จากไฟใต้ยุคเก่า ถึงบทเรียนที่ยังไม่จบในวันนี้
ถ้าพูดถึงความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คนไทยจำนวนมากอาจนึกถึงวันที่ 4 มกราคม 2547 การปล้นปืนจากค่ายทหารที่นราธิวาส เหตุการณ์กรือเซะ ตากใบ และความรุนแรงต่อเนื่องอีกกว่าสองทศวรรษหลังจากนั้น
แต่ความจริงแล้ว “ไฟใต้” ไม่ได้เริ่มในปี 2547
ประเทศไทยเคยเผชิญขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ใช้กำลังอย่างจริงจังมาแล้วตั้งแต่หลายสิบปีก่อน และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ รัฐไทยเคยทำให้สถานการณ์ดังกล่าวสงบลงได้ในระดับหนึ่ง จนปลายทศวรรษ 2530 และตลอดทศวรรษ 2540 ความขัดแย้งแทบหายไปจากความสนใจของคนส่วนใหญ่ในประเทศ
หัวใจของความเปลี่ยนแปลงนั้นมีชื่อหนึ่งซึ่งวันนี้แทบไม่มีใครพูดถึงแล้ว
Harapan Baru — ฮาราปันบารู
เป็นภาษามลายู แปลว่า “ความหวังใหม่”
ชื่อของมันฟังดูเหมือนโครงการพัฒนาชนบทธรรมดา แต่เบื้องหลังคือความเปลี่ยนแปลงทางความคิดครั้งสำคัญของรัฐไทย จากการมองชายแดนใต้ว่าเป็นพื้นที่ซึ่งมี “โจรแบ่งแยกดินแดนที่ต้องปราบ” ไปสู่ความเข้าใจว่า
หากประชาชนยังไม่ไว้วางใจรัฐ ต่อให้กำจัดคนถือปืนในวันนี้ได้ คนรุ่นใหม่ก็สามารถหยิบปืนขึ้นมาแทนในวันหน้า
เรื่องราวของ Harapan Baru จึงไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ของนโยบายหนึ่งในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
มันอาจเป็นบทเรียนสำคัญของประเทศไทยว่า
ทำไมความเงียบของปืน จึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงจุดจบของความขัดแย้ง
ก่อนจะมี “ความหวังใหม่”
บทความนี้จะไม่ย้อนประวัติศาสตร์รัฐปาตานีทั้งหมด เพราะเรื่องนั้นมีรายละเอียดมากพอจะเขียนแยกอีกบทหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องรู้เป็นพื้นฐานคือ พื้นที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสมีประชากรส่วนใหญ่เป็นมลายูมุสลิม มีภาษา ศาสนา ประวัติศาสตร์ และความทรงจำทางการเมืองแตกต่างจากส่วนกลางอย่างชัดเจน
เมื่อรัฐไทยสมัยใหม่รวมศูนย์การปกครองมากขึ้น ความขัดแย้งจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องดินแดน แต่รวมถึงคำถามว่า
คนมลายูมุสลิมสามารถเป็นพลเมืองของรัฐไทย โดยยังรักษาภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และอำนาจในการจัดการชีวิตของตนเองไว้ได้เพียงใด
บุคคลสำคัญคนหนึ่งคือ หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ ผู้นำศาสนาและนักปฏิรูปการศึกษาชาวปัตตานี
ในปี 2490 เขาและคณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานีเสนอข้อเรียกร้อง 7 ประการต่อรัฐบาล เช่น การให้คนในพื้นที่มีบทบาทในการบริหารมากขึ้น การใช้ภาษามลายูควบคู่กับภาษาไทย การเพิ่มสัดส่วนข้าราชการท้องถิ่น และการจัดการเรื่องศาสนาและกฎหมายอิสลามอย่างเหมาะสมกับพื้นที่
หะยีสุหลงถูกจับในเวลาต่อมา และในปี 2497 เขาหายตัวไปพร้อมกับบุตรชายและผู้ติดตาม เหตุการณ์นี้กลายเป็นหนึ่งในความทรงจำสำคัญของสังคมมลายูปาตานี
หลังจากนั้น การต่อต้านรัฐค่อย ๆ แตกออกเป็นสองเส้นทาง
เส้นหนึ่งคือ การเมืองและการเรียกร้องสิทธิในระบบ
อีกเส้นหนึ่งคือ ขบวนการใต้ดินและการต่อสู้ด้วยอาวุธ
จากความไม่พอใจ สู่ขบวนการติดอาวุธ
ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2510 ขบวนการแบ่งแยกดินแดนเริ่มมีองค์กรที่ชัดเจนขึ้น
ชื่อที่ปรากฏบ่อยในประวัติศาสตร์ช่วงนี้ ได้แก่
BNPP — Barisan Nasional Pembebasan Patani
BRN — Barisan Revolusi Nasional
และ
PULO — Patani United Liberation Organisation
