วันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

บันทึกถึงผู้โดยสารที่ไม่ได้กลับบ้าน

เรื่องราวของผู้เสียชีวิตทั้ง 8 คน จากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206

ในข่าวอุบัติเหตุใหญ่ ๆ เรามักเริ่มจากตัวเลขก่อนเสมอ

เสียชีวิตกี่ราย
บาดเจ็บกี่คน
รถอะไรชนกับอะไร
เกิดขึ้นกี่โมง
ใครเป็นฝ่ายผิด
ใครต้องรับผิดชอบ

ตัวเลขเหล่านี้จำเป็นต่อการรายงานข่าว แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ทำให้ชีวิตของคนจำนวนหนึ่งถูกบีบให้เหลือเป็นเพียง “จำนวน” หนึ่งในผู้เสียชีวิต หนึ่งในรายชื่อ หนึ่งในศพที่ญาติมารับ หรือหนึ่งในเหตุการณ์ที่สังคมพูดถึงอยู่ไม่กี่วัน

เหตุรถไฟสินค้าชนรถเมล์ ขสมก. สาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟอโศก–ดินแดง เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย แต่หลังตัวเลขนั้น มีชีวิตจริงของคน 8 คนอยู่ข้างหลัง มีครอบครัว มีเพื่อน มีงาน มีความฝัน มีของที่ชอบ มีข้อความสุดท้าย และมีคนที่รอให้พวกเขากลับบ้าน

บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเพื่อเรียกร้องอะไร แต่อยากบันทึกข้อมูลของผู้เสียชีวิตแต่ละคนในฐานะ “คนคนหนึ่ง” ไม่ใช่เพียงรายชื่อในข่าวอุบัติเหตุ


1. นายฑีฆา ฑีฆาอุตมากร หรือ “แทน”

นายฑีฆา ฑีฆาอุตมากร หรือ “แทน” อายุ 33 ปี เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตที่ญาติสามารถระบุตัวตนและรับร่างได้ในช่วงแรก ๆ หลังเกิดเหตุ ข้อมูลจากข่าวระบุว่าเขาเป็นอดีตนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น OSK 128 และเคยเป็นประธานนักเรียน ก่อนจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยมหิดล และไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย

แทนเป็นคนมีความสามารถด้านภาษา มีรายงานว่าเขาสื่อสารได้ถึง 6 ภาษา เคยใช้ชีวิตและทำงานในต่างประเทศ ก่อนกลับมาทำงานที่ประเทศไทย โดยตำแหน่งงานที่มีรายงานคือ Partnerships Manager ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือและดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย รายละเอียดเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเขาไม่ใช่แค่ผู้โดยสารคนหนึ่งบนรถเมล์ แต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา มีทักษะ มีเส้นทางชีวิตของตัวเอง และน่าจะยังมีอนาคตอีกไกลมาก

หนึ่งในข้อมูลที่สะเทือนใจที่สุด คือญาติเล่าว่าแทนเคยอยู่ต่างประเทศ แต่เลือกกลับมาอยู่เมืองไทย เพราะไม่อยากอยู่ไกลครอบครัวในวันที่พ่อแม่แก่ตัวลง ประโยคที่ถูกเล่าในข่าวคือ เขาไม่อยากอยู่ไกลจนวันหนึ่งต้องกลับมา “เผาศพพ่อแม่” นี่เป็นรายละเอียดที่ทำให้มุมชีวิตของแทนลึกขึ้นมาก เพราะมันบอกว่าเขาไม่ได้มองชีวิตแค่เรื่องงาน รายได้ หรือโอกาสในต่างประเทศ แต่ยังให้ความสำคัญกับการอยู่ใกล้บ้าน ใกล้ครอบครัว และการไม่ปล่อยให้เวลาของคนที่รักหลุดหายไปไกลเกินไป

ก่อนเกิดเหตุ แทนยังมีการพูดคุยกับเพื่อนตามปกติ ข่าวหลายสำนักพูดถึง “แชทสุดท้าย” ก่อนเกิดเหตุประมาณ 6 นาที ข้อความหนึ่งที่ถูกนำมาเล่าคือ เขาบอกเพื่อนในทำนองว่า “ฉันจะไปทางที่ช้าที่สุด” สิ่งที่ทำให้แชทสุดท้ายนี้เศร้า ไม่ใช่เพราะมันเป็นคำพูดใหญ่โต แต่เพราะมันธรรมดามาก เป็นบทสนทนาแบบที่คนทั่วไปส่งหากันในชีวิตประจำวัน ไม่มีใครรู้ว่านั่นจะเป็นข้อความสุดท้าย ไม่มีใครรู้ว่าการเดินทางครั้งนั้นจะไม่ถึงปลายทาง

เพื่อนสนิทของแทนจากสมัยโรงเรียนสวนกุหลาบเล่าว่า แทนเป็นคนอัธยาศัยดี มีเพื่อนเยอะ เป็นที่รักของคนรอบตัว และใช้ชีวิตเรียบง่าย บางวันนั่งรถเมล์ บางวันเรียกแท็กซี่ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและความเหนื่อยในแต่ละวัน ข้อมูลนี้ทำให้ภาพของแทนไม่ใช่แค่คนเก่งที่พูดได้หลายภาษา หรือคนทำงานระดับผู้จัดการ แต่ยังเป็นคนธรรมดาที่ใช้ชีวิตปะปนอยู่กับเมือง นั่งรถเมล์ เดินทางไปทำงาน คุยกับเพื่อน และใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป

มีอีกภาพหนึ่งที่ปรากฏในข่าว คือวันที่ครอบครัวไปรับร่าง มีการนำ “สูทตัวเก่ง” ของแทนไปด้วย เหมือนเป็นการส่งเขาในภาพที่คนใกล้ตัวจดจำ เสื้อผ้าชิ้นหนึ่งจึงไม่ได้เป็นแค่เสื้อผ้า แต่มันกลายเป็นภาพแทนตัวตนของเขา เป็นสิ่งที่บอกว่าเขาเคยมีบุคลิก มีวันสำคัญ มีวันที่แต่งตัวดี และมีชีวิตในแบบของตัวเอง

หลังเกิดเหตุ ครอบครัวของแทนเดินทางไปทำพิธีเชิญดวงวิญญาณที่จุดเกิดเหตุ บริเวณริมทางรถไฟสถานีอโศก ก่อนรับร่างจากสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนา ข่าวรายงานว่าครอบครัวและเพื่อนได้เตรียมของไหว้หลายอย่าง เช่น กล้วย วุ้นกะทิใบเตย น้ำเปล่า ข้าวกะเพราไข่ดาว ขนมจีบ และดอกกล้วยไม้ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้พิธีกรรมไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนหลังความตาย แต่เป็นวิธีที่คนยังอยู่พยายามบอกเขาว่า “กลับบ้านนะ”


2. น.ส.เทียม พวงยอด หรือ “ป้าเทียม”

น.ส.เทียม พวงยอด หรือที่ข่าวเรียกว่า “ป้าเทียม” อายุ 57 ปี เป็นอีกหนึ่งผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 เธอเป็นคนไทย และเป็นหนึ่งในสองรายแรกที่มีการเปิดเผยชื่อหลังเกิดเหตุ ร่วมกับนายฑีฆา ฑีฆาอุตมากร หรือแทน

ข้อมูลจากข่าวระบุว่า ป้าเทียมทำงานเป็นแม่บ้านบริษัทแห่งหนึ่งย่านประตูน้ำ ภาพชีวิตของเธอจึงต่างจากแทนอย่างชัดเจน ถ้าแทนคือคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษา ทำงานประสานต่างประเทศ และมีเส้นทางชีวิตระดับสากล ป้าเทียมคือคนทำงานธรรมดาอีกแบบหนึ่ง คนที่อาจไม่ได้ถูกสื่อเล่าประวัติยาว ๆ แต่เป็นแรงงานที่คอยขับเคลื่อนชีวิตประจำวันของเมืองอยู่เงียบ ๆ

วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 น.ส.สุรีย์พร พวงยอด อายุ 49 ปี น้องสาวของป้าเทียม เดินทางไปที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อรับร่างพี่สาวกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ภูมิลำเนา ข่าวระบุว่าพี่น้องเดินทางมาจากจังหวัดศรีสะเกษเพื่อมารับร่าง และในช่วงที่กู้ภัยนำร่างขึ้นรถ น้องสาวได้จุดธูปเรียกพี่สาวกลับบ้าน พร้อมพูดว่า “กลับบ้านนะพี่ พี่น้องมารับกันทั้งหมดแล้ว”

ข้อมูลจากคำบอกเล่าของน้องสาวทำให้เห็นภาพของป้าเทียมชัดขึ้นมาก เธอเป็นเสาหลักของครอบครัว ใช้ชีวิตเรียบง่าย ขยันทำงาน ชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และเป็นที่รักของคนรอบตัว แม้ทำงานหนักแค่ไหนก็ไม่ค่อยบ่น เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นคำพูดธรรมดาที่ญาติใช้เล่าถึงคนที่จากไป แต่เมื่ออ่านรวมกับบริบทชีวิตของเธอ มันทำให้เห็นว่าป้าเทียมเป็นคนประเภทที่คอยแบกภาระไว้เงียบ ๆ ไม่ได้ประกาศตัวว่าเหนื่อย แต่ทำหน้าที่ของตัวเองไปทุกวัน

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ป้าเทียมเป็นคนดูแลค่าใช้จ่ายหลักของน้องชายที่ป่วยเป็นโรคไต ต้องฟอกไตสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ข้อมูลนี้ทำให้คำว่า “เสาหลักของครอบครัว” ไม่ใช่คำพูดลอย ๆ เพราะชีวิตของเธอมีคนอื่นพึ่งพาอยู่จริง ๆ การจากไปของเธอจึงไม่ใช่แค่การสูญเสียชีวิตหนึ่งชีวิต แต่ยังเป็นการสะเทือนโครงสร้างเล็ก ๆ ของครอบครัวหนึ่งทันที

น้องสาวของเธอให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตาว่า สิ่งที่เสียใจมากที่สุดคือ ก่อนที่พี่สาวจะเสีย ยังไม่ได้คุยกับพี่สาวเลย ประโยคนี้เป็นความเจ็บแบบที่อุบัติเหตุมักทิ้งไว้ให้คนข้างหลัง เพราะการจากไปแบบกะทันหันมักไม่ได้ให้โอกาสใครได้เตรียมใจ ไม่มีประโยคลา ไม่มีการบอกกันตรง ๆ ว่ารักหรือห่วงแค่ไหน มีเพียงข่าวร้ายที่มาถึงทีหลัง แล้วคนที่ยังอยู่ต้องพยายามประกอบความทรงจำจากสิ่งที่ยังเหลืออยู่

ครอบครัวยังบอกว่าป้าเทียมเป็นคนทำความดีมาตลอด เพื่อพี่น้องและคนในครอบครัว บริษัทต้นสังกัดของเธอก็เข้ามาช่วยดูแลและให้กำลังใจครอบครัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่าเธอเป็นคนขยัน ตั้งใจทำงาน และเป็นที่รักของเพื่อนร่วมงาน

เรื่องของป้าเทียมทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ เธออาจไม่มีประวัติการศึกษาหรือหน้าที่การงานที่ถูกเล่าอย่างหวือหวาในข่าว แต่ชีวิตของเธอมีน้ำหนักมากในแบบของคนทำงาน คนดูแลบ้าน คนดูแลครอบครัว คนที่ทำบุญ ช่วยเหลือผู้อื่น และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของน้องชายที่ป่วย


3. นางเอื้อง มะโนแจ่ม หรือ “ป้าเอี้ยง / ป้าเอื้อง”

นางเอื้อง มะโนแจ่ม อายุ 66 ปี หรือที่ข่าวเรียกว่า “ป้าเอี้ยง” และบางสำนักเรียกว่า “ป้าเอื้อง” เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 ข้อมูลจากข่าวระบุว่าเธอทำงานเป็นแม่บ้านบริษัทแห่งหนึ่งย่านโรงพยาบาลจุฬาฯ และยังคงเดินทางเข้าออกกรุงเทพฯ เพื่อทำงานและรับจ๊อบ แม้อายุจะเข้าสู่วัย 66 ปีแล้ว

ชื่อของเธอในข่าวมีการสะกดต่างกันบ้าง ระหว่าง “เอื้อง” กับ “เอี้ยง” แต่จากหลายสำนักระบุชื่อจริงว่า นางเอื้อง มะโนแจ่ม และเรียกในข่าวว่า ป้าเอี้ยง หรือ ป้าเอื้อง ตามคำเรียกของคนใกล้ตัว

