไม่ได้ เพื่อให้ยุติธรรมทั้งกับคนทำและคนรับผล


นิยาม “ผลงานจับต้องได้” ที่ใช้ในบทความนี้

คำว่า ผลงาน ในคอมเมนต์การเมืองไทย มักถูกใช้แบบกว้าง ๆ จนบางทีคุยกันคนละภาษา ดังนั้นฉันขอล็อกเกณฑ์ไว้ก่อน เพื่อให้เราถกกันบนพื้นเดียวกัน

ในบทความนี้ “ผลงานจับต้องได้” จะหมายถึงสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้จริง เช่น

  • โครงการระดับประเทศที่ประชาชนได้รับบริการ/สิทธิ

  • กฎหมายสำคัญที่เปลี่ยนระบบ

  • สถาบัน/กลไกใหม่ที่ทำงานต่อเนื่อง

ดังนั้นบทความนี้จะโฟกัส 4 กลุ่มใหญ่:

  1. นโยบายสวัสดิการ/สังคมที่เห็นผลในชีวิตคน

  2. กฎหมาย/การปฏิรูประบบ

  3. การกระจายอำนาจท้องถิ่น

  4. การกู้วิกฤตเศรษฐกิจ (ผลลัพธ์เชิงระบบ + ผลข้างเคียง)

และเพื่อให้อ่านลื่น ทุกหัวข้อใหญ่จะใช้โครงเดียวกันเสมอ: ก่อนมีนโยบาย → เกิดอะไรขึ้น → หลังมีนโยบาย → ปัญหาที่ตามมา


ส่วนที่ 1: ผลงานแบบ “ประชาชนจับต้องได้”

นมโรงเรียน: จาก “ปัญหานมล้นตลาด” สู่สวัสดิการเด็กระดับชาติ

นมโรงเรียนเป็นตัวอย่างคลาสสิกของนโยบายที่เริ่มจาก “แก้ปัญหาเชิงเศรษฐกิจ” (เกษตรกร/นมล้นตลาด) แล้วค่อย ๆ กลายเป็น “สวัสดิการที่เด็กได้รับจริง” จนฝังเป็นวัฒนธรรมรัฐไปเลย

ก่อนมีนโยบาย

ก่อนปีงบประมาณ 2535 ประเทศไทยมีความพยายามสนับสนุนโคนมและโภชนาการเด็กอยู่บ้าง แต่ยังไม่ถูกทำให้เป็น “โครงการระดับชาติที่ต่อเนื่อง” ในวงกว้างแบบที่คนทั้งประเทศคุ้นชินในชื่อ นมโรงเรียน

สิ่งที่เกิดขึ้น (ผูกปีแบบตรวจสอบได้)

  • เอกสารทางการของรัฐระบุชัดว่า โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2535

  • หน่วยงานรัฐอีกแหล่งก็อธิบายว่าโครงการ “เกิดขึ้นในปี 2535” และดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุเรื่องเครดิต (เพื่อไม่ให้หลงคนละเรื่อง): โครงการนี้โดยธรรมชาติเป็น “งานหลายกระทรวง” (อาหาร/โภชนาการเด็ก + เกษตรกรโคนม + การจัดสรรผ่านโรงเรียน) ดังนั้นเราควรให้เครดิตแบบนี้:

  • ระดับการเมือง: รัฐบาลชวนสมัยแรก เป็นรัฐบาลที่ “ทำให้เป็นโครงการชาติ”

  • ระดับปฏิบัติ: หน่วยงาน/กระทรวงที่เกี่ยวข้องคือคน “แบกงานประจำวัน” ตั้งแต่โควตา การจัดซื้อ ไปจนถึงคุณภาพและโลจิสติกส์

ทำไมถือว่า “จับต้องได้”

เพราะนี่คือสวัสดิการที่เด็กนักเรียน “ได้รับจริง” — นโยบายออกจากกระดาษแล้วกลายเป็นของในมือเด็ก (และกลายเป็นความทรงจำร่วมของคนไทยหลายเจเนอเรชัน)

