หรือบางที เราอาจรู้จักตัวเองจากชั้นหนังสือการ์ตูนได้ดีกว่าที่คิด
ช่วงนี้มีเว็บหนึ่งให้เลือก 9 Manga That Shaped Who I Am หรือ “การ์ตูน 9 เรื่องที่หล่อหลอมให้เราเป็นเรา”
ตอนแรกผมก็นึกว่าไม่ยาก
ก็เลือกการ์ตูนที่ชอบที่สุด 9 เรื่องสิ จะไปยากอะไร
ปรากฏว่ายากกว่าที่คิดเยอะ
เพราะพอนั่งเลือกจริง ๆ ถึงได้รู้ว่า
การ์ตูนที่ชอบ กับ การ์ตูนที่สร้างเรา มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
บางเรื่องผมชอบมาก อ่านครบ ซื้อครบ แต่พอถามว่ามันเปลี่ยนวิธีคิดอะไรผมหรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจ
บางเรื่องอ่านไม่ครบด้วยซ้ำ แต่ภาพบางภาพ แนวคิดบางอย่าง หรือโลกที่มันสร้างไว้ กลับติดอยู่ในหัวมาหลายสิบปี
ยิ่งนั่งไล่ชื่อเก่า ๆ ก็ยิ่งพบว่าตัวเองอ่านอะไรประหลาดกว่าที่จำได้เยอะเหมือนกัน
มีทั้ง Doraemon, Saint Seiya, Kotaro Makaritoru!, Break Shot, Parasyte, Hell Teacher Nube, Super Doctor K, Ranma ½, Cobra
แล้วพอนึกต่อก็ไหลมาอีกเป็นพรวน
Kujaku-O, Midnight Eye Goku, GON, City Hunter, Hokuto no Ken, JoJo, Video Girl Ai, GTO, Jungle King Tar-chan, Ushio & Tora, Ghost Sweeper Mikami, Gunnm, Berserk, Fullmetal Alchemist
จนสุดท้ายก็เลิกคิดเรื่อง “เอาแค่ 9” ไปก่อน
เพราะถ้าจะพูดกันจริง ๆ การ์ตูนพวกนี้แต่ละเรื่องมันทิ้งอะไรไว้ในหัวผมคนละอย่าง
และพอมองย้อนกลับไป มันก็อธิบายตัวผมตอนนี้ได้ดีอย่างน่าประหลาด
Doraemon — จุดเริ่มต้นของคำว่า “ถ้ามีอะไรสักอย่างมาแก้ปัญหานี้ได้ล่ะ”
ถ้าจะมีเรื่องหนึ่งที่ผมน่าจะต้องให้เครดิตมากที่สุด ผมว่า Doraemon
ไม่ใช่เพราะมันเป็นการ์ตูนที่ดีที่สุดในโลก
แต่เพราะมันสร้างนิสัยอย่างหนึ่งให้เด็กจำนวนมหาศาลโดยที่เราไม่รู้ตัว
คือการตั้งคำถามว่า
“ถ้ามีเครื่องมือที่ทำสิ่งนี้ได้ล่ะ?”