PULO ซึ่งก่อตั้งในปี 2511 กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีบทบาทโดดเด่นที่สุดในยุคดังกล่าว ส่วน BRN ซึ่งจะกลับมาเป็นตัวแสดงหลักในความขัดแย้งยุคหลังนั้น มีรากมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2500
ช่วงทศวรรษ 2510–2520 ชายแดนใต้จึงมีสภาพคล้ายสงครามกองโจรความเข้มข้นต่ำ มีการซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ วางระเบิด ลักพาตัว เรียกค่าคุ้มครอง และใช้พื้นที่ป่าและชายแดนมาเลเซียเป็นเส้นทางเคลื่อนไหว
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนเพราะประเทศไทยในเวลานั้นไม่ได้กำลังต่อสู้กับขบวนการมลายูแบ่งแยกดินแดนเพียงอย่างเดียว
ยังมี พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย หรือ พคท. ทำสงครามกองโจรอยู่ในหลายพื้นที่ของประเทศ
ในสายตาฝ่ายความมั่นคงยุคนั้น ภาคใต้จึงเต็มไปด้วย
คอมมิวนิสต์
ผู้แบ่งแยกดินแดน
โจร
ผู้มีอิทธิพล
การลักลอบข้ามแดน
และคำตอบตามธรรมชาติของรัฐในบริบทสงครามเย็นคือ
ตำรวจ ทหาร และการปราบปราม
ปัญหาคือ เมื่อรัฐแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร คนธรรมดาที่ถูกสงสัยก็สามารถกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการความมั่นคงได้ และนั่นทำให้ความไม่ไว้วางใจรัฐเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ธันวาคม 2518: บาดแผลที่รัฐควรจำ
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดก่อนยุค Harapan Baru เกิดขึ้นปลายปี 2518
วันที่ 29 พฤศจิกายน มีชาวมลายูมุสลิมกลุ่มหนึ่งถูกสังหารในพื้นที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส โดยมีข้อกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่นาวิกโยธินเกี่ยวข้อง
คำว่า “ข้อกล่าวหา” สำคัญ เพราะความรับผิดทางกฎหมายของคดีเก่าแก่เหตุการณ์นี้ไม่ได้ถูกพิสูจน์จนหมดข้อถกเถียง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอนคือประชาชนจำนวนมากในพื้นที่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องและรัฐไม่ได้ให้ความยุติธรรมอย่างเพียงพอ
ในเดือนธันวาคม นักศึกษา ผู้นำศาสนา นักการเมืองและประชาชนเริ่มรวมตัวประท้วง
งานวิจัยร่วมสมัยเสนอว่าการชุมนุมครั้งนี้ไม่ควรถูกอธิบายง่าย ๆ ว่าเป็น “ม็อบของ PULO” เพราะกลุ่มนักศึกษา Selatan และเครือข่ายประชาชนมีบทบาทสำคัญ และพยายามสร้างพื้นที่การต่อสู้แบบไม่ใช้ความรุนแรง ซึ่งแตกต่างจากทั้งรัฐและขบวนการใต้ดิน
ข้อเรียกร้องช่วงต้นก็ไม่ได้เรียกร้องเอกราชปาตานี
แต่เป็นเรื่องค่อนข้างพื้นฐาน:
ให้จับและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
ชดเชยครอบครัวผู้เสียชีวิต
ถอนกำลังทหารบางส่วนออกจากพื้นที่
และให้นายกรัฐมนตรีลงมารับฟังประชาชน
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ณ จุดนั้นผู้ชุมนุมยังพูดกับรัฐว่า
“โปรดให้ความยุติธรรมแก่เรา”
ไม่ใช่
“เราไม่ต้องการอยู่กับรัฐนี้อีกแล้ว”
ความแตกต่างเล็ก ๆ นี้สำคัญมาก
แล้วระเบิดก็ลงกลางการชุมนุม
วันที่ 13 ธันวาคม มีระเบิดถูกขว้างเข้าไปในฝูงชน
มีผู้เสียชีวิตประมาณสิบกว่าคนและได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน ตัวเลขแตกต่างกันบ้างตามแหล่งข้อมูล และมีแกนนำคนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตท่ามกลางความโกลาหล
ผู้ก่อเหตุและผู้ที่อยู่เบื้องหลังยังเป็นประเด็นที่มีเรื่องเล่าแตกต่างกัน จึงไม่ควรเขียนฟันธงเกินหลักฐาน
แต่ในทางการเมือง ความเสียหายเกิดขึ้นไปแล้ว
จากเรื่อง
“ใครฆ่าชาวบ้านกลุ่มแรก”