หลังมีนโยบาย: ผลที่ต่อเนื่อง + ปัญหาที่ตามมา

  • ผลดี: โครงการอยู่ยาว กลายเป็นมาตรฐานของรัฐ

  • ผลข้างเคียง/ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในระยะยาว:

    • ระบบจัดสรรโควตา/ผู้ผลิต/การขนส่ง มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจสูง ทำให้มี “ข้อร้องเรียนเรื่องความไม่เป็นธรรม/คอร์รัปชัน” โผล่มาเป็นระยะ

    • คุณภาพและการควบคุมห่วงโซ่เย็น (cold chain) เป็นโจทย์ถาวร เพราะถ้าพลาด = นมเสีย = เด็กได้รับผลกระทบโดยตรง

จุดสำคัญ: “การเริ่มตั้ง” กับ “การบริหารระยะยาว” เป็นคนละเรื่อง
เครดิตของการเริ่มต้นต้องให้ตามหลักฐาน แต่ปัญหาที่ตามมาหลายอย่างเป็นผลของระบบที่โตและมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจสูง


กยศ.: เครื่องมือการศึกษาที่เปลี่ยนชีวิตคน — และทิ้งโจทย์ด้านหนี้ไว้ด้วย

ถ้านมโรงเรียนคือ “สวัสดิการรายวัน” กยศ. คือ “บันไดระยะยาว” ที่ช่วยให้คนจำนวนมากปีนไปสู่การศึกษาต่อได้จริง แต่บันไดนี้ก็มีค่าใช้จ่าย—และสังคมถกกันยาวว่า ควรคิดราคาเท่าไหร่ถึงจะยุติธรรม

ก่อนมีนโยบาย

โอกาสเข้าถึงการศึกษาต่อของเด็กครอบครัวยากจนพึ่งพาทุนจำกัดมาก โครงสร้างเงินกู้เพื่อการศึกษายังไม่เป็นระบบชาติที่ชัดเจน

สิ่งที่เกิดขึ้น (หลักฐานแน่น)

  • กยศ. ระบุชัดว่า จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 มีนาคม 2538 และ 16 มกราคม 2539

  • ต่อมาถูกทำให้เป็นระบบกฎหมายด้วย พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541

หมายเหตุเรื่องเครดิต (อิงรูปแบบเอกสารราชการ): เอกสารมติ ครม. ที่มักถูกใช้อ้างอิง “ตั้งต้น” ระบุว่าเป็นเรื่องที่ กระทรวงการคลังเสนอ — ตรงนี้สะท้อนว่า ดีไซน์เชิงงบ/โครงสร้างเงินกู้ อยู่ในมือทีม/กระทรวงเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ขณะที่นายกฯ คือ “ผู้รับผิดชอบทางการเมือง” ในภาพรวม

ทำไมถือว่า “จับต้องได้”

เพราะมันทำให้ “เด็กทุนน้อยเรียนต่อได้” ในระดับมวลชน ไม่ใช่แค่นโยบายเชิงสัญลักษณ์ และไม่ต้องอาศัยดวงอย่างเดียวว่าจะได้ทุนหรือไม่

หลังมีนโยบาย: ผลดี + ปัญหาที่ตามมา

  • ผลดี:

    • เพิ่มโอกาสการศึกษาต่อในระดับใหญ่

    • ทำให้เรื่อง “ทุนมนุษย์” ถูกยกระดับเป็นวาระนโยบายจริงจัง

  • ปัญหา/ผลข้างเคียงที่คนเจอจริง และสังคมถกกันยาว:

    • ความซับซ้อนของระบบชำระหนี้/การติดตามหนี้ในบางยุค ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่แฟร์กับผู้กู้บางกลุ่ม

    • ดราม่า “ดอกเบี้ย/ค่าปรับ/การคิดยอด” และความไม่เข้าใจเงื่อนไข (โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนระบบหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการ)