โนบิตะมีปัญหา
โดราเอมอนหยิบของวิเศษออกมา
แล้วเรื่องก็เริ่มพังเพราะมนุษย์ใช้เทคโนโลยีแบบมนุษย์
มันไม่ใช่แค่เรื่องของวิเศษ
Doraemon คือการ์ตูนเกี่ยวกับ possibility
ของที่วันนี้ยังไม่มี ไม่ได้แปลว่าพรุ่งนี้จะไม่มี
ปัญหาที่วันนี้ยุ่งยาก อาจแก้ได้ถ้าเปลี่ยนวิธีคิด
บางทีความชอบเครื่องมือ เทคโนโลยี โปรแกรม อุปกรณ์แปลก ๆ ของผมทุกวันนี้ อาจเริ่มจากกระเป๋าสี่มิติก็ได้
Saint Seiya — ความเวอร์ที่จริงจังจนเรายอมเชื่อ
Saint Seiya เป็นการ์ตูนที่ถ้าย้อนกลับไปดูตอนโตแล้ว บางอย่างก็เวอร์ชิบหาย
แต่ตอนเด็กคือเชื่อหมด
เกราะทอง
จักรวาล
สัมผัสที่เจ็ด
เทพกรีก
การล้มแล้วลุกขึ้นใหม่ครั้งที่ 48
สิ่งที่ Saint Seiya ทำเก่งมากคือมันขาย “ความยิ่งใหญ่” โดยไม่เขิน
ตัวละครทุกคนพร้อมตายเพื่อสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
ตอนเด็กเราอาจไม่ได้คิดเรื่องปรัชญาอะไรหรอก
แต่สิ่งหนึ่งที่ติดมาคือ
บางครั้งสิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ ก็ต้องลองยืนขึ้นอีกครั้งก่อน
มันอาจ cheesy ตอนโต
แต่ความ cheesy แบบจริงใจนี่แหละ บางทีมีพลังมากกว่า cynicism อีก
Cobra — ชีวิตที่ไม่ต้องขออนุญาตใคร
Cobra เป็นพระเอกประเภทที่เด็กผู้ชายเห็นแล้วรู้ทันทีว่า
“เออ ชีวิตแบบนี้แม่งดี”
เดินทางไปทั่วจักรวาล
ไม่ขึ้นกับใคร
กวนประสาท
มี Psychogun ฝังอยู่ในแขน
เจอเรื่องอะไรก็เอาตัวรอดได้
แต่สิ่งที่ชอบจริง ๆ ไม่ใช่ปืน
มันคือ อิสระ
Cobra ไม่ได้อยากเป็นใหญ่
ไม่ได้อยากครองโลก
ไม่ได้อยากพิสูจน์ตัวเองกับสังคม
เขาแค่อยากใช้ชีวิตของตัวเอง
เรื่องนี้อาจมีส่วนทำให้ผมชอบตัวละครประเภท lone wolf มาจนทุกวันนี้
คนที่อยู่กับระบบได้ แต่ไม่ยอมให้ระบบกลืนตัวเอง
Ranma ½ — โลกไม่จำเป็นต้องจริงจังตลอดเวลา
Ranma เป็นเรื่องที่ทุกอย่างผิดปกติไปหมด
โดนน้ำเย็นแล้วเปลี่ยนเพศ
พ่อกลายเป็นแพนด้า
คนทั้งเมืองต่อสู้กันด้วยศิลปะการต่อสู้ที่ไม่ควรมีอยู่จริง
และทุกคนก็ใช้ชีวิตต่อไปเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดา
นี่คือเสน่ห์มาก
โลกของ Ranma ไม่ได้บอกว่า “นี่คือเรื่องบ้า”
มันบอกว่า
เออ โลกมันเป็นแบบนี้แหละ แล้วจะทำไม
ผมว่ามันสอนความรู้สึกอย่างหนึ่งแบบไม่ตั้งใจ
ความแปลกไม่จำเป็นต้องได้รับการอธิบาย
คนไม่เหมือนกันก็ไม่จำเป็นต้องถูกแก้ไขให้เหมือนกัน
บางอย่างแค่ยอมรับว่ามันเป็นแบบนั้น แล้วชีวิตก็เดินต่อได้
JoJo — จงประหลาดให้สุด แล้วทำมันให้ดี
JoJo สำหรับผมขึ้นหิ้ง
เพราะมันเป็นหลักฐานว่าความคิดแบบ
“ใครเขาจะทำกันแบบนี้วะ”
ถ้าทำดีพอ มันกลายเป็น masterpiece ได้
พลังใน JoJo ไม่ได้สนุกเพราะใครยิงลำแสงใหญ่กว่า
มันสนุกเพราะแต่ละพลังมีกฎของมัน
และการต่อสู้คือการหาวิธี exploit กฎนั้น
บาง Stand ฟังดูไร้สาระมาก
แต่ Araki ทำให้มันกลายเป็นเกมแก้ปัญหาได้ทุกครั้ง
JoJo เลยไม่ใช่แค่ “ความแปลก”
มันคือ ความแปลกที่มี logic
นี่น่าจะตรงกับผมมากที่สุดอย่างหนึ่ง
ผมชอบอะไรแปลก ๆ ได้
เพี้ยนได้
หลุดโลกได้
แต่ข้างในต้องมีเหตุผลของมันเอง
บ้าได้ แต่อย่ามั่ว
Parasyte — ถ้ามนุษย์ไม่ใช่พระเอกของโลกแล้วล่ะ
Parasyte เป็นหนึ่งในเรื่องที่ตอนอ่านแล้วรู้สึกว่า
“เออ การ์ตูนมันถามอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ”
สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกเข้ามากินมนุษย์
ตามสูตรทั่วไปเราก็ควรเกลียดมัน
แต่เรื่องกลับถามว่า
มนุษย์เองกินสัตว์ไม่รู้เท่าไร
ทำลายธรรมชาติไปไม่รู้เท่าไร
แล้วทำไมเราถึงเชื่อว่าเรามีสิทธิ์อยู่เหนือสิ่งมีชีวิตอื่น?
