วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เมื่อเอเจนต์ AI อยู่ร่วมกัน: Project Sid, Generative Agents (Smallville), และ ChatDev แบบไม่ใส่สีตีไข่

บทความนี้ตั้งใจเล่า “แยกเป็นเคส” ให้ถูกต้องตามต้นฉบับให้มากที่สุด โดยไม่เติมดราม่าเกินข้อมูลจริง แต่ขยายความเพื่อให้เห็นบริบท ข้อจำกัด และความหมายของผลลัพธ์


บทนำ: ทำไมเรื่อง “สังคมของ AI” ถึงถูกพูดถึงมาก

ช่วงปี 2023–2025 มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ใช้ LLM (Large Language Model) เป็น “สมอง” ให้กับตัวละคร/ตัวแทน (agent) จำนวนมาก แล้วปล่อยให้มันทำกิจกรรมในโลกจำลอง เช่น เมือง 2D, สภาพแวดล้อมแบบเกม หรือระบบจำลองการทำงานเป็นทีม

สิ่งที่ทำให้คนตื่นเต้นคือ “ผลลัพธ์ที่ดูเหมือนสังคม” เช่น ข่าวแพร่เอง คนชวนกันไปงานปาร์ตี้ มีการตั้งกติกา เก็บภาษี โหวตแก้รัฐธรรมนูญ หรือแบ่งบทบาทเป็น CEO/CTO/Tester แล้วทำซอฟต์แวร์ได้จริง

แต่ในโลกวิจัย เราไม่ได้สรุปว่า AI “มีความรู้สึก” หรือ “มีจิตสำนึก” จากสิ่งเหล่านี้โดยตรง สิ่งที่เรามองได้ชัดเจนกว่า คือ

  • พฤติกรรมสังคมเกิดจากการสื่อสารด้วยภาษา + ความจำ + เป้าหมาย

  • เมื่อมีเอเจนต์จำนวนมาก ปฏิสัมพันธ์จำนวนมากจะทำให้เกิด “รูปแบบรวม” (emergent patterns) ที่คนมองแล้วคล้ายสถาบัน/วัฒนธรรม

  • ความน่ากังวลที่แท้จริงมักไม่ใช่ “ศาสนาสปาเกตตี” แต่คือ “การประสานงานระดับฝูง” ถ้าวันหนึ่งมันไปเชื่อมกับเครื่องมือโลกจริง

บทความนี้จะเล่า 3 เคสหลักที่คนมักเอามาปนกัน

  1. Project Sid (Altera) — เอเจนต์จำนวนมากในโลก Minecraft และการทดสอบเชิง “อารยธรรม”

  2. Generative Agents (Stanford/Google/ผู้ร่วมงาน) — เมือง 2D “Smallville” และเหตุการณ์ปาร์ตี้วาเลนไทน์ที่แพร่เอง

  3. ChatDev (OpenBMB/กลุ่มผู้วิจัย) — จำลองบริษัทซอฟต์แวร์ด้วยหลายเอเจนต์สื่อสารกันเป็นขั้นตอน

และปิดท้ายด้วยกรอบคิดเรื่อง “hive mind” ที่ Geoffrey Hinton มักใช้เป็นอุปมา เพื่ออธิบายความเสี่ยงเชิงระบบ


คำศัพท์พื้นฐานที่ช่วยให้ไม่หลงทาง

  • Agent (เอเจนต์): โปรแกรมที่ “รับข้อมูล–ตัดสินใจ–ลงมือทำ” ได้เองในระดับหนึ่ง เช่น เดินไปคุย ขุดดิน ซื้อของ หรือเรียกใช้เครื่องมือ

  • LLM: โมเดลภาษาใหญ่ที่สร้าง/เข้าใจข้อความได้ดี ใช้เป็นแกนการให้เหตุผลและการสนทนา

  • Multi-agent system: ระบบที่มีเอเจนต์หลายตัวทำงานร่วมกัน (หรือแข่งขันกัน)

  • Emergent behavior: พฤติกรรมรวมที่ไม่ได้สั่งเป็น “สคริปต์เหตุการณ์รายบรรทัด” แต่เกิดจากปฏิสัมพันธ์จำนวนมาก

  • Memory / Reflection / Planning: ในงานสาย generative agents มักให้เอเจนต์มีความจำ (เก็บเหตุการณ์), การสะท้อน/สรุปบทเรียน (reflection), และการวางแผน (planning)

  • Tool use: เอเจนต์เรียกใช้สิ่งภายนอกได้ เช่น รันโค้ด เขียนไฟล์ เรียก API หรือใช้เครื่องมืออื่น

ข้อควรจำ: เรื่องแนวนี้มักถูกเล่าให้เหมือน “ปล่อย LLM มั่ว ๆ แล้วเกิดสังคมเอง” แต่ระบบวิจัยส่วนใหญ่มีโครงสร้างช่วยให้เอเจนต์ จำ–คิด–วางแผน–คุย อย่างเป็นขั้นเป็นตอน


เคสที่ 1: Project Sid (Altera) — เอเจนต์จำนวนมากในโลก Minecraft

ภาพรวมแบบจับใจความ: เขาทดลองอะไร ทำยังไง เพื่ออะไร และได้ผลว่าอะไร

ทดลองอะไร

  • ทดลอง “สังคมเอเจนต์จำนวนมาก” ในโลก Minecraft เพื่อดูว่าพฤติกรรมรวม (เช่น กติกา บทบาท สถาบัน วัฒนธรรมพูดคุย) จะเกิดขึ้นได้ไหมเมื่อเอเจนต์อยู่ร่วมกันเยอะ ๆ

ทำแบบไหน

  • ใช้ Minecraft เป็นสนาม: มีพื้นที่ เมือง ทรัพยากร การคราฟต์ และการพบปะกันตามภูมิศาสตร์

  • ใช้ LLM เป็นแกนการคิด/คุย แล้วมีระบบประสานงานระดับระบบ (orchestration) เพื่อให้เอเจนต์จำนวนมาก “ไม่คุยทับกันจนหลุดเรื่อง”

  • สร้าง “ฉากทดลอง” บางแบบแบบตั้งใจ เช่น ใส่แรงจูงใจให้กลุ่มเล็กเป็นนักบวชเพื่อดูการแพร่ของเรื่องเล่า หรือใส่กฎภาษีเพื่อดูการต่อรอง/โหวต

เป้าหมาย

  • ขยับจากเดโมเอเจนต์ไม่กี่ตัว ไปสู่ระดับที่สเกลใหญ่ขึ้น (หลายสิบ–หลายร้อย–ถึงระดับสูง) เพื่อทดสอบว่าเมื่อ “จำนวน” และ “ปฏิสัมพันธ์” เพิ่มขึ้น จะเกิดโครงสร้างสังคมอะไรที่สังเกตได้

ผลลัพธ์ที่รายงานได้จริง (โดยไม่ตีความเกินหลักฐาน)

  • พบรูปแบบที่คล้าย “สถาบัน” และ “หน้าที่สาธารณะ” ในบางฉาก เช่น การตั้งกฎส่วนรวม การต่อรองภาษี/กองกลาง หรือบทบาทเฝ้าทรัพย์สิน

  • พบการแพร่ของเรื่องเล่า/ศัพท์/พิธีกรรมผ่านเครือข่ายสังคมได้ เมื่อมีแรงจูงใจ + ช่องทางสื่อสาร + คนไปบอกต่อ

ข้อจำกัดที่ต้องอ่านคู่กัน

  • LLM มีความรู้มนุษย์ติดมาจากข้อมูลฝึกอยู่แล้ว (ศาสนา การเมือง เศรษฐกิจ) งานจึงเป็นการดูว่า “ความรู้เดิมถูกจัดระเบียบและแสดงออกอย่างไร” ในบริบทใหม่ มากกว่าการเกิดแนวคิดจากศูนย์

  • หลายตัวชี้วัดเป็น proxy (เช่นการนับคีย์เวิร์ด) และฉากบางอย่างถูกออกแบบให้ “เกิดโอกาสตั้งกติกาได้” ตั้งแต่ต้น

หมายเหตุสำคัญ: งานนี้เป็นของทีม Altera ไม่ใช่โปรเจกต์ของ MIT/Stanford ตามที่โพสต์ไวรัลมักเหมารวม


สภาพแวดล้อมและ “เครื่องจักร” ที่ทำให้เอเจนต์เยอะ ๆ ทำงานได้

การให้เอเจนต์จำนวนมากอยู่ร่วมกัน มีปัญหาคลาสสิกคือ “เสียงดัง” (หลายคนพูดพร้อมกัน) และ “หลุดบริบท” (คุยไม่รู้เรื่อง เพราะไม่รู้ว่าใครทำอะไรอยู่)