    • เส้นแบ่งที่ถกกันไม่จบระหว่าง “วินัยทางการเงิน” กับ “บทบาทรัฐในความเสมอภาคทางการศึกษา”

สรุปแบบตรง ๆ: กยศ.ช่วยคนจำนวนมากจริง แต่ก็ทำให้สังคมไทยต้องออกแบบ/ปรับกติกาเรื่องหนี้เพื่อการศึกษาไปเรื่อย ๆ เพื่อให้แฟร์และยั่งยืน


ส่วนที่ 2: ผลงานแบบ “กฎหมาย/ระบบ” ที่เปลี่ยนประเทศ

พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542: กฎหมายแม่ของระบบการศึกษาไทยยุคใหม่

นโยบายบางอย่าง “จับต้องได้” แบบคนได้รับของทันที แต่กฎหมายแม่อย่าง พ.ร.บ.การศึกษา 2542 เป็นงานอีกแบบหนึ่ง: มันไม่ใช่ของแจก—มันคือการย้ายเสาเข็มของระบบ เพื่อให้รัฐบาลยุคต่อ ๆ ไปสร้างอาคารต่อได้ (ว่าจะสร้างสวยหรือสร้างพัง…ก็ขึ้นกับการบริหารในภายหลังด้วย)

ก่อนมีนโยบาย

ก่อนปี 2542 ระบบการศึกษามีการปรับเปลี่ยนหลายช่วง แต่ยังไม่มี “กฎหมายแม่” ที่รวมหลักการสำคัญและกรอบโครงสร้างการจัดการศึกษาไว้เป็นฉบับหลักแบบเข้มแข็งเท่านี้

สิ่งที่เกิดขึ้น

ประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (ประกาศใช้เดือนสิงหาคม 2542) ซึ่งถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทยยุคใหม่

หมายเหตุเรื่องเครดิต: ถ้าพูดให้ตรงระบบที่สุด กฎหมายฉบับนี้เป็น “ผลงานของรัฐบาล + สภา + หน่วยงานร่าง” ร่วมกัน ไม่ใช่ของคนเดียว และในตัวบทมีการระบุหน่วยงานที่จะต้อง “ทำให้เกิดจริง” ต่อจากนั้นด้วย (เช่น กระทรวงศึกษาธิการและกลไกที่เกี่ยวข้อง)

ทำไมถือว่า “จับต้องได้”

กฎหมายแม่ทำให้:

  • หลักการเรื่องความเสมอภาค/คุณภาพ/การกระจายอำนาจด้านการจัดการศึกษา ถูกยกระดับเป็นกรอบใหญ่ของระบบ

  • เปิดทางให้เกิดโครงสร้างและหน่วยงาน/กลไกตามมาอีกหลายชั้น

หลังมีนโยบาย: ผลดี + คำถามใหญ่ที่ตามมา

  • ผลดี: วางรากฐานการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

  • คำถามที่ตามมา (และยังถกอยู่):

    • กฎหมายเป็นกรอบ แต่ “คุณภาพจริง” ต้องพึ่งการบริหาร งบประมาณ ครู หลักสูตร และวัฒนธรรมโรงเรียน

    • ระบบประเมิน/มาตรฐานที่ตามมาในบางช่วงเพิ่มภาระงานเอกสาร และทำให้ครูจำนวนมากรู้สึกว่าเวลาถูกดึงออกจากการสอน

    • กฎหมายฉบับนี้ยังมีการแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังหลายครั้ง ซึ่งสะท้อนว่า ‘กติกาใหญ่’ ต้องถูกจูนตามสภาพจริง


ส่วนที่ 3: ผลงานเชิงกระจายอำนาจท้องถิ่น

อบต. (พ.ร.บ. 2537): ทำให้ท้องถิ่นมีสถานะและอำนาจจริงขึ้น

การกระจายอำนาจเป็นเหมือนการ “ย้ายพวงมาลัย” บางส่วนจากส่วนกลางลงสู่พื้นที่ ใครอยู่ในจังหวัดจะรู้สึกเลยว่าเรื่องใกล้ตัว (ถนน น้ำ ขยะ) ถ้าต้องรอคำสั่งจากไกล ๆ มันช้าแค่ไหน — อบต. จึงเป็นหมุดสำคัญของรัฐไทยยุคใหม่