คำถามกลายเป็น
“รัฐนี้สามารถให้ความยุติธรรมและปกป้องเราได้จริงหรือไม่”
การชุมนุมยืดเยื้อไปถึงต้นเดือนมกราคม 2519 และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองมลายูปาตานี
งานวิจัยปี 2569 ถึงกับอธิบายเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการเปลี่ยนจาก “การเมืองของชนชั้นนำ” ไปสู่ “การเมืองของมวลชน” เพราะประชาชนค้นพบว่าตนเองสามารถเป็นผู้กระทำทางการเมือง ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงการยอมจำนนต่อรัฐหรือเข้าป่าถือปืนเท่านั้น
นี่เป็นบทเรียนซึ่งรัฐไทยจะค่อย ๆ เข้าใจในอีกไม่กี่ปีต่อมา
เปรมขึ้นมา และรัฐเริ่มคิดต่าง
ปี 2523 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
ในช่วงเดียวกัน ประเทศไทยกำลังค้นพบวิธีใหม่ในการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
แทนที่จะถามว่า
“จะฆ่าคอมมิวนิสต์ให้หมดได้อย่างไร”
ฝ่ายความมั่นคงเริ่มถามว่า
“ทำอย่างไรประชาชนจึงไม่อยากเป็นคอมมิวนิสต์”
เกิดคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีชื่อเสียงมากคือ 66/2523 และต่อมาคือ 65/2525
หัวใจสำคัญคือสิ่งที่ภายหลังถูกเรียกอย่างกว้าง ๆ ว่า
การเมืองนำการทหาร
นั่นไม่ได้หมายความว่าเลิกใช้ทหารหรือหยุดปราบผู้ใช้ความรุนแรง
ตรงกันข้าม รัฐยังคงปฏิบัติการทางทหารอย่างจริงจัง
แต่เพิ่มอีกด้านเข้าไปพร้อมกัน ได้แก่
การนิรโทษกรรม
เปิดทางกลับเข้าสู่สังคม
แก้ความเดือดร้อน
พัฒนาเศรษฐกิจ
เปิดพื้นที่การเมือง
ปรับพฤติกรรมเจ้าหน้าที่
และแยกประชาชนธรรมดาออกจากแกนนำติดอาวุธ
ในภาษาวิชาการ counterinsurgency นี่คือเรื่องสำคัญมาก
เพราะ insurgency ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยปืนเพียงอย่างเดียว
มันต้องมี
คนให้ข่าว
คนให้ที่พัก
คนให้อาหาร
คนเชื่อในความชอบธรรม
และคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเข้าร่วม
ถ้ารัฐปฏิบัติต่อประชาชนทั้งพื้นที่เหมือนเป็นผู้ก่อการเสียเอง รัฐก็จะทำหน้าที่ recruit คนให้ขบวนการ โดยไม่รู้ตัว
ปี 2524: เครื่องมือสองชิ้นที่เปลี่ยนเกม
รัฐบาลเปรมตั้งองค์กรสำคัญสองหน่วย
ศอ.บต.
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ — SBPAC
ทำหน้าที่ทางการเมืองและการบริหาร
ศอ.บต.มีชื่อเสียงเรื่องการรับข้อร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับข้าราชการที่ทุจริต ใช้อำนาจไม่เหมาะสม หรือไม่เข้าใจพื้นที่ และมีอำนาจทางการเมืองเพียงพอที่จะผลักดันให้เจ้าหน้าที่ที่สร้างปัญหาถูกย้ายออก
Human Rights Watch บันทึกว่าในความทรงจำของคนในพื้นที่ มีความเชื่อกันถึงขั้นว่า ศอ.บต.สามารถจัดการย้ายเจ้าหน้าที่ที่มีปัญหาได้ภายในวันเดียว
จะจริงทุกกรณีหรือไม่ไม่สำคัญเท่ากับความหมายของมัน
เพราะสำหรับประชาชน มันแปลว่า
“ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐทำอะไรเรา ยังมีรัฐอีกส่วนหนึ่งที่เราร้องเรียนได้”
นี่คือการสร้างความไว้วางใจเชิงสถาบัน
พตท.43
อีกหน่วยคือ กองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร 43 — CPM 43
หน้าที่สำคัญคือทำให้ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และข่าวกรองไม่ทำงานแยกโลกกัน
ข้อมูลจากผู้ใหญ่บ้าน
ครู
ผู้นำศาสนา
นายอำเภอ
ตำรวจ
ทหาร
จึงเริ่มเชื่อมเข้าหากันมากขึ้น
พร้อมกันนั้น รัฐบาลไทยเพิ่มความร่วมมือกับมาเลเซียในการควบคุมชายแดน ปิดเส้นทางหลบหนีและกดดันขบวนการติดอาวุธจากอีกด้านหนึ่งด้วย
นี่จึงไม่ใช่นโยบายใจดีอย่างเดียว
มันเป็นยุทธศาสตร์ carrot and stick
ปราบคนที่ต้องปราบ
แต่พยายามไม่สร้างศัตรูเพิ่ม