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริลักษณ์ หลานสาวของป้าเอี้ยง เดินทางไปยื่นเอกสารที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อติดต่อขอรับร่าง ก่อนนำไปประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลที่วัดหนามแดง ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ วันเดียวกัน เวลาประมาณ 17.30 น. เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูได้นำร่างของเธอจากสถาบันนิติเวชมาถึงวัดหนามแดง โดยมีครอบครัว ญาติ เจ้าหน้าที่ ขสมก. และการรถไฟแห่งประเทศไทยมาร่วมไว้อาลัย

ภาพที่ข่าวเล่าคือ เมื่อลูกชายและครอบครัวเห็นโลงศพมาถึงวัด ทุกคนร้องไห้และเข้าไปกอดโลงทันที เป็นภาพของการรอคอยที่จบลงด้วยความจริงที่ไม่มีใครอยากยอมรับ เพราะก่อนหน้านั้นลูกชายยังมีความหวังอยู่มากว่าแม่อาจรอด เนื่องจากช่วงแรกยังไม่พบชื่อแม่ในรายชื่อผู้เสียชีวิตที่ยืนยันตัวตนแล้ว

นายอนุสรณ์ มโนแจ่ม อายุ 46 ปี ลูกชายของป้าเอื้อง เล่าว่า ปกติแม่เดินทางไปทำงานนอกบ้านวันจันทร์ถึงศุกร์ โดยอาศัยทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าบ้างตามเส้นทาง เขาบอกว่าแม่เพิ่งมานั่งรถเมล์สายนี้ในช่วงหลัง เพราะรับจ๊อบที่กรุงเทพฯ และทุกคนก็คิดว่าน่าจะปลอดภัยเหมือนการเดินทางทั่วไป ไม่มีใครคิดว่าวันหนึ่งการขึ้นรถเมล์ธรรมดาจะกลายเป็นการเดินทางครั้งสุดท้าย

ข้อมูลจากลูกชายยังทำให้เห็นว่า ป้าเอื้องเป็นคนขยันและยังคงทำงานอยู่เสมอ แม้อายุ 66 ปีแล้ว ในข่าวลูกชายพูดถึงแม่ว่าเป็น “คนเก่ง” และเล่าว่าช่วงแผ่นดินไหว แม่ก็ยังไปทำงานรับจ๊อบที่กรุงเทพฯ และสามารถวิ่งออกมาได้ทัน นี่เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่ทำให้เห็นว่าเธอเป็นคนกระฉับกระเฉง แข็งแรง และยังใช้ชีวิตทำงานอย่างจริงจัง

ก่อนเกิดเหตุ ป้าเอี้ยงมีแชทสุดท้ายกับเพื่อนชื่อ นางจิณห์นพสุขข์ บุญทอง อายุ 64 ปี เพื่อนของเธอเล่าว่า ป้าเอี้ยงส่งข้อความมาชวนไปตรวจหรือรักษาเกี่ยวกับ “เลือดและน้ำเหลืองในร่างกายให้สมดุลปกติ” โดยบอกว่าไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องเดินทางไปเอง เพื่อนคนนี้ยังบอกด้วยว่า วันเกิดเหตุป้าเอี้ยงไลน์หาเพื่อนหลายคนเพื่อชวนไปตรวจสุขภาพ แต่ไม่มีใครว่างไปด้วย

รายละเอียดนี้ทำให้วันสุดท้ายของป้าเอี้ยงมีความเศร้าอีกชั้นหนึ่ง เพราะเธอไม่ได้กำลังเดินทางไปเที่ยวหรือทำธุระใหญ่โต แต่กำลังเดินทางไปดูแลสุขภาพของตัวเอง เป็นการเดินทางที่ควรจะเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่ยังอยากดูแลชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเหตุการณ์ที่พรากชีวิตเธอไป

เพื่อนของป้าเอี้ยงให้สัมภาษณ์ว่า หลังเกิดเหตุได้พยายามโทรหาเธอ แต่ไม่มีใครรับสาย และต่อมาจึงเห็นข่าวจากสื่อมวลชน ความรู้สึกของเพื่อนยังผูกอยู่กับคำถามว่า ถ้าวันนั้นมีเพื่อนไปด้วยกันทั้งหมด อาจจะเกิดอะไรขึ้นอีกแบบหนึ่ง อาจจะรอดทั้งหมดเพราะเสียเวลารอกัน หรืออาจจะเสียชีวิตไปด้วยกันทั้งหมด ความคิดแบบนี้เป็นความเจ็บปวดของคนที่ยังอยู่ เพราะอุบัติเหตุมักทิ้งคำว่า “ถ้า” ไว้ให้คนข้างหลังวนคิดซ้ำ ๆ เสมอ

หลังรับร่าง ครอบครัวจัดพิธีรดน้ำศพและสวดพระอภิธรรมที่วัดหนามแดง โดยมีพระครูวิทูรกิจจาทร หรือพระครูจาบ เจ้าอาวาสวัดหนามแดง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการรดน้ำศพ ผ่านสายสิญจน์ ก่อนให้ครอบครัว ญาติ ตัวแทน ขสมก. และการรถไฟฯ เข้าร่วมพิธีท่ามกลางความโศกเศร้า ต่อมามีพิธีฌาปนกิจศพของป้าเอื้องในวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ที่วัดหนามแดง โดยมีญาติ เพื่อน และเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายมาร่วมพิธี

ชีวิตของป้าเอื้องหรือป้าเอี้ยงเป็นภาพของคนทำงานอีกแบบหนึ่ง คนที่ยังทำงานแม้อายุมากแล้ว เดินทางเข้าเมือง รับจ๊อบ ดูแลตัวเอง และใช้ระบบขนส่งสาธารณะเหมือนคนกรุงเทพฯ จำนวนมาก เธอไม่ได้เป็นคนมีประวัติยาวในข่าว แต่รายละเอียดจากลูกชายและเพื่อนทำให้เห็นว่าเธอเป็นแม่ เป็นเพื่อน เป็นคนทำงาน และเป็นคนธรรมดาที่วันหนึ่งแค่ขึ้นรถเมล์ไปตามชีวิตประจำวัน แล้วไม่ได้กลับมาอีก


4. น.ส.วิภารักษ์ เผ่าภูรี หรือ “โรส”

น.ส.วิภารักษ์ เผ่าภูรี หรือ “โรส” อายุ 25 ปี เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 ข้อมูลจากภาควิชานิเทศศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่าเธอเป็นนิสิตเก่าสาขาวิชาสื่อสารมวลชน รุ่น CA37 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569

หลังเรียนจบ โรสทำงานตำแหน่งกราฟิกในบริษัทแห่งหนึ่ง และมีอาชีพเสริมเป็นดีเจ เปิดเพลงในผับย่านบางนา ข่าวบางสำนักระบุว่าเธอเรียนดี ขยัน มีความสามารถ และจบเกียรตินิยมอันดับ 2 จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยหลังฝึกงานเสร็จ บริษัทก็รับเธอเข้าทำงานต่อทันที ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เห็นภาพของโรสในฐานะคนรุ่นใหม่ที่กำลังสร้างชีวิตในกรุงเทพฯ ทั้งงานประจำด้านกราฟิก และงานเสริมที่เกี่ยวกับดนตรีและความบันเทิง

โรสมีแม่บุญธรรมชื่อ นางวิภาดา อายุ 59 ปี อยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนครอบครัวจะรู้ข่าวร้าย มีรายงานว่าสมาร์ตวอตช์ของโรสส่งแจ้งเตือนระบบ Crash Detect ไปยังแม่บุญธรรมในช่วงเวลาเดียวกับที่เกิดเหตุ แม่พยายามโทรหาลูกสาวหลายครั้ง ก่อนมีเจ้าหน้าที่กู้ภัยรับสายและแจ้งว่าเจ้าของโทรศัพท์ประสบอุบัติเหตุ ต่อมาสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ จึงยืนยันอัตลักษณ์ว่าหนึ่งในผู้เสียชีวิตคือโรส

รายละเอียดเรื่องสมาร์ตวอตช์ทำให้เรื่องของโรสมีมิติที่สะเทือนใจมาก เพราะเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉิน กลายเป็นสัญญาณแรกที่ทำให้แม่รู้ว่าลูกอาจอยู่ในเหตุการณ์ใหญ่ เป็นการแจ้งเตือนที่ไม่มีใครอยากได้รับ และหลังจากนั้นแม่ต้องเดินทางจากอุบลราชธานีเข้ากรุงเทพฯ เพื่อตามหาลูกสาวจากข้อมูลที่ยังไม่ชัดเจนในช่วงแรก

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ครอบครัวของโรสเดินทางไปรับร่างที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีที่จังหวัดอุบลราชธานี บ้านเกิดของเธอ ข่าวระบุว่าครอบครัวรับร่างกลับไปที่วัดสวนสวรรค์ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีญาติพี่น้องและประชาชนที่ทราบข่าวมาร่วมรับศพและเตรียมจัดงานบำเพ็ญกุศล

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 มีพิธีฌาปนกิจศพของโรสที่วัดสวนสวรรค์ ตำบลพิบูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอาลัย มีครอบครัว ญาติ เพื่อนร่วมงาน ประชาชน และตัวแทนจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ข่าวสยามรัฐรายงานว่ามีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน รวมถึงผู้บริหารจากหน่วยงานด้านคมนาคมและส่วนราชการในพื้นที่

อีกมิติหนึ่งของโรสที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์นี้อย่างน่าเศร้าคือ ภาพหรือสตอรี่สุดท้ายของเธอถูกใช้เป็นหนึ่งในเบาะแสสำคัญในการช่วยระบุตัวผู้เสียชีวิตรายสุดท้าย คือ นายเสริมลาภ ปิ่นทอง หรือ “เอ” เพราะในภาพมีชายคนหนึ่งติดอยู่ในเฟรม ก่อนตำรวจจะนำไปเทียบกับข้อมูลจากเพื่อนร่วมงาน ภาพกล้องวงจรปิด และรายละเอียดเครื่องแต่งกาย จนช่วยเชื่อมโยงไปสู่การยืนยันตัวตนของผู้เสียชีวิตรายที่ 8 ได้ในภายหลัง

ชีวิตของโรสเป็นภาพของหญิงสาววัย 25 ปีที่กำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของชีวิตการทำงาน เธอมีทั้งงานกราฟิก งานดีเจ ความสามารถด้านการเรียน และครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัดคอยผูกพันอยู่เบื้องหลัง วันที่เกิดเหตุจึงไม่ใช่แค่การสูญเสียผู้โดยสารอีกหนึ่งคน แต่เป็นการหยุดชีวิตของคนรุ่นใหม่คนหนึ่งที่กำลังเริ่มสร้างทางของตัวเองในเมืองใหญ่


5. นายธนัฐพิพัฒน์ เขียววิจิตร หรือ “ขนุน”

นายธนัฐพิพัฒน์ เขียววิจิตร หรือ “ขนุน” เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 ข้อมูลจากหลายสำนักระบุอายุไม่ตรงกันเล็กน้อย บางแห่งระบุ 21 ปี บางแห่งระบุ 22 ปี แต่ข้อมูลหลักตรงกันว่าเขาเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จังหวัดนครปฐม ชื่อของเขาในข่าวบางแห่งสะกดเป็น “ธนัสพิพัฒน์” แต่แหล่งข่าวหลายสำนักและข้อความไว้อาลัยจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ระบุชื่อว่า นายธนัฐพิพัฒน์ เขียววิจิตร

วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ครอบครัวของขนุนเดินทางไปรับร่างที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ โดยมีพ่อคือ นายสันติ เขียววิจิตร แม่คือ นางณัฏฐ์สุภรณ์ จันทร์ทรายมูล น้องสาว และญาติพี่น้อง เดินทางมายื่นเอกสารเพื่อติดต่อขอรับร่าง ก่อนนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดคลองหนึ่ง ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

