วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569

ศัพท์นิยามคำคลั่งของชาวเน็ต

อินเทอร์เน็ตยุคใหม่ไม่ได้แค่ผลิตมีม แต่มันผลิต คำ ที่เอาไว้ตั้งชื่ออาการของมนุษย์โดยเฉพาะ

คำอย่าง simp, goon, stan, parasocial หรือคำไทยอย่าง อาหวัง ไม่ได้เกิดมาเพื่อด่าอย่างเดียว แต่มันคือภาษาลัดที่สังคมใช้ “อธิบายระดับความอิน” ของกันและกัน

บทความนี้คือแหล่งอ้างอิงแบบอ่านสนุก ไม่เหยียด ไม่เหยียบใคร
เป้าหมายไม่ใช่การตัดสิน แต่คือ การเข้าใจว่าเรากำลังอินอยู่ตรงไหนของสเปกตรัม

ทำไมคำพวกนี้ถึงสำคัญ

มนุษย์อินกับเรื่องเล่า ตัวละคร และคนอื่นมาตลอดประวัติศาสตร์
แต่โซเชียลมีเดียทำให้ความอินนั้น:

  • เร็วขึ้น

  • แรงขึ้น

  • และเลือนเส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องเล่า

คำพวกนี้จึงเกิดมาเพื่อทำหน้าที่เหมือน ป้ายเตือนบนถนนอารมณ์
บางป้ายบอกว่า “สนุกได้”
บางป้ายบอกว่า “ชะลอหน่อย”
บางป้ายคือ “อันตราย ข้างหน้าเป็นเหว”

หมวดที่ 1: อินแบบปกติ สังคมยอมรับ

fanboy / fangirl

  • แฟนคลับสายอารมณ์

  • กรี๊ด อวย ติดตามข่าว รู้สึกดีเมื่อได้เสพผลงาน

  • ยังแยกชีวิตจริงออกจากสิ่งที่ชอบได้

นี่คือฐานรากของวัฒนธรรมแฟนคลับทั้งหมด
ไม่มีคำนี้ โลกคงไม่มีคอนเสิร์ตหรือบ็อกซ์เซ็ต

stan

  • แฟนพันธุ์แท้ระดับข้อมูลแน่น

  • รู้ประวัติ รู้ไทม์ไลน์ รู้ดีเทล

  • แต่อยู่ในกรอบเหตุผล

คำนี้เคยมีที่มาด้านลบ
แต่ปัจจุบันถูก reclaim ให้หมายถึง
“ชอบจริง แต่ยังมีเบรก”

หมวดที่ 2: อินจัด แต่รู้ตัว (โซนมีม)

goon / gooning

  • อินหนัก เสพวน สมองโดนกระตุ้นซ้ำ

  • รู้ตัวเต็มที่ว่า:

    • สิ่งที่รักคือ ตัวละคร / คาแรกเตอร์ / ภาพ

    • ไม่มีความสัมพันธ์จริง

    • ไม่มีความคาดหวัง

goon คือ การยอมรับสภาพตัวเองด้วยอารมณ์ขัน
เป็นคำที่เกิดจาก self-awareness
ไม่ใช่ความหลงผิด

brainrot

  • อินจนเหมือนสมองโดนกัดกิน

  • คิดถึงเรื่องนั้นตลอด พูดวน มีมวน

brainrot มักใช้คู่กับ goon
เพื่อบอกว่า “รู้ว่าหลุด แต่ขำกับมันได้”

หมวดที่ 3: อินแบบเริ่มมีแรงดึงทางจิตใจ

parasocial relationship

  • ความสัมพันธ์ทางเดียว

  • ผู้เสพรู้สึกผูกพัน

  • แต่อีกฝ่ายไม่รู้จักเรา

นี่ไม่ใช่คำด่า
แต่เป็นคำอธิบายเชิงจิตวิทยา
ที่ใช้ได้กับทั้งดารา ยูทูบเบอร์ และสตรีมเมอร์

parasocial ไม่ได้ผิดโดยตัวมันเอง
จะเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อเรา ลืมว่ามันเป็นทางเดียว

หมวดที่ 4: อิน + ความหวัง (โซนเสี่ยง)

simp

  • อินกับคนจริง

  • ยอมเสียเงิน เวลา ศักดิ์ศรี

  • เพราะหวังผลตอบแทนทางอารมณ์หรือความสัมพันธ์

simp ไม่ได้หมายถึงคนดีหรือคนเลว
แต่มันคือสถานะที่
“อำนาจความสัมพันธ์ไม่สมดุล”

อาหวัง (บริบทไทย)

  • คำเฉพาะวัฒนธรรมไทย

  • ใช้เรียกคนที่ผูกอารมณ์กับคนจริง

  • และเชื่อว่า ตัวเองมีโอกาสจริง

อาหวังแตกต่างจาก simp ตรงที่

  • มักไม่รู้ตัวว่ากำลังหลุด

  • เชื่อในความพยายามและโชคชะตา

  • เอาชีวิตจริงเข้าไปเดิมพัน

นี่ไม่ใช่คำตลก
แต่เป็นคำเตือนทางสังคม

หมวดที่ 5: อินจนเริ่มอันตราย

delusional fan

  • เชื่อในสิ่งที่ไม่ตรงกับความจริง

  • ตีความสัญญาณเกินจริง

  • โกรธหรือปกป้องเมื่อภาพฝันถูกท้าทาย

คำนี้แรง และไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ
เพราะมันหมายถึงการหลุดจากความเป็นจริงแล้ว

obsessive

  • หมกมุ่นจนกระทบชีวิตจริง

  • งานพัง เงินพัง ความสัมพันธ์พัง

นี่ไม่ใช่มีม
และไม่ใช่คำล้อเล่น
แต่คือสัญญาณที่ควรได้รับความช่วยเหลือ

แผนที่สรุป (จำง่าย)