แล้ว Harapan Baru ก็ถือกำเนิด
จากพื้นฐานทั้งหมดนี้ เราจึงมาถึง Harapan Baru
คำนี้เป็นภาษามลายู หมายถึง
“ความหวังใหม่”
โครงการสัมพันธ์อย่างมากกับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งขณะนั้นเป็นบุคคลสำคัญในกองทัพและฝ่ายความมั่นคง และปรากฏชัดในช่วงประมาณปี 2531
การตั้งชื่อเป็นภาษามลายูเองก็มีความหมาย
รัฐไทยกำลังส่งสารในเชิงสัญลักษณ์ว่า
ความเป็นมลายูไม่ได้จำเป็นต้องเป็นศัตรูกับความเป็นพลเมืองไทย
งานศึกษาบางชิ้นอธิบาย Harapan Baru ในฐานะโครงการพัฒนาและสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งมีทั้งด้านเศรษฐกิจ ชุมชน การพัฒนาชนบท ตลอดจนกิจกรรมเกี่ยวกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
แต่ถ้ามองในบริบททั้งหมด ความหมายของมันกว้างกว่าโครงการพัฒนาอย่างเดียว
Harapan Baru คือ ชิ้นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหญ่ ที่เริ่มมาตั้งแต่ต้นยุคเปรม
คือทำให้ประชาชนรู้สึกว่า
รัฐไทยไม่ได้มีเพียงตำรวจและทหารที่เข้ามาหาพวกเขาเมื่อเกิดเหตุ
แต่รัฐสามารถนำ
ถนน
โรงเรียน
อาชีพ
บริการสาธารณะ
ช่องทางร้องเรียน
พื้นที่ทางการเมือง
เข้ามาด้วย
งานศึกษาหนึ่งระบุว่า พล.อ.ชวลิตมองปัญหาสำคัญของชายแดนใต้ว่ามาจาก “ระยะห่าง” ระหว่างพุทธกับมุสลิม และระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน การพัฒนาจึงถูกใช้เป็นวิธีลดช่องว่างดังกล่าว ไม่ใช่เพียงเพิ่มรายได้
นี่คือแก่นที่ทำให้ Harapan Baru น่าสนใจ
มันไม่ได้ถามเพียงว่า
“รัฐจะควบคุมพื้นที่ได้อย่างไร”
แต่เริ่มถามว่า
“ทำอย่างไรประชาชนจึงยินดีอยู่กับรัฐนี้”
อย่าเข้าใจผิดว่า Harapan Baru เป็นยาวิเศษ
ตรงนี้ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
ถ้าหลังจากนั้นความรุนแรงลดลง แล้วสรุปว่า
“Harapan Baru ทำให้ไฟใต้สงบ”
ก็ง่ายเกินไป
สิ่งที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 2520–2540 เป็นผลจากหลายปัจจัยทำงานพร้อมกัน
ทั้ง
การปราบปรามทางทหารที่มีประสิทธิภาพขึ้น
ข่าวกรองที่ดีขึ้น
ความร่วมมือกับมาเลเซีย
การนิรโทษกรรม
การพัฒนา
ศอ.บต.
พตท.43
การเปิดพื้นที่การเมือง
และการอ่อนกำลังของขบวนการรุ่นเก่า
ปี 2541 มาเลเซียจับแกนนำ PULO หลายคนและส่งให้ไทย
หลังจากนั้นรัฐเปิดโอกาสให้สมาชิกขบวนการเข้าร่วมโครงการนิรโทษกรรม
Human Rights Watch ระบุว่า มีผู้เกี่ยวข้องกับ PULO และ BRN เกือบหนึ่งพันคน เข้ามอบตัว ได้รับสิทธิพลเมืองกลับคืน รวมทั้งได้รับที่ดินหรือการฝึกอาชีพในโครงการคืนสู่สังคม
เมื่อถึงปี 2543 เจ้าหน้าที่ไทยประเมินว่าเหลือผู้ปฏิบัติการแบ่งแยกดินแดนที่ยังเคลื่อนไหวอยู่เพียงประมาณ 70–80 คน
ในสายตากรุงเทพฯ
สงครามดูเหมือนจะจบแล้ว
จากปืน สู่คูหาเลือกตั้ง
สิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันอย่างน่าสนใจคือ การเมืองมลายูมุสลิมเริ่มมีช่องทางในระบบรัฐสภามากขึ้น
หนึ่งในกลุ่มสำคัญคือ วาดะห์ — Wadah
คำว่า Wadah หมายถึงการรวมตัวหรือเวทีร่วม
กลุ่มนี้มีบุคคลอย่าง เด่น โต๊ะมีนา และต่อมามีนักการเมืองอย่าง วันมูหะมัดนอร์ มะทา เข้ามามีบทบาท
ในการเลือกตั้งปี 2529 ผู้สมัครของกลุ่มวาดะห์ชนะ 5 ที่นั่งในสามจังหวัดชายแดนใต้ และในเวลาต่อมากลุ่มก็มีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับพรรคความหวังใหม่ของ พล.อ.ชวลิต ก่อนที่สมาชิกหลายคนจะได้รับตำแหน่งระดับรัฐมนตรีและตำแหน่งทางการเมืองระดับชาติ
ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงว่าใครได้เป็นรัฐมนตรี
แต่คือข้อความที่ส่งไปยังประชาชนว่า