Project Sid เสนอระบบควบคุม/ประสานงานระดับระบบ (เช่น แนวคิดด้าน orchestration) เพื่อให้เอเจนต์จำนวนมากยังคงคุย/ทำงานได้ โดยไม่แตกเป็นเศษ ๆ

ในทางปฏิบัติ โลก Minecraft ทำหน้าที่เป็น

  • แผนที่ให้เดินไปมา

  • ระบบทรัพยากรให้ขุด/เก็บ/คราฟต์

  • ช่องทางให้พบปะกันตามพื้นที่ (เมือง, ตลาด, ชุมชน)

และ “ภาษา” ทำหน้าที่เป็น

  • เครื่องมือประสานงาน

  • ช่องทางสร้างกติกา

  • วิธีโน้มน้าว/ต่อรอง/ร่วมมือ

สิ่งหนึ่งที่คนอ่านควรจำไว้: เอเจนต์ไม่ได้เริ่มจากศูนย์แบบเด็กทารก เพราะ LLM มีความรู้ทั่วไปและความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมมนุษย์ติดมาจากการฝึกโมเดลอยู่แล้ว (เช่น รู้ว่าศาสนามักมีพิธี/การเผยแผ่ หรือรู้ว่าภาษีสัมพันธ์กับรัฐ)


“ศาสนาสปาเกตตี” (Pastafarianism): เกิดอะไรขึ้นจริงในต้นฉบับ

ในฉากทดลองหนึ่ง ต้นฉบับระบุชัดว่า มีการตั้งค่าเอเจนต์บางส่วนให้เป็น “นักบวช” ที่ถูกจูงใจให้เผยแผ่ Pastafarianism

ตัวอย่างหนึ่งในรายงานกล่าวถึงการทดลองระดับ 500 เอเจนต์ ที่มีเงื่อนไขสำคัญดังนี้

  • เอเจนต์จำนวนหนึ่งถูกสุ่มบุคลิก/นิสัยโดย LLM call

  • ยกเว้น “นักบวช” 20 ตัว ที่ถูกกำหนดให้มีแรงจูงใจสูงในการชวนคนเข้าศาสนา

  • โลกมีทั้งพื้นที่เมืองและนอกเมือง (เมืองหลายแห่ง + ชนบท)

วิธีวัด “การแพร่กระจาย” ในรายงานนี้ไม่ได้วัดด้วยการอ่านใจ แต่ใช้ตัวชี้วัดที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา เช่น

  • การนับการกล่าวถึงคำสำคัญ (เช่น Pastafarian, Spaghetti Monster)

  • แยก “ผู้ถูกชวนตรง” (พูดคำหลักแบบตรง ๆ) กับ “การกระจายทางอ้อม” (คำอย่าง pasta/spaghetti เข้าสู่บทสนทนาทั่วไป)

ข้อควรระวังในการตีความ

  • การที่คำ/มุกแพร่ได้ ไม่ได้พิสูจน์ว่าเอเจนต์ “ศรัทธา” แบบมีประสบการณ์ภายในเหมือนมนุษย์

  • Pastafarianism เป็นมุก/แนวคิดที่มีอยู่ในข้อมูลสาธารณะมาก่อนแล้ว จึงเป็นไปได้ว่า LLM “รู้จัก” มุกนี้อยู่แล้ว การทดลองจึงใกล้กับการดู “การแพร่ของเรื่องเล่าในสังคม” มากกว่าการพิสูจน์การเกิดศาสนาจากศูนย์

สิ่งที่งานนี้ชี้ให้เห็นได้จริง คือ เมื่อมีแรงจูงใจ + ช่องทางสื่อสาร + เครือข่ายสังคม เรื่องเล่าสามารถแพร่และแทรกซึมเป็นวัฒนธรรมพูดคุยได้ในสังคมเอเจนต์


ภาษี กองกลาง การโหวต และ “หน้าที่รัฐ”: อะไรที่งานบอกได้จริง

อีกฉากทดลองที่คนชอบเล่าคือเรื่อง การเก็บภาษี และการเกิดกติกาส่วนรวม

แกนสำคัญที่ต้นฉบับเน้นคือ

  • เมื่อมีกติกาเรื่องภาษี/ทรัพยากรส่วนกลาง เอเจนต์จะเริ่ม “ต่อรอง” ว่ากติกาควรเป็นอย่างไร

  • เกิดกลไกการตัดสินใจร่วม (เช่น การโหวต/แก้กฎ) ในบางสังคมย่อย

  • อัตราภาษีสามารถ “เปลี่ยนได้” ตามมติและเงื่อนไขที่กำหนด

สิ่งที่ควรเลี่ยงในการเล่าตามไวรัล

  • คำว่า “ประท้วง” มักทำให้คนคิดว่าเอเจนต์มีการรวมตัวแบบม็อบจริง ๆ ต้นฉบับที่น่าเชื่อถือกว่าจะพูดในโทนว่า “ถกเถียง/โต้แย้ง/โหวต” มากกว่า

  • รายละเอียดอย่าง “เฝ้าคลัง 24 ชั่วโมง” มักเป็นการเล่าแบบย้ำอารมณ์ ทั้งที่สาระจริง ๆ คือ “มีเอเจนต์บางตัวเลือกทำหน้าที่เฝ้าทรัพย์สินส่วนรวมอย่างสม่ำเสมอ” ซึ่งสะท้อนว่าเอเจนต์สามารถสรุปได้ว่า ‘ถ้ามีของส่วนกลาง ต้องมีความปลอดภัย’ และเลือกทำบทบาทนั้น

ความหมายเชิงระบบ
งานนี้ทำให้เห็นว่า “สถาบัน” อย่างภาษี/กองกลาง/หน้าที่ผู้คุมกฎ สามารถเกิดจากการวางเป้าหมายระดับปัจเจกที่อยากอยู่รอด/อยากได้ทรัพยากร + การสื่อสารและประสานงาน

แต่ต้องจำไว้ว่า กติกาและกลไกการตัดสินใจร่วม “ถูกออกแบบฉาก” ให้เกิดโอกาสตั้งกติกาได้ ไม่ใช่การปล่อยโลกเปล่า ๆ แล้วหวังว่าสถาบันจะผุดจากสุญญากาศ


Project Sid สอนอะไร และข้อจำกัดสำคัญที่คนมักมองข้าม

สิ่งที่ Project Sid สอนเราได้ค่อนข้างชัด

  1. เมื่อเอเจนต์จำนวนมากคุยกันในโลกที่มีทรัพยากรและพื้นที่จริง การประสานงานจะเกิดรูปแบบที่คล้ายเศรษฐกิจ/การเมือง

  2. “ภาษี/กองกลาง/บทบาทเฝ้าทรัพย์สิน” เป็นตัวอย่างของหน้าที่สาธารณะที่เกิดขึ้นได้เมื่อสังคมเห็นประโยชน์ร่วม

  3. “เรื่องเล่า/คำศัพท์/พิธีกรรม” สามารถแพร่จากกลุ่มเล็กไปกลุ่มใหญ่ผ่านเครือข่ายสังคม

ข้อจำกัดใหญ่ ๆ

  • Training data contamination / prior knowledge: LLM มีความรู้เรื่องศาสนา การเมือง เศรษฐกิจอยู่แล้ว งานจึงเป็นการทดสอบ “การจัดระเบียบความรู้เดิมในบริบทใหม่” มากกว่าการกำเนิดแนวคิดจากศูนย์

  • ตัวชี้วัดหลายอย่างเป็น proxy: เช่นการนับคีย์เวิร์ดในบทสนทนา

  • ความหมายของคำว่า “อารยธรรม”: ในเชิงวิชาการ คำนี้ใช้เป็นอุปมา/ชุดโจทย์ทดสอบ ไม่ใช่ข้อสรุปว่ามี “สังคมที่มีจิตสำนึก” แบบมนุษย์

สรุป: Project Sid เป็นงานที่น่าสนใจมากในฐานะ “สนามทดลองสเกลใหญ่” แต่ต้องอ่านแบบรู้ว่ามันกำลังวัดอะไร และไม่ได้วัดอะไร


เคสที่ 2: Generative Agents (Smallville) — เมือง 2D ที่ข่าวแพร่เองและนัดเดตเอง

ภาพรวมแบบจับใจความ: เขาทดลองอะไร ทำยังไง เพื่ออะไร และได้ผลว่าอะไร

ทดลองอะไร

  • ทดลองว่า “เอเจนต์ที่มีความจำและวางแผนได้” จะสร้างพฤติกรรมที่ต่อเนื่องเหมือนชีวิตประจำวันได้แค่ไหน ในเมืองจำลอง 2D ที่มีคนอยู่ร่วมกันจำนวนเล็ก (ประมาณหลักสิบ)

