วันจันทร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569

การ์ตูนที่สร้างผมขึ้นมา


หรือบางที เราอาจรู้จักตัวเองจากชั้นหนังสือการ์ตูนได้ดีกว่าที่คิด

ช่วงนี้ไปเจอเว็บ 9 Manga That Shaped Who I Am ให้เลือกการ์ตูน 9 เรื่องที่หล่อหลอมให้เราเป็นเรา

ตอนแรกก็นึกว่าไม่ยาก

ก็เลือก “การ์ตูนที่ชอบที่สุด 9 เรื่อง” สิ จะไปยากอะไร

แต่พอนั่งเลือกจริง ๆ กลับพบว่า
การ์ตูนที่เราชอบ กับ การ์ตูนที่สร้างเรา มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

บางเรื่องผมชอบมาก ซื้อครบ อ่านครบ แต่พอถามว่ามันทิ้งอะไรไว้ในวิธีคิดของผมหรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจ

บางเรื่องกลับจำเนื้อเรื่องไม่ได้ทั้งหมดแล้วด้วยซ้ำ แต่ภาพบางภาพ วิธีคิดบางอย่าง หรือโลกแบบนั้น กลับฝังอยู่ในหัวมาหลายสิบปี

ตอนแรกผมเลือกได้ประมาณหนึ่ง แล้วพอนั่งไล่ความจำก็เริ่มมีชื่อโผล่ออกมาเรื่อย ๆ

Saint Seiya, Kotaro Makaritoru!, Break Shot, Kujaku-O, Nube, Super Doctor K, Midnight Eye Goku, City Hunter, Hokuto no Ken, Video Girl Ai, Ushio & Tora, GTO, Jungle King Tar-chan, Berserk...

บางเรื่องอ่านครบ
บางเรื่องซื้อไม่ครบ
บางเรื่องชอบมากแต่พอจบแล้วก็ลืม
บางเรื่องผ่านไปสามสิบปียังจำความรู้สึกตอนอ่านได้

สุดท้าย ถ้าต้องเลือก 9 เรื่องในตอนนี้ ผมน่าจะได้ประมาณนี้

Doraemon / JoJo / Gunnm / Fullmetal Alchemist / Parasyte / Ghost Sweeper Mikami / YAIBA / Ranma ½ / Cobra

ไม่ได้แปลว่าเก้าเรื่องนี้ “ดีที่สุด”

แต่พอมองย้อนกลับไป มันเหมือนมีชิ้นส่วนบางอย่างของแต่ละเรื่องติดอยู่ในตัวผมจนถึงทุกวันนี้


Doraemon — ทุกปัญหาน่าจะมีวิธีอื่นแก้ได้

ถ้าจะเลือกเรื่องหนึ่งที่มีอิทธิพลตั้งแต่เด็กที่สุด ผมน่าจะต้องเริ่มจาก Doraemon

เราอาจจำมันว่าเป็นการ์ตูนเด็ก มีโนบิตะ ไจแอนท์ ซึเนโอะ ชิซุกะ และของวิเศษออกมาจากกระเป๋าสี่มิติ

แต่สิ่งหนึ่งที่ Doraemon ใส่ไว้ในหัวเด็กโดยไม่รู้ตัวคือคำถามง่าย ๆ ว่า

“ถ้ามีเครื่องมืออะไรสักอย่างที่ทำแบบนี้ได้ล่ะ?”

โนบิตะเจอปัญหา
โดราเอมอนหยิบอุปกรณ์ออกมา
จากนั้นมนุษย์ก็เอาเทคโนโลยีไปใช้จนเรื่องพังตามระเบียบ

มันเลยไม่ใช่แค่การ์ตูนเรื่องของวิเศษ

มันคือการ์ตูนเรื่อง possibility

สิ่งที่วันนี้ยังไม่มี ไม่ได้แปลว่ามันเป็นไปไม่ได้
ปัญหาที่แก้ไม่ได้ด้วยวิธีเดิม อาจแก้ได้ถ้าเราเปลี่ยนเครื่องมือหรือเปลี่ยนวิธีคิด

พอมองตัวเองตอนโตที่ชอบโปรแกรม ชอบเครื่องมือ ชอบลอง gadget และมักคิดว่า “ทำไมต้องทำแบบนี้ ทำอีกวิธีไม่ได้เหรอ”