ข้อมูลจากแม่ทำให้เห็นภาพของขนุนมากกว่าการเป็น “นักศึกษาผู้เสียชีวิต” เธอเล่าว่าลูกชายเป็นเด็กดี ชอบกีฬา มีเพื่อนรักเยอะ มีโรคประจำตัว และเคยผ่าตัดมาแล้ว 6–7 ครั้ง แต่ก็ผ่านช่วงเวลายาก ๆ มาได้ ครอบครัวเคยวางอนาคตไว้ว่าเขาจะเป็นโปรแกรมเมอร์ และขนุนเคยบอกว่าจะดูแลแม่หลังแม่เกษียณ รวมถึงเคยตั้งใจเก็บเงินซื้อของขวัญวันเกิดให้แม่ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้เรื่องของขนุนเจ็บมาก เพราะเขาเป็นลูกชายที่ครอบครัวเฝ้าดูแล ประคอง และหวังว่าจะได้เห็นเขาเติบโตไปถึงวันที่ดูแลครอบครัวกลับได้

คำว่า “อนาคตโปรแกรมเมอร์” ที่ปรากฏในข่าวจึงไม่ใช่แค่คำเรียกสั้น ๆ แต่เป็นภาพของเด็กมหาวิทยาลัยปี 3 ที่กำลังเดินอยู่บนเส้นทางของตัวเอง เขาเรียนสายเทคโนโลยีสารสนเทศ อยู่ในช่วงที่ชีวิตกำลังจะค่อย ๆ ขยับจากห้องเรียนไปสู่โลกการทำงานจริง อีกไม่นานก็คงต้องฝึกงาน ทำโปรเจกต์ จบการศึกษา และเริ่มต้นชีวิตทำงานแบบที่นักศึกษาหลายคนกำลังมองไปข้างหน้าเหมือนกัน

มหาวิทยาลัยศิลปากรและคณะวิทยาศาสตร์ได้ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของขนุน โดยระบุว่าเขาเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ ข้อมูลจากข่าว Nation TV ยังระบุว่าเขาเป็นนักกิจกรรม ช่วยเหลืออาจารย์ในภาควิชาคอมพิวเตอร์ และเป็นที่รักของอาจารย์กับเพื่อน ๆ ซึ่งทำให้เห็นว่าในพื้นที่มหาวิทยาลัย เขาไม่ได้เป็นเพียงนักศึกษาคนหนึ่งที่มาเรียนแล้วกลับ แต่เป็นคนที่มีตัวตนในกลุ่มเพื่อน อาจารย์ และกิจกรรมของภาควิชาด้วย

วันที่ร่างของขนุนเดินทางถึงวัดคลองหนึ่ง ข่าวไทยรัฐรายงานว่าเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูนำร่างมาถึงเวลาประมาณ 19.30 น. ครอบครัวอยู่ในอาการเสียใจอย่างหนัก ภาพที่ถูกเล่าในหลายข่าวคือแม่กอดรูปลูกชาย เคาะโลง และร้องเรียกให้ลูกกลับบ้าน เป็นภาพที่บีบใจมาก เพราะสำหรับครอบครัว ขนุนไม่ได้เป็นผู้เสียชีวิตในข่าว เขาคือลูกชายที่เคยผ่านการผ่าตัดหลายครั้ง เคยมีชีวิตที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ และกำลังจะเติบโตไปเป็นคนทำงานในอนาคต

วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 มีพิธีฌาปนกิจศพของขนุนที่จังหวัดปทุมธานี โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ มหาวิทยาลัยศิลปากร คณะผู้บริหาร อาจารย์ เพื่อน และครอบครัวเข้าร่วมไว้อาลัย สำนักข่าวไทยรายงานว่าผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเข้าร่วมพิธีด้วย ขณะที่มหาวิทยาลัยศิลปากรโดยอธิการบดีและคณะผู้บริหารร่วมเป็นเจ้าภาพในพิธีบำเพ็ญกุศล

เรื่องของขนุนเป็นความสูญเสียของคนวัยต้น 20 ที่กำลังอยู่ตรงกลางระหว่าง “ลูก” กับ “ผู้ใหญ่ที่กำลังจะเริ่มรับผิดชอบชีวิตตัวเอง” เขายังเป็นนักศึกษา ยังมีครอบครัวที่คอยดูแล ยังมีแม่ที่เขาอยากตอบแทน ยังมีความฝันจะเป็นโปรแกรมเมอร์ และยังมีมหาวิทยาลัย เพื่อน อาจารย์ ที่จดจำเขาในฐานะคนมีน้ำใจ ช่วยเหลือกิจกรรม และเป็นส่วนหนึ่งของภาควิชาคอมพิวเตอร์


6. Ms. AYE AYE MYINT หรือ “เอเอมิท”

Ms. AYE AYE MYINT หรือที่ข่าวไทยบางแห่งเขียนเสียงอ่านว่า “เอเอมิท” อายุ 36 ปี เป็นผู้เสียชีวิตชาวเมียนมาจากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 ชื่อของเธอปรากฏในรายชื่อผู้เสียชีวิตที่พิสูจน์อัตลักษณ์แล้วร่วมกับผู้เสียชีวิตรายอื่น ๆ แต่เมื่อเทียบกับคนไทยหลายรายในเหตุการณ์เดียวกัน ข้อมูลชีวิตส่วนตัวของเธอที่ปรากฏในสื่อมีน้อยกว่ามาก

สิ่งที่ยืนยันได้จากข่าวคือ เธอเป็นหญิงชาวเมียนมา อายุ 36 ปี และเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตที่ญาติเดินทางมาติดต่อขอรับร่างที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ หลังเกิดเหตุ วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ไทยรัฐรายงานว่าแฟนหนุ่มและครอบครัวของเธอเดินทางเข้ามาดูร่างเพื่อยืนยันตัวตน ท่ามกลางบรรยากาศโศกเศร้าอย่างหนัก และเมื่อแฟนหนุ่มเห็นสภาพศพก็ถึงกับเป็นลมล้มลง เพราะรับไม่ได้กับการสูญเสียที่เกิดขึ้นกะทันหัน

รายละเอียดนี้เป็นข้อมูลไม่มาก แต่เพียงพอที่จะทำให้เห็นว่าเธอไม่ใช่แค่ชื่อภาษาอังกฤษในท้ายรายชื่อผู้เสียชีวิต เธอมีคนรัก มีครอบครัว มีคนที่เดินทางมาตามหาและรับเธอกลับไปทำพิธี แม้ข่าวจะไม่ได้เล่าว่าเธอทำงานอะไร อยู่ที่ไหน หรือใช้ชีวิตอย่างไรในกรุงเทพฯ แต่ภาพของแฟนหนุ่มที่เป็นลมหลังเห็นร่าง บอกชัดว่าเธอเป็นศูนย์กลางของความผูกพันของใครบางคนเหมือนผู้เสียชีวิตรายอื่น ๆ

รายงานบางแห่งระบุว่าญาติและครอบครัวของ Ms. AYE AYE MYINT เดินทางมาติดต่อขอรับร่างแล้ว แต่ยังมีประเด็นเรื่องเอกสารที่ต้องรอดำเนินการเพิ่มเติมก่อนรับร่างได้ครบถ้วน ส่วนสำนักข่าวไทยและ Thai Tabloid รายงานว่าครอบครัวเตรียมนำร่างไปประกอบพิธีที่วัดพรหมวงศาราม หรือวัดหลวงพ่อเณร ย่านประชาสงเคราะห์ กรุงเทพฯ

เมื่อเขียนถึง Ms. AYE AYE MYINT สิ่งที่น่าสังเกตคือ ความเงียบของข้อมูลรอบตัวเธอ ข่าวส่วนใหญ่ระบุเพียงชื่อ อายุ สัญชาติ และการมาติดต่อรับร่าง ไม่มีรายละเอียดงาน ไม่มีภูมิลำเนา ไม่มีคำบอกเล่าจากเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนสนิทเหมือนผู้เสียชีวิตบางราย นี่ไม่ได้แปลว่าชีวิตของเธอมีเรื่องราวน้อยกว่าใคร แต่อาจสะท้อนข้อจำกัดของการรายงานข่าวเมื่อผู้เสียชีวิตเป็นแรงงานข้ามชาติหรือชาวต่างชาติในเมืองไทย

ในเหตุการณ์เดียวกัน ผู้เสียชีวิตบางรายถูกเล่าผ่านประวัติการศึกษา งาน เพื่อน ครอบครัว อาหารที่ชอบ หรือข้อความสุดท้าย แต่สำหรับเธอ สิ่งที่เหลืออยู่ในข่าวมีเพียงชื่อภาษาอังกฤษ อายุ 36 ปี สัญชาติเมียนมา และภาพของคนรักกับครอบครัวที่มารับร่างด้วยความเสียใจ ข้อมูลมีน้อย แต่ความสูญเสียไม่ได้เล็กลงตามจำนวนข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้


7. น.ส.สุภาพร จงจิตร หรือ “แอล”

น.ส.สุภาพร จงจิตร หรือ “แอล” อายุ 33 ปี เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 บริเวณจุดตัดทางรถไฟอโศก–ดินแดง ข้อมูลจากหลายสำนักระบุว่าเธอเป็นชาวอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ และครอบครัวต้องเดินทางจากเชียงใหม่เข้ากรุงเทพฯ เพื่อติดตามข่าว ตรวจ DNA และรับร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด

ในช่วงแรกหลังเกิดเหตุ แอลเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตที่ยังต้องรอการตรวจพิสูจน์อัตลักษณ์ ครอบครัวของเธอเหมารถตู้จากอำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เข้ากรุงเทพฯ เพื่อนำคุณพ่อมาตรวจ DNA เทียบเคียงกับร่างผู้เสียชีวิตที่ยังไม่สามารถยืนยันตัวบุคคลได้ กระทั่งสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ แจ้งผลยืนยันว่า หนึ่งในร่างดังกล่าวคือ น.ส.สุภาพร จงจิตร หรือแอลจริง

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ครอบครัวของแอลเดินทางไปที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อติดต่อขอรับร่างกลับจังหวัดเชียงใหม่ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า พี่ชายของเธอให้สัมภาษณ์ว่า แอลเป็นเสาหลักของครอบครัว และเพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการคลินิกความงาม อนาคตกำลังไปได้ดี ครอบครัวยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียที่เกิดขึ้นกะทันหัน

ข้อมูลเรื่องการเลื่อนตำแหน่งทำให้เรื่องของแอลมีน้ำหนักมาก เพราะเธอไม่ได้อยู่ในช่วงชีวิตที่หยุดนิ่ง แต่เป็นคนทำงานที่กำลังขยับขึ้น กำลังได้รับความไว้วางใจมากขึ้น และน่าจะกำลังมองอนาคตของตัวเองกับครอบครัวชัดขึ้น การเป็น “เสาหลักของครอบครัว” จึงไม่ได้หมายถึงแค่รายได้ แต่หมายถึงบทบาทของคนที่ครอบครัวฝากความหวังไว้ด้วย

หลังรับร่าง ครอบครัวเตรียมนำร่างของแอลกลับไปบำเพ็ญกุศลที่วัดน้ำแพร่ ตำบลน้ำแพร่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรายงานกำหนดสวดอภิธรรมระหว่างวันที่ 22–26 พฤษภาคม 2569 ข่าวท้องถิ่นเชียงใหม่รายงานว่าช่วงเช้าวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 มูลนิธิร่วมกตัญญูนำร่างของแอลกลับถึงบ้านเกิดที่เชียงใหม่แล้ว ก่อนเข้าสู่พิธีทางศาสนาตามกำหนด

อีกข้อมูลหนึ่งที่ปรากฏในสื่อและโพสต์ท้องถิ่นคือ แอลเคยได้รับตำแหน่ง “ธิดาข้าวหอม อำเภอพร้าว” ซึ่งเป็นกิจกรรมในพื้นที่บ้านเกิด ข้อมูลส่วนนี้ทำให้เห็นว่าเธอไม่ได้เป็นเพียงคนทำงานในกรุงเทพฯ แต่ยังมีภาพจำในชุมชนเดิมของตัวเอง เป็นคนที่คนในพื้นที่พร้าวรู้จักและจดจำได้ในอีกมุมหนึ่ง อย่างไรก็ตาม รายละเอียดนี้มาจากสื่อและโพสต์ท้องถิ่น จึงควรวางไว้เป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่แกนหลักของประวัติชีวิตเธอ

เรื่องของแอลเป็นภาพของคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ สร้างชีวิตของตัวเองจนกำลังเติบโตในหน้าที่การงาน แต่ยังมีบ้านเกิดและครอบครัวอยู่ไกลออกไปเป็นศูนย์กลางความผูกพัน วันที่เธอจากไปจึงไม่ใช่แค่การสูญเสียของครอบครัวหนึ่งในเชียงใหม่ แต่ยังเป็นการหยุดเส้นทางของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังทำงาน กำลังเลื่อนตำแหน่ง กำลังเป็นที่พึ่งของบ้าน และกำลังมีอนาคตที่ดูเหมือนจะเดินหน้าไปได้อีกไกล