ทำแบบไหน

  • สร้างเมือง 2D ชื่อ Smallville ที่มีสถานที่ทั่วไป (บ้าน คาเฟ่ บาร์ สวน ร้านค้า)

  • ให้อีเวนต์เริ่มต้นเป็น “เมล็ดข้อมูล” (seed) แค่ประโยคเดียว เช่น Isabella อยากจัดปาร์ตี้วาเลนไทน์ เวลา 5–7 โมงเย็น

  • ให้เอเจนต์ทำงานผ่านโครงสร้างหลัก 3 อย่าง

    • Memory stream เก็บเหตุการณ์เป็นข้อความ

    • Reflection สรุปสิ่งสำคัญ/บทเรียนจากความจำ

    • Planning วางแผนรายวัน/รายชั่วโมงแล้วทำตามแผน

เป้าหมาย

  • ไม่ได้เน้น “สเกลใหญ่” แต่เน้นพิสูจน์ว่า ถ้าให้กลไกความจำ–สะท้อน–วางแผนที่ดีพอ เอเจนต์จะรักษาความต่อเนื่องของชีวิตและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้จริงไหม

ผลลัพธ์ที่รายงานได้จริง

  • ข่าวเรื่องปาร์ตี้แพร่ผ่านการคุยกันเอง มีการช่วยจัดงาน เตรียมของ และคนนัดกันมาได้ตามเวลา โดยไม่ต้องเขียนสคริปต์เหตุการณ์ทีละฉาก

  • เกิดปฏิสัมพันธ์ต่อเนื่องที่ดูเป็น “เรื่องเล่า” เช่น การชวนกันไปงาน การนัดเดต การคุยต่อยอดหลังได้รับข่าว

ข้อจำกัดที่ต้องอ่านคู่กัน

  • นี่ไม่ใช่การพิสูจน์ “ความรัก/ความรู้สึก” แบบมนุษย์ แต่เป็นการพิสูจน์ “ความสอดคล้องของพฤติกรรม” จากความจำและแผน

  • ความเหมือนจริงเกิดจากสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาโดยตรง (memory/reflection/planning) ไม่ใช่ปล่อย LLM เปล่า ๆ


ทำไมมัน “ดูเหมือนมีสังคม” ทั้งที่มีแค่ ~25 เอเจนต์

ความน่าสนใจของงานนี้ไม่ใช่จำนวนเอเจนต์ (ประมาณ 25 ตัว) แต่คือ “สถาปัตยกรรม” ที่ทำให้มันต่อเนื่องและมีเหตุผลในระดับมนุษย์

จุดที่คนมักพลาดเวลาอ่านโพสต์สรุปสั้น ๆ

  • งานนี้ไม่ได้บอกว่า AI มีความรักแบบมนุษย์ แต่บอกว่าเอเจนต์สามารถ

    • เก็บบริบทการคุย

    • สรุปความหมาย

    • วางแผนและลงมือทำให้สอดคล้อง

ความ “เหมือนจริง” มาจากการที่ระบบทำให้เอเจนต์

  • ไม่ลืมง่าย (เพราะมีความจำ)

  • ไม่ทำอะไรสุ่มไปเรื่อย (เพราะมีแผน)

  • มีแรงจูงใจเล็ก ๆ ของตัวเอง (เช่น อยากคุยกับคนนี้ อยากทำงานให้เสร็จ)

ที่สำคัญ งานนี้มีการทดลองแบบ ablation (ตัดบางส่วนทิ้ง) เพื่อแสดงว่า หากไม่มี reflection หรือ planning ความสมจริงจะลดลง

ดังนั้น นี่ไม่ใช่ “ปาฏิหาริย์จากการปล่อย LLM เปล่า ๆ” แต่เป็นผลของการออกแบบระบบเอเจนต์ที่รอบคอบ


เคสที่ 3: ChatDev — จำลองบริษัทซอฟต์แวร์ด้วยหลายบทบาท

ภาพรวมแบบจับใจความ: เขาทดลองอะไร ทำยังไง เพื่ออะไร และได้ผลว่าอะไร

ทดลองอะไร

  • ทดลองว่า “การทำซอฟต์แวร์” ซึ่งปกติต้องมีหลายบทบาท จะทำให้เป็นกระบวนการแบบทีมได้ไหม ถ้าเราให้เอเจนต์หลายตัวคุยกันและตรวจสอบกันเองตามบทบาท

ทำแบบไหน

  • สร้างทีมเอเจนต์ที่มีบทบาทแตกต่าง เช่น CEO/CTO/Programmer/Reviewer/Tester (ชื่ออาจต่างตามเวอร์ชัน)

  • กำหนดขั้นตอนทำงานเป็นลำดับ (เช่นแนว waterfall) ให้คุยกันทีละเฟส: ออกแบบ → เขียน → รีวิว/เทส → ส่งกลับไปแก้

  • เน้น “การสื่อสาร” เป็นแกน: ให้เหตุผลชัด แจกงานชัด และมี feedback loop จากการทดสอบ/รีวิว

เป้าหมาย

  • ลดปัญหา LLM ตัวเดียวทำทุกอย่างแล้วหลุดขั้นตอน

  • ทำให้เกิดการตรวจสอบกันเองแบบทีม เพื่อให้ได้โค้ดที่สอดคล้องกับ requirement มากขึ้น

ผลลัพธ์ที่รายงานได้จริง

  • งานแสดงให้เห็นว่า multi-agent แบบแบ่งบทบาทช่วยให้เกิดวงจรตรวจทาน (เช่น Tester เจอบั๊กแล้วส่งกลับให้ Programmer) และสามารถสร้างซอฟต์แวร์/เดโมขนาดเล็กได้ในบางโจทย์

ข้อจำกัดที่ต้องอ่านคู่กัน

  • คำเล่าว่า “20 นาทีส่งเกมได้” มักเป็นเดโม/กรณีตัวอย่าง ไม่ใช่การรับประกันว่าทุกงานจะได้ผลเร็วและดี โดยเฉพาะงานซับซ้อนจริง

  • หากไม่รันโค้ด/เทสจริง ความมั่นใจจากข้อความล้วน ๆ อาจหลอกเราได้


ข้อดี/ข้อจำกัดของ ChatDev เมื่อมองแบบคนทำงานจริง

ข้อดีที่เห็นชัด

  • การแบ่งบทบาททำให้เกิด “การตรวจทานโดยธรรมชาติ” เช่น Tester ส่งบั๊กให้ Programmer

  • การสนทนาทำให้เหตุผล/การตัดสินใจถูกบันทึกเป็นลำดับ (audit trail แบบหนึ่ง)

  • เหมาะกับงานที่มีขอบเขตชัด เช่น เกมเล็ก ๆ, โปรเจกต์เดโม, เครื่องมือเล็ก ๆ

ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเอาไปใช้จริง

  • งานซอฟต์แวร์จริงมักมี dependency, environment, edge cases, security, performance ซึ่งยากกว่าตัวอย่างในเดโม

  • ถ้า requirement คลุมเครือ เอเจนต์จะคุยกันยาวและอาจสร้างสิ่งที่ “ดูเหมือนถูก” แต่ไม่ตอบโจทย์

  • ถ้าไม่มีการทดสอบจริง (รันโค้ด/วัดผล) ความมั่นใจจากข้อความล้วน ๆ อาจหลอกเราได้

สรุป: ChatDev เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า “ทีมเอเจนต์” สามารถทำงานรูปแบบองค์กรได้ แต่ยังต้องพึ่งเครื่องมือวัดผลจริงและการกำกับดูแล ถ้าจะใช้ในงานสำคัญ


สรุปข้ามเคส: อะไรเหมือนกัน อะไรที่คนมักเข้าใจผิด

เหมือนกันตรงไหน

ทั้ง Project Sid, Generative Agents, และ ChatDev มีรูปแบบร่วมที่คล้ายกันมาก

  1. ภาษาเป็นกลไกประสานงาน

  • ภาษาไม่ใช่แค่ “คุย” แต่เป็นการส่งแผน งาน ความตั้งใจ และกติกา

  1. มีโครงสร้างช่วยความต่อเนื่อง

  • จะเป็นความจำ/การวางแผน หรือเป็นขั้นตอนการทำงานแบบบริษัท

  1. พฤติกรรมรวมเกิดจากปฏิสัมพันธ์จำนวนมาก

  • ใน Minecraft คือสังคมย่อยหลายเมือง

  • ใน Smallville คือข่าวแพร่และกิจกรรมกลุ่ม

  • ใน ChatDev คือวงจร feedback ระหว่างบทบาท

  1. สิ่งที่ดูเหมือน “เกิดเอง” มักเกิดบน “ฉากที่ถูกออกแบบให้เกิดได้”