บางทีต้นทางอาจอยู่ในกระเป๋าสี่มิตินี่แหละ


JoJo’s Bizarre Adventure — จงประหลาดให้สุด แต่ต้องมีระบบ

JoJo สำหรับผมคือ ขึ้นหิ้ง

สิ่งที่ชอบที่สุดไม่ใช่แค่ท่าโพส เสื้อผ้า หรือความเวอร์

แต่เป็นวิธีคิดของมัน

พลังใน JoJo ไม่ได้สนุกเพราะใครยิงลำแสงใหญ่กว่า

Stand แต่ละตัวมีกฎ
มีข้อจำกัด
มีจุดแข็ง
มีจุดอ่อน

การต่อสู้เลยกลายเป็นเกมแก้ปัญหา

บางความสามารถฟังครั้งแรกแล้วแทบอยากถามว่า

“คิดได้ยังไงวะเนี่ย”

แต่พอ Araki เอามาใช้จริง มันกลับมี logic ของตัวเอง

JoJo เลยทำให้เห็นว่า ความแปลกกับเหตุผลไม่ได้เป็นศัตรูกัน

งานจะแปลกแค่ไหนก็ได้
จะเวอร์แค่ไหนก็ได้
จะไม่เหมือนใครแค่ไหนก็ได้

ขอเพียงมันรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร

ถ้าจะสรุปรสนิยมส่วนหนึ่งของผมเป็นประโยคสั้น ๆ ก็คงเป็น

บ้าได้ แต่อย่ามั่ว


Gunnm — ถ้าร่างกายไม่ใช่เรา แล้วอะไรคือเรา

Gunnm หรือ Battle Angel Alita เป็นอีกเรื่องที่ขึ้นหิ้งได้ทันที

โลกของมันสกปรก โหด เต็มไปด้วยความรุนแรง ความเหลื่อมล้ำ และร่างกายจักรกล

แต่คำถามตรงกลางกลับเป็นคำถามที่ละเอียดมาก

ถ้าร่างกายเราถูกเปลี่ยนจนแทบไม่เหลือของเดิม
ถ้าความทรงจำบางส่วนหายไป
ถ้าเราเปลี่ยนตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า

ตรงไหนกันแน่ที่เรียกว่า “เรา”

นี่คือ sci-fi แบบที่ผมชอบ

ไม่ใช่เพราะอนาคตมีหุ่นยนต์แล้วมันเท่

แต่เพราะเทคโนโลยีทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับมนุษย์

นี่น่าจะเป็นเส้นเดียวกับที่ทำให้ผมชอบ Akira หรือ Roujin Z

ผมไม่ได้สนใจเครื่องจักรเพียงเพราะมันเป็นเครื่องจักร

ผมสนใจเวลามันทำให้เราต้องถามว่า

แล้วมนุษย์ต่างจากมันตรงไหน


Fullmetal Alchemist — โลกที่มีกฎ และการกระทำต้องมีราคา

Fullmetal Alchemist เป็นอีกเรื่องที่ผมยกขึ้นหิ้งได้แบบไม่ต้องคิดนาน

สิ่งที่ชอบมากคือโลกของมันมีกฎ

และกฎนั้นมีผลจริง

Equivalent Exchange

อยากได้อะไร ต้องแลกอะไรบางอย่าง

แต่สุดท้ายเรื่องไม่ได้พูดแค่เรื่อง alchemy

มันพูดถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราเลือกทำ

ตัวละครทำผิดแล้วผลของมันไม่หายไปตอนเปลี่ยนบท
มีสิ่งที่แก้ไม่ได้
มีบาดแผลที่อยู่ต่อ
มีราคาที่จ่ายแล้วเอาคืนไม่ได้

ผมชอบ worldbuilding แบบนี้มาก

พลังต้องมีข้อจำกัด
กฎต้องมีผล
การตัดสินใจต้องมี consequence

มันทำให้โลกสมมติดูจริงกว่าหลายเรื่องที่พยายามทำตัว “สมจริง” เสียอีก


Parasyte — ถ้ามนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของโลกแล้วล่ะ

Parasyte เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่ทำให้ผมรู้สึกตั้งแต่ตอนอ่านว่า

“เฮ้ย การ์ตูนมันถามอะไรแบบนี้ได้ด้วยเหรอ”

สิ่งมีชีวิตจากนอกโลกเข้ามากินมนุษย์

ตามสูตรทั่วไปมันควรเป็นสัตว์ประหลาดและเราควรเกลียดมัน

แต่เรื่องกลับถามว่า

มนุษย์เองกินสัตว์
ทำลายสิ่งแวดล้อม
ฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นโดยถือว่าตัวเองอยู่เหนือกว่า

แล้วทำไมเราจึงมั่นใจว่าเราคือฝ่ายถูก?