  • ชอบแบบสุขภาพดี → fan / stan

  • อินจัด รู้ตัว ขำได้ → goon / brainrot

  • อิน + ผูกพันทางเดียว → parasocial

  • อิน + หวังผล → simp / อาหวัง

  • อิน + เชื่อผิด → delusional

  • อินจนชีวิตพัง → obsessive

หมวดพิเศษ: คำที่ใช้ด่า/เหน็บชาวเน็ต (เชิงวัฒนธรรม)

หมวดนี้ไม่ใช่คำอธิบายอาการ แต่คือคำที่ชาวเน็ตใช้ ประเมินพฤติกรรมคนอื่น
บางคำแรง บางคำขำ บางคำเจ็บ
การรู้ความหมายไม่ได้แปลว่าควรใช้พร่ำเพรื่อ
แต่ช่วยให้เข้าใจว่าเขากำลังสื่ออะไร

NPC

  • เปรียบคนเหมือนตัวประกอบในเกม

  • คิดซ้ำ พูดซ้ำ ตามกระแสโดยไม่ตั้งคำถาม

  • ใช้ด่าความไม่คิด ไม่ใช่ด่าความโง่โดยตรง

sheep

  • คนที่เชื่อตามฝูง

  • ไม่ตรวจสอบข้อมูล

  • มักใช้ในบริบทการเมืองหรือดราม่าสังคม

keyboard warrior

  • กล้าด่า กล้าสู้ เฉพาะหลังคีย์บอร์ด

  • ไม่กล้าเผชิญหน้าชีวิตจริง

  • ใช้ด่าความกล้าจอมปลอม

chronically online

  • ใช้ชีวิตอยู่บนอินเทอร์เน็ตมากเกินไป

  • มองโลกจริงผ่านเลนส์โซเชียลตลอดเวลา

  • เป็นคำเหน็บมากกว่าคำด่า

terminally online

  • เวอร์ชันแรงของ chronically online

  • อินดราม่า จริยธรรม และวาทกรรมออนไลน์จนหลุดโลกจริง

  • ใช้เตือนว่าเริ่มขาดบริบทชีวิตจริงแล้ว

edge lord

  • ชอบพูดแรง พูดขวาง เพื่อให้ดูเท่หรือแตกต่าง

  • ไม่ได้ลึกจริง แต่เล่นท่าความขบถ

clout chaser

  • ทำทุกอย่างเพื่อยอดไลก์ ยอดแชร์

  • สร้างดราม่าเพื่อความสนใจ

  • ใช้ด่าความตั้งใจเบื้องหลัง มากกว่าตัวเนื้อหา

virtue signaling

  • แสดงตัวว่ามีศีลธรรมสูง

  • แต่ทำเพื่อภาพลักษณ์มากกว่าความเปลี่ยนแปลงจริง

  • มักใช้ในดราม่าสังคมและการเมือง

touch grass

  • วลีไล่กลาย ๆ

  • หมายถึง "ออกไปใช้ชีวิตจริงบ้าง"

  • ใช้เมื่ออีกฝ่ายอินออนไลน์เกินไป

cringe

  • ทำตัวน่าอายแบบไม่รู้ตัว

  • เป็นคำประเมินทางสังคม มากกว่าคำด่าแรง

บทส่งท้าย

ความอินไม่ใช่บาป
มนุษย์ถูกออกแบบมาให้หลงใหลเรื่องเล่าอยู่แล้ว

สิ่งสำคัญไม่ใช่การเลิกอิน
แต่คือ การรู้ว่าตัวเองกำลังอินอยู่ระดับไหน

เพราะเส้นแบ่งระหว่าง
“ความสุขจากการเสพวัฒนธรรม”
กับ
“ความทุกข์จากภาพฝันที่ไม่จริง”

ไม่เคยอยู่ที่ตัวละครหรือคนดัง
แต่อยู่ที่ ความรู้ตัวของเราเอง

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569

Anxiety ในวัยเด็ก

ในบทสนทนาระหว่างฉันกับ ChatGPT ในค่ำคืนหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นจากบทสนทนาเล็ก ๆ เกี่ยวกับการทำงานและความเหนื่อยล้า ก็ค่อย ๆ ไหลไปสู่เรื่องที่ลึกซึ้งกว่าที่คิด นั่นคือ "anxiety ในวัยเด็ก" หรือความรู้สึกไม่มั่นคง ว้าวุ่น และกลัวโดยไม่รู้เหตุผลชัดเจน ซึ่งฝังอยู่ในใจฉันมานานจนแทบลืมไปแล้วว่าเคยมี


จุดเริ่มต้น: เด็กคนหนึ่งกับความรู้สึกที่พูดไม่ออก

ฉันเล่าว่า หากวันหนึ่งต้องเจอเด็กที่แสดงอาการเหมือนพังทลาย ร้องไห้ ฟูมฟาย หรือเหมือนขาดอะไรบางอย่าง ฉันก็คงแค่ทำตัวไม่ถูก เพราะฉันไม่ใช่คนที่สัมพันธ์กับเด็กได้ดีนัก แต่สิ่งที่ฉันจะทำ คือการนั่งลงข้างเขา ลูบหัว ถามเบา ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วค่อย ๆ พาเขาคุย พาเขาผ่านช่วงเวลานั้นไปชั่วคราว... รอให้พ่อแม่เขามาถึง

แต่ความคิดหนึ่งแล่นขึ้นมาในหัว — ถ้าเด็กคนนั้นคือ "ฉันในวัยเด็กล่ะ?"