Parasyte ไม่ได้พยายามตอบง่าย ๆ
และผมชอบตรงนั้น
มันทำให้เห็นว่าโลกไม่ได้แบ่งออกเป็น
มนุษย์ดี
สัตว์ประหลาดเลว
บางครั้งสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมก็ขึ้นกับว่าเราอยู่ฝั่งไหน
Gunnm — ถ้าร่างกายเปลี่ยนหมด แล้วอะไรคือ “เรา”
ถ้า JoJo ขึ้นหิ้ง Gunnm ก็ขึ้นหิ้งเหมือนกัน
โลกของ Gunnm สกปรก โหด อันตราย และเต็มไปด้วยคนที่ร่างกายเป็นเครื่องจักร
แต่ตรงกลางของโลกโคตรโหดนั้น กลับมีคำถามที่ละเอียดมาก
ถ้าร่างกายเปลี่ยนไปหมด
ถ้าอวัยวะทุกชิ้นถูกแทนที่
ถ้าความทรงจำหายไปบางส่วน
อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรายังเป็นคนเดิม
นี่เป็น sci-fi ที่ผมชอบมาก
เพราะมันไม่ได้เอาเทคโนโลยีมาโชว์ว่า “อนาคตเท่จัง”
มันเอาเทคโนโลยีมาใช้เป็นกระจกถามเรื่องมนุษย์
และนี่น่าจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่ผมชอบ Akira หรือ Roujin Z
ผมไม่ได้ชอบหุ่นยนต์เพราะมันเป็นหุ่นยนต์
ผมชอบเวลาหุ่นยนต์ทำให้เราต้องถามว่า
แล้วมนุษย์ต่างจากมันตรงไหน
Fullmetal Alchemist — ทุกอย่างมีราคา
Fullmetal Alchemist เป็นอีกเรื่องที่ขึ้นหิ้งได้แบบไม่ต้องคิดนาน
โลกของ FMA มีกฎ
ชัด
แข็ง
และโหด
Equivalent Exchange
อยากได้อะไร ต้องแลกอะไร
แต่ความเก่งของเรื่องคือสุดท้ายมันไม่ได้พูดแค่เรื่อง alchemy
มันพูดเรื่องความรับผิดชอบ
ตัวละครทำพลาด
แล้วผลของความผิดพลาดไม่ได้หายไปตอนจบตอน
มันอยู่กับพวกเขาต่อ
มีความเสียหายที่แก้ไม่ได้
มีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ
มีราคาที่จ่ายแล้วเอาคืนไม่ได้
นี่คือ worldbuilding แบบที่ผมชอบที่สุด
พลังต้องมีข้อจำกัด
กฎต้องมีผล
การตัดสินใจต้องมี consequence
ไม่ใช่พระเอกอยากเก่งเมื่อไรก็อัปพลังขึ้นมาเฉย ๆ
Ghost Sweeper Mikami — ผี พลัง ความโลภ และมุกควาย ๆ ที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ
เรื่องนี้ผมชอบมากจนไม่กี่ปีก่อนยังกลับไปอ่านใหม่จนจบอีกรอบ
Ghost Sweeper Mikami มีทุกอย่างที่ผมชอบ
ผี
ปีศาจ
เทพ
พลังพิเศษ
โลกหลังความตาย
กฎเหนือธรรมชาติ
แล้วก็ความตลกแบบแทบไม่มีเบรก
ที่สำคัญคือมันมี lore
ไม่ใช่แค่ “ตอนนี้มีผีตัวใหม่ ไปปราบกัน”
โลกของเรื่องค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น
มีกฎ
มีอดีต
มีความสัมพันธ์ของตัวละคร
แต่ถึงจะ serious แค่ไหน Mikami ก็พร้อมเล่นมุกโง่ ๆ ได้ตลอดเวลา