ก่อนมีนโยบาย

งานระดับตำบลจำนวนมากถูกผูกไว้กับส่วนกลาง การจัดการท้องถิ่นมีข้อจำกัดด้านอำนาจ งบ และความยืดหยุ่น

สิ่งที่เกิดขึ้น

ประกาศใช้ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 (มีตัวบทในราชกิจจานุเบกษา) ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการยกระดับการบริหารท้องถิ่นระดับตำบล

หมายเหตุเรื่องเครดิต: ในเชิงกฎหมาย “เจ้าภาพโดยระบบ” จะสะท้อนผ่านข้อที่ว่า รัฐมนตรีกระทรวงไหนเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. ซึ่งโดยธรรมชาติของกฎหมายท้องถิ่น มักผูกกับ มหาดไทย/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหลัก ขณะที่เครดิตเชิงการเมืองของ “การดันให้ผ่าน” อยู่ที่รัฐบาลในยุคนั้น

ทำไมถือว่า “จับต้องได้”

เพราะหลังจากนั้น “ท้องถิ่น” มีพื้นที่ตัดสินใจเรื่องของตัวเองมากขึ้น และงบประมาณบางส่วนไหลลงพื้นที่มากขึ้น

หลังมีนโยบาย: ผลดี + ปัญหาที่ตามมา

  • ผลดี: ท้องถิ่นมีอิสระในการจัดการเรื่องใกล้ตัวประชาชนขึ้น (ถนน น้ำประปา การจัดการขยะ ฯลฯ)

  • ปัญหา/ผลข้างเคียงที่ถูกชี้บ่อย:

    • ความเหลื่อมล้ำศักยภาพระหว่างท้องถิ่น (พื้นที่รวย/พื้นที่จน)

    • ความเสี่ยงทุจริตระดับท้องถิ่น (เมื่อเงินลงพื้นที่มากขึ้น ระบบตรวจสอบต้องตามให้ทัน)

    • อำนาจท้องถิ่นบางพื้นที่กลายเป็น “การเมืองบ้านใหญ่” เข้มขึ้น

    • การกระจายอำนาจติดขัดเป็นช่วง ๆ เพราะส่วนกลางยังคุมกติกา/งบ/บุคลากรหลายจุด


ส่วนที่ 4: ผลงานช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ — “กู้ระบบ” และผลข้างเคียงของยาแรง

หลังต้มยำกุ้ง: การจัดการสถาบันการเงินและสินทรัพย์เสีย — “กู้ระบบ” และราคาที่ต้องจ่าย

ช่วงหลังวิกฤต 2540 เป็นบททดสอบที่โหดมากของรัฐไทย: ถ้าไม่กู้ระบบการเงิน ระบบทั้งประเทศจะ “ดับ” แต่ถ้ากู้ด้วยยาแรง คนตัวเล็กมักเจ็บก่อนเสมอ ดังนั้นหัวข้อนี้จึงเป็นทั้งเรื่องของ “การทำให้รอด” และ “ความรู้สึกว่าแฟร์หรือไม่แฟร์” ที่ตามมาคู่กัน

ก่อนรัฐบาลชวนสมัย 2

วิกฤต 2540 ทำให้ระบบการเงินสั่นคลอน สถาบันการเงินจำนวนมากมีปัญหา สังคมเจ็บหนักทั้งการว่างงาน ธุรกิจล้ม และหนี้ครัวเรือน

สิ่งที่เกิดขึ้น (เชิงกลไก)

ช่วงหลังวิกฤต รัฐใช้ “เครื่องมือเชิงสถาบัน” หลายตัวเพื่อจัดการปัญหาสถาบันการเงินและสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ หนึ่งในกลไกที่ถูกพูดถึงมากคือ ปรส. (องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน) ซึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อจัดการผลพวงจากการปิด/ฟื้นฟูบริษัทเงินทุนและการบริหารสินทรัพย์เสีย