8. นายเสริมลาภ ปิ่นทอง หรือ “เอ”

นายเสริมลาภ ปิ่นทอง หรือ “เอ” เป็นผู้เสียชีวิตรายที่ 8 และเป็นรายสุดท้ายที่สามารถยืนยันตัวตนได้จากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 ข้อมูลอายุในข่าวมีทั้ง 44 และ 45 ปี แต่ข้อมูลหลักตรงกันว่าเขาเป็นชาวนนทบุรี และเป็นพนักงานบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง ใช้ชีวิตค่อนข้างเงียบ ไม่มีครอบครัวของตัวเอง พ่อ แม่ และน้องชายเสียชีวิตไปแล้ว ทำให้ช่วงแรกหลังเกิดเหตุไม่มีญาติใกล้ชิดมาติดต่อขอรับร่างเหมือนผู้เสียชีวิตรายอื่น ๆ

ก่อนจะทราบว่าเขาคือหนึ่งในผู้เสียชีวิต เพื่อนร่วมงานเริ่มผิดสังเกตเมื่อเสริมลาภขาดการติดต่อหลังวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 และไม่ไปทำงานในวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันที่บริษัทมีการย้ายออฟฟิศ เพื่อนร่วมงานเล่าว่าเขาเป็นคนรับผิดชอบสูง ไม่ใช่คนที่จะหายไปเฉย ๆ จึงช่วยกันตามหา ติดต่อฝ่ายบุคคล เทศบาล ร้านค้าใกล้เคียง บริษัทโทรศัพท์ และเข้าแจ้งความคนหายที่ สน.รัตนาธิเบศร์

เบาะแสสำคัญมาจากสัญญาณโทรศัพท์มือถือของเขา ซึ่งพบว่าสัญญาณสุดท้ายอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ อีกส่วนหนึ่งมาจากภาพและคลิปในโซเชียล โดยเฉพาะภาพสุดท้ายของ น.ส.วิภารักษ์ เผ่าภูรี หรือโรส ผู้เสียชีวิตอีกราย ที่มีชายคนหนึ่งติดอยู่ในเฟรม ตำรวจนำภาพนั้นมาเทียบกับข้อมูลจากเพื่อนร่วมงาน ภาพกล้องวงจรปิด และรายละเอียดการแต่งกาย เช่น รองเท้า กระเป๋า และกางเกง จนเชื่อมโยงได้ว่าชายคนนั้นน่าจะเป็นเสริมลาภ ก่อนเข้าสู่กระบวนการตรวจ DNA เพื่อยืนยันตัวตน

การพิสูจน์ตัวตนของเขาซับซ้อนกว่ารายอื่น เพราะพ่อ แม่ และน้องชายเสียชีวิตไปแล้ว ตำรวจจึงต้องตามหาญาติผู้ชายในสายตระกูลเดียวกันเพื่อนำ DNA มาเทียบ โดยมีรายงานว่าต้องใช้ญาติที่เป็นลูกพี่ลูกน้องเพศชายซึ่งมีสายเลือดผ่านทางฝ่ายชายมาตรวจเปรียบเทียบ ผลตรวจยืนยันว่าร่างผู้เสียชีวิตรายสุดท้ายคือ นายเสริมลาภ ปิ่นทอง จริง

ชีวิตของเสริมลาภจากคำบอกเล่าของเพื่อนและญาติเป็นชีวิตที่ค่อนข้างโดดเดี่ยว แต่ไม่ได้ว่างเปล่า เพื่อนร่วมงานชื่อ นายเกียงไกร ประจันตะเสน เล่าว่าเขาเป็นคนอินโทรเวิร์ต รักงาน รับผิดชอบสูง เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานและลูกค้า ทุกคนรอให้เขากลับบ้านอย่างปลอดภัย ก่อนจะรู้ความจริงว่าเขาคือผู้เสียชีวิตรายสุดท้าย วันเกิดเหตุเขาตั้งใจจะไปงาน BNK48 และก่อนหน้านั้นยังพูดคุยเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงานอยู่

เพื่อนสมัยเด็กชื่อ นายธีรวัฒน์ เทียมดวงแข เล่าว่าเขารู้จักเอมาตั้งแต่เด็ก อยู่บ้านใกล้กัน และจำเขาได้ว่าเป็นคนนิสัยดี ไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ปกติเสริมลาภชอบออกไปเที่ยวในกรุงเทพฯ เดินห้าง และใช้ชีวิตข้างนอกบ้าน ตอนแรกเมื่อเห็นข่าวรถไฟชนรถเมล์ เพื่อนยังไม่คิดว่าจะเป็นเขา เพราะคิดว่าอาจไปเที่ยวเหมือนที่เคยทำ กระทั่งเพื่อนร่วมงานเริ่มตามหาและข้อมูลต่าง ๆ ค่อย ๆ ชี้กลับมาที่เหตุการณ์นี้

ญาติฝ่ายแม่ชื่อ นางนันทวัลย์ เล่าว่าเคยเลี้ยงเสริมลาภมาตั้งแต่เด็ก เคยนอนบ้านเดียวกัน ก่อนจะแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตและไม่ได้พบหน้ากันมานานกว่า 30 ปี แต่ยังมีการติดต่อช่วยเหลือกันบ้างเป็นครั้งคราว เธอบอกว่าเขาเป็นคนเก่ง ขยัน นิสัยดี แต่น่าสงสาร เพราะไม่มีครอบครัว พ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว และใช้ชีวิตค่อนข้างโดดเดี่ยว

วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ญาติของเสริมลาภเดินทางไปรับร่างที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อนำไปประกอบพิธีทางศาสนาที่วัดชมภูเวก จังหวัดนนทบุรี โดยมีเจ้าหน้าที่ ขสมก. และการรถไฟแห่งประเทศไทยมาร่วมอำนวยความสะดวกและแสดงความเสียใจ มีรายงานว่าญาติ เพื่อนสมัยเรียน และเพื่อนร่วมงานไปทำพิธีเชิญดวงวิญญาณที่รถเมล์คันเกิดเหตุ พร้อมนำอาหารที่เขาชอบ เช่น ผัดกะเพรา ต้มจับฉ่าย ข้าวเปล่า และขนมปังไส้กรอก ไปไหว้ด้วย

เรื่องของเสริมลาภเป็นเหมือนบทสุดท้ายของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เพราะเขาเกือบถูกจดจำเพียงในฐานะ “ผู้เสียชีวิตไม่ทราบชื่อ” แต่สุดท้ายเพื่อนร่วมงาน เพื่อนเก่า ญาติ และตำรวจช่วยกันตามร่องรอยจนชื่อของเขากลับมา เขาไม่ใช่แค่ร่างสุดท้ายที่รอการพิสูจน์ แต่เป็นคนชื่อเอ เป็นพนักงานบริษัทประกันภัย เป็นคนอินโทรเวิร์ต เป็นคนชอบ BNK48 เป็นเพื่อนของใครบางคน เป็นญาติที่เคยมีคนเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก และเป็นคนที่ถึงจะดูโดดเดี่ยวในชีวิตประจำวัน ก็ยังมีคนจำนวนหนึ่งพยายามตามหาเขาให้กลับบ้าน


บทส่งท้าย

เมื่ออ่านเรื่องของทั้ง 8 คนต่อกัน สิ่งที่ชัดขึ้นไม่ใช่แค่ความรุนแรงของอุบัติเหตุ แต่คือความหลากหลายของชีวิตที่ถูกหยุดไว้ในวันเดียวกัน

มีทั้งคนทำงานรุ่นใหม่ที่เรียนสูงและพูดได้หลายภาษา
มีแม่บ้านที่เป็นเสาหลักของครอบครัว
มีแม่วัย 66 ปีที่ยังทำงานและเดินทางไปดูแลสุขภาพ
มีหญิงสาววัย 25 ปีที่ทำงานกราฟิกและเป็นดีเจ
มีนักศึกษาปี 3 ที่อยากเป็นโปรแกรมเมอร์และดูแลแม่
มีหญิงชาวเมียนมาที่ข่าวเล่าไว้สั้นมาก แต่ยังมีคนรักและครอบครัวมารับร่าง
มีผู้หญิงจากเชียงใหม่ที่เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งและเป็นเสาหลักของบ้าน
และมีชายคนหนึ่งที่เกือบกลายเป็นศพนิรนาม ก่อนเพื่อนร่วมงาน เพื่อนเก่า ญาติ และตำรวจจะช่วยกันตามชื่อเขากลับมา

ข่าวใหญ่ทำให้เรารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่บางครั้งข่าวใหญ่ก็ไม่มีพื้นที่พอจะเล่าว่าคนที่เสียชีวิตเป็นใคร บางคนจึงถูกจดจำผ่านประวัติการศึกษา บางคนผ่านงานที่ทำ บางคนผ่านคำพูดสุดท้าย บางคนผ่านอาหารที่ชอบ บางคนผ่านโลงศพที่ครอบครัวกอดไว้ และบางคนผ่านความเงียบของข้อมูลที่แทบไม่มีใครเล่าแทนเขา

ไม่มีใครควรถูกจำเพียงว่าเป็น “รายที่เท่าไหร่” ในเหตุการณ์หนึ่ง

เพราะทุกคนมีชื่อ มีชีวิต มีคนที่รัก มีเรื่องที่ยังไม่ทันทำ และมีเส้นทางที่ควรได้เดินต่อไปมากกว่านั้น

บันทึกนี้จึงเป็นเพียงพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับเก็บชื่อของพวกเขากลับมาอีกครั้ง

นายฑีฆา ฑีฆาอุตมากร
น.ส.เทียม พวงยอด
นางเอื้อง มะโนแจ่ม
น.ส.วิภารักษ์ เผ่าภูรี
นายธนัฐพิพัฒน์ เขียววิจิตร
Ms. AYE AYE MYINT
น.ส.สุภาพร จงจิตร
นายเสริมลาภ ปิ่นทอง

ผู้โดยสารทั้ง 8 คนที่ไม่ได้กลับบ้านในวันนั้น

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

มาอยู่บ้านเรา ต้องเคารพบ้านเรา

บางเรื่องมันไม่ได้เริ่มจากความเกลียดชัง

มันเริ่มจากความรู้สึกง่าย ๆ ว่า... ถ้าใครสักคนมาอยู่ในบ้านเรา เขาก็ควรเคารพบ้านเรา

ประโยคนี้ฟังเหมือนธรรมดามาก แต่พอเอาไปวางในโลกจริง มันกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมนุษย์เรามักมีเหตุผลมากมายในการบอกว่า “ฉันมีสิทธิ” บนพื้นที่ของคนอื่น

บางคนอ้างประวัติศาสตร์

บางคนอ้างศาสนา

บางคนอ้างความเจ็บปวดในอดีต

บางคนอ้างเงิน อ้างการลงทุน อ้างว่าเอาความเจริญมาให้

แต่ไม่ว่าจะอ้างอะไร คำถามพื้นฐานยังเหมือนเดิมคือ ถ้าคุณเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของคนอื่น คุณเคารพเจ้าของพื้นที่เดิมมากแค่ไหน

นี่คือแกนของเรื่องทั้งหมด

1. เมื่อความเจ็บปวดถูกใช้เป็นใบอนุญาต

ในประวัติศาสตร์ เราเห็นซ้ำ ๆ ว่า ความเจ็บปวดของคนกลุ่มหนึ่งสามารถถูกเปลี่ยนเป็นอาวุธทางการเมืองได้ง่ายมาก

ประเทศแพ้สงคราม เศรษฐกิจพัง คนรู้สึกอับอาย คนรู้สึกว่าตัวเองถูกเอาเปรียบ แล้วก็มีผู้นำบางคนลุกขึ้นมาบอกว่า เราต้องกลับมายิ่งใหญ่ เราต้องทวงคืนสิ่งที่เป็นของเรา เราต้องกำจัดคนที่ทำให้ชาติอ่อนแอ

ตัวอย่างสุดโต่งที่สุดคือฮิตเลอร์

สิ่งที่น่ากลัวของฮิตเลอร์ไม่ใช่แค่ความโหดร้าย แต่คือวิธีที่เขาเปลี่ยนความกลัว ความโกรธ และความอับอายของผู้คน ให้กลายเป็นอุดมการณ์ที่ดูเหมือนมีเหตุผล ดูเหมือนรักชาติ ดูเหมือนกอบกู้ประเทศ