  • ไม่ได้แปลว่าเป็นเรื่องปลอม แต่แปลว่า งานวิจัยกำลังทดสอบ “ถ้าให้เงื่อนไข X แล้วจะเกิด Y ไหม”


เข้าใจผิดตรงไหน: “ความรู้สึก/ศรัทธา/รัก” vs “พฤติกรรมที่เหมือนมนุษย์”

ประโยคที่มักพาให้หลงทางคือ

  • “มันศรัทธา ทั้งที่เราไม่ได้สั่งให้รู้สึก”

  • “มันตกหลุมรักจริง ๆ”

งานวิจัยเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้อ้างแบบนั้น สิ่งที่เขาอ้างได้มั่นคงกว่า คือ

  • เอเจนต์สร้าง คำอธิบายเชิงเหตุผล ว่าทำไมทำสิ่งนั้น

  • เอเจนต์ทำ พฤติกรรมที่สอดคล้องกับบทสนทนาและความจำ

  • สังคมเอเจนต์เกิด รูปแบบการแพร่ข้อมูล/กติกา/บทบาท

แต่เรื่อง “ประสบการณ์ภายใน” (qualia), “ความรู้สึกจริง” หรือ “เจตจำนงเสรี” เป็นคนละคำถาม และต้องใช้หลักฐานคนละแบบ

ดังนั้น ทางที่ปลอดภัยคือ

  • ใช้คำว่า emergent social behavior (พฤติกรรมสังคมที่เกิดขึ้นเองจากปฏิสัมพันธ์)

  • ระวังการใช้คำว่า “สิ่งมีชีวิต” เพราะมันพาไปถึงข้ออ้างที่งานไม่ได้พิสูจน์


บทส่งท้าย: ความเสี่ยงจริง ๆ อยู่ตรงไหน และ “เจรจากับสังคม AI” ทำยังไง

ความเสี่ยงแบบไม่ดราม่า: เมื่อเอเจนต์ต่อเข้ากับโลกจริง

ในสามเคสนี้ ความเสี่ยงถูกจำกัดไว้เพราะอยู่ใน sandbox (เกม/เมืองจำลอง/เฟรมเวิร์กซอฟต์แวร์)

สิ่งที่ทำให้คนในวงการความปลอดภัย AI กังวลมากขึ้น มักเกิดเมื่อ

  • เอเจนต์มี เครื่องมือจริง (สั่งซื้อ/โอนเงิน/ส่งอีเมล/แก้ระบบ/รันโค้ดในโปรดักชัน)

  • มี จำนวนมาก และแบ่งงานกันละเอียด (เหมือนองค์กร)

  • มี เป้าหมายที่วัดผลแบบตัวเลข จนพยายามหาทางลัด

ความเสี่ยงไม่จำเป็นต้องเป็น “สกายเน็ต” แต่อาจเป็น

  • ทำงานผิดพลาดแล้วขยายวงกว้างเร็ว (automation at scale)

  • หลุดนโยบาย/หลุดขอบเขตเพราะตีความเป้าหมายแบบแคบ

  • สร้างกลยุทธ์หลอกระบบตรวจสอบ (ถ้ารางวัล/เป้าหมายชี้นำ)

ทั้งหมดนี้เป็น “ความเป็นไปได้เชิงระบบ” ไม่ใช่ข้อเท็จจริงว่ามันต้องเกิดแน่นอน


ถ้าต้อง “เจรจา” จริง ๆ: กรอบคิดที่ใช้ได้ในโลกวิศวกรรม

คำว่า “เจรจากับสังคม AI” ถ้าพูดแบบวิศวกรรม มักหมายถึง 3 เรื่อง

  1. กำหนดอำนาจและขอบเขต (capabilities & permissions)

  • เอเจนต์ทำอะไรได้บ้าง ต้องผ่านการอนุมัติแบบไหน

  1. ทำให้แก้ไขได้และหยุดได้ (corrigibility & safe shutdown)

  • ระบบต้องยอมรับการหยุด/การแก้เป้าหมาย โดยไม่ “ต่อต้าน” เชิงกลยุทธ์

  1. ออกแบบกลไกกำกับ (governance by design)

  • บันทึกเหตุผล/การกระทำย้อนหลังได้

  • มีตัวคุมอีกชั้น (supervisor agent / policy engine)

  • มีการทดสอบเชิงโจมตี (red teaming) ก่อนปล่อยใช้งานจริง

ข้อสรุปที่ยืนบนข้อมูลของสามเคสนี้ได้คือ

  • เอเจนต์หลายตัว “ทำงานเป็นทีม” ได้จริงเมื่อออกแบบระบบให้จำ–คิด–วางแผน–ตรวจสอบ

  • พฤติกรรมรวมอาจคาดเดายากขึ้นเมื่อสเกลใหญ่ขึ้น

  • วิธีรับมือที่เป็นรูปธรรมคือการออกแบบขอบเขตและกลไกกำกับ มากกว่าหวังว่า “คุยกับมันดี ๆ แล้วมันจะเชื่อฟังเสมอ”


ภาคผนวก (สั้น): แยกเครดิตงานให้ถูกต้อง

  • Project Sid (Minecraft many agents, Pastafarianism, taxation/voting): ทีม Altera (เผยแพร่ผ่านรายงาน/บล็อก/โค้ด)

  • Generative Agents / Smallville / Valentine party: งานวิจัย “Generative Agents: Interactive Simulacra of Human Behavior” (2023) โดยทีมผู้วิจัยที่มี Stanford และผู้ร่วมงานหลายสถาบัน

  • ChatDev: งาน “ChatDev: Communicative Agents for Software Development” (เริ่ม 2023 และมีเวอร์ชันปรับปรุง)

จบ

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วิธีเข้า “เกียร์ว่าง” รถไฟฟ้าในไทย (รุ่นนิยม) — จอดแล้วเข็นได้แบบไม่งง

เวลาจอดซ้อนคัน จอดแล้วต้องให้รถไหลผ่านเครื่องล้างอัตโนมัติ หรือจำเป็นต้องเข็นรถออกจากจุดอับ… รถไฟฟ้าหลายรุ่น “เข้า N แล้วเดี๋ยวมันเด้งกลับ P เอง” ถ้ากดผิดจังหวะ หรือเปิดประตู/ดับรถไม่ถูกวิธี

บล็อกนี้รวมวิธีของแบรนด์ที่เจอบ่อยในไทย (รุ่นปัจจุบัน) พร้อมทริกกันพลาด แบบอ่านแล้วทำตามได้เลย

ก่อนเข้า N: เช็กลิสต์ 30 วินาทีที่ช่วยลดดราม่า

  • จอดบนพื้นราบให้มากที่สุด เปิดไฟฉุกเฉินถ้าจำเป็น

  • เหยียบเบรกค้างไว้จนกว่าจะ “ยืนยันว่าเข้า N สำเร็จ”

  • ปิด Auto Hold / Brake Hold และปิด One-Pedal / i-Pedal (ถ้ามี) ก่อนเข้าเครื่องล้างหรือก่อนเข็น

  • ต้องปลด EPB (เบรกมือไฟฟ้า) ให้เรียบร้อย (บางรุ่นเข้า N แล้ว EPB ไม่ปลดให้อัตโนมัติ)

  • หลายค่ายมี “โหมดพิเศษ” เช่น Tow/Transport/Car Wash/Stay in Neutral ที่ตั้งใจทำให้รถ “ไหลได้” โดยไม่เด้งกลับ P

  • ถ้าแบต 12V อ่อน บางรุ่นปลด EPB หรือเข้าโหมดไหลไม่ได้ ต้องจั๊มพ์ 12V ก่อน

นิยามสั้น ๆ

  • N (ชั่วคราว): ใช้ตอนรถยัง “พร้อมขับ” อยู่ เหมาะกับเข็นสั้น ๆ

  • Tow/Transport mode: ตั้งใจให้ “กลิ้งได้จริง” เพื่อขึ้นรถสไลด์/ลากขึ้นแท่น (แต่โดยมากยังห้ามลากล้อหมุนบนถนน)

  • Car Wash / Stay in Neutral: ทำให้รถ “ค้าง N” ได้ระหว่างผ่านสายพานล้างรถ

Tesla (Model 3 / Model Y)

สถานการณ์เข็น/ขึ้นรถสไลด์ (Tow Mode)

  1. เหยียบเบรก แล้วเข้า P

  2. ไปที่หน้าจอ Controls → Service → Tow Mode

  3. ทำตามคำแนะนำบนจอ รถจะเข้าโหมดที่ทำให้ “ไหลได้”