ไม่จำเป็นต้องถือปืนจึงจะทำให้กรุงเทพฯ ฟัง
การเลือกตั้งก็สามารถสร้างอำนาจต่อรองได้
ถ้ามองในเชิง counterinsurgency นี่อาจเป็นความสำเร็จที่สำคัญกว่าการสร้างถนนเสียอีก
เพราะรัฐสามารถสร้าง ทางเลือกที่แข่งขันกับการต่อสู้ใต้ดิน
ความสำเร็จที่กลายเป็นกับดัก
เมื่อถึงปลายทศวรรษ 2540 ประเทศไทยจึงอยู่ในสถานการณ์ประหลาด
นโยบายที่ประสบความสำเร็จในการลด insurgency
กลับสร้างเงื่อนไขให้รัฐบาลรุ่นต่อมาคิดว่า
“ไม่มี insurgency อีกแล้ว”
นี่คือกับดัก
เมื่อ ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2544 รัฐบาลประเมินว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดนเดิมแทบหมดสภาพแล้ว
เหตุยิง
วางเพลิง
ระเบิด
ปล้นอาวุธ
ที่ยังเกิดอยู่จึงถูกตีความว่าอาจเป็นฝีมือโจร กลุ่มอาชญากรรม ผู้มีอิทธิพล หรือการแย่งผลประโยชน์ มากกว่าจะเป็นการฟื้นตัวของ insurgency
ถ้าวินิจฉัยว่าเป็นอาชญากรรม
คำตอบก็ย่อมเป็นตำรวจและ law enforcement
แต่ถ้ามันคือ insurgency ที่มีรากทางการเมือง
เครื่องมือที่ต้องใช้จะต่างออกไปมาก
ปี 2545: รื้อระบบที่สร้างมาสองทศวรรษ
รัฐบาลทักษิณจึงตัดสินใจ ยุบ ศอ.บต. และ พตท.43
พร้อมกับเปลี่ยนสมดุลอำนาจด้านความมั่นคงจากกองทัพไปสู่ตำรวจมากขึ้น
ในทางการบริหาร มันมีเหตุผล
ถ้าสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติแล้ว ทำไมประเทศไทยต้องมีระบบราชการพิเศษซ้อนอยู่?
ปัญหาคือ...
สถานการณ์ไม่ได้ปกติอย่างที่คิด
Human Rights Watch วิเคราะห์ว่าการยุบสององค์กรทำให้ระบบข่าวกรอง การประสานงาน และความสามารถในการติดตามการฟื้นตัวของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอ่อนแอลง ขณะเดียวกันประชาชนก็เสียช่องทางสำคัญที่เคยใช้ป้องกันตนเองจากเจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้อำนาจมิชอบ
ต้องให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลทักษิณตรงนี้ด้วยว่า
ทักษิณไม่ได้สร้าง BRN ขึ้นมา
ขบวนการและเครือข่ายใหม่กำลังก่อตัวอยู่ก่อนแล้ว
ดังนั้นเราไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า หากไม่ยุบ ศอ.บต. แล้วเหตุการณ์ปี 2547 จะไม่เกิด
แต่สิ่งที่พูดได้แข็งแรงกว่าคือ
รัฐประเมินภัยต่ำเกินไป และรื้อเครื่องมือที่ควรช่วยตรวจจับและรับมือกับการฟื้นตัวของมันในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม
แล้ววันที่ 4 มกราคม 2547 ก็มาถึง
ผู้ก่อเหตุบุกค่ายทหารปิเหล็งที่นราธิวาส
ทหารเสียชีวิต 4 นาย
อาวุธปืนหลายร้อยกระบอกถูกปล้นไป
พร้อมกับมีเหตุเผาโรงเรียนหลายแห่ง
เหตุการณ์นั้นเสมือนประกาศว่า
ขบวนการที่รัฐคิดว่าหมดไปแล้ว ไม่ได้หมดไปไหน
หลังจากนั้นรัฐบาลเปลี่ยนจาก
“ไม่มี insurgency”
ไปสู่
“ต้องปราบ insurgency”
อย่างรวดเร็ว
และสิ่งที่ตามมากลายเป็นบาดแผลชุดใหม่
กรือเซะ และตากใบ
วันที่ 28 เมษายน 2547 กลุ่มผู้ก่อเหตุโจมตีจุดตรวจและสถานที่ของรัฐหลายแห่งพร้อมกัน
ส่วนหนึ่งหลบเข้าไปใน มัสยิดกรือเซะ
ท้ายที่สุดฝ่ายความมั่นคงบุกเข้าไป
คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นในภายหลังเห็นว่าการใช้กำลังและอาวุธในการบุกมัสยิดนั้น ไม่สมสัดส่วนกับภัยที่เกิดขึ้น
จากมุมยุทธวิธี เจ้าหน้าที่อาจมองว่าเป็นการจัดการภัยคุกคาม
แต่จากมุมการเมือง ขบวนการได้ narrative ที่มีพลังมหาศาล:
“รัฐไทยฆ่ามลายูมุสลิมในมัสยิด”
แล้วไม่ถึงหกเดือนต่อมา ก็เกิดเหตุการณ์ที่หนักกว่าเดิม
วันที่ 25 ตุลาคม 2547
ประชาชนชุมนุมหน้า สภ.ตากใบ จังหวัดนราธิวาส
หลังการสลายการชุมนุม มีผู้ถูกควบคุมตัวจำนวนมากถูกนำขึ้นรถทหาร โดยให้นอนซ้อนกันเป็นชั้น