Parasyte ไม่ได้ตอบให้เรียบร้อย

และตรงนั้นแหละที่ผมชอบ

เพราะโลกจริงก็ไม่ได้แบ่งง่าย ๆ ว่า

นี่คือคนดี
นี่คือคนเลว
นี่คือมนุษย์
นี่คือสัตว์ประหลาด

บางทีเส้นแบ่งพวกนั้นอาจไม่ได้ชัดอย่างที่เราอยากเชื่อ


Ghost Sweeper Mikami — ผี ปีศาจ พลัง และมุกควาย ๆ สามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างสง่างาม

เรื่องนี้ผมชอบมาก

มากถึงขนาดเมื่อไม่กี่ปีก่อนยังกลับไปอ่านใหม่จนจบอีกรอบ

Ghost Sweeper Mikami มีแทบทุกอย่างที่ผมชอบ

ผี
ปีศาจ
เทพ
พลังพิเศษ
โลกหลังความตาย
กฎเหนือธรรมชาติ
และความตลกแบบแทบไม่มีเบรก

ที่สำคัญคือมันมี lore

โลกของเรื่องไม่ได้มีไว้แค่รองรับผีตัวใหม่ในแต่ละตอน

มันค่อย ๆ ใหญ่ขึ้น
มีอดีต
มีความสัมพันธ์
มีตัวละครเก่าที่กลับมามีความหมายทีหลัง

แต่ต่อให้เรื่องจริงจังแค่ไหน มันก็ยังพร้อมเล่นมุกโง่ ๆ ได้ตลอดเวลา

นี่เป็นสิ่งที่ผมชอบมาก

เรื่องจริงจังไม่จำเป็นต้องทำหน้าบึ้งตลอดเวลา

บางทีความตลกไม่ได้ทำลายน้ำหนักของเรื่อง

กลับทำให้โลกนั้นดูมีชีวิตขึ้นด้วยซ้ำ


YAIBA — ตำนานไม่จำเป็นต้องตั้งไว้บนหิ้ง

เกือบลืมเรื่องนี้ไปเหมือนกัน ทั้งที่จริง ๆ แล้ว YAIBA น่าจะอยู่ในลิสต์นี้มากกว่าหลายเรื่องเสียอีก

มันเริ่มจากเรื่องเด็กนักดาบบ้า ๆ

แล้วค่อย ๆ ขยายไปเป็นดาบวิเศษ
พลัง
อสูร
ตำนาน
ตัวละครจากเรื่องเล่าเก่า ๆ
และการผจญภัยที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่ชอบคือ YAIBA เอาของที่ดูขรึมอย่างตำนานญี่ปุ่น ดาบในเรื่องเล่า หรือพลังเหนือธรรมชาติ มาใช้เป็นสนามเด็กเล่น

ไม่ต้องยืนอธิบายอย่างศักดิ์สิทธิ์

มันเอามาปั่น
เอามาตีความใหม่
เอามาทำให้ตลก
แล้วก็ยังทำให้เท่ได้

พอมองย้อนกลับไป ผมว่านี่มีส่วนมากกับความชอบเรื่อง lore

ผมชอบโลกที่รู้สึกว่ามีเรื่องเก่าอยู่ข้างหลัง
มีตำนาน
มีสิ่งที่คนรุ่นก่อนทิ้งไว้
แล้วคนรุ่นปัจจุบันเอามาใช้ใหม่ในแบบของตัวเอง

นั่นอาจเป็นเหตุผลเดียวกับที่ผมชอบ Ushio & Tora, Mikami หรือแม้แต่ Dandadan ในภายหลัง

ตำนานไม่ใช่ของตาย

ถ้าคนเล่าเรื่องเก่งพอ มันเอากลับมาเล่นใหม่ได้เสมอ


Ranma ½ — ความผิดปกติก็เป็นชีวิตประจำวันได้

โลกของ Ranma ผิดปกติไปหมด

โดนน้ำเย็นแล้วเปลี่ยนเพศ
พ่อกลายเป็นแพนด้า
คนทั้งเมืองพร้อมจะต่อสู้ด้วยศิลปะการต่อสู้ที่ไม่น่าจะมีอยู่จริง

แต่สิ่งที่ผมชอบคือ

ไม่มีใครหยุดเรื่องเพื่อบอกคนอ่านว่า

“นี่เป็นเรื่องประหลาดนะ”