ฉันจะพูดกับเขาว่าอย่างไร? ฉันจะช่วยเขายังไงในวันที่เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นอะไร


ความเครียดที่ไม่มีชื่อเรียก: ลูกโป่งที่ค่อย ๆ พอง

ฉันบอกว่าเด็กคนนั้นคงไม่เข้าใจคำว่า "ความเครียด" หรอก ดังนั้นฉันจะบอกเขาว่า:

"มันคือความรู้สึกไม่ดี ที่เราเก็บไว้ในใจนาน ๆ โดยไม่รู้ว่าจะพูดยังไง เหมือนลูกโป่งที่เราค่อย ๆ เป่าลมเข้าไป จนวันหนึ่งมันก็แตก... แล้วเราก็ร้องไห้ เพราะมันแน่นไปหมด จนทนไม่ไหว"

นี่แหละ คือคำอธิบายของ anxiety ที่ฉันเคยมี — โดยไม่รู้ว่ามันเรียกแบบนั้นมาก่อน

มันคืออาการที่มาพร้อมความเงียบ การอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความรู้สึกว่าต้องแสดงออกให้เข้มแข็ง ต้องไม่ผิด ต้องไม่สร้างปัญหา ต้องทำดีเพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจหรือไม่ดุด่า ทั้งที่ในใจเราอยากแค่มีใครมาบอกว่า “ไม่เป็นไรนะลูก”

แต่ไม่มีใครพูดคำนั้นเลย


ระบบสนับสนุนที่ไม่มีอยู่จริง

ฉันเติบโตมาในยุคที่คำว่า "จิตแพทย์เด็ก" คือเรื่องไกลตัว พ่อแม่รุ่นนั้นคงไม่มีวันพาลูกไปพบหมอใจ เพราะในมุมพวกเขา เด็กไม่มีสิ่งที่เรียกว่าโรคซึมเศร้า หรือความวิตกกังวล ทุกอย่างคือเรื่องของการ "ดื้อ" หรือ "ขี้เกียจ" หรือไม่ก็ "คิดมากไปเอง"

ดังนั้นเด็กคนนั้นจึงเงียบ ไม่กล้าบอกใคร ไม่รู้ว่าต้องเริ่มยังไง รู้แค่ว่า เขาไม่รู้สึกมั่นคงในใจตัวเองเลย

เขามองว่าความรักต้องแลกกับเงื่อนไข ต้องสอบให้ได้ ต้องไม่ร้องไห้ ต้องเก่ง ต้องดี ต้องช่วยงาน ต้องมีประโยชน์

ไม่งั้น…จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง


สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้เมื่อโตขึ้น

ฉันค่อย ๆ รู้ว่า ความรู้สึกนั้นมันไม่เคยหายไปไหน มันแค่เปลี่ยนรูป มันกลายเป็น perfectionism การกลัวความล้มเหลว การพยายามควบคุมทุกอย่างให้เรียบร้อย ไม่เปิดใจให้ใครง่าย ๆ เพราะกลัวโดนหลอก ไม่กล้าหวัง เพราะกลัวผิดหวัง

แต่ฉันก็ได้เรียนรู้ว่า คนเราไม่ต้อง "สมบูรณ์แบบ" ถึงจะมีค่าพอ
เราไม่จำเป็นต้องเป็นที่ยอมรับของทุกคน ถึงจะสมควรมีความสุข
และการหัดรักตัวเอง คือทักษะที่ต้องฝึก ไม่ใช่พรสวรรค์


บทเรียนจากบทสนทนากับ AI

การพูดคุยกับ ChatGPT ในครั้งนี้ เหมือนการพูดกับตัวเองในกระจก ไม่ใช่เพื่อโทษใครในอดีต แต่เพื่อเยียวยาและยอมรับ

ฉันไม่ต้องการใครมาเข้าใจฉันทั้งชีวิต แต่ขอแค่ในบางช่วง บางวินาที ที่ฉันได้พูดออกไป โดยไม่มีใครตัดสิน ว่าฉันเคยรู้สึกเจ็บแค่ไหน

เด็กคนนั้นยังอยู่ในตัวฉัน และฉันจะกุมมือเด็กคนนั้นไว้เอง

ไม่ต้องรอให้ใครมาทำให้เขารู้สึกปลอดภัยอีกแล้ว

เพราะวันนี้ ฉันกำลังจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เขาต้องการ
และฉันจะไม่ยอมให้เขารู้สึกว่าไม่มีใครอยู่เคียงข้างอีกต่อไป

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

อิหร่าน 2025–2026: เมื่อรัฐเลือกใช้ความกลัว และสังคมเลือกไม่เงียบ

เขียน ณ วันที่ 19 มกราคม 2026 (ตามเวลาไทย)