หมายเหตุเรื่องเครดิต (หัวข้อนี้สำคัญเป็นพิเศษ): นี่ไม่ใช่นโยบายแบบ “กระทรวงเดียวทำ” แต่เป็น ทีมเศรษฐกิจทั้งชุด ภายใต้รัฐบาล — นายกฯ รับผิดชอบการตัดสินใจใหญ่/ความเชื่อมั่นทางการเมือง ขณะที่รายละเอียดทางเทคนิค (IMF, โครงสร้างธนาคาร, การจัดการสินทรัพย์เสีย) จะตกกับทีมเศรษฐกิจและหน่วยงานการเงินโดยตรง

ทำไมถือว่า “จับต้องได้”

เพราะผลลัพธ์มันอยู่ในระดับ:

  • ระบบสถาบันการเงินกลับมาทำงาน

  • เสถียรภาพเศรษฐกิจค่อย ๆ กลับมา

  • มีการเคลียร์สินทรัพย์/หนี้เสียก้อนใหญ่ที่ค้างอยู่ในระบบ

แต่…ผลข้างเคียงก็หนัก

นี่คือยุคที่สังคมไทยถกเถียงเรื่อง “ยาแรง” และความเป็นธรรมอย่างดุเดือด เช่น

  • กระบวนการขาย/บริหารสินทรัพย์เสียถูกวิจารณ์ว่าอาจเกิดความไม่โปร่งใส หรือทำให้บางฝ่ายได้ประโยชน์ (ประเด็นนี้มีทั้งบทวิเคราะห์ สนับสนุน และวิจารณ์ในสื่อและงานเขียนจำนวนมาก)

  • ความเจ็บปวดของคนตัวเล็กในช่วงปรับโครงสร้าง (ตกงาน รายได้หาย ธุรกิจปิด) เป็นความทรงจำร่วมของยุคนั้น

สรุปแบบไม่โลกสวย: การ “ทำให้ระบบรอด” กับการ “ทำให้แฟร์กับทุกคน” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอ


เปรียบเทียบ “ก่อน-หลัง” แบบอ่านง่าย

บางคนอ่านยาว ๆ แล้วจะจำไม่ค่อยได้ว่าท้ายที่สุด “มันเปลี่ยนอะไร” ฉันเลยทำสรุปแบบแผนที่ไว้ให้ตรงนี้ — อ่านจบปุ๊บจะเห็นภาพทันทีว่าแต่ละนโยบาย เริ่มจากปัญหาอะไร → กลายเป็นอะไร → แล้วทิ้งโจทย์อะไรไว้

นโยบาย/กลไกก่อนมีนโยบาย (ภาพรวม)หลังมีนโยบาย (ผลหลักที่จับต้องได้)ผลข้างเคียง/ปัญหาที่ตามมา
นมโรงเรียนยังไม่เป็นโครงการชาติที่ต่อเนื่องครอบคลุมกลายเป็นสวัสดิการมาตรฐาน เด็กได้รับจริงต่อเนื่องโควตา/จัดซื้อ/โลจิสติกส์/คุณภาพ (เมื่อระบบโต แรงจูงใจสูง)
กยศ.โอกาสเด็กทุนน้อยเรียนต่อจำกัด ระบบกู้ยังไม่เป็นโครงสร้างชาติช่วยเด็กจำนวนมากเข้าถึงการศึกษาต่อโจทย์หนี้การศึกษา: ความซับซ้อน ดอกเบี้ย/ค่าปรับ/ความแฟร์ของกติกาในบางยุค
พ.ร.บ.การศึกษา 2542ยังไม่มี “กฎหมายแม่” ที่รวมหลักการใหญ่แบบชัดวางกรอบปฏิรูปการศึกษา เปิดทางสู่โครงสร้าง/กลไกตามมาคุณภาพไม่ได้ดีขึ้นอัตโนมัติ + ภาระเอกสาร/ประเมินในบางช่วง
อบต. / กระจายอำนาจท้องถิ่นอำนาจและงบจำกัด ถูกผูกกับส่วนกลางมากท้องถิ่นมีอิสระจัดการเรื่องใกล้ตัวประชาชนมากขึ้นเหลื่อมล้ำศักยภาพพื้นที่ + ความเสี่ยงทุจริต/บ้านใหญ่ + อุปสรรคเชิงกติกาจากส่วนกลาง
หลังวิกฤต 2540 (รวม ปรส.)ระบบการเงินสั่นคลอน ธุรกิจล้ม ว่างงานสูงเคลียร์สินทรัพย์เสีย ฟื้นเสถียรภาพระบบการเงินให้กลับมาทำงาน“ยาแรง” กระทบคนตัวเล็กก่อน + ข้อถกเถียงเรื่องความเป็นธรรม/ความโปร่งใส