แต่แกนจริงของมันคือการบอกว่า คนบางกลุ่มมีค่ามากกว่าคนอีกกลุ่มหนึ่ง

พอความคิดแบบนี้เข้าไปอยู่ในรัฐ เข้าไปอยู่ในกฎหมาย เข้าไปอยู่ในกองทัพ เข้าไปอยู่ในระบบการศึกษา มันก็ไม่ใช่แค่ความเห็นแย่ ๆ ของคนกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป

มันกลายเป็นเครื่องจักร

เครื่องจักรที่ทำให้การเหยียดกลายเป็นนโยบาย ทำให้การขับไล่กลายเป็นความจำเป็น และทำให้การทำร้ายคนอื่นถูกแต่งหน้าว่าเป็นภารกิจเพื่อชาติ

นี่คือจุดที่เราควรระวังมากที่สุด

เพราะหลายครั้ง ความรุนแรงไม่ได้เริ่มจากคำว่า “ฉันอยากทำร้ายคนอื่น”

แต่มันเริ่มจากคำว่า “พวกเราถูกกระทำมาก่อน”

แล้วค่อย ๆ เลื่อนไปเป็น “ดังนั้นพวกเรามีสิทธิมากกว่า”

2. การเคยเป็นเหยื่อ ไม่ได้ให้สิทธิไปสร้างเหยื่อใหม่

พอมองมาที่อิสราเอล เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้น เพราะชาวยิวมีประวัติศาสตร์การถูกกดขี่จริง ถูกขับไล่จริง และถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จริง

ความทุกข์ของชาวยิวในประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ควรถูกปฏิเสธ

แต่ปัญหาคือ การเคยเป็นเหยื่อ ไม่ได้ให้สิทธิใครไปทำให้คนอื่นกลายเป็นเหยื่อ

นี่คือเส้นที่ต้องขีดให้ชัด

อิสราเอลในฐานะรัฐสมัยใหม่ไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ปลอดภัยของคนที่เคยหนีภัย แต่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง มันกลายเป็นโครงสร้างอำนาจที่ให้สิทธิของคนกลุ่มหนึ่งเหนือคนอีกกลุ่มหนึ่ง

นิคมในเวสต์แบงก์ เยรูซาเล็มตะวันออก ถนนแยก จุดตรวจ กำแพง ระบบอนุญาตเดินทาง บ้านที่ถูกรื้อ ที่ดินที่ถูกยึด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องคนสองกลุ่มทะเลาะกันเอง

มันคือระบบที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนที่ได้มากกว่า ปลอดภัยกว่า ได้รับการคุ้มครองมากกว่า และมีสิทธิในพื้นที่มากกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง

ถ้าพูดแบบบ้าน ๆ คือ มันไม่ใช่แค่ “ฉันมาอยู่ด้วย”

แต่มันเริ่มกลายเป็น “ฉันมาอยู่ แล้วพื้นที่นี้ต้องค่อย ๆ กลายเป็นของฉัน ส่วนคนเดิมต้องถอย ต้องขออนุญาต ต้องถูกตรวจ ต้องถูกจำกัด และสุดท้ายกลายเป็นคนชั้นรองบนแผ่นดินของตัวเอง”

ตรงนี้ต่างหากที่เป็นปัญหา

ไม่ว่าจะอ้างศาสนา ประวัติศาสตร์ บาดแผล หรือความปลอดภัยแค่ไหน ถ้าผลลัพธ์คือคนอีกกลุ่มถูกทำให้มีสิทธิน้อยกว่าในบ้านของเขาเอง มันก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ

3. รักษารากเหง้าได้ แต่อย่าเอารากไปฟาดหัวคนอื่น

การมีรากเหง้าของตัวเองไม่ผิด

คนยิวรักษาความเป็นยิวได้ คนจีนรักษาความเป็นจีนได้ คนอินเดียรักษาความเป็นอินเดียได้ คนมุสลิมในยุโรปรักษาศาสนาของตัวเองได้ คนไทยในต่างประเทศก็ยังทำอาหารไทย พูดไทย รวมกลุ่มกับคนไทยได้

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหา

ปัญหาเริ่มเมื่อการรักษารากเหง้ากลายเป็นการตั้งตัวเหนือสังคมที่ตัวเองเข้าไปอยู่

พอมองประวัติศาสตร์ไทย เราจะเห็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก คือคนจีนอพยพรุ่นก่อน

คนจีนรุ่นก่อนที่มาไทยไม่ได้ละทิ้งความเป็นจีนทั้งหมด เขายังมีภาษา มีศาลเจ้า มีสมาคม มีวัฒนธรรม มีเครือญาติ มีระบบช่วยเหลือกันเอง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนจีนจำนวนมากค่อย ๆ ผูกชีวิตเข้ากับสังคมไทย

ลูกหลานเรียนภาษาไทย ใช้ชีวิตกับคนไทย แต่งงานกับคนไทย ทำธุรกิจกับคนไทย อยู่ภายใต้กติกาไทย และในที่สุดกลายเป็น “ไทยเชื้อสายจีน” มากกว่าเป็น “จีนที่มาตั้งประเทศย่อยในไทย”

ตรงนี้สำคัญมาก

เพราะมันแสดงให้เห็นว่า การรักษารากของตัวเองกับการเคารพบ้านที่ตัวเองอยู่ สามารถไปด้วยกันได้

แต่ถ้าจินตนาการกลับกัน ถ้าคนจีนอพยพยุคก่อนเข้ามาแล้วไม่ยอมผูกตัวเองกับไทย ไม่ใช้ภาษาไทย ไม่อยู่ใต้กติกาไทย เอาแต่ค้าขายกันเอง อยู่กันเอง ตั้งพื้นที่ของตัวเอง กดคนท้องถิ่น และมองไทยเป็นแค่พื้นที่ทำมาหากิน ประเทศไทยคงไม่ออกมาเป็นแบบทุกวันนี้

ไทยเชื้อสายจีนอาจไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยแบบที่เราเห็น

แต่มันอาจกลายเป็นบาดแผลทางสังคมอีกแบบหนึ่งแทน

4. เมื่อนักท่องเที่ยวเริ่มไม่เหมือนนักท่องเที่ยว

พอหันกลับมามองไทยในวันนี้ เราเริ่มเห็นความกังวลคล้าย ๆ กันในหลายพื้นที่ท่องเที่ยว

ไม่ใช่แค่เรื่องนักท่องเที่ยวเสียงดัง เมา ขี่รถแย่ หรือทำตัวไม่สุภาพ อันนั้นเป็นปัญหาระดับพฤติกรรมรายบุคคล

แต่บางพื้นที่เริ่มมีคำถามที่ใหญ่กว่านั้น

เมื่อคนต่างชาติเข้ามาอยู่ระยะยาวจำนวนมาก ทำธุรกิจผ่านนอมินี เช่าหรือถือครองทรัพย์สินผ่านช่องทางที่น่าสงสัย ตั้งร้าน ตั้งบริการ ตั้ง supply chain ที่หมุนกันเอง ใช้ภาษาของตัวเอง จ้างกันเอง ขายกันเอง และทำให้คนท้องถิ่นเริ่มรู้สึกว่า พื้นที่ของเรากำลังกลายเป็นพื้นที่ของเขา

อันนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ไม่ชอบต่างชาติ” แล้ว

มันเป็นเรื่องอธิปไตยของประเทศ

ช่วงหลังเราเห็นข่าวการตรวจสอบธุรกิจนอมินีในพื้นที่อย่างเกาะสมุย เกาะพะงัน ภูเก็ต และพื้นที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ มากขึ้น บางกรณีมีต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับพูลวิลล่า ร้านค้า รถเช่า ทัวร์ ที่พัก และบริการต่าง ๆ ที่ควรอยู่ภายใต้กฎหมายไทยอย่างชัดเจน

ประเด็นนี้ไม่ได้จำกัดแค่ชาติใดชาติหนึ่ง

จะเป็นอิสราเอล รัสเซีย จีน ยุโรป อเมริกัน หรือชาติไหน ถ้าเข้ามาอยู่ในไทยแล้วใช้ช่องว่างกฎหมาย สร้างระบบปิดของตัวเอง และทำให้คนไทยในพื้นที่กลายเป็นแค่คนรับใช้ในบ้านของตัวเอง มันก็เป็นปัญหาเหมือนกัน

แต่ในบางช่วง บางสัญชาติอาจเด่นขึ้นมา เพราะจำนวนเพิ่มเร็ว พฤติกรรมกระจุกในบางพื้นที่ และมีข่าวหรือข้อร้องเรียนซ้ำ ๆ จนคนท้องถิ่นรู้สึกว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว”

เมื่อปัญหามันเกิดเป็นรูปแบบซ้ำ ๆ เราก็ไม่ควรถูกบังคับให้พูดเบา ๆ ว่าเป็นแค่คนไม่ดีกี่คน

ถ้าพฤติกรรมมันเกิดเป็น pattern ในพื้นที่หนึ่ง มีธุรกิจ มีเครือข่าย มีการใช้ช่องว่างกฎหมาย และมีผลกระทบกับคนท้องถิ่นจริง มันก็ควรถูกเรียกว่าเป็นปัญหาเชิงกลุ่ม เชิงพื้นที่ หรือเชิงโครงสร้างได้

ไม่ใช่ต้องรีบลดน้ำหนักทุกครั้งเพียงเพราะกลัวคำว่าเหมารวม

5. ไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่คือเส้นของเจ้าบ้าน

เวลาพูดเรื่องนี้ หลายคนจะรีบเตือนว่าอย่าเหยียด อย่าเกลียดคนต่างชาติ อย่า xenophobic

คำเตือนนี้มีประโยชน์ เพราะการเหมารวมเชื้อชาติหรือสัญชาติเป็นเรื่องอันตรายจริง

แต่บางครั้งคำเตือนแบบนี้ก็ถูกใช้เป็นผ้าห่มคลุมปัญหา

พอคนท้องถิ่นบอกว่า “เรารู้สึกว่าพื้นที่เราถูกครอบ” ก็ถูกมองว่าใจแคบ

พอคนไทยถามว่า “ทำไมเขามาทำธุรกิจแบบนี้ได้” ก็ถูกมองว่าเกลียดต่างชาติ

พอมีคนบอกว่า “คนที่มาอยู่ไทยควรเคารพกฎหมายไทย” ก็เหมือนต้องรีบอธิบายยาว ๆ ว่าเราไม่ได้เกลียดมนุษย์ชาติไหน

บางทีมันก็เกินไป

การปกป้องบ้านของตัวเอง ไม่เท่ากับการเกลียดคนอื่น

การบังคับใช้กฎหมายกับต่างชาติ ไม่ใช่ความรุนแรง

การไม่อยากให้นอมินีต่างชาติครอบที่ดินหรือธุรกิจไทย ไม่ใช่ความคับแคบ

และการบอกว่าคนนอกก็คือคนนอกในแง่สิทธิทางอธิปไตย ก็ไม่ได้แปลว่าเราลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเขา

มันคือหลักพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน

ใครมาอยู่บ้านคนอื่น ก็ต้องรู้ว่าตัวเองอยู่ในบ้านคนอื่น

พูดง่าย ๆ แค่นั้นเอง

6. ไทยควรใจดี แต่ไม่ควรไม่มีเส้น

ญี่ปุ่นมีคำว่า “ไกจิน” ซึ่งแปลประมาณว่าคนนอกหรือคนต่างชาติ

แน่นอน วิธีคิดแบบญี่ปุ่นมีด้านที่แข็งและบางครั้งก็เย็นเกินไป คนต่างชาติที่อยู่ถูกกฎหมาย ทำงานดี เคารพสังคม อาจยังถูกมองเป็นคนนอกอยู่ดี อันนี้เป็นด้านที่ไม่ควรเอามาทั้งหมด

แต่สิ่งหนึ่งที่ไทยควรเรียนจากญี่ปุ่นคือ ประเทศต้องมีเส้นของตัวเอง

มาอยู่บ้านเขา ต้องเคารพบ้านเขา

ไม่ใช่มีเงินแล้วคิดว่าจะซื้อทุกอย่างได้

ไม่ใช่อยู่ยาวแล้วคิดว่าพื้นที่นั้นกลายเป็นของตัวเอง

ไม่ใช่ตั้งธุรกิจในประเทศคนอื่น แล้วทำเหมือนคนท้องถิ่นเป็นแค่แรงงานประกอบฉาก

ไทยไม่จำเป็นต้องแข็งแบบญี่ปุ่นทั้งหมด

แต่ไทยควรเลิกนิ่มแบบไม่มีเส้น

เพราะความใจดี ถ้าไม่มีขอบเขต มันจะกลายเป็นช่องโหว่

และช่องโหว่นั้นจะดึงดูดคนที่ไม่ได้มาเพื่ออยู่ร่วม แต่มาเพื่อใช้ประโยชน์

สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การไล่ต่างชาติออกไปทั้งหมด แต่คือการทำให้กติกาชัดและใช้จริง