มีผู้เสียชีวิตจากการขาดอากาศและถูกกดทับระหว่างการขนส่ง 78 คน และเมื่อรวมผู้เสียชีวิตในพื้นที่ จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 85 คน ตามรายงานในเวลานั้น
เรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในบาดแผลทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของชายแดนใต้ยุคใหม่
เมื่อรัฐกลายเป็นเครื่องผลิตสมาชิกใหม่ให้ insurgency
ลองมองปัญหาจากมุมเด็กคนหนึ่งในปี 2547
ถ้าพ่อ
พี่ชาย
ลุง
เพื่อน
เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐ
คำอธิบายว่า
“ประเทศไทยคือบ้านของเราทุกคน”
จะขายยากขึ้นทันที
และนี่คือกลไกพื้นฐานของ insurgency
ผู้ก่อเหตุโจมตีรัฐ
↓
รัฐตอบโต้
↓
ประชาชนบางส่วนได้รับผลกระทบ
↓
เกิด grievance
↓
ขบวนการใช้ grievance recruit คน
↓
เกิดการโจมตีครั้งใหม่
↓
รัฐใช้กำลังเพิ่ม
วงจรหมุนต่อไป
สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายติดอาวุธเป็นผู้บริสุทธิ์
ตรงกันข้าม ผู้ก่อความไม่สงบโจมตีและสังหารพลเรือนจำนวนมาก ทั้งชาวพุทธและมุสลิม ครู พระ ชาวบ้าน และผู้ที่ถูกมองว่าร่วมมือกับรัฐ ซึ่ง Human Rights Watch ถือว่าการจงใจโจมตีพลเรือนบางกรณีเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม
คนธรรมดาจึงไม่ได้ยืนอยู่ระหว่าง
“รัฐผู้ร้าย” กับ “ขบวนการผู้ปลดปล่อย”
อย่างเรียบง่าย
คนธรรมดากลับต้องอยู่ตรงกลางระหว่าง อำนาจที่สามารถทำร้ายพวกเขาได้จากทั้งสองฝ่าย
สิ่งที่รัฐเคยเรียนรู้ แล้วเหมือนจะลืมไป
ถ้าย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ปี 2518 แล้วนำมาวางข้างปี 2547 จะเห็น pattern ที่น่าสะพรึงอยู่เหมือนกัน
ประชาชนรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรม
↓
รัฐจัดการความขัดแย้งได้ไม่ดี
↓
มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม
↓
ความโกรธจากเรื่องเฉพาะกลายเป็น grievance ของชุมชน
↓
ขบวนการใต้ดินนำไปสร้างความชอบธรรม
รัฐไทยเคยเรียนรู้เรื่องนี้มาแล้ว
และนั่นคือเหตุผลที่ยุคเปรมสร้าง
66/2523
ศอ.บต.
พตท.43
การนิรโทษกรรม
การพัฒนา
และท้ายที่สุดคือ Harapan Baru
แต่เมื่อความรุนแรงลดลง รัฐกลับตีความความสำเร็จของตัวเองผิดเสียส่วนหนึ่ง
จาก
“วิธีนี้ทำให้สถานการณ์สงบ”
กลายเป็น
“ปัญหาหายไปแล้วจึงไม่ต้องใช้วิธีนี้อีก”
สองประโยคนี้ต่างกันอย่างมหาศาล
Harapan Baru ล้มเหลวหรือสำเร็จ?
คำตอบที่เป็นธรรมที่สุดคือ
สำเร็จบางเรื่อง และไม่เคยถูกพิสูจน์ว่าสามารถสร้างสันติภาพถาวรได้
มันมีส่วนอยู่ในยุทธศาสตร์ที่ช่วย
ลดพื้นที่ของขบวนการติดอาวุธ
สร้างช่องทางร้องเรียน
เพิ่มคุณภาพข่าวกรอง
ดึงคนออกจากป่า
เปิดพื้นที่การเมือง
สร้างชนชั้นนักการเมืองมลายูมุสลิมที่สามารถต่อรองในระบบ
และทำให้ความรุนแรงลดลงเป็นเวลานาน
แต่ Harapan Baru ไม่ได้แก้คำถามใหญ่ทั้งหมด
เรื่องอัตลักษณ์
ภาษา
ความยุติธรรม
ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ กับพื้นที่
การกระจายอำนาจ
ความทรงจำของความรุนแรง
และคำถามว่าประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้มากเพียงใด
ยังคงอยู่
ความแตกต่างก็คือ ในช่วงหนึ่ง ความไม่พอใจเหล่านั้นไม่ได้ถูกแปลงเป็นการใช้ความรุนแรงในระดับสูง
นี่ทำให้เราต้องแยกคำสองคำออกจากกัน
“ความสงบ” กับ “สันติภาพ”
ไม่มีระเบิด
ไม่ได้หมายความว่า grievance หายไป
ไม่มีคนถือปืน
ไม่ได้หมายความว่าประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของรัฐ
และ insurgency ที่เงียบ
ไม่ได้หมายความว่า insurgency ตาย
แล้ววันนี้เราอยู่ตรงไหน?