ผมว่าตรงนี้สำคัญ
เรื่องที่จริงจัง ไม่จำเป็นต้องทำหน้าบึ้งตลอดเวลา
บางทีความตลกไม่ได้ทำลายความจริงจัง
มันกลับทำให้โลกนั้นดู “มีชีวิต” ขึ้นด้วยซ้ำ
Ushio & Tora — ปีศาจที่มีอดีต ย่อมดีกว่าปีศาจที่เกิดมาเพื่อให้พระเอกต่อย
ผมซื้อครบ อ่านครบ และสิ่งที่ชอบที่สุดคือ lore
ปีศาจใน Ushio & Tora ไม่ได้เป็นเพียง monster of the week
หลายตัวมีที่มา
มีความแค้น
มีความเชื่อ
มีอดีต
โลกเหนือธรรมชาติของเรื่องเหมือนมีอยู่มาก่อนตัวเอกเกิด และจะยังอยู่ต่อหลังตัวเอกตาย
นี่คือ worldbuilding แบบที่ผมชอบมาก
ผมชอบโลกที่ให้ความรู้สึกว่า
เรื่องที่เราเห็นอยู่ เป็นแค่ชิ้นเล็ก ๆ ของบางสิ่งที่ใหญ่กว่า
Video Girl Ai — การ์ตูนที่ทำให้รู้ว่า sci-fi ก็เหงาได้
ผมตามงานของ Masakazu Katsura เยอะมาก
และ Video Girl Ai เป็นงานที่มีอะไรประหลาดดี
โครงเรื่องเป็น sci-fi
มีสาวออกมาจากวิดีโอ
ฟังดูเหมือนจะเป็น comedy หรือ fantasy romance ธรรมดา
แต่จริง ๆ มันเหงามาก
ความรัก
ความไม่สมหวัง
ความรู้สึกที่พูดไม่ได้
การอยากให้ใครสักคนรักเรา แต่ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอะไร
ผมว่ามันทำให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยีหรือ fantasy ไม่ได้แปลว่าเรื่องต้อง “ใหญ่”
บางครั้งสิ่งเหนือจริงก็ใช้เล่าเรื่องเล็กที่สุดในโลกได้
คือความรู้สึกของคนคนหนึ่ง
GTO — บางทีคนที่ดูไม่เหมาะที่สุด อาจเป็นคนที่เข้าใจคนที่สุด
GTO เป็นอีกเรื่องที่ชอบมาก
Onizuka ไม่ได้เป็นครูในอุดมคติเลย
ถ้าดูจาก CV อย่างเดียว นี่แทบเป็นคนสุดท้ายที่ควรจ้างเป็นครู
แต่สิ่งที่เรื่องทำได้ดีคือ มันแยกคำว่า
“ทำถูกระเบียบ”
ออกจาก
“ทำสิ่งที่ถูกต้อง”
สองอย่างนี้ไม่เหมือนกันเสมอไป
Onizuka อาจทำอะไรบ้า ๆ
แหกกฎ
ไม่professional
แต่หลายครั้งกลับมองเห็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ “ปกติ” มองไม่เห็น
ผมว่าความคิดแบบนี้ติดอยู่ในตัวผมพอสมควร
ผมไม่ค่อยเชื่อว่าตำแหน่ง ชื่อเสียง หรือระบบ จะทำให้ใครถูกโดยอัตโนมัติ
ต้องดูว่าของจริงทำอะไรได้
Jungle King Tar-chan — ความตลกต่ำตมก็มีศิลปะของมัน
เรื่องนี้ซื้อครบ
และจนถึงวันนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจว่ามัน “สร้างตัวผม” หรือเปล่า
แต่ถ้าจะพูดเรื่อง sense of humor ก็คงปฏิเสธไม่ได้