ตรวจนอมินีจริง

แยกนักท่องเที่ยวออกจากคนที่แฝงตัวมาทำงานจริง

ควบคุมการถือครองทรัพย์สินจริง

จัดการธุรกิจผิดกฎหมายจริง

ปกป้องอาชีพที่ควรเป็นของคนไทยจริง

และทำให้คนที่มาอยู่ไทยเข้าใจว่า การได้อยู่ในประเทศนี้เป็นสิทธิที่มาพร้อมหน้าที่ ไม่ใช่บัตรผ่านให้ทำอะไรก็ได้

7. บ้านที่ต้อนรับแขกได้ ต้องมีกุญแจประตูด้วย

ประเทศไทยไม่ใช่โรงแรมขนาดใหญ่ที่มีคนไทยเป็นพนักงานต้อนรับถาวร

ประเทศไทยคือบ้านของคนไทย

เราอาจต้อนรับแขกได้

เราอาจเมตตาคนที่หนีภัยได้

เราอาจเปิดพื้นที่ให้คนมาท่องเที่ยว ลงทุน ใช้ชีวิต และรักประเทศนี้ได้

แต่การต้อนรับไม่ใช่การยอมจำนน

ความใจดีไม่ใช่การไม่มีศักดิ์ศรี

และการเป็นเจ้าบ้านที่สุภาพ ไม่ได้แปลว่าต้องปล่อยให้แขกยกเท้าขึ้นบนโต๊ะกินข้าว

บทเรียนจากประวัติศาสตร์ทั้งหมดพาเรากลับมาที่จุดเดียวกัน

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนมีรากเหง้าของตัวเอง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนรักษาศาสนา ภาษา หรือวัฒนธรรมของตัวเอง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนเดินทางไปอยู่ในแผ่นดินใหม่เพื่อเอาชีวิตรอด

ปัญหาอยู่ที่เมื่อคนเหล่านั้นลืมว่า แผ่นดินที่ตัวเองไปอยู่ มีเจ้าของ มีคนท้องถิ่น มีประวัติศาสตร์ มีความรู้สึก และมีกติกาของเขาอยู่ก่อนแล้ว

ใครจะมาจากไหนก็มาได้ ถ้ามาดี

ใครจะอยู่ร่วมก็อยู่ได้ ถ้าเคารพกัน

ใครจะรักษารากของตัวเองก็รักษาได้ ถ้าไม่เอารากนั้นไปฟาดหัวคนอื่น

แต่ถ้าจะมาอยู่บ้านเรา แล้วทำเหมือนบ้านเราเป็นของตัวเอง

อันนี้ต้องพูดให้ชัด

มาอยู่บ้านเรา ต้องเคารพบ้านเรา

วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ลูกกลืนถ่านกระดุม: ทำไม “น้ำผึ้ง” อาจช่วยซื้อเวลาได้ แต่ไม่ใช่ยาวิเศษ

มีเรื่องหนึ่งที่พ่อแม่ ผู้เลี้ยงเด็ก หรือบ้านที่มีหลานเล็ก ๆ ควรรู้ไว้ เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เร็วมาก และอันตรายกว่าที่หลายคนคิด นั่นคือ เด็กกลืนถ่านกระดุม หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า button battery / coin battery

ถ่านก้อนเล็ก ๆ ที่อยู่ในรีโมต กุญแจรถ ของเล่น เครื่องชั่งน้ำหนัก นาฬิกา ไฟ LED ของตกแต่ง หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จุกจิกพวกนี้ หน้าตาเหมือนของไม่มีพิษภัย แต่ถ้าเด็กเล็กหยิบเข้าปากแล้วกลืนลงไป โดยเฉพาะถ้ามันไปติดอยู่ในหลอดอาหาร เรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องฉุกเฉินภายในเวลาไม่นาน

คำแนะนำเรื่อง “น้ำผึ้ง” ที่หลายคนเริ่มแชร์กันนั้น มีที่มาจากคำแนะนำทางการแพทย์จริง แต่ต้องใช้ให้ถูกเงื่อนไขมาก ๆ เพราะน้ำผึ้งไม่ได้ทำให้ถ่านหมดอันตราย ไม่ได้ช่วยให้ถ่านละลาย ไม่ได้ช่วยให้ถ่านออกมาเอง และไม่ควรทำให้ใครชะล่าใจจนพาเด็กไปโรงพยาบาลช้าลง

พูดให้จำง่ายที่สุดก่อน:

ถ้าสงสัยว่าเด็กกลืนถ่านกระดุม ให้ถือว่าเป็นเหตุฉุกเฉิน ต้องไปโรงพยาบาลทันที
ถ้าเด็กอายุมากกว่า 1 ปี ยังกลืนได้ดี ไม่สำลัก และเพิ่งกลืนไม่นาน อาจให้น้ำผึ้งระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาลได้
แต่ห้ามรอดูอาการ และห้ามคิดว่าน้ำผึ้งแทนการรักษาได้


ทำไมถ่านกระดุมถึงอันตรายขนาดนั้น

หลายคนอาจคิดว่า “ถ่านก้อนเล็ก เดี๋ยวก็คงถ่ายออกมาเอง” ซึ่งบางกรณีถ้าถ่านผ่านลงกระเพาะไปแล้ว อาจติดตามอาการตามดุลยพินิจของแพทย์ได้ แต่ปัญหาที่น่ากลัวที่สุดคือ ถ่านติดอยู่ในหลอดอาหาร

เมื่อถ่านกระดุมสัมผัสกับความชื้น เช่น น้ำลายหรือของเหลวในทางเดินอาหาร มันสามารถทำให้เกิดปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมีบริเวณขั้วถ่าน เกิดสารด่างเข้มข้น เช่น hydroxide ใกล้ ๆ เนื้อเยื่อ สารด่างนี้จะกัดเนื้อเยื่อแบบแผลไหม้เคมี ทำให้หลอดอาหารบาดเจ็บลึกได้อย่างรวดเร็ว

จุดที่ต้องเข้าใจให้ถูกคือ อันตรายไม่ได้เกิดเฉพาะตอน “ถ่านแตก” หรือ “ถ่านรั่ว” เท่านั้น ต่อให้ถ่านยังดูเป็นก้อนปกติ มันก็ทำให้เนื้อเยื่อไหม้ได้ ถ้ามันติดอยู่ผิดที่

ในเด็กเล็ก หลอดอาหารแคบกว่าเด็กโตและผู้ใหญ่ ถ่านขนาดใหญ่ เช่น ถ่านลิเธียมก้อนแบนขนาดประมาณ 20 มิลลิเมตร จึงมีโอกาสติดหลอดอาหารและทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงได้มากขึ้น บางรายอาจเกิดแผลทะลุ การติดเชื้อ แผลตีบ หรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรงกับหลอดเลือดใหญ่ ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้

นี่จึงไม่ใช่เหตุการณ์ที่ควรรอดูว่า “เดี๋ยวถ่ายออกไหม” โดยเฉพาะถ้าไม่รู้ว่าถ่านติดอยู่ตรงไหน


แล้วน้ำผึ้งช่วยอะไรได้จริงหรือไม่

คำตอบคือ ช่วยได้ในบางเงื่อนไข

แนวคิดของน้ำผึ้งคือ ความหนืดของน้ำผึ้งอาจช่วยเคลือบถ่านและเนื้อเยื่อบริเวณที่ถ่านติดอยู่ ทำให้การเกิดสารด่างและการกัดเนื้อเยื่อลดลงหรือช้าลง งานทดลองที่ถูกอ้างอิงในแนวทางการแพทย์พบว่า น้ำผึ้งและยา sucralfate ช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บจากถ่านกระดุมที่ติดหลอดอาหารได้ เมื่อใช้ก่อนนำถ่านออก

แต่คำสำคัญคือ ชะลอ ไม่ใช่ รักษา

น้ำผึ้งจึงเป็นเหมือนการซื้อเวลาระหว่างพาเด็กไปโรงพยาบาล ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่บ้าน ไม่ใช่การล้างพิษ และไม่ใช่เหตุผลให้เลื่อนการไป ER

พูดแบบตรงไปตรงมา น้ำผึ้งช่วยลดความเสียหายระหว่างทางได้ในบางกรณี แต่ตัวหลักที่ช่วยชีวิตจริง ๆ คือการพาเด็กถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุด


วิธีปฐมพยาบาลที่ควรรู้ ถ้าสงสัยว่าเด็กกลืนถ่านกระดุม

ถ้าเห็นเด็กกลืนถ่าน หรือสงสัยอย่างมีเหตุผลว่าเด็กอาจกลืน เช่น ถ่านหายจากของเล่น รีโมตถูกเปิดฝา เด็กมีอาการสำลัก ไอ น้ำลายไหล กลืนลำบาก อาเจียน เจ็บคอ เจ็บหน้าอก ร้องกวนผิดปกติ หรือมีอาการแปลก ๆ หลังเล่นกับอุปกรณ์ที่มีถ่าน ให้ทำดังนี้

  1. รีบไปโรงพยาบาลทันที

    อย่ารอดูอาการ เพราะเด็กบางคนอาจยังดูปกติในช่วงแรก ทั้งที่ถ่านติดอยู่และเริ่มทำลายเนื้อเยื่อแล้ว

  2. โทรปรึกษาศูนย์พิษวิทยาหรือหน่วยฉุกเฉิน

    ในประเทศไทยสามารถติดต่อ ศูนย์พิษวิทยา รามาธิบดี โทร. 1367 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อขอคำแนะนำกรณีพิษหรือการกลืนสาร/วัตถุอันตรายได้ และถ้าเป็นเหตุฉุกเฉินให้โทร 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินใกล้ที่สุด

  3. ถ้าเด็กอายุมากกว่า 1 ปี และยังกลืนได้ดี อาจให้น้ำผึ้งระหว่างเดินทาง

    แนวทางที่พบในหลายแหล่งอ้างอิงระบุขนาดโดยทั่วไปคือ
    น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา หรือประมาณ 10 มิลลิลิตร ทุก 10 นาที สูงสุด 6 ครั้ง

    ให้เฉพาะระหว่างกำลังเดินทางไปโรงพยาบาล หรือระหว่างรอความช่วยเหลือ โดยไม่ทำให้การไปโรงพยาบาลล่าช้า

  4. ห้ามทำให้อาเจียน

    การทำให้อาเจียนอาจทำให้ถ่านเคลื่อนผิดทาง สำลัก หรือทำให้เนื้อเยื่อที่บาดเจ็บอยู่แล้วเสียหายมากขึ้น

  5. ห้ามให้กินอาหาร น้ำ นม น้ำหวาน ยาระบาย หรือของอื่นแทนน้ำผึ้ง

    น้ำผึ้งเป็นสิ่งที่มีคำแนะนำเฉพาะในเงื่อนไขที่เหมาะสม ไม่ควรเดาเอาว่าอะไรที่หนืด ๆ หรือหวาน ๆ จะใช้แทนได้ เช่น น้ำแดง น้ำเชื่อม นม ยาระบาย หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ

  6. นำข้อมูลถ่านหรืออุปกรณ์ไปให้แพทย์ดูถ้าทำได้

    ถ้ารู้ว่าถ่านมาจากอุปกรณ์อะไร ขนาดเท่าไร หรือมีถ่านก้อนแบบเดียวกันเหลืออยู่ ให้นำไปให้แพทย์ดูด้วย เพราะช่วยประเมินขนาดและความเสี่ยงได้เร็วขึ้น


เงื่อนไขที่ “ไม่ควรให้น้ำผึ้ง”

น้ำผึ้งไม่ได้เหมาะกับทุกกรณี และจุดนี้สำคัญมาก

ไม่ควรให้น้ำผึ้ง ถ้า:

  • เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี เพราะมีความเสี่ยงต่อ infant botulism