ทุกคนแค่ใช้ชีวิตกันต่อไป

โลกมันเป็นแบบนี้
แล้วจะทำไม

ผมว่ามันทำให้เราคุ้นกับความคิดอย่างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่แตกต่างไม่จำเป็นต้องถูกแก้ให้เหมือนคนอื่น

บางอย่างแค่ยอมรับว่ามันเป็นแบบนั้น แล้วชีวิตก็เดินต่อได้


Cobra — ความฝันเรื่องอิสระ

Cobra เป็นความฝันแบบตรงไปตรงมามาก

เดินทางไปทั่วจักรวาล
ทำอะไรตามใจ
ไม่ขึ้นกับใคร
มี Psychogun ซ่อนอยู่ในแขน
เจอปัญหาก็หาทางเอาตัวรอดเอง

แต่สิ่งที่ผมชอบที่สุดไม่ใช่ปืน

มันคือ อิสระ

Cobra ไม่ได้อยากครองโลก
ไม่ได้อยากเป็นผู้ยิ่งใหญ่
ไม่ได้พยายามทำตัวให้เข้ากับระบบ

เขาแค่ต้องการใช้ชีวิตของตัวเอง

นี่อาจเป็นต้นทางส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมชอบตัวละครประเภท lone wolf มาตลอด

คนที่อยู่กับโลกได้
แต่ไม่ยอมให้โลกเป็นคนตัดสินว่าเขาต้องเป็นอะไร


แล้วเรื่องอื่นล่ะ?

นี่เป็นส่วนที่ยากที่สุดของการเลือกแค่ 9 เรื่อง

เพราะยังมีอีกเยอะมากที่ผมรัก

Ushio & Tora ผมซื้อครบ อ่านครบ และชอบมาก โดยเฉพาะ lore ของปีศาจที่รู้สึกว่ามีโลกของมันอยู่ก่อนพระเอกจะเกิดเสียอีก

Video Girl Ai และงานของ Masakazu Katsura ผมตามเยอะมาก ชอบทั้งภาพ ความสัมพันธ์ ความเหงา และการใช้ sci-fi มาเล่าเรื่องความรู้สึกเล็ก ๆ ของมนุษย์

GTO ทำให้เห็นว่า “ทำตามระเบียบ” กับ “ทำสิ่งที่ถูกต้อง” ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกัน

Berserk โดยเฉพาะช่วงแรก เป็นตัวอย่างชั้นดีของความมืดที่ไม่ได้หนักเพราะเลือดเยอะ แต่มันหนักเพราะเรารู้ว่าตัวละครเคยมีอะไร แล้วต้องสูญเสียอะไร

Jungle King Tar-chan นี่ถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่ามัน shape ผมหรือเปล่า แต่ซื้อครบ และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความตลกประหลาด ๆ ต่ำตมบ้าง จริงจังบ้างของมันน่าจะมีส่วนต่อ sense of humor อยู่พอสมควร

City Hunter, Saint Seiya, Super Doctor K, Kujaku-O, Midnight Eye Goku, Nube, Hokuto no Ken ก็ล้วนเป็นชิ้นส่วนของช่วงชีวิตเดียวกัน

บางเรื่องสร้างรสนิยม
บางเรื่องสร้างภาพจำ
บางเรื่องอาจแค่ทำให้ช่วงวัยนั้นสนุกขึ้น

แต่ทั้งหมดรวมกันก็มีส่วนอยู่ดี


แล้วทำไมการ์ตูนรุ่นใหม่ที่ชอบ ถึงยังหน้าตาคล้ายของเดิม?

พอมาถึงการ์ตูนยุคใหม่ ผมก็พบว่าตัวเองยังชอบอะไรคล้ายเดิมอยู่ดี

Dandadan นี่แทบเป็นตัวแทนของการ์ตูนยุคใหม่ที่ผมชอบ

ผี
UFO
คำสาป
พลังพิเศษ
romance
comedy
action

เหมือนเอา DNA ของ Mikami, Nube, JoJo และ Urusei Yatsura มาปั่นใหม่ด้วยภาษาของคนรุ่นนี้

ส่วน Yomi no Tsugai ก็ยืนยันว่าที่ชอบ Fullmetal Alchemist อาจไม่ได้เป็นเพราะเรื่องนั้นเรื่องเดียว

แต่ชอบวิธีสร้างโลกของ Hiromu Arakawa จริง ๆ

โลกมีกฎ
มีความลับ
มีหลายฝ่าย
ข้อมูลค่อย ๆ เปิด
แต่ยังมีพื้นที่ให้ตัวละครตลกและเป็นมนุษย์

Chainsaw Man ภาคแรกก็ชอบมาก

เพราะมันบ้า แต่ความบ้านั้นมีทิศทาง

พอภาคสองเริ่มรู้สึกว่าหลุดและมั่วมากขึ้น ผมก็หลุดตาม

ตรงนี้ยิ่งชัดเลยว่า

ผมไม่ได้ชอบ “ความแปลก”

ผมชอบ ความแปลกที่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหน


สุดท้าย การ์ตูนพวกนี้สร้างอะไรในตัวผม?