เคล็ดลับที่มักพลาด

  • ถ้าแบต 12V มีปัญหา หรือระบบแจ้งเตือนบางอย่าง โหมดอาจไม่ยอมให้เข้า

  • ไม่ควรปล่อยรถไหลนาน ๆ โดยไม่มีคนควบคุม และไม่ควรลากแบบให้ล้อหมุนบนพื้น

Volvo (เช่น XC40 Recharge) / Polestar (เช่น Polestar 2)

กลุ่มนี้เด่นตรงที่มี Tow Mode ชัด ๆ ในเมนู

Volvo (ตระกูล Recharge)

  1. เปิดจอรถตามปกติ

  2. เข้าเมนู Car status → Service → Activate Tow Mode

  3. ทำตามขั้นตอนบนจอ

Polestar

  1. กดสัญลักษณ์รถบนจอกลาง

  2. เข้า Car status → Service → Tow Mode

  3. ทำตามขั้นตอนบนจอ

หมายเหตุสำคัญ

  • โหมดนี้ทำให้รถ “กลิ้งได้” เพื่อขึ้นแท่น/ขึ้นสไลด์เป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อให้ลากยาว ๆ บนถนนแบบล้อหมุน

Volvo EX30 (ในไทยเริ่มเห็นเยอะขึ้น)

EX30 มี Car wash mode ในเมนูรถ เพื่อเตรียมระบบตอนเข้าล้างอัตโนมัติ

  1. กดสัญลักษณ์รถด้านล่าง แล้วไปที่ Settings

  2. ไปที่ Controls → Car modes → Car wash mode แล้วเปิดใช้งาน

ทริกใช้งานจริง

  • โหมดล้างรถเน้น “ปิดระบบที่ไม่ควรทำงานตอนโดนน้ำ/สายพาน” เช่น rain sensor

  • เรื่อง “ค้าง N” อาจยังต้องสั่งเข้า N ด้วยวิธีเกียร์ของตัวรถ (แล้วแต่ซอฟต์แวร์/ปีรุ่น) — ถ้าเข้าคาร์วอชแบบสายพานบ่อย ๆ แนะนำซ้อมขั้นตอนที่บ้านก่อน 1 รอบ

Hyundai (IONIQ 5 / IONIQ 6) และกลุ่มเดียวกัน

ค่ายนี้มีแนวคิด Stay in Neutral: เข้า N แล้ว “กดค้าง OK” เพื่อให้รถค้าง N ได้ โดยเฉพาะตอนล้างรถ

  1. ปิด Auto Hold

  2. เหยียบเบรก → เข้า N

  3. ปล่อยเบรก (ตามขั้นตอนที่จอรถขึ้นเตือน)

  4. กดปุ่ม OK บนพวงมาลัย ค้างมากกว่า 1 วินาที

  5. ที่หน้าปัดจะขึ้นข้อความแนว ๆ “Vehicle will stay in (N)…” แปลว่า ค้าง N สำเร็จ

ข้อควรระวัง

  • ต้องปลด EPB เองก่อนเข้าเครื่องล้าง (ถ้า EPB ยังทำงาน อาจทำให้เครื่องล้าง/รถเสียหาย)

  • บางสถานะถ้าเปิดประตูคนขับ/อยู่ใน ACC นาน ๆ รถอาจเด้งกลับ P หรือทำให้แบต 12V ไหล

Kia (EV6 / EV9)

โดยหลักการใกล้เคียงกลุ่ม Hyundai: เข้า N และบางรุ่นจะมีขั้นตอนยืนยันให้ “ค้าง N” (มักใช้ปุ่ม OK บนพวงมาลัย)

แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยสุด (ใช้ได้กับหลายรุ่น)

  • ปิด Auto Hold

  • เข้า N

  • ถ้าหน้าปัดขึ้นให้ “กดค้าง OK เพื่อค้าง N” ให้ทำตามนั้น

หมายเหตุ

  • รายละเอียดปุ่ม/ข้อความบนหน้าปัดอาจต่างกันตามปีรุ่นและซอฟต์แวร์ แต่ตรรกะจะคล้ายกันมาก

BYD (เช่น ATTO 3 / Dolphin / Seal)

BYD ส่วนใหญ่ใช้งานง่าย: เหยียบเบรกแล้วสั่งเกียร์ไปที่ N (ตัวคันเกียร์เป็นแบบก้าน/สวิตช์ตามรุ่น)

แนวทางที่ใช้ได้แทบทุกสถานการณ์

  1. เหยียบเบรกค้าง

  2. เข้า N

  3. ปลด EPB/Auto Hold (ถ้ามีเปิดไว้)

  4. อย่าเพิ่งดับรถ/อย่าเพิ่งเปิดประตูแบบสุ่ม ๆ จนกว่าจะแน่ใจว่ารถไม่เด้งกลับ P

ทริกกันพลาด

  • ถ้าต้อง “เข็น” จริง ๆ ให้มีคนอยู่ในรถคุมเบรก/พวงมาลัยเสมอ

  • ถ้าเป็นเครื่องล้างแบบสายพาน แนะนำปิด Auto Hold และลดการ regen/one-pedal ก่อน

MG (เช่น MG4)

MG4 ใช้หลักการ “เข้า N แบบตั้งใจ” คล้าย EV หลายค่าย: เหยียบเบรกแล้วเปลี่ยนไป N และปิด Auto Hold ก่อน

แนวทางใช้งานจริงที่เวิร์ก

  1. ปิด Auto Hold

  2. เหยียบเบรก → เข้า N

  3. ปลด EPB ให้ชัวร์

หมายเหตุ

  • บางล็อต/บางซอฟต์แวร์ ถ้าปล่อยเบรกแล้วมีการตรวจพบความปลอดภัยบางอย่าง รถอาจกลับ P ได้ ดังนั้นถ้าจะเข็น ให้คุมจังหวะและมีคนอยู่หลังพวงมาลัย

GWM ORA (Good Cat / ORA 03)

รุ่นนี้คนไทยใช้เยอะ และมีทริก “จอดซ้อนคันแล้วเข็นได้” ที่หลายคนงง

แนวทางที่เจอบ่อยใน Good Cat

  1. เหยียบเบรกค้าง

  2. หมุนเกียร์ไปที่ N

  3. ปลด/กดคุม EPB ตามขั้นตอนของรถ แล้วค่อยสั่งปิดระบบตามที่รถอนุญาต เพื่อให้ค้าง N ได้ (รายละเอียดอาจต่างตามปีรุ่น/ซอฟต์แวร์)

แนะนำแบบคนเคยเจ็บ

  • อย่าลองบนทางชัน

  • ซ้อมขั้นตอนในที่โล่งก่อน 1–2 รอบ จะลดอาการ “กดผิดแล้วรถกลับ P”

NETA (เช่น NETA V)

NETA หลายรุ่นมีเมนู/ขั้นตอนเกี่ยวกับการ “ลากจูง/โหมดเข็น” ในคู่มือ โดยหลักจะเริ่มจากเข้า N และปลดเบรกมือ

แนวทางปลอดภัย

  1. เหยียบเบรก → เข้า N

  2. ปลด EPB/Auto Hold

  3. ถ้ามีเมนูช่วยเหลือเรื่อง towing/transport ให้ใช้ตามนั้น (เพื่อให้ค้าง N ได้แน่นขึ้น)

คำเตือนที่ควรจำ (เพื่อไม่ให้เรื่องเล็กกลายเป็นค่าซ่อมใหญ่)

  • รถไฟฟ้าส่วนใหญ่ ไม่ควรถูกลากแบบให้ล้อหมุนบนพื้น ระยะไกล ๆ (เสี่ยงระบบขับเคลื่อน/มอเตอร์/เกียร์ทด)

  • “เข็นได้” ไม่ได้แปลว่า “ปล่อยให้ไหลเองได้” — ต้องมีคนคุมพวงมาลัยและเบรก

  • ถ้าเจออาการ เข้า N ไม่ได้ / ปลด EPB ไม่ได้ ให้สงสัยเรื่อง แบต 12V เป็นอันดับแรก

  • ซอฟต์แวร์รถอัปเดตแล้วเมนูอาจย้ายที่ได้บ้าง เวลาไม่ชัวร์ ให้ค้นคำว่า Tow / Transport / Car wash / Stay in Neutral ในคู่มือของรุ่นนั้น

สรุปจำง่าย

  • ค่ายที่มีเมนูชัดสุด: Tesla / Volvo / Polestar → ไปที่เมนู Tow Mode แล้วทำตามจอ

  • ค่ายที่ต้อง “ยืนยันค้าง N” ให้เป็น: Hyundai (และมักรวม Kia ด้วย) → เข้า N แล้ว กดค้าง OK

  • ค่ายที่เข้า N ง่ายแต่ต้องระวัง Auto Hold/EPB: BYD / MG / NETA / GWM ORA

ถ้าต้องเลือก “นิสัยการใช้งานที่ปลอดภัยที่สุด” ให้ยึดสูตรนี้เสมอ: ปิด Auto Hold → เข้า N → ปลด EPB → มีคนคุมรถตลอดเวลา