  • เด็กแพ้น้ำผึ้ง หรือสงสัยว่าแพ้ผลิตภัณฑ์จากผึ้งอย่างรุนแรง

  • เด็กกลืนไม่ได้ น้ำลายไหลมาก สำลัก หายใจลำบาก หรือมีอาการที่ทำให้เสี่ยงสำลัก

  • เด็กอาเจียนมาก ซึม ชัก หรือไม่รู้สึกตัว

  • สงสัยว่ามีหลอดอาหารทะลุ ติดเชื้อรุนแรง หรือมีอาการหนักแล้ว

  • เวลาผ่านไปนานมาก และไม่แน่ใจสถานการณ์ ควรให้แพทย์หรือศูนย์พิษวิทยาแนะนำทันที

ถ้าเข้าเงื่อนไขเหล่านี้ สิ่งที่ควรทำคือ รีบไปโรงพยาบาล ไม่ฝืนป้อนอะไร


ถ้าไม่มีน้ำผึ้ง ทำอย่างไร

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ไม่ต้องเสียเวลาหาน้ำผึ้งจนทำให้ไปโรงพยาบาลช้าลง

ถ้ามีน้ำผึ้งอยู่ใกล้ตัว และเด็กเข้าเงื่อนไขที่ให้ได้ ก็ให้ระหว่างเดินทางได้ แต่ถ้าไม่มี ให้รีบไปโรงพยาบาลทันที การไปถึง ER เร็ว สำคัญกว่าการวนหาน้ำผึ้งตามร้านหรือกลับบ้านไปหยิบ

ไม่ควรเอาของอื่นมาแทนเอง เพราะหลักฐานและแนวทางที่ถูกพูดถึงอย่างชัดเจนคือ น้ำผึ้งในผู้ป่วยที่เหมาะสม และ sucralfate ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในสถานพยาบาลภายใต้การดูแลของแพทย์


อาการอาจไม่ชัด เด็กบางคนยังดูปกติได้

สิ่งที่ทำให้ถ่านกระดุมอันตรายคือ เด็กเล็กอาจบอกไม่ได้ว่ากลืนอะไรเข้าไป หรืออาจไม่มีใครเห็นจังหวะที่กลืน อาการช่วงแรกอาจคล้ายเรื่องทั่วไป เช่น ไอ เจ็บคอ น้ำลายไหล อาเจียน กินได้น้อย ร้องกวน หรือดูไม่สบายตัว

บางเคสกว่าจะรู้ว่าเป็นถ่านกระดุมก็เมื่ออาการหนักแล้ว ดังนั้นถ้าพบว่าอุปกรณ์ที่มีถ่านกระดุมถูกงัด ฝาถ่านหลุด หรือถ่านหายไป อย่าคิดว่า “คงไม่เป็นไร” ควรพาเด็กไปตรวจและเอกซเรย์เพื่อยืนยันตำแหน่งของถ่าน


สิ่งที่ป้องกันได้ดีที่สุดคืออย่าให้เด็กเข้าถึงถ่าน

เรื่องนี้ป้องกันสำคัญกว่าปฐมพยาบาลมาก เพราะต่อให้รู้วิธีรับมือ ความเสียหายก็อาจเกิดขึ้นเร็วเกินกว่าจะควบคุมได้

สิ่งที่ควรทำในบ้านที่มีเด็กเล็กคือ:

  • เก็บถ่านกระดุมและถ่านสำรองไว้ในที่ล็อกหรือสูงพ้นมือเด็ก

  • ตรวจของเล่น รีโมต ไฟตกแต่ง เครื่องชั่ง กุญแจรถ นาฬิกา และอุปกรณ์เล็ก ๆ ว่าฝาถ่านแน่นหรือไม่

  • ระวังของแจก ของเล่นราคาถูก ของตกแต่งมีไฟ LED และอุปกรณ์ที่ฝาถ่านเปิดง่าย

  • ทิ้งถ่านเก่าทันทีในภาชนะที่เด็กเปิดไม่ได้ เพราะถ่านที่ใช้แล้วก็ยังอันตรายได้

  • สอนคนในบ้านว่า ถ่านกระดุมไม่ใช่ของเล็ก ๆ ที่ “เดี๋ยวก็ถ่ายออก” เสมอไป

บ้านที่ปลอดภัยไม่ใช่บ้านที่ผู้ใหญ่จำได้ทุกวินาทีว่าเด็กอยู่ตรงไหน แต่คือบ้านที่ของอันตรายไม่เปิดโอกาสให้เด็กหยิบเข้าปากได้ตั้งแต่แรก


สรุปที่อยากให้จำ

ถ้าเด็กกลืนถ่านกระดุม หรือสงสัยว่ากลืน:

หนึ่ง: ไปโรงพยาบาลทันที
อย่ารอดูอาการ อย่ารอให้ถ่ายออกเอง โดยเฉพาะถ้าไม่รู้ตำแหน่งถ่าน

สอง: น้ำผึ้งช่วยซื้อเวลาได้เฉพาะบางกรณี
เด็กต้องอายุมากกว่า 1 ปี ยังกลืนได้ดี ไม่สำลัก และการให้น้ำผึ้งต้องไม่ทำให้ไปโรงพยาบาลช้าลง

สาม: ขนาดที่มักแนะนำคือ 2 ช้อนชา หรือ 10 มิลลิลิตร ทุก 10 นาที สูงสุด 6 ครั้ง
ใช้ระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล ไม่ใช่ใช้แทนการรักษา

สี่: ห้ามทำให้อาเจียน ห้ามให้ยาระบาย ห้ามให้กินของอื่นมั่ว ๆ
ถ้าไม่แน่ใจ โทรปรึกษาศูนย์พิษวิทยาหรือไป ER

ห้า: เด็กต่ำกว่า 1 ปี ห้ามให้น้ำผึ้ง
เพราะเสี่ยง infant botulism

เรื่องนี้ไม่ควรถูกเล่าแบบคลิกเบทจนคนจำแค่ว่า “กินน้ำผึ้งแล้วรอด” เพราะประโยคที่ถูกต้องกว่านั้นคือ:

น้ำผึ้งอาจช่วยลดความเสียหายระหว่างทางได้ แต่สิ่งที่ช่วยชีวิตจริง ๆ คือการพาเด็กถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุด


แหล่งอ้างอิงที่ใช้ประกอบบทความ

  1. National Capital Poison Center / Poison Control — Button Battery Ingestion Triage and Treatment Guideline
    https://www.poison.org/battery/guideline

  2. Children’s Hospital of Philadelphia (CHOP) — Ingesting Honey After Swallowing Button Battery Reduces Injury and Improves Outcomes
    https://www.chop.edu/news/ingesting-honey-after-swallowing-button-battery-reduces-injury-and-improves-outcomes

  3. Children’s Hospital of Philadelphia (CHOP) — Lithium “Button” Batteries Safety Guidance
    https://www.chop.edu/centers-programs/injury-prevention-program/lithium-button-batteries

  4. ESPGHAN Position Paper — Diagnosis, Management, and Prevention of Button Battery Ingestion in Childhood
    https://www.espghan.org/knowledge-center/publications/Gastroenterology/2021-Diagnosis--Management--and-Prevention-of-Button-Battery-Ingestion-in-Childhood

  5. Schmidt YM, et al. “The use of honey in button battery ingestions.” Systematic review, 2023.
    https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10569471/

  6. ศูนย์พิษวิทยา รามาธิบดี — Hotline 1367 ให้คำปรึกษากรณีพิษวิทยา 24 ชั่วโมง
    https://www.rama.mahidol.ac.th/poisoncent

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569

TO BE NUMBER ONE ทำมา 24 ปีแล้ว

แต่เรารู้จริงหรือยังว่า “สำเร็จ” แค่ไหน

มีบางโครงการที่อยู่กับสังคมไทยมานานจนเราแทบไม่ถามอะไรกับมันแล้ว
เห็นชื่อ เห็นโลโก้ เห็นกิจกรรม เห็นการประกวด เห็นชมรม เห็นงานมหกรรม ก็รู้สึกไปเองว่าโครงการนี้คง “ใหญ่” และคง “ได้ผล” แน่ ๆ

TO BE NUMBER ONE ก็เป็นหนึ่งในนั้น

โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 และยังดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถ้านับถึงปี 2026 ก็เท่ากับว่าอยู่มาแล้วราว 24 ปี ซึ่งไม่ใช่ช่วงเวลาสั้น ๆ เลย

เมื่อโครงการหนึ่งเดินมานานขนาดนี้ คำถามที่ควรถูกหยิบขึ้นมาคุย ไม่ควรมีแค่ว่า “ยังทำอยู่ไหม” แต่ควรลึกไปกว่านั้นอีกนิด

  • ตลอดเวลาที่ผ่านมา ใช้งบไปเท่าไร

  • เงินมาจากไหน

  • วัดผลได้จริงแค่ไหน

  • และที่สำคัญที่สุดคือ มันช่วยลดปัญหายาเสพติดได้จริง หรือเก่งแค่เรื่องจัดกิจกรรมและสร้างภาพลักษณ์

คำถามแบบนี้ไม่ได้แปลว่าโครงการไม่ดี
แต่มันคือคำถามพื้นฐานที่โครงการสาธารณะขนาดใหญ่ทุกโครงการควรถูกถาม

สิ่งที่พูดได้อย่างเป็นธรรม: โครงการนี้ไม่ได้มีแต่ชื่อ

ต้องยอมรับก่อนว่า TO BE NUMBER ONE ไม่ใช่โครงการที่มีแค่ป้ายกับคำขวัญ

จากเอกสารผลการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในช่วงหลัง จะเห็นว่าโครงการยังมีการขับเคลื่อนจริงทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ เขตกรุงเทพมหานคร สถานศึกษา สถานประกอบการ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน โดยยังมีรูปแบบการทำงานที่คุ้นตากันดี เช่น ชมรม TO BE NUMBER ONE ศูนย์เพื่อนใจ การประกวด การพัฒนาแกนนำ และกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ต่าง ๆ

ในเชิงโครงสร้าง นี่จึงไม่ใช่โครงการที่มีแต่ชื่อเสียงเก่า ๆ หลงเหลืออยู่
มันยังมี “ระบบงาน” อยู่จริง มีคนทำจริง และมีเครือข่ายรองรับอยู่จริง

ถ้ามองในมุมนี้ จะบอกว่าโครงการ “ไม่มีผลงานเลย” ก็คงไม่แฟร์

จุดแข็งที่เห็นได้ชัด: เครือข่ายใหญ่ และพลังเชิงสังคมยังทำงานได้

สิ่งที่ TO BE NUMBER ONE ดูจะทำได้ดีมาตลอด คือการสร้างเครือข่ายและทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในวงกว้าง

แทนที่จะสื่อสารเรื่องยาเสพติดแบบสั่งห้ามหรือเทศน์ตรง ๆ โครงการนี้เลือกใช้วิธีสร้างพื้นที่ทางสังคมให้วัยรุ่นมีอะไรบางอย่างให้ยึดโยง ไม่ว่าจะเป็นชมรม เพื่อน กิจกรรม เวทีแสดงออก หรือภาพของการเป็นคนรุ่นใหม่ที่ “เป็นหนึ่งได้โดยไม่พึ่งยาเสพติด”

ในทางแนวคิด วิธีแบบนี้ไม่ได้แย่เลย เพราะปัญหายาเสพติดในเด็กและเยาวชนมักไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ด้วยคำเตือนอย่างเดียว การมีเพื่อน มีพื้นที่ มีตัวตน และมีสิ่งให้ภาคภูมิใจ อาจช่วยลดแรงดึงจากพฤติกรรมเสี่ยงได้ในบางกรณี

ตรงนี้จึงถือเป็นข้อดีที่ควรยอมรับอย่างตรงไปตรงมา

แต่พอถามเรื่องงบประมาณ ภาพก็เริ่มซับซ้อนขึ้นทันที

พอลองไล่ดูเอกสารงบประมาณย้อนหลัง จะพบว่าตัวเลขของ TO BE NUMBER ONE ไม่ได้อยู่ในรูปที่อ่านง่ายนัก

บางเอกสารเป็นงบของหน่วยงานเจ้าภาพหลัก
บางเอกสารเป็นงบรวมที่รวมเงินสนับสนุนจากหลายกระทรวง
บางเอกสารเป็นแผนของบ
บางเอกสารเป็นยอดที่ได้รับจริง
และบางปีมีทั้งงบกันเหลื่อมปีหรือเงินสนับสนุนจากแหล่งอื่นเข้ามาปะปนอีก