Tar-chan มีมุกที่ทั้งบ้า หยาบ เพี้ยน และไร้สาระ
แต่ในขณะเดียวกันมันก็จริงใจกับตัวละครอย่างประหลาด
บางตอนตลกแบบไม่รู้จะอธิบายยังไง
อีกเดี๋ยวกลับมีฉากจริงจังเฉย
อาจเป็นหนึ่งในต้นเหตุที่ทำให้ผมชอบอะไรที่
จริงจัง 80% แล้วขอมีอะไรโง่ ๆ โผล่มาอีก 20%
เพราะชีวิตจริงก็ประมาณนั้นเหมือนกัน
Berserk — ความมืดที่ดี ไม่ได้เกิดจากเลือด แต่มาจากสิ่งที่คนสูญเสีย
ผมชอบ Berserk มาก โดยเฉพาะช่วงแรก
Golden Age นี่แทบไม่ต้องอธิบาย
มันทำให้เราเข้าใจตัวละครก่อน
ทำให้เชื่อในความสัมพันธ์ก่อน
แล้วค่อยทำลายมัน
ความโหดของ Berserk เลยไม่ได้อยู่ที่เลือดเยอะ
แต่อยู่ตรงที่เรารู้ว่าแต่ละคนเคยมีอะไร
แล้วมันหายไปอย่างไร
ช่วงหลังผมรู้สึกว่ามันออกทะเลไปพอสมควร และหลังจาก Miura เสียชีวิตก็ยิ่งไม่ได้ตามต่อจริงจัง
แต่สิ่งที่ช่วงดีที่สุดของ Berserk ทิ้งไว้ ยังแรงมาก
คือ
ความหวังมีราคา
ความผูกพันมีราคา
และความสูญเสียมีน้ำหนัก เพราะเราเคยรักสิ่งนั้นมาก่อน
Gantz — โลกดีมาก จนบางทีผมยอมอ่านต่อทั้งที่เรื่องเล่าเริ่มงง
Gantz เป็นตัวอย่างดีของคำว่า
“ผมชอบโลกของมัน มากกว่าชอบวิธีเล่าเรื่อง”
แนวคิดของ Gantz โคตรดี
คนตายถูกดึงมาทำภารกิจ
ได้อุปกรณ์ที่ไม่เข้าใจ
ต้องสู้กับสิ่งมีชีวิตที่เหมือนไม่ควรอยู่บนโลก
เราไม่รู้ว่าใครควบคุม
ทำเพื่ออะไร
กฎมาจากไหน
มันสร้างความรู้สึกว่าโลกมี machinery บางอย่างซ่อนอยู่หลังฉาก
และผมชอบความรู้สึกนั้นมาก
ถึงการเล่าเรื่องบางช่วงจะทำให้งงหรือไม่อินขนาดนั้นก็ตาม
Chainsaw Man และ Dandadan — รสนิยมเดิมในเสื้อผ้ารุ่นใหม่
พออายุมากขึ้น การ์ตูนที่ชอบก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่ยุค 80 หรือ 90
Chainsaw Man ภาคแรกผมชอบมาก
มันบ้า
มันหยาบ
มันกวน
แต่ความบ้านั้นมีทิศทาง
พอภาคสองเริ่มรู้สึกมั่วมากขึ้น ผมก็หลุด
นี่ทำให้รู้ว่าผมไม่ได้ชอบ “ความแปลก” เฉย ๆ
ผมชอบ
ความแปลกที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน
ส่วน Dandadan นี่คือการ์ตูนยุคใหม่ที่เข้าทางมาก
ผี
UFO
คำสาป
พลังพิเศษ
romance
comedy
action
ถ้า Ghost Sweeper Mikami, Nube, JoJo และ Urusei Yatsura ไปมีลูกหลานในยุคอินเทอร์เน็ต ก็คงหน้าตาประมาณนี้
มันทำให้รู้ว่า taste ของผมไม่ได้เปลี่ยนขนาดนั้น
แค่การ์ตูนรุ่นใหม่เล่าเร็วขึ้น ภาพแรงขึ้น และกล้าเอาทุกอย่างมาผสมกันมากกว่าเดิม