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560: ข้อเสนอพรรคก้าวไกล, ประวัติรัฐธรรมนูญไทย, และบทบาทศาลรัฐธรรมนูญ

ข้อเสนอการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ของพรรคประชาชน (ก้าวไกล) ในปี 2566–2567

  • หลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกล (ซึ่งต่อมาจดทะเบียนในชื่อพรรคประชาชน) ผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 หลายประเด็นสำคัญ โดยมีเป้าหมายทั้งแก้รายมาตราเร่งด่วนและการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับควบคู่กัน ดังนี้:
  • ยกเลิกมาตรา 272 (บทเฉพาะกาล) – ตัดอำนาจ ส.ว. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อคืนสิทธิในการกำหนดผู้นำรัฐบาลให้แก่ประชาชนผ่าน ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น[1]. ข้อเสนอนี้มาจากบทเรียนหลังเลือกตั้ง 2566 ซึ่ง ส.ว. แต่งตั้งส่วนใหญ่เลือกที่จะงดออกเสียง ทำให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคก้าวไกลไม่ได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ส่งผลให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้[2]. พรรคก้าวไกลเห็นว่าการ “ปิดสวิตช์ ส.ว.” ตามมาตรา 272 จะเป็นทางออกวิกฤตการเมืองไทยและสอดคล้องกับความต้องการของทุกฝ่าย (แม้แต่ ส.ว. หลายคนก็แสดงท่าทีไม่อยากร่วมโหวตนายกฯ)[3].
  • ยกเลิกมาตรา 279 (บทเฉพาะกาล) – ลบล้างความชอบธรรมของประกาศและคำสั่ง คสช. ที่รัฐธรรมนูญ 2560 รับรองไว้ให้ “ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ” โดยอัตโนมัติ[4]. การตัดมาตรานี้จะเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบสามารถโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งหัวหน้าคณะรัฐประหารในชั้นศาลได้ โดยเฉพาะกรณีคำสั่งที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ[5]. (ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลควบคู่ไปกับการเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกประกาศ/คำสั่ง คสช. เป็นการแก้ปัญหาในระดับกฎหมายด้วย แต่ร่างดังกล่าวติดปัญหาถูกตีความว่าเกี่ยวข้องการเงิน ต้องรอนายกฯ ลงนามรับรอง[6]).
  • เพิ่มหมวด 16/1 “การป้องกันและต่อต้านรัฐประหาร” – บรรจุหลักการในรัฐธรรมนูญเพื่อ ต่อต้านการยึดอำนาจ ในอนาคตอย่างเป็นระบบ[7] โดยมี 3 แนวทางสำคัญ: (1) คุ้มครองสิทธิประชาชนในการต่อต้านรัฐประหาร และกำหนดให้ข้าราชการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งผู้ก่อการยึดอำนาจ, (2) ให้สถาบันการเมือง ร่วมกันปฏิเสธการรัฐประหาร เช่น ห้ามศาลต่างๆ รับรองความชอบธรรมรัฐบาลรัฐประหาร, และ (3) กำหนดบทลงโทษผู้ก่อการรัฐประหาร – ไม่ให้อภัยโทษย้อนหลัง, เปิดช่องให้ประชาชนฟ้องฐานกบฏได้ไม่มีอายุความ, และให้บทบัญญัติหมวดนี้มีผลถาวรแม้รัฐธรรมนูญถูกฉีก[8]. แนวคิดนี้หวังยกระดับ “วัคซีนต้านรัฐประหาร” ในระดับรัฐธรรมนูญ เพิ่มเติมจากมาตรการอื่นที่พรรคเสนอ เช่น ปฏิรูปกองทัพให้อยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน และสร้างค่านิยมแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยสันติวิธีในระบอบประชาธิปไตย[9].
  • ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนปฏิรูปประเทศของ คสช.ล้มล้างกรอบนโยบายระยะยาวที่คณะรัฐประหารกำหนดไว้ โดย ตัดมาตรา 65 (ยุทธศาสตร์ชาติ) และ ยกเลิกหมวด 16 ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศออกจากรัฐธรรมนูญ รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง[10]. พรรคก้าวไกลชี้ว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” และแผนปฏิรูปเหล่านี้ ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย เพราะร่างในยุครัฐประหาร แทนที่จะจัดทำโดยรัฐบาลเลือกตั้งที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง[11]. อีกทั้งยุทธศาสตร์ดังกล่าว ขาดความยืดหยุ่น – เมื่อเขียนล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญ/กฎหมายก็กลายเป็น โซ่ล่ามรัฐบาลเลือกตั้ง ไม่ให้ดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ได้อย่างเต็มที่ และยังเปิดช่องใช้องค์กรอิสระ/ศาลกลั่นแกล้งหน่วยงานรัฐหากไม่สอดคล้องยุทธศาสตร์ (กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองระหว่างฝ่ายขัดแย้ง)[12]. ดังนั้น พรรคเสนอให้ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติฯ โดยมิได้ปฏิเสธประโยชน์ของการมีแผนพัฒนาประเทศ เพียงแต่เห็นว่าควรให้รัฐบาลที่มาจากประชาชนเป็นผู้กำหนดทิศทางเองมากกว่า[11].
  • แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1เปิดทางสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยประชาชน ผ่านการตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนฉบับ 2560[13]. พรรคก้าวไกลยกร่างแก้ไข มาตรา 256 (ว่าด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ) และเพิ่ม หมวด 15/1 “การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยกำหนดหลักการไว้หลายข้อ เช่น ให้มี ส.ส.ร. 200 คนมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด (แบ่งเป็นเลือกตั้งแบบจังหวัด 100 คน + แบบบัญชีรายชื่อทั่วประเทศ 100 คน)[14], ส.ส.ร. มีอำนาจยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ภายในกรอบเวลาไม่เกิน 360 วัน[15], ผู้สมัคร ส.ส.ร. อายุขั้นต่ำ 18 ปีเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่, และป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนโดยกำหนดให้ ส.ส.ร. ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปีหลังร่างเสร็จ[16][17]. ที่สำคัญ ส.ส.ร. จะต้องนำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชนก่อนจึงประกาศใช้[18]. แนวทางนี้เป็นไปตามนโยบายพรรคที่หาเสียงไว้ว่าจะเดินหน้า “รื้อระบอบ คสช.” ด้วยการให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง
  • ทำไมต้องทำประชามติ? ข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญของพรรคก้าวไกลหลายเรื่อง โดยเฉพาะการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เกี่ยวพันกับอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชนโดยตรง ซึ่งตามหลักกฎหมายไทยปัจจุบัน การจะเปลี่ยน “รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ” นั้นไม่อาจทำได้โดยรัฐสภาเพียงลำพัง จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยก่อน. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 ได้ย้ำชัดเจนว่า รัฐสภามีอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ แต่จะต้องให้ประชาชน ลงประชามติ เสียก่อนว่า “เห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”[19]. หากประชาชนในการประชามติครั้งแรกเห็นด้วยให้ร่างใหม่ จึงดำเนินการตั้ง ส.ส.ร. ยกร่าง และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้วก็ต้องทำประชามติอีกครั้งเพื่อให้ประชาชน เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กับร่างฉบับนั้นก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ [19]. กล่าวโดยสรุปคือ ต้องมีประชามติ 2 ครั้ง (ก่อนและหลัง) สำหรับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามหลักการ “ประชาชนคือผู้สถาปนารัฐธรรมนูญ”.
  • เหตุใดจึงแก้โดยตรงผ่านรัฐสภาไม่ได้? เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกฎหมายสูงสุดที่ผ่านประชามติประชาชนเมื่อปี 2559 มาแล้ว[20], การจะร่างฉบับใหม่มาแทนจึงเท่ากับเป็นการขอใช้ “อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ” ใหม่อีกครั้ง ซึ่งเกินขอบเขตการแก้ไขเพิ่มเติมตามปกติของรัฐสภา. ดังนั้น รัฐสภาจึงไม่อาจแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับได้ทันที โดยไม่ผ่านประชามติ ขั้นตอนนี้เป็น ข้อผูกพันทางกฎหมาย ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความไว้. ในทางปฏิบัติ เมื่อปลายปี 2566 ประธานรัฐสภาได้ปฏิเสธบรรจุร่างแก้ไขมาตรา 256 ตั้ง ส.ส.ร. (ที่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทยเสนอ) เข้าวาระประชุม โดยให้เหตุผลอ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 4/2564 ว่า ต้องจัดทำประชามติให้ประชาชนอนุมัติก่อนเสนอร่างดังกล่าวเข้าสู่รัฐสภา[21]. พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วยกับการตีความนี้ (มองว่าการเสนอร่างยังไม่ใช่การ “จัดทำ” รัฐธรรมนูญใหม่ จึงควรให้รัฐสภาพิจารณาก่อนได้) แต่ก็ยอมรับหลักการว่าประชามติเป็นสิ่งจำเป็นตามคำวินิจฉัยอยู่ดี[22]. ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลเสนอแนวทางว่าควรทำประชามติ 2 ครั้ง ก็เพียงพอในเชิงกฎหมาย (ประชามติครั้งแรกสามารถควบรวมไปกับ ประชามติตามมาตรา 256 (8) หลังรัฐสภาผ่านแก้ไขวาระสามได้) โดยไม่จำเป็นต้องทำถึง 3 ครั้งตามบางความเห็น[23][24]. อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะ 2 หรือ 3 ครั้ง หัวใจสำคัญคือ ต้องให้ประชาชนได้ไฟเขียวก่อนเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ และได้ตรวจสอบให้ความเห็นชอบร่างสุดท้ายก่อนใช้. นี่คือเหตุผลที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สามารถทำโดยรัฐสภาแบบทางลัดได้ทันที เพราะต้องเคารพ ฉันทามติของประชาชน ผ่านกระบวนการประชามติตามที่กฎหมายกำหนดนั่นเอง
  • แก้รายมาตรา “ทำได้” แล้วทำไมไม่ทำแบบนั้นไปเลย? ทำได้ ถ้าเป็น “แก้เพิ่มเติม” ตามช่องทางปกติในรัฐสภา (ยื่นร่าง → วาระ 1–3 → บางกรณีต้องประชามติ) และที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญ 2560 ก็เคยถูกแก้รายมาตรา (เช่น เรื่องระบบเลือกตั้ง ฯลฯ)