มีบางประเทศที่ความรุนแรงของรัฐไม่ใช่ “อุบัติเหตุทางการเมือง” แต่เป็น “กลไกเอาตัวรอด” ของระบอบ—และอิหร่านอยู่ในกลุ่มนั้นอย่างเจ็บแสบ

ข่าวการละเมิดผู้ถูกจับกุม การทรมาน การเสียชีวิตในคุก และการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตที่คุณเห็น ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดด ๆ จากความโหดส่วนบุคคลเท่านั้น มันเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างอำนาจที่เชื่อว่า การทำให้คนกลัว คือวิธีป้องกันประเทศจากการพังทลาย และเมื่อโครงสร้างแบบนี้ถูกกดดันหนักพอ มันจะ “เร่งสปีด” ความรุนแรงแบบไม่แคร์ภาพลักษณ์

บทความนี้จะเล่า 3 อย่างต่อเนื่องแบบบล็อกยาวอ่านเพลิน แต่หนักแน่น:

  1. ที่มาที่ไป: ทำไมอิหร่านมาถึงจุดที่การปราบปรามรุนแรงได้ขนาดนี้

  2. ภาพปัจจุบัน: การประท้วงปลาย 2025–ต้น 2026 เกิดอะไรขึ้นแล้วบ้าง (เท่าที่โลกภายนอกรู้ได้)

  3. ทางออกที่เป็นไปได้: ฉากจบแบบไหนมีโอกาสมากสุด และ “คันโยก” ไหนที่ทำให้ศพน้อยลง


1) ที่มาที่ไป: อิหร่านไม่ได้ “โหดขึ้น” แต่ระบบมันถูกสร้างให้โหดได้อยู่แล้ว

1.1 โครงสร้างอำนาจ: ระบอบที่มี ‘แกนความมั่นคง’ หนากว่าประชาธิปไตย

อิหร่านหลังปี 1979 ถูกออกแบบให้มี ศูนย์กลางอำนาจสูง (ตำแหน่งผู้นำสูงสุด) และมีเครือข่ายสถาบันความมั่นคงที่ไม่ได้เป็นแค่ตำรวจ—แต่เป็น “กล้ามเนื้อ” ของรัฐ

เมื่อรัฐแบบนี้เจอการประท้วงใหญ่ เขามักมองผ่านเลนส์เดียว:

  • นี่ไม่ใช่การวิจารณ์รัฐบาล

  • นี่คือภัยต่อระบอบ

พอถูกตีความเป็น “ภัยต่อระบอบ” สิ่งที่ตามมาคือเหตุผลทางศีลธรรมแบบกลับหัว: ทำร้ายเพื่อรักษา (the logic of survival)

1.2 แผลเป็นประวัติศาสตร์: วิกฤตซ้ำ ๆ ทำให้รัฐ ‘ชิน’ กับการใช้กำลัง

อิหร่านผ่านรอบการประท้วงใหญ่หลายชุด—และทุกครั้งทิ้งบทเรียนให้ทั้งฝ่ายรัฐและประชาชน

  • 2009 (Green Movement): การเมืองเลือกตั้ง + ความไม่เชื่อผลการนับคะแนน

  • 2017–2018: เศรษฐกิจ/ค่าครองชีพ

  • 2019: ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง/ปัญหาเศรษฐกิจ และการปราบปรามหนักมาก

  • 2022–2023: “Women, Life, Freedom” หลังการเสียชีวิตของมาห์ซา อามินี และความขัดแย้งเรื่องการบังคับฮิญาบ

ชุดเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เกิด 2 อย่างพร้อมกัน:

  • รัฐ: พัฒนา “คู่มือปราบ” ให้เร็วขึ้น เฉียบขึ้น ตัดสัญญาณเร็วขึ้น จับไวขึ้น

  • ประชาชน: พัฒนาความกล้าหาญและความคิดต่อต้านที่แทรกซึมในชีวิตประจำวันมากขึ้น (แม้ถนนจะเงียบเป็นช่วง ๆ)

1.3 ทำไมถึงมีการใช้ความรุนแรงทางเพศ/การทรมานในคุก?

ประเด็นนี้โหดแบบ “โครงสร้าง” มากกว่าที่คนชอบคิด

การทรมานและการล่วงละเมิดทางเพศในระบบควบคุมตัว มักถูกใช้เป็น “อาวุธทางการเมือง” เพราะมัน:

  • ทำให้เหยื่อแตกสลายทางจิตใจ

  • ทำให้ครอบครัวเงียบ (เพราะอาย/กลัว)

  • ทำให้ชุมชนหวาดผวาแบบยาว ๆ

นี่คือการลงโทษที่ไม่ได้จบที่ตัวคน แต่ยิงไปถึง “เครือข่ายสังคม” ของเขา

1.4 ทำไมเรื่องผู้หญิงถึงกลายเป็นจุดศูนย์กลาง?