Yomi no Tsugai — แล้วก็พบว่าเรายังชอบคนเล่าเรื่องแบบเดิม
ผมชอบ Fullmetal Alchemist
และพอมา Yomi no Tsugai ก็ยังชอบอีก
นั่นทำให้รู้ว่าสิ่งที่ชอบอาจไม่ใช่แค่เรื่องนั้นเรื่องเดียว
แต่เป็นวิธีคิดของคนเขียน
Hiromu Arakawa เก่งเรื่องสร้างโลกที่มี
กฎ
ความลับ
ฝ่ายต่าง ๆ
ตัวละครเยอะ
และข้อมูลที่ค่อย ๆ เปิดออกทีละชั้น
ที่สำคัญคือ ต่อให้เรื่องใหญ่แค่ไหน ยังใส่มุกได้
เป็น worldbuilding ที่ไม่ต้องมายืนอธิบาย encyclopedia ให้คนอ่านฟังสามหน้า
เราค่อย ๆ เข้าใจโลกจากการใช้ชีวิตของตัวละคร
อันนี้ผมชอบมาก
แล้วสุดท้าย การ์ตูนพวกนี้สร้างอะไรในตัวผม?
พอเอาทุกเรื่องมากองรวมกัน ผมเริ่มเห็น pattern
ผมชอบ โลกที่มีกฎ แต่กฎนั้นต้องเอาไปเล่นได้
ผมชอบ ตัวละครที่ไม่ได้มาตรฐาน แต่มีของจริง
ผมชอบ เทคโนโลยี สิ่งเหนือธรรมชาติ ผี ปีศาจ พลังพิเศษ และ lore
ผมชอบ ความแปลก แต่ไม่ชอบความมั่ว
ผมชอบเรื่องที่จริงจังได้ แต่ต้องยังมีอารมณ์ขัน
และที่เห็นชัดที่สุดคือ
ผมดูจะชอบเรื่องที่ถามคำถามว่า
มนุษย์คืออะไร
ถ้าร่างกายเปลี่ยน เรายังเป็นเราไหม
ถ้าความทรงจำหายไป เรายังเป็นคนเดิมไหม
ถ้า AI เข้าใจเราได้ดีกว่าคน มันยังเป็นแค่เครื่องจักรไหม
ถ้าปีศาจมีความรัก แล้วมนุษย์ที่ฆ่ากันเองคืออะไร
ถ้าระบบบอกว่าถูก แต่ผลลัพธ์มันผิด เราควรเชื่ออะไร
ตอนเด็กเราไม่ได้คิดว่ากำลังอ่าน philosophy หรอก
เราแค่อ่านเพราะมันสนุก
แต่ของบางอย่างมันเข้าไปอยู่ในหัวตอนที่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเรียกว่าอะไร
หลายสิบปีผ่านไป พอกลับมามองอีกทีถึงเห็นว่า
เราไม่ได้แค่ “ชอบ” การ์ตูนพวกนั้น
เราเอาวิธีมองโลกของมันบางส่วนติดตัวมาด้วย
บางส่วนกลายเป็น sense of humor
บางส่วนกลายเป็นรสนิยม
บางส่วนกลายเป็นความสงสัย
บางส่วนกลายเป็นนิสัยที่ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่าย ๆ
และบางส่วนกลายเป็นความชอบที่จะถามอยู่เสมอว่า
“มันจำเป็นต้องเป็นแบบนี้จริงเหรอ?”
สุดท้ายแล้ว การ์ตูนที่สร้างเรา อาจไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ซื้อครบ
ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ยังจำเนื้อเรื่องได้ทุกตอน
มันแค่ต้องเป็นเรื่องที่อ่านจบไปนานแล้ว
แต่ยังมีอะไรบางอย่างของมันอยู่ในตัวเรา
และบางที…
หนังสือการ์ตูนที่เราเคยคิดว่าอ่านเล่น ๆ
อาจเป็นหนึ่งในหนังสือที่เขียน “เรา” ขึ้นมาทีละหน้าก็ได้