ทำให้การตอบคำถามว่า “ปีหนึ่ง ๆ โครงการนี้ใช้งบจริงเท่าไร” ไม่ได้ตรงไปตรงมานัก ถ้าไม่แยกชนิดของเอกสารให้ดี ก็มีสิทธิ์หยิบเลขคนละประเภทมาเทียบกันแล้วสับสนได้ง่ายมาก

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ไล่จากเอกสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะย้อนหลังได้ ก็พอเห็นภาพคร่าว ๆ ว่าในหลายปีที่ผ่านมา โครงการนี้ใช้งบในระดับ หลักร้อยล้านบาทต่อปี

ตัวเลขที่พบจากเอกสารทางการย้อนหลังโดยสรุป เช่น

  • ปี 2559 รวมประมาณ 198.14 ล้านบาท

  • ปี 2560 รวมประมาณ 186.67 ล้านบาท

  • ปี 2561 รวมประมาณ 198.34 ล้านบาท

  • ปี 2562 รวมประมาณ 210 ล้านบาท

  • ปี 2563 รวมประมาณ 282.03 ล้านบาท

  • ปี 2564 มีเอกสารที่ยืนยันฐานงบอย่างน้อย 100 ล้านบาท

  • ปี 2565 พบทั้งตัวเลข 100 ล้านบาท, 215 ล้านบาท และ 261.49 ล้านบาท ตามนิยามของเอกสารแต่ละชุด

  • ปี 2566 มีเอกสารแผนที่ระบุ 390 ล้านบาท

  • ปี 2567 ระบุ 95 ล้านบาท

  • ปี 2568 ระบุ 100 ล้านบาท

แค่เห็นตัวเลขระดับนี้ก็คงพอพูดได้แล้วว่า นี่ไม่ใช่โครงการขนาดเล็ก และไม่ใช่งบที่ควรถูกมองผ่าน ๆ

เงินมาจากไหน

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เงินของ TO BE NUMBER ONE ไม่ได้มาจากหน่วยงานเดียว

ภาพรวมจากเอกสารที่หาได้ชี้ว่า โครงการนี้มีลักษณะเป็นงานบูรณาการระหว่างหลายหน่วยงาน โดยมีงบจากหน่วยงานเจ้าภาพเป็นฐาน แล้วมีเงินสนับสนุนจากกระทรวงหรือหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามาสมทบ

ในบางปี แหล่งเงินที่พบในเอกสารประกอบด้วย

  • งบประมาณจากกรมสุขภาพจิต

  • งบสนับสนุนจากกระทรวงและหน่วยงานหลักหลายแห่ง

  • งบจากหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

  • งบของกรุงเทพมหานครในบางช่วง

  • เงินนอกฝากคลังหรือเงินสนับสนุนจากมูลนิธิในบางปี

พูดอีกแบบคือ TO BE NUMBER ONE ไม่ได้เป็นเพียงโครงการของหน่วยงานเดียว แต่เป็นโครงการที่ใช้ทรัพยากรจากหลายส่วนของภาครัฐร่วมกันขับเคลื่อน

ในเชิงหนึ่ง นี่สะท้อนความสำคัญของโครงการ
แต่อีกเชิงหนึ่ง มันก็ทำให้การติดตาม “งบทั้งหมดจริง ๆ” ยากขึ้นด้วย เพราะเงินไม่ได้ไหลมาในท่อเดียว

งบถูกใช้ไปกับอะไร

จากเอกสารจัดซื้อจัดจ้างและแผนดำเนินงานที่เปิดเผย จะพอเห็นว่าการใช้จ่ายของโครงการไม่ได้มีแค่การจัดงานมหกรรมอย่างที่คนทั่วไปมองเห็น

งบส่วนต่าง ๆ ถูกใช้กับหลายเรื่อง เช่น

  • การผลิตสื่อและการประชาสัมพันธ์

  • การติดตามประเมินผลการดำเนินงานในพื้นที่

  • การจัดกิจกรรมระดับภาคและระดับประเทศ

  • การเปิดชมรมและศูนย์เพื่อนใจในสถานศึกษา

  • ระบบฐานข้อมูลของโครงการ

  • ครุภัณฑ์และงานสนับสนุนสำนักงานโครงการ

นั่นแปลว่า เงินของโครงการนี้วิ่งอยู่ในหลายชั้น ตั้งแต่งานภาคสนาม งานเวที งานสื่อ งานประเมินผล ไปจนถึงโครงสร้างสนับสนุนภายใน

คำถามสำคัญที่สุด: แล้วมัน “สำเร็จ” ไหม

ตรงนี้คือจุดที่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “มีผลงาน” กับ “พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริง”

ถ้าถามว่า TO BE NUMBER ONE สำเร็จในแง่การสร้างเครือข่าย สร้างกิจกรรม สร้างการมีส่วนร่วม และทำให้เกิดระบบงานในพื้นที่หรือไม่
คำตอบมีน้ำหนักพอจะบอกว่า ใช่

แต่ถ้าถามว่า โครงการนี้ช่วยลดปัญหายาเสพติดของประเทศได้ชัดเจนแค่ไหน
คำตอบกลับไม่ชัดขนาดนั้น

เหตุผลสำคัญก็คือ เอกสารทางการบางชุดของโครงการเองยังระบุว่า ตัวชี้วัดระดับผลกระทบปลายทางยังไม่ได้ดำเนินการ หรืออย่างน้อยก็ยังไม่ได้แสดงออกมาในรูปแบบที่ทำให้สาธารณชนตรวจสอบได้อย่างชัดเจน

นี่คือประเด็นที่สำคัญมาก

เพราะสิ่งที่โครงการวัดได้เด่น ๆ มักเป็นเรื่องประเภทนี้

  • มีผู้เข้าร่วมกี่คน

  • มีชมรมกี่แห่ง

  • มีพื้นที่ต้นแบบกี่แห่ง

  • มีหน่วยงานผ่านเกณฑ์กี่แห่ง

  • ผู้เข้าร่วมมีความรู้หรือทักษะเพิ่มขึ้นเท่าไร

ตัวเลขเหล่านี้มีประโยชน์ แต่ยังเป็นตัวชี้วัดระดับกิจกรรมและการเข้าถึง
ยังไม่ใช่คำตอบตรง ๆ ว่า

  • คนที่เข้าร่วมโครงการไปแล้วเสพยาน้อยลงจริงไหม

  • เริ่มใช้สารเสพติดช้าลงไหม

  • กลับไปเสพซ้ำน้อยลงไหม

  • พื้นที่ที่ทำโครงการเข้มแข็งกว่าพื้นที่ที่ไม่ได้ทำจริงไหม

  • ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหนหลังจบกิจกรรม

พูดง่าย ๆ คือ
โครงการนี้อาจพิสูจน์ได้ว่า “ทำงานเยอะ”
แต่ยังพิสูจน์ได้ไม่ชัดพอว่า “แก้ปัญหาได้มากแค่ไหน”

ตัวเลขสวย ไม่ได้แปลว่าคำตอบสุดท้ายสวยตาม

หนึ่งในกับดักของโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ คือการมีตัวเลขที่ดูดีมาก

เช่น จำนวนผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้น
จำนวนพื้นที่ต้นแบบเพิ่มขึ้น
คะแนนแบบประเมินดีขึ้น
หรือสัดส่วนความรู้และทักษะในกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับสูง

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ไร้ความหมาย
แต่มันต้องถูกอ่านอย่างระวัง

เพราะการที่คนตอบแบบสอบถามได้ดี ไม่ได้แปลตรง ๆ ว่าพฤติกรรมจริงในชีวิตประจำวันเปลี่ยนตามนั้นเสมอไป

ความต่างระหว่าง “ผลในแบบประเมิน” กับ “ผลในสังคมจริง” เป็นเรื่องสำคัญมาก
และเป็นจุดที่หลายโครงการมักตอบได้ไม่สุด

สิ่งที่ควรถามต่อแบบไม่ต้องเกรงใจ

เมื่อโครงการนี้เดินมานานถึง 24 ปี และใช้งบในระดับสูงต่อเนื่อง คำถามต่อไปนี้ถือว่าเป็นคำถามปกติ ไม่ใช่การจับผิด

1. ทำไมงบบางปีสูงกว่าปีข้างเคียงอย่างมาก

ปี 2566 ที่มีเอกสารระบุวงเงิน 390 ล้านบาท เป็นตัวอย่างที่ทำให้คนทั่วไปควรถามต่อว่า เพิ่มขึ้นเพราะอะไร และให้ผลต่างจากปีอื่นอย่างไร

2. งบตามแผน งบที่ได้รับจริง และงบรวมหลังบวกเงินสนับสนุนต่างกันเท่าไร

ถ้าเอกสารแต่ละชุดใช้คนละนิยาม สาธารณชนก็ควรได้รับการอธิบายให้เข้าใจง่ายกว่านี้

3. ถ้าใช้งบต่อเนื่องระดับหลายร้อยล้าน ทำไมผลกระทบปลายทางยังไม่ถูกวัดให้ชัด

นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดของทั้งหมด

4. ระบบประกวดและเกณฑ์ต้นแบบ กลายเป็นเป้าหมายแทนการแก้ปัญหาจริงหรือไม่

อันนี้เป็นคำถามเชิงประเมิน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตายตัว แต่เป็นคำถามที่มีเหตุผลพอจะถามได้

5. ในเมื่อปัญหายาเสพติดของประเทศยังหนักอยู่ เราควรใช้คำว่า “สำเร็จ” ในระดับไหน

อาจสำเร็จในแง่การสร้างเครือข่ายและสร้างกิจกรรม แต่ยังไม่ควรรีบสรุปไกลไปถึงขั้นแก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาด

สรุปแบบไม่อ้อม

TO BE NUMBER ONE เป็นโครงการที่อยู่มานาน ใช้งบไม่น้อย มีเครือข่ายใหญ่ และมีงานจริงอยู่พอสมควร

ถ้าถามว่าโครงการนี้ “มีผลงานไหม”
คำตอบคือ มี

แต่ถ้าถามว่า “พิสูจน์ได้ชัดหรือยังว่าใช้เงินแล้วลดปัญหายาเสพติดได้จริงแค่ไหน”
คำตอบที่ซื่อตรงกว่าคือ ยังไม่ชัดพอ

และตรงนี้เองที่ทำให้การตั้งคำถามเรื่องงบประมาณ ความคุ้มค่า และผลลัพธ์จริง ไม่ใช่เรื่องเสียมารยาททางสังคมเลย
ตรงกันข้าม มันควรเป็นเรื่องปกติในสังคมที่ต้องการให้เงินสาธารณะถูกใช้ไปอย่างมีเหตุผล และตรวจสอบได้

ท้ายที่สุดแล้ว บางทีคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า “โครงการนี้ดีหรือไม่ดี”
แต่อาจเป็นว่า

เรากล้าพอหรือยังที่จะถามโครงการใหญ่ ๆ ว่า ใช้เงินไปมากขนาดนี้ แล้วพิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริงแค่ไหน


แหล่งอ้างอิงท้ายบทความ

  1. เว็บไซต์โครงการ TO BE NUMBER ONE: หน้าเอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ

  2. เอกสารแผนปฏิบัติราชการและตัวชี้วัดของกรมสุขภาพจิต ที่ระบุรายละเอียดโครงการและงบประมาณรายปี

  3. เอกสารสรุปผลงานและแผนการดำเนินงานของโครงการ TO BE NUMBER ONE ปี 2565

  4. เอกสารรายงานผลการดำเนินงานสำคัญของกรมสุขภาพจิต ปีงบประมาณ 2568

  5. เอกสารเผยแพร่แผนการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานโครงการ TO BE NUMBER ONE และกรมสุขภาพจิต

  6. เอกสารรายงานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการโครงการที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

หมายเหตุ: ตัวเลขงบประมาณในเอกสารแต่ละชุดอาจแตกต่างกัน เพราะบางเอกสารเป็นงบฐานของหน่วยงานหลัก บางเอกสารเป็นงบรวมหลังได้รับการสนับสนุนเพิ่ม และบางเอกสารรวมงบกันเหลื่อมปีหรือเงินจากแหล่งอื่นไว้ด้วย ผู้อ่านควรตรวจสอบนิยามของแต่ละเอกสารประกอบทุกครั้ง

บันทึกถึงผู้โดยสารที่ไม่ได้กลับบ้าน

เรื่องราวของผู้เสียชีวิตทั้ง 8 คน จากเหตุรถไฟชนรถเมล์สาย 206 ในข่าวอุบัติเหตุใหญ่ ๆ เรามักเริ่มจากตัวเลขก่อนเสมอ เสียชีวิตกี่ราย บาดเจ็บกี่ค...