ถ้าจะพูดแบบนักวิเคราะห์เย็น ๆ: ในรัฐศาสนาการเมือง (theocratic politics) ร่างกายผู้หญิงคือ “สนามรบเชิงสัญลักษณ์”

การคุมการแต่งกาย/บทบาท/พื้นที่สาธารณะของผู้หญิง ไม่ใช่แค่ศีลธรรมส่วนบุคคล แต่มันเป็นการประกาศว่า:

  • ใครมีอำนาจตีความศีลธรรม

  • ใครควบคุมพื้นที่สาธารณะ

  • ใครกำหนดอนาคตของสังคม

เพราะงั้น พอผู้หญิง (และคนรุ่นใหม่) “ไม่ยอม” มันจะถูกมองว่าเป็นการท้าทายรากฐานของระบอบ ไม่ใช่แค่กฎหมายข้อหนึ่ง


2) สถานการณ์ปัจจุบัน (ปลาย 2025–ต้น 2026): สิ่งที่เรารู้ และสิ่งที่เรายังไม่รู้

2.1 จุดเริ่ม: เศรษฐกิจเป็นชนวน แต่ไฟลามไปถึงความชอบธรรมของระบอบ

รายงานข่าวต่างประเทศหลายสำนักชี้ว่าการประท้วงรอบนี้ปะทุช่วงปลายเดือนธันวาคม 2025 โดยมีชนวนด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ก่อนขยายไปสู่การต่อต้านเชิงการเมือง

นี่เป็นลักษณะที่พบซ้ำในอิหร่าน: “ปากท้อง” คือฟืน แต่ “ศักดิ์ศรี/เสรีภาพ” คือเปลวไฟ

2.2 ขนาดความรุนแรง: ตัวเลขตาย/จับกุมมีหลายชุด เพราะ ‘ข้อมูลถูกตัด’

ในช่วง 18–19 มกราคม 2026 มีรายงานตัวเลขสำคัญหลายชุดที่ต้องอ่านแบบระมัดระวัง:

  • ฝั่งรัฐมีรายงานยืนยันผู้เสียชีวิตอย่างน้อยระดับ “หลายพัน” และมีตัวเลขที่ถูกอ้างว่าแตะอย่างน้อย 5,000 ราย

  • ฝั่งองค์กรสิทธิมนุษยชน/เครือข่ายติดตามผู้เสียชีวิต มีตัวเลข “ยืนยันแล้ว” หลายพัน และยังมี “อยู่ระหว่างตรวจสอบ” อีกจำนวนมาก

  • จำนวนผู้ถูกจับกุมถูกอ้างในช่วงราว 20,000–25,000+ ราย

ข้อควรเข้าใจ: ตัวเลขไม่ตรงกันไม่ใช่เพราะใครโกหกเสมอไป แต่เพราะรัฐบาลจำกัดข้อมูลอย่างหนัก และพื้นที่บางส่วน (โดยเฉพาะเขตชนกลุ่มน้อย) เข้าถึงยากมาก

2.3 อินเทอร์เน็ต: เมื่อรัฐปิดไฟห้อง เพื่อทำอะไรก็ได้ในความมืด

มีรายงานการตัด/จำกัดอินเทอร์เน็ตในระดับกว้างในช่วงต้นเดือนมกราคม 2026 และลากยาวหลายวัน

ในทางยุทธศาสตร์ การตัดเน็ตทำหน้าที่ 4 อย่างพร้อมกัน:

  1. ตัดการนัดหมายมวลชน

  2. ตัดการส่งภาพหลักฐานออกนอกประเทศ

  3. ตัดการช่วยเหลือกันเอง (เช่น แจ้งจุดปลอดภัย โรงพยาบาล การหา “คนหาย”)

  4. ปั่นความกลัวด้วยความไม่แน่นอน

2.4 รายงานการทรมาน/ล่วงละเมิดทางเพศ: ทำไมข่าวนี้ถึงสะเทือนใจโลก

รายงานจากองค์กรสิทธิและสื่อหลายแห่งพูดถึงการทำร้ายผู้ถูกจับกุม รวมถึงวัยรุ่น และการใช้ความรุนแรงทางเพศระหว่างการควบคุมตัว/ขนย้าย

นี่สะเทือนใจเพราะมันไม่ใช่ “การสลายม็อบ” ที่หลุดมือ แต่มันบ่งชี้ถึงการใช้ความโหดเพื่อทำให้สังคม “เงียบ” ในระยะยาว

2.5 สัญญาณล่าสุด: ถนนอาจเงียบลงบางพื้นที่ แต่การต่อต้านยังไม่ตาย

บางรายงานระบุว่าหลังการปราบปรามหนัก การชุมนุมบนถนนลดลง แต่มีรูปแบบการต่อต้านแบบอื่น เช่น การตะโกนจากบ้าน การนัดหยุดงาน หรือการประท้วงกระจายตัว

นี่คือรูปแบบ “ไฟใต้เถ้า”: มองไกล ๆ เหมือนดับ แต่จริง ๆ แค่เปลี่ยนสภาพ


3) วิเคราะห์แบบนักวิเคราะห์ระดับโลก: เกมของรัฐ vs เกมของสังคม

3.1 สิ่งที่รัฐต้องการ (แบบไม่โรแมนติไซส์)

รัฐอิหร่านในโหมดวิกฤตมักต้องการ 3 อย่าง:

  • หยุดการรวมตัว: ไม่ให้มวลชนกลายเป็น “ภาพประเทศลุกเป็นไฟ”

  • ตัดการสื่อสาร: ลดหลักฐาน ลดแรงกดดันนานาชาติ

  • ทำให้คนถอยด้วยความกลัว: ไม่ต้องชนะทุกใจ แค่ทำให้ส่วนใหญ่ไม่กล้าออกมาก็พอ

3.2 สิ่งที่ผู้ประท้วง/สังคมต้องการ (และความยากที่ต้องเจอ)