นับตั้งแต่ความรุนแรงระลอกใหม่เริ่มในปี 2547 จนถึงปี 2569 ความขัดแย้งในชายแดนใต้คร่าชีวิตคนไปแล้ว มากกว่า 7,800 คน
ขบวนการหลักในปัจจุบันคือ BRN
ประเทศไทยและ BRN มีช่องทางพูดคุยสันติภาพ โดยมาเลเซียทำหน้าที่อำนวยความสะดวกมาตั้งแต่ปี 2556 แต่กระบวนการเดินหน้า ๆ หยุด ๆ ตามสถานการณ์การเมืองและความรุนแรง
สิ่งที่น่าสนใจมากเกิดขึ้นล่าสุดเมื่อ 19 สิงหาคม 2569
ธนัตถ์ สุวรรณานันท์ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย บอก Reuters ว่าแนวทางใหม่ควรขยับจากการเจรจาแบบแลกเปลี่ยนมาตรการเฉพาะหน้า ไปสู่การพูดถึง
political grievances
รูปแบบการบริหารหรือ governance ที่เหมาะสมกับพื้นที่
decentralization — การกระจายอำนาจ
รวมถึงความเป็นไปได้เรื่อง amnesty หรือ pardon สำหรับผู้เกี่ยวข้องบางส่วน
อ่านแล้วรู้สึกคุ้นไหม?
สี่สิบปีผ่านไป เรากำลังกลับมาที่คำถามเดิม
ปลายทศวรรษ 2520 พล.อ.เปรมและ พล.อ.ชวลิตเริ่มเข้าใจว่า
ปัญหาทางการเมืองไม่สามารถปิดได้ด้วยเครื่องมือทางทหารเพียงอย่างเดียว
ปี 2569 ฝ่ายเจรจาของไทยกำลังพูดถึง
การกระจายอำนาจ
political grievances
governance
การนิรโทษกรรม
ในรูปแบบใหม่อีกครั้ง
แน่นอน โลกปี 2569 ไม่เหมือนปี 2531
BRN วันนี้ไม่ใช่ PULO ยุคเก่า
สังคมมลายูปาตานีก็เปลี่ยนไป
คนรุ่นใหม่มีการศึกษา อินเทอร์เน็ต สื่อของตนเอง และความคิดทางการเมืองหลากหลายกว่าสี่สิบปีก่อนมาก
ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะหยิบ Harapan Baru ออกจากพิพิธภัณฑ์แล้วนำกลับมาใช้ทั้งชุด
แต่ หลักคิดบางอย่างยังร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด
รัฐต้องแยกผู้ใช้ความรุนแรงออกจากประชาชน
เจ้าหน้าที่ต้องถูกตรวจสอบได้
ประชาชนต้องมีช่องทางร้องเรียนที่เชื่อถือได้
ความแตกต่างทางภาษา ศาสนาและวัฒนธรรมไม่ควรถูกตีความเป็นภัยความมั่นคงโดยอัตโนมัติ
ระบบการเมืองต้องมีทางเลือกที่ให้ผลจริงมากพอจะแข่งขันกับการต่อสู้ใต้ดิน
และหากปัญหามีรากทางการเมือง สุดท้ายก็ต้องมี คำตอบทางการเมือง
บทเรียนของ “ความหวังใหม่”
บางทีสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Harapan Baru ไม่ใช่คำถามว่า
“โครงการนี้สำเร็จหรือไม่?”
แต่คือคำถามว่า
“ทำไมรัฐไทยเคยเข้าใจปัญหานี้ได้ดีขึ้น แล้วจึงกลับไปทำผิดพลาดบางอย่างที่ตัวเองเคยเรียนรู้มาแล้ว?”