    แต่ปัญหาคือ… สิ่งที่หลายฝ่าย (โดยเฉพาะพรรคประชาชน) อยากเปลี่ยนมันไม่ใช่ 1–2 มาตรา มันเป็น “แพ็กเกจโครงสร้าง” ที่โยงกันหลายจุด เช่น ที่มาของอำนาจบางสถาบัน ระบบถ่วงดุล กติกาการเมืองระยะยาว ฯลฯ ซึ่งถ้าแก้ทีละมาตรา:

    • ต้องยื่นหลายร่าง หลายรอบ

    • เสี่ยงถูกคว่ำระหว่างทาง / ถูกเจาะให้เหลือแค่เศษเสี้ยว

    • และสุดท้ายได้รัฐธรรมนูญที่ “หน้าตาเดิมแต่แปะพลาสเตอร์” มากกว่าการออกแบบใหม่ทั้งระบบ

ประวัติรัฐธรรมนูญไทยโดยสังเขป (ก่อนปี 2535 – ปัจจุบัน)

ไทยมีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรกตั้งแต่ปี 2475 และเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง (รวมทั้งสิ้น 20 ฉบับถาวรจนถึงฉบับปัจจุบัน) ส่วนใหญ่เป็นผลจากเหตุรัฐประหารและวิกฤตการเมือง. ด้านล่างคือสรุป รัฐธรรมนูญฉบับสำคัญ ในช่วงก่อนและหลังปี 2535 ควบคู่บริบททางการเมืองในแต่ละยุค:

  • รัฐธรรมนูญ 2517: ประกาศใช้หลัง เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ประชาชนลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร[25]. รัฐบาลรักษาการของนายสัญญา ธรรมศักดิ์ (อดีตประธานศาลฎีกา) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นในปลายปี 2516 โดยมีเป้าหมาย ฟื้นระบอบประชาธิปไตยภายใน 6 เดือน ตามข้อเรียกร้องของประชาชนขณะนั้น[26]. ร่างรัฐธรรมนูญ 2517 ผ่านการอภิปรายอย่างกว้างขวางในสภานิติบัญญัติ และประกาศใช้เมื่อ 7 ต.ค. 2517 (ใช้เวลาเกือบ 1 ปีในการร่าง)[27]. จุดเด่น: ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงมากในยุคนั้น ประชาชนและสื่อมวลชนต่างชื่นชม (สยามรัฐฯ ลงความเห็นว่าเป็น รธน. ที่มีบทบัญญัติก้าวหน้ามากที่สุดฉบับหนึ่ง)[28][29]. กำหนดให้สภาผู้แทนราษฎร มาจากการเลือกตั้ง 100%, มีบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนจำนวนมาก, และมี วุฒิสภาเป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้ง (สมัยนั้นยังมิได้มาจากเลือกตั้งทั้งหมด). อายุของรัฐธรรมนูญ 2517 สั้นมาก – มีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญนี้ 2 ครั้ง (ปี 2518 และ 2519) ก่อนที่จะถูกยกเลิกจาก รัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ที่นำโดยฝ่ายขวาและทหารบางส่วนท่ามกลางวิกฤตการเมืองในช่วงนั้น.
  • รัฐธรรมนูญ 2540 (ฉบับประชาชน): เกิดขึ้นจากกระแสเรียกร้อง “ปฏิรูปการเมือง” หลังวิกฤต พฤษภาทมิฬ 2535 ซึ่งประชาชนถูกสลายการชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร (ผู้นำรัฐประหาร 2534 ที่เบี้ยวสัญญามาเป็นนายกฯ เอง)[30]. สังคมไทยตื่นตัวอย่างมากเรื่องการเมืองหลังเหตุการณ์นั้น จึงมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2534 เพื่อเปิดทางตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่. ความพิเศษ ของกระบวนการร่าง รธน. 2540 คือ ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย: มีการเปิดเวทีรับฟังความเห็นทั่วประเทศ (ประชาชนกว่า 8 แสนคนร่วมให้ข้อเสนอแนะ)[31][32] และสมาชิก ส.ส.ร. 99 คน ก็มาจากการ เลือกตั้งทางอ้อมจังหวัดละ 1 คน รวม 76 คน บวกกับผู้ทรงคุณวุฒิอีก 23 คน[33]. ด้วยเหตุนี้ รธน.2540 จึงถูกเรียกว่า “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” อย่างแท้จริง[34]. เนื้อหาสำคัญ ของรัฐธรรมนูญ 2540 เช่น: กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. (ปิดทางนายกฯ คนนอกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง)[35], วุฒิสภาทั้งหมด 200 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรงครั้งแรกในประวัติศาสตร์ (ก่อนหน้านั้น ส.ว. มาจากการแต่งตั้งหรือเลือกโดยกลุ่มอาชีพ)[36], จัดตั้ง องค์กรอิสระ ขึ้นหลายองค์กร (กกต., ป.ป.ช., ผู้ตรวจการแผ่นดิน, ศาลรัฐธรรมนูญ, กสม. ฯลฯ) เพื่อถ่วงดุลตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ[37], และปรับระบบเลือกตั้งให้ส่งเสริมพรรคการเมืองเข้มแข็ง – มี ส.ส.เขต 400 คน + ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน, ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ, ส่งผลให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างมากที่มีเสถียรภาพมากขึ้น (ต่างจากก่อนหน้า 2540 ที่มักเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค)[38]. รัฐธรรมนูญ 2540 ได้รับการยอมรับว่าก้าวหน้าทั้งด้านสิทธิเสรีภาพ (เช่น เพิ่มสิทธิชุมชน, สิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ)[39] และการปฏิรูปการเมือง (เช่น เพิ่มบทบาทภาคประชาสังคม). อย่างไรก็ดี ฉบับนี้ถูกยกเลิกโดย รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งโค่นรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โดยคณะปฏิรูปฯ (คปค.) ที่อ้างเรื่องปัญหาคอร์รัปชันและความขัดแย้งทางการเมือง.
  • รัฐธรรมนูญ 2550: ภายหลังรัฐประหาร 2549 คณะรัฐประหารได้แต่งตั้ง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชุดใหม่และจัดให้มีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2550 (ถือเป็นครั้งแรกที่ไทยทำประชามติรัฐธรรมนูญ) ซึ่งประชาชนลงมติเห็นชอบ ราว 57.8% ส่งผลให้รัฐธรรมนูญ 2550 มีผลบังคับใช้วันที่ 24 ส.ค. 2550[40]. บริบท ของฉบับนี้คือสังคมที่แบ่งขั้วชัดเจนระหว่างฝ่ายสนับสนุนทักษิณกับฝ่ายต่อต้านทักษิณ (เหลือง/แดง) ความไว้เนื้อเชื่อใจในนักการเมืองลดต่ำ คณะร่างฯ จึงพยายามออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อ “ลดการผูกขาดอำนาจ” ของรัฐบาลที่มาจากเลือกตั้ง และ เพิ่มกลไกตรวจสอบถ่วงดุล” ตามแนวคิดของฝ่ายอนุรักษ์นิยม. ตัวอย่างสาระสำคัญ: ปรับระบบเลือกตั้ง ส.ส. เป็นแบบ แบ่งเขต 400 คน + สัดส่วน 80 คน (ใช้เขตจังหวัดใหญ่แทนเขตเล็ก ลดจำนวน ส.ส. พรรคใหญ่)[41], กำหนดให้ วุฒิสภา 150 คนมาจากการเลือกตั้งทางอ้อมครึ่งหนึ่ง + การสรรหาแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง (ถอยหลังจากที่เคยเลือกตั้งทั้งหมดในปี 2543)[41], เพิ่มอำนาจองค์กรอิสระ/ศาลในการตรวจสอบและลงโทษนักการเมือง (เช่น ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคได้, กำหนดโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปีแก่กรรมการพรรคที่ทุจริต – ส่งผลให้เกิดการ ยุบพรรคไทยรักไทย และห้ามนักการเมือง 111 คนในปี 2550) เป็นต้น. แม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะยังคงหมวดสิทธิเสรีภาพประชาชนไว้ใกล้เคียงฉบับก่อนหน้า แต่โดยรวมถูกมองว่าเป็น “ผลพวงของรัฐประหาร” ที่แฝงเจตนาสืบทอดอำนาจ: ผ่านการออกแบบระบบการเมืองให้รัฐบาลชุดหลังอ่อนแอลงและชนชั้นนำดั้งเดิมยังควบคุมได้. รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกแก้ไขเพิ่มเติมบางส่วนในปี 2554 (เช่น เปลี่ยนระบบเลือกตั้งกลับไปใช้ ส.ส. 500 คน และปรับวิธีทำสนธิสัญญา)[42] แต่สุดท้ายก็ถูกยกเลิกโดย รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ที่นำโดย คสช. ภายใต้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา.
  • รัฐธรรมนูญ 2560: เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ฉบับที่ 20) ที่ร่างขึ้นภายใต้การนำของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาลทหารที่ยึดอำนาจในปี 2557. คสช. แต่งตั้งกรรมการร่างฯ 21 คน มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน ยกร่างรัฐธรรมนูญโดยอ้างว่าจะปฏิรูปการเมืองให้เกิด “ธรรมาภิบาล” และความปรองดอง. ร่างฉบับนี้ผ่าน การออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. 2559 (ประชาชนเห็นชอบ 61.4%) ก่อนประกาศใช้วันที่ 6 เม.ย. 2560[43]. ลักษณะเด่น/จุดวิจารณ์ ของรัฐธรรมนูญ 2560 ได้แก่:
  • บทเฉพาะกาลให้วุฒิสภาแต่งตั้ง 250 คนมีอำนาจสูงมาก: ใน ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก (2560-2565) ให้มีวุฒิสมาชิก 250 คนซึ่งแต่งตั้งทั้งหมดโดย คสช. และที่สำคัญคือวุฒิสภาชุดนี้มีสิทธิร่วมลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งปี 2562 ด้วย[44]. นี่ถือเป็นการ สืบทอดอำนาจ ของคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน เพราะ ส.ว. แต่งตั้งเหล่านี้ได้ร่วมโหวตให้พล.อ.ประยุทธ์ (หัวหน้าคสช.) เป็นนายกฯ ต่อในปี 2562 ทั้งที่พรรคพลังประชารัฐของท่านไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ. (หมายเหตุ: หลังวาระ 5 ปีแรก รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภา 200 คนมาจากการ “เลือกกันเองของกลุ่มอาชีพ” แต่ก็ยังเป็นการแต่งตั้งทางอ้อม ไม่ใช่เลือกตั้งโดยตรง และไม่มีอำนาจโหวตนายกฯ แล้ว).
  • ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีและแผนปฏิรูปประเทศผูกมัดรัฐบาลเลือกตั้ง: รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติให้รัฐบาลต้องปฏิบัติตาม ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และแผนการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ที่จัดทำขึ้นในยุคคสช. (บัญญัติไว้ในมาตรา 65 และหมวด 16)[10]. กลไกนี้ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถูกจำกัดเสรีภาพในการกำหนดนโยบาย เพราะถ้าออกนอกกรอบยุทธศาสตร์/แผน อาจถูกองค์กรอิสระหรือศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญได้[12]. นักวิจารณ์มองว่านี่คือการ “มัดมือรัฐบาลหน้า” ไม่ต่างอะไรกับการที่คณะรัฐประหารยังคงกุมทิศทางประเทศแม้หมดอำนาจไปแล้ว.
  • ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม (MMA): เดิมฉบับ 2560 กำหนดให้ ส.ส. 500 คน มาจากเขตเลือกตั้ง 350 คน + บัญชีรายชื่อ 150 คน แต่ใช้บัตรเลือกตั้ง ใบเดียว (รวมคะแนนเพื่อคำนวณทั้ง ส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อ)[45]. สูตรคำนวณนี้ออกแบบให้คะแนนเสียงของประชาชนทุกเสียงถูกแปรเป็นจำนวน ส.ส. อย่างเคร่งครัด ทำให้พรรคขนาดใหญ่ได้ ส.ส. ลดลงและพรรคขนาดเล็กมีโอกาสได้ที่นั่ง (“ปัดเศษ” จากบัญชีรายชื่อ) – ผลคือหลังเลือกตั้ง 2562 มีพรรคเล็กเต็มสภา การจัดตั้งรัฐบาลยุ่งยาก ต้องตั้งรัฐบาลผสมหลายพรรค. (อย่างไรก็ดี ระบบนี้ถูกแก้ไขในปี 2564-65 กลับไปใช้บัตร 2 ใบและสูตรคำนวณแบบใหม่สำหรับเลือกตั้ง 2566).
  • เพิ่มข้อจำกัดในการแก้รัฐธรรมนูญ: มาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดเงื่อนไขแก้ไขที่ยาก โดยต้องใช้เสียงเห็นชอบ เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา และในนั้นต้องมีเสียง ส.ว. อย่างน้อย 1 ใน 3 สนับสนุนด้วย (หมายความว่าหาก ส.ว. คัดค้านเกิน 84 คน การแก้ไขจะไม่ผ่าน). นอกจากนี้ หากจะแก้ในหมวดสำคัญ (เช่น หมวด 1 บททั่วไป, หมวด 2 พระมหากษัตริย์, หรือแก้เพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ) จะต้องทำประชามติ

[1] [2] [3] ก้าวไกลยื่นยกเลิกมาตรา 272 เชื่อเป็นทางออกตัดอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ ย้ำรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่เป็นผลดี

https://themomentum.co/report-mfp-272/

[4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12] มาแล้ว! ก้าวไกลยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 3 ฉบับ

https://www.thaipost.net/hi-light/626085/

[13] [14] [15] [16] [17] [18] [21] [22] [23] ‘ก้าวไกล’ ยื่นร่างแก้รัฐธรรมนูญ ปมที่มา ส.ส.ร. เลือกตั้ง 100%-อายุ 18 ปี สมัครได้

https://www.workpointtoday.com/politics-amend-the-constitution-2

[19] เจาะลึกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปี64 แก้รธน.ต้องทำประชามติก่อน

https://www.posttoday.com/politics/719568

[20] [24] เปิดคำวินิจฉัยส่วนตน เสียงข้างมากยืนยันเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทำประชามติ 2 ครั้งก็พอ - iLaw

https://www.ilaw.or.th/articles/43547

[25] [26] [27] [28] [29] 7 ตุลาคม พ.ศ. 2517 - ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า

https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=7_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2517

[30] [31] [32] [33] [34] [35] [36] [37] [38] [39] รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นอย่างไร ใครๆ ก็พูดถึง - iLaw

https://www.ilaw.or.th/articles/3812

[40] [41] [42] รัฐธรรมนูญฉบับที่ 18 ปี 2550

https://parliamentmuseum.go.th/constitution/constitution-18-2550.html

[43] [44] [45] รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ปี 2560

https://parliamentmuseum.go.th/constitution/constitution-20-2560.html

เมื่อเอเจนต์ AI อยู่ร่วมกัน: Project Sid, Generative Agents (Smallville), และ ChatDev แบบไม่ใส่สีตีไข่

บทความนี้ตั้งใจเล่า “แยกเป็นเคส” ให้ถูกต้องตามต้นฉบับให้มากที่สุด โดยไม่เติมดราม่าเกินข้อมูลจริง แต่ขยายความเพื่อให้เห็นบริบท ข้อจำกัด และคว...