สังคมที่ลุกขึ้นมักต้องการมากกว่าเรื่องเดียว: เศรษฐกิจดีขึ้น, ความยุติธรรม, สิทธิสตรี, ความรับผิดของเจ้าหน้าที่, และบางส่วนต้องการเปลี่ยนระบอบ

ปัญหาเชิงโครงสร้างคือ:

  • ขบวนการมักไม่มีศูนย์กลางชัด (ช่วยให้รัฐจับหัวไม่ได้ แต่ทำให้ต่อรองยาก)

  • การกดข้อมูลทำให้การประสานงานยากมาก

  • ความรุนแรงของรัฐทำให้ต้นทุนของการออกมาสูงผิดปกติ

3.3 ปมชนกลุ่มน้อยและภูมิศาสตร์การปราบ

รายงานหลายชิ้นชี้ว่าเขตที่มีชนกลุ่มน้อย (เช่นบางพื้นที่ชาวเคิร์ด) มักเป็นพื้นที่ที่ความรุนแรง “เข้ม” กว่าค่าเฉลี่ย

เหตุผลเชิงรัฐศาสตร์ที่พบได้บ่อย (เป็นการประเมิน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงตายตัว):

  • รัฐกังวลการแตกตัว/อิทธิพลข้ามพรมแดน

  • พื้นที่ชายขอบถูกทำให้เป็น “พื้นที่ยอมรับความรุนแรงได้ง่ายกว่า” ในสายตาศูนย์กลาง


4) แล้วมันจะจบแบบไหนได้บ้าง? (ฉากทัศน์)

ส่วนนี้เป็น “การประเมิน/สมมติฐาน” บนข้อมูลที่มี ไม่ใช่การทำนายที่รับประกัน

ฉากทัศน์ A: รัฐกดจนเงียบ (Crackdown wins)

สัญญาณนำ: จับกุมจำนวนมาก + ศาลลงโทษหนัก + คุมสื่อและเน็ตต่อเนื่อง + การแยกฝ่ายต่อต้านออกจากกันสำเร็จ

ผลลัพธ์: เงียบชั่วคราว แต่ความไม่พอใจสะสมและกลับมาเป็นระลอก

ข้อดี-ข้อร้าย:

  • ข้อดีเดียวคือ “ความรุนแรงบนถนน” อาจลดลงเร็ว

  • ข้อร้ายคือความรุนแรงย้ายไปอยู่ในคุก/ในเงามืด และสังคมบอบช้ำยาว

ฉากทัศน์ B: ต่อรอง/ผ่อนแรงบางส่วน (Negotiated easing)

สัญญาณนำ: รัฐเริ่มปล่อยนักโทษบางกลุ่ม ลดการใช้กระสุนจริง เปิดพื้นที่ให้พูดคุยบางส่วน หรือปรับนโยบายเศรษฐกิจบางจุด

ผลลัพธ์: ไม่ใช่ชัยชนะเด็ดขาดของฝ่ายใด แต่เป็นการ “ลดศพ” และซื้อเวลาให้สังคมหายใจ

ความจริงที่ต้องยอมรับ: รัฐมักยอม “น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น” เพื่อให้ระบอบอยู่ต่อ

ฉากทัศน์ C: แตกเป็นความขัดแย้งติดอาวุธ/สงครามตัวแทน (Civil conflict)

สัญญาณนำ: มีการติดอาวุธแพร่หลาย กลุ่มติดอาวุธหลายฝ่าย ภายนอกเข้ามาหนุนคนละขั้ว

ผลลัพธ์: ศพพุ่ง เศรษฐกิจพัง ผู้ลี้ภัยทะลัก และสุดท้ายอาจได้รัฐความมั่นคงที่แข็งกว่าเดิม

หมายเหตุสำคัญ: ฉากนี้คือสิ่งที่หลายคนโกรธจนอยากให้เกิด แต่ในเชิงมนุษย์มันมักทำร้าย “คนไม่มีปืน” มากที่สุด

ฉากทัศน์ D: เปลี่ยนผ่านอำนาจ (Transition)

สัญญาณนำ: เกิดรอยร้าวในชนชั้นนำ/กลไกรัฐ (ความมั่นคง, ศาล, เศรษฐกิจ) + การนัดหยุดงาน/แรงกดดันมวลชนต่อเนื่อง

ผลลัพธ์: มีโอกาสเกิดการจัดระเบียบใหม่ แต่เป็นช่วงเปราะบางและเสี่ยงต่อการแก้แค้น/ความรุนแรงหลังเปลี่ยนผ่าน


5) ทางออกที่ “เป็นไปได้” และ “ลดศพ” (คันโยกที่โลกใช้ได้จริง)

5.1 เพิ่มต้นทุนให้ผู้สั่งการแบบเจาะจง (Targeted pressure)

  • คว่ำบาตรแบบเจาะจงต่อบุคคล/หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบ การคุมเรือนจำ การสั่งยิง

  • การอายัดทรัพย์/ห้ามเดินทาง/ตัดช่องทางการเงิน

หลักคิดคือ: ถ้าความรุนแรง “ฟรี” มันจะถูกใช้ซ้ำ ถ้าความรุนแรง “แพง” มันจะต้องคิดมากขึ้น