Harapan Baru ไม่ได้พิสูจน์ว่าการประนีประนอมชนะการใช้กำลังเสมอไป
เพราะในความเป็นจริง ยุทธศาสตร์ยุคเปรม–ชวลิตใช้ทั้งสองอย่าง
มันไม่ใช่
ทหาร หรือ การเมือง
แต่เป็น
ทหารเพื่อจัดการภัยคุกคาม
และการเมืองเพื่อไม่ให้เกิดภัยคุกคามรุ่นถัดไป
นี่อาจเป็น distinction ที่สำคัญที่สุด
ทหารสามารถยึดพื้นที่ได้
ตำรวจสามารถจับผู้ก่อเหตุได้
ข่าวกรองสามารถทำลายเครือข่ายได้
แต่ไม่มีเครื่องมือใดในสามอย่างสามารถบังคับประชาชนให้รู้สึกว่า
“รัฐนี้เป็นของฉันด้วย”
ความรู้สึกนั้นต้องเกิดจากอีกกระบวนการหนึ่ง
จากความยุติธรรม
จากการมีตัวแทน
จากการได้รับการยอมรับ
จากการมีอำนาจต่อรอง
และจากประสบการณ์ว่ารัฐไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าประชาชนเฉพาะเวลาที่ถือปืนเข้ามาในหมู่บ้าน
Harapan Baru เมื่อเกือบสี่สิบปีก่อนจึงไม่ได้มีความหมายเพียงว่า “ความหวังใหม่”
มันเป็นช่วงเวลาที่รัฐไทยเริ่มเข้าใจว่า
ความมั่นคงของดินแดนกับความมั่นคงในใจของคน เป็นคนละเรื่องกัน
รัฐอาจควบคุมดินแดนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่ตราบใดที่ยังมีคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งรู้สึกว่า
“รัฐนี้ไม่ใช่ของเรา”
สงครามที่ดูเหมือนจบไปแล้ว ก็สามารถเริ่มขึ้นใหม่ได้เสมอ
และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดของ Harapan Baru สำหรับอดีต ปัจจุบัน — และอนาคตของชายแดนใต้
อ้างอิงและอ่านเพิ่มเติม
Human Rights Watch — No One Is Safe: Insurgent Attacks on Civilians in Thailand’s Southern Border Provinces
แหล่งข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับพัฒนาการของขบวนการติดอาวุธ ยุทธศาสตร์ยุค พล.อ.เปรม การก่อตั้ง ศอ.บต./พตท.43 การนิรโทษกรรม และนโยบายรัฐบาลทักษิณ
https://www.hrw.org/reports/2007/thailand0807/
Human Rights Watch — It Was Like Suddenly My Son No Longer Existed
รายงานว่าด้วยการอุ้มหาย มาตรการความมั่นคง และความไม่ไว้วางใจรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้
https://www.hrw.org/reports/2007/thailand0307/
International Crisis Group — Southern Thailand: Insurgency, Not Jihad
งานศึกษาคลาสสิกเกี่ยวกับประวัติขบวนการติดอาวุธ การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐ และการกลับมาของความรุนแรงหลังปี 2547
https://www.files.ethz.ch/isn/10752/098_southern_thailand.pdf
Wan Ihsan Tuwaesidek — Patani’s Contemporary Political History, Student Movements, and the 1975 Pattani Central Mosque Demonstration
งานวิจัยที่ศึกษาการชุมนุมปี 2518 ในฐานะจุดเปลี่ยนจากการเมืองของชนชั้นนำไปสู่การเมืองมวลชน และบทบาทของกลุ่มนักศึกษา Selatan
https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jss/article/view/287305
Pinthakorn Namdee — Pattani Demonstration of 1975: Lessons Forgotten
ศึกษาการชุมนุมปัตตานีช่วงปลายปี 2518 ถึงต้นปี 2519 และผลต่อความตื่นตัวทางการเมืองของชาวมลายูมุสลิม
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hspbruacthjournal/article/view/256735
University of Canterbury — งานศึกษาว่าด้วย Political Participation During Conflict
ใช้ประกอบข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดและพัฒนาของกลุ่มวาดะห์ รวมถึงความสัมพันธ์ของนักการเมืองมลายูมุสลิมกับพรรคการเมืองระดับชาติ
https://ir.canterbury.ac.nz/bitstreams/43676013-c415-4256-919b-a13a9c7b0380/download
IRASEC / OpenEdition — งานศึกษานโยบายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ใช้ประกอบข้อมูลเกี่ยวกับวิวัฒนาการของนโยบายรัฐในช่วงปลายรัฐบาล พล.อ.เปรม และช่วงต่อเนื่องเข้าสู่รัฐบาลชาติชาย
https://books.openedition.org/irasec/858
Human Rights Watch — World Report 2005
ใช้ประกอบข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์กรือเซะ ตากใบ และการตรวจสอบการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐ
https://www.hrw.org/legacy/wr2k5/wr2005.pdf
Reuters — Thailand seeks new path to end deadly southern insurgency — 19 August 2026
ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับทิศทางการพูดคุยกับ BRN ประเด็น political grievances การกระจายอำนาจ รูปแบบ governance และแนวคิดเรื่องนิรโทษกรรมหรืออภัยโทษ
https://www.reuters.com/world/asia-pacific/thailand-seeks-new-path-end-deadly-southern-insurgency-negotiator-says-2026-08-19/
Human Rights Watch — Thailand: Separatists Targeting Teachers in South
ใช้ประกอบข้อมูลเรื่องการโจมตีพลเรือน ครู และบุคคลที่ขบวนการมองว่าร่วมมือกับรัฐ
https://www.hrw.org/news/2014/03/30/thailand-separatists-targeting-teachers-south