สรุป: ให้เครดิตแบบไม่ต้องรัก

ถ้าเราแยก “ความชอบพรรค” ออกจาก “ข้อเท็จจริงเชิงนโยบาย” จะเห็นว่า

  1. ชวนเป็นนายกฯ ในช่วงที่มี นโยบายสวัสดิการและโครงสร้างบางอย่างเริ่มต้น/ถูกผลักให้เป็นระบบ

  2. หลายนโยบาย “อยู่ยาว” เพราะมันกลายเป็นโครงสร้างรัฐ ไม่ใช่แค่นโยบายหาเสียง

  3. แต่ทุกอย่างมีต้นทุนและผลข้างเคียง:

    • นมโรงเรียน = ดราม่าโควตา/คุณภาพ/จัดซื้อ

    • กยศ. = โจทย์หนี้เพื่อการศึกษา

    • กฎหมายการศึกษา = ความสำเร็จเชิงคุณภาพต้องพึ่งการบริหารยุคต่อมา

    • อบต. = กระจายอำนาจพร้อมปัญหาท้องถิ่น

ประโยคสุดท้ายของบทความนี้:

การให้เครดิตคนทำงานรัฐ ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนเขา
แค่ต้องซื่อสัตย์กับหลักฐาน

และการวิจารณ์ก็ไม่จำเป็นต้อง “ด่า”
แค่ต้องซื่อสัตย์กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง


ภาคผนวก: แหล่งอ้างอิงหลัก (ลิงก์ตรวจสอบได้)

หมายเหตุ: ในบทความหลักฉันตั้งใจ “เลี่ยงการอัดลิงก์เต็มหน้า” เพื่อให้อ่านลื่น
แต่ด้านล่างคือหลักฐาน/ตัวบท/เอกสารที่ใช้ยืนยันประเด็นสำคัญ ใครอยากเช็กเองก็กดได้เลย

A) นมโรงเรียน

B) กยศ.

C) พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542

D) อบต. / การกระจายอำนาจท้องถิ่น

E) ปรส./การจัดการสถาบันการเงินหลังวิกฤต 2540

เพิ่มเติมที่ “ยังไม่ใส่ในบทความหลัก” แต่สามารถขุดต่อได้

  • รายการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติในยุคหลัง (เพื่อเทียบก่อน-หลังแบบลึกขึ้น)

  • เส้นเวลา/กติกาการจัดสรรโควตานมโรงเรียนในแต่ละยุค และประเด็นร้องเรียนที่เกิดขึ้นเป็นรอบ ๆ

  • การปรับกติกา กยศ. ในยุคหลัง (เช่น การลดภาระผู้กู้/ปรับดอกเบี้ย/เงื่อนไข)

บ่นๆ 2026

“แม่งเหมือนกูเป็นมีดสารพัดประโยชน์อะ ใช้ได้ทุกอย่าง ยกเว้นใช้ให้กูได้ดีขึ้น” “เขาชอบสั่งให้กูออกไปข้างนอก เหมือนแค่วิ่งวนแล้วมันจะกลายเป็นยอ...