5.2 ทำให้ความจริง ‘หนีการลบ’ ไม่พ้น (Evidence & accountability)

  • สนับสนุนการเก็บหลักฐานตามมาตรฐาน: รายชื่อผู้หายตัว บาดแผล เอกสารแพทย์ ภาพ/วิดีโอที่รักษาข้อมูลเวลา-สถานที่ได้

  • สนับสนุนองค์กรที่ทำงานเรื่องเอกสารสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง

นี่ไม่ใช่ความยุติธรรมแบบทันที แต่เป็น “การตัดทางหนี” ของผู้กระทำในอนาคต

5.3 ปกป้องการสื่อสารและความปลอดภัยของประชาชน (Digital resilience)

  • สนับสนุนเครื่องมือความปลอดภัยดิจิทัล การหลบการสอดส่อง การสื่อสารแบบทนทานต่อการปิดเน็ต

การปิดเน็ตคือการทำให้เหยื่อโดดเดี่ยว—ดังนั้นการเชื่อมคนกลับเข้าหากันคือการช่วยชีวิต

5.4 ช่วยคนที่ “อยู่กลางไฟ” อย่างเป็นรูปธรรม (Humanitarian support)

  • ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ผู้ลี้ภัย ครอบครัวผู้ถูกจับกุม ผ่านองค์กรที่น่าเชื่อถือ

บางครั้ง “ทางออก” ที่ดีที่สุดในระยะสั้นไม่ใช่ชัยชนะทางการเมือง แต่คือจำนวนคนที่รอดชีวิตมากขึ้น

5.5 สำหรับผู้ประท้วง: พลังที่อันตรายที่สุดต่อรัฐ ไม่จำเป็นต้องเป็นอาวุธ

นี่เป็นการวิเคราะห์เชิงหลักการจากกรณีศึกษาทั่วโลก (ไม่ใช่คำชวนทำผิดกฎหมาย):

  • การประท้วงไม่ใช้ความรุนแรง + การหยุดงาน + การคว่ำบาตรเศรษฐกิจแบบมวลชน (ถ้าทำได้) มักทำให้รัฐเจ็บโดย “ยิงแล้วแก้ไม่ได้”

รัฐปราบการชุมนุมได้ แต่ปราบการไม่ร่วมมือของทั้งสังคมยากกว่า และยิ่งยิงมาก ยิ่งเสียความชอบธรรมในระยะยาว


6) สรุปแบบไม่หลอกตัวเอง: โลกทำอะไรได้แค่ไหน และทำไมยังต้องทำ

โลกภายนอก “หยุดได้ทันที” ยากมาก โดยเฉพาะเมื่อรัฐตั้งใจปิดข้อมูลและยอมแบกราคาอยู่แล้ว

แต่โลกภายนอก ทำให้การฆ่าแพงขึ้น ทำให้คนรอดมากขึ้น และทำให้ผู้กระทำหนีความรับผิดยากขึ้น ได้จริง

และถ้าถามว่า “มันจะจบยังไง” คำตอบที่ตรงที่สุดคือ:

  • ระยะสั้น: ขึ้นกับความสามารถของรัฐในการทำให้คนกลัว vs ความสามารถของสังคมในการไม่แตกกระจาย

  • ระยะยาว: ขึ้นกับเศรษฐกิจ ความชอบธรรม และรอยร้าวภายในกลไกอำนาจ

ความโหดไม่ใช่สัญญาณว่า “รัฐมั่นคง” เสมอไป บางทีมันคือสัญญาณว่ารัฐเริ่มกลัว…จนยอมทำสิ่งที่ปกติไม่กล้าทำ


แหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ประกอบ (คัดสำคัญ)

  • Reuters (18 Jan 2026): รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิต/การจับกุม และท่าทีทางการ

  • Associated Press (19 Jan 2026): รายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตที่องค์กรติดตามยืนยัน และบริบทการปราบปราม

  • The Guardian (19 Jan 2026): รายงานข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศในที่คุมขัง และข้อจำกัดจากการปิดสื่อสาร

  • AP (9 Jan 2026): Timeline เหตุการณ์การประท้วงและการปราบปราม

  • CBS News (Jan 2026): รายงานการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต และอ้างการติดตามจากกลุ่มมอนิเตอร์

  • NetBlocks (Jan 2026): ข้อมูลการติดตามความต่อเนื่องของอินเทอร์เน็ต/การปิดกั้น (อัปเดตสถานการณ์)

  • UN Treaty Body Database (OHCHR): สถานะการเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนของอิหร่าน (เช่น ICCPR/ICESCR และสถานะต่อ CAT)

  • Amnesty International (Nov 2019): เอกสารเกี่ยวกับการปราบปรามและการใช้กำลังในการประท้วง 2019

  • Reuters Special Report (Dec 2019): รายงานเชิงสืบสวนเกี่ยวกับการสั่งปราบในเหตุการณ์ 2019

  • UN Women (2025): รายงานแนวโน้ม backlash ต่อสิทธิสตรีในหลายประเทศทั่วโลก

  • World Economic Forum – Global Gender Gap Report 2025: กรอบภาพรวมความเหลื่อมล้ำทางเพศระดับโลก

วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569

งานวิจัยออสเตรเลียพบ “พิษผึ้ง–เมลิตติน” ทำลายเซลล์มะเร็งเต้านมชนิดดุในแล็บได้รวดเร็ว แต่ยังไม่ใช่การรักษาในคน

ทีมนักวิจัยจาก Harry Perkins Institute of Medical Research และมหาวิทยาลัยเวสเทิร์นออสเตรเลีย (University of Western Australia: UWA) รายงานผลการทดลองว่า “พิษผึ้งน้ำหวาน” และสารสำคัญชื่อ เมลิตติน (melittin) สามารถลดความมีชีวิตของเซลล์มะเร็งเต้านมชนิดที่รักษายากอย่าง triple-negative (TNBC) และ HER2-enriched ได้อย่างรวดเร็วในการทดลองในห้องปฏิบัติการ โดยมีรายงานว่าเมลิตตินสามารถทำลายเยื่อหุ้มเซลล์มะเร็งได้ภายในราว 60 นาทีในเงื่อนไขที่กำหนด (perkins.org.au)

งานวิจัยดังกล่าวตีพิมพ์ในวารสาร npj Precision Oncology เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2020 ภายใต้ชื่อ “Honeybee venom and melittin suppress growth factor receptor activation in HER2-enriched and triple-negative breast cancer” (PubMed)

เมลิตตินทำงานอย่างไร

นักวิจัยอธิบายว่า เมลิตตินเป็นเปปไทด์ที่มีประจุบวก สามารถเข้าไป “รบกวนเยื่อหุ้มเซลล์” และยับยั้งการทำงานของตัวรับสัญญาณการเจริญเติบโตที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง เช่น EGFR และ HER2 ผ่านการรบกวนการกระตุ้น (phosphorylation) ของตัวรับเหล่านี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกที่อาจทำให้เซลล์มะเร็งหยุดโตและตายลง (PubMed)

พิษบัมเบิลบีไม่เหมือนพิษผึ้งน้ำหวาน

ทีมวิจัยและข่าวจากสถาบันระบุว่า เมลิตตินเป็นสารสำคัญที่พบในพิษของ “ผึ้งน้ำหวาน” แต่ ไม่พบในพิษของบัมเบิลบี ที่นำมาทดลองในงานชุดเดียวกัน ซึ่งสอดคล้องกับการที่พิษบัมเบิลบีไม่ให้ผลเด่นเท่าในแบบทดสอบนั้น (uwa.edu.au)

มีสัญญาณเชิงบวกในสัตว์ทดลอง แต่ยังห่างจาก “ยารักษา”

นอกจากการทดสอบในเซลล์ (in vitro) บทคัดย่อใน PubMed ระบุด้วยว่า การให้เมลิตตินสามารถ เสริมฤทธิ์ยาเคมีบำบัด docetaxel ในการกดการโตของก้อนมะเร็งในโมเดล allograft (PubMed) อย่างไรก็ตาม นี่เป็นหลักฐานระดับพรีคลินิก (preclinical) ซึ่งยังต้องผ่านขั้นตอนพัฒนายา การประเมินความปลอดภัย และการทดลองทางคลินิกในคนก่อนจะสรุปได้ว่าใช้รักษาได้จริง

ข้อควรเข้าใจให้ตรง: “ฆ่าเซลล์ได้ใน 60 นาที” คือผลในแล็บ

แหล่งข่าวของสถาบันและ UWA ระบุว่า “ที่ความเข้มข้นหนึ่ง” พิษผึ้งทำให้เกิดการตายของเซลล์มะเร็งได้ 100% และเมลิตตินทำลายเยื่อหุ้มเซลล์มะเร็งได้ภายใน 60 นาที (perkins.org.au) แต่ข้อความเหล่านี้หมายถึง การทดลองในจานเพาะเซลล์ภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุมได้ ไม่ได้แปลว่า “ใช้กับผู้ป่วยแล้วได้ผลใน 1 ชั่วโมง”

นักวิจัยมองไปที่การ “ส่งยาให้ตรงเป้า”

ในข่าวสรุป งานวิจัยชี้แนวทางต่อยอด เช่น การทำเมลิตตินแบบสังเคราะห์ และแนวคิดการพัฒนาให้เป็นการรักษาที่ “ตรงเป้า” มากขึ้น รวมถึงการใช้ร่วมกับยาต้านมะเร็งบางชนิด (perkins.org.au)

หมายเหตุความปลอดภัย: ไม่ควรตีความว่า “การโดนผึ้งต่อย” หรือ “ใช้พิษผึ้งเอง” เป็นการรักษามะเร็ง เพราะเสี่ยงอันตรายจากอาการแพ้รุนแรง และไม่ใช่วิธีการรักษาที่ผ่านการพิสูจน์และควบคุมขนาดยาในทางการแพทย์

อ้างอิงหลัก

  • บทความวิจัยใน npj Precision Oncology (2020) (Nature)

  • ข่าวสรุปจาก Harry Perkins Institute และ UWA (เผยแพร่ 2 ก.ย. 2020) (perkins.org.au)

ศัพท์นิยามคำคลั่งของชาวเน็ต

อินเทอร์เน็ตยุคใหม่ไม่ได้แค่ผลิตมีม แต่มันผลิต คำ ที่เอาไว้ตั้งชื่ออาการของมนุษย์โดยเฉพาะ คำอย่าง simp , goon , stan , parasocial หรือคำไท...