พอเอาทุกเรื่องมากองรวมกัน ผมเริ่มเห็น pattern ของตัวเองค่อนข้างชัด

ผมชอบ โลกที่มีกฎ แต่กฎต้องเอาไปพลิกแพลงได้

ชอบ ตัวละครที่ไม่เข้าพวก แต่มีของจริง

ชอบ ผี ปีศาจ ตำนาน เทคโนโลยี พลังพิเศษ และ lore

ชอบโลกที่ให้ความรู้สึกว่า
สิ่งที่เราเห็นในเรื่อง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น

ชอบความตลกที่สามารถอยู่ในเรื่องจริงจังได้โดยไม่ทำลายมัน

ชอบเรื่องที่ถามว่า

มนุษย์คืออะไร
ตัวตนคืออะไร
ถ้าร่างกายเปลี่ยนไป เรายังเป็นเราไหม
ถ้าเทคโนโลยีคิดแทนเราได้ มันยังเป็นแค่เครื่องจักรไหม
ถ้าปีศาจมีความรัก แล้วมนุษย์ที่ฆ่ากันเองเรียกว่าอะไร
ถ้าระบบบอกว่าสิ่งหนึ่งถูก แต่ผลของมันกลับผิด เราควรเชื่ออะไร

และที่เห็นชัดที่สุดคือ

ผมคงชอบตั้งคำถามกับกฎมาตั้งแต่เด็กแล้ว

ทำไมต้องเป็นแบบนี้?
ทำแบบอื่นไม่ได้เหรอ?
ถ้าเปลี่ยนกฎข้อหนึ่ง ผลจะเป็นยังไง?

ตอนเด็กเราไม่ได้รู้หรอกว่ากำลังอ่านปรัชญา วิทยาศาสตร์ fiction หรือ social commentary

เราแค่รู้ว่ามันสนุก

แต่ไอเดียบางอย่างเข้าไปอยู่ในหัวตอนที่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเรียกว่าอะไร

หลายสิบปีผ่านไป พอกลับมาเปิดดูอีกครั้ง ถึงเห็นว่า

เราไม่ได้แค่ “อ่าน” การ์ตูนพวกนั้น

เราเอาชิ้นส่วนบางอย่างของมันติดตัวมาด้วย

บางส่วนกลายเป็นรสนิยม
บางส่วนกลายเป็น sense of humor
บางส่วนกลายเป็นความสงสัย
บางส่วนกลายเป็นวิธีมองคน
และบางส่วนกลายเป็นนิสัยที่ไม่ค่อยเชื่อว่าของที่ “เขาทำกันแบบนี้มาตลอด” จะต้องเป็นวิธีที่ดีที่สุดเสมอไป

สุดท้ายแล้ว การ์ตูนที่สร้างเราอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุด
ไม่ใช่เรื่องที่ซื้อครบ
ไม่ใช่เรื่องที่ดังที่สุด
และบางทีเราอาจจำเนื้อเรื่องของมันไม่ได้ทั้งหมดแล้วด้วยซ้ำ

มันแค่ต้องเป็นเรื่องที่อ่านจบไปนานแล้ว

แต่มีอะไรบางอย่างของมันยังอยู่ในตัวเรา

และบางที...

หนังสือการ์ตูนที่เราเคยคิดว่าอ่านเล่น ๆ ตอนเด็ก
อาจเป็นหนึ่งในหนังสือที่ค่อย ๆ เขียน “เรา” ขึ้นมาทีละหน้าก็ได้

ก่อนปิดแฟ้ม “ศุภมิตร ชิณศรี”

1,355 วันในเก้าอี้ผู้ว่าฯ สมุทรปราการ — ถ้าไม่ดูรูปเปิดงาน แต่เปิดตัวเลขดู เราเห็นอะไรบ้าง? ผมเพิ่งมาสะดุดชื่อ ศุภมิตร ชิณศรี จริง ๆ จัง ๆ ...