ปี 1966 จีนเจอปรากฏการณ์ประหลาดแบบที่สังคมผู้ใหญ่ไม่อยากยอมรับ: “เด็กนักเรียน” สามารถกลายเป็นกองกำลังกึ่งทหารที่ทำให้รัฐทั้งรัฐสั่นคลอนได้—ไม่ใช่เพราะเด็กมีอาวุธหนัก แต่เพราะเด็กได้ “อำนาจทางศีลธรรม” จากผู้นำสูงสุดโดยตรง แล้วเอาอำนาจนั้นไปทุบทุกอย่างที่ถูกตีตราว่าเป็นศัตรูของการปฏิวัติ
บทความนี้เล่าที่มาที่ไปของ เรดการ์ด (Red Guards / 红卫兵) แบบเป็นลำดับเวลา ใครเกี่ยวข้องบ้าง และทำไมมันจึงลุกลามได้เร็ว พร้อมอธิบายคำสำคัญให้ครบในตัวเอง
1) ฉากหลังก่อนระเบิด: ทำไมต้องเป็น “วัฒนธรรม” และทำไมต้องเป็น “เยาวชน”
หลังการทดลองเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของจีนในปลายทศวรรษ 1950 (Great Leap Forward) ล้มเหลวและนำไปสู่วิกฤตความอดอยาก รัฐจำเป็นต้อง “กู้ระบบให้กลับมาเดินได้” ช่วงต้นทศวรรษ 1960 จึงเกิดการปรับนโยบายหลายอย่างที่ปฏิบัติได้จริงขึ้นภายใต้แกนนำในพรรคและรัฐ เช่น หลิวเส้าฉี (Liu Shaoqi) และ เติ้งเสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) โดยมี โจวเอินไหล (Zhou Enlai) เป็นหนึ่งในคนสำคัญของรัฐที่ต้องประคองเครื่องจักรทั้งประเทศ
ปัญหาคือ การกู้ประเทศแบบ “ปฏิบัติจริง” ทำให้ชื่อเสียงของเหมาเจ๋อตงถูกกดทับลงไปโดยปริยาย เพราะความล้มเหลวครั้งใหญ่ก่อนหน้าเป็นตราบาปทางการเมืองที่หลบไม่พ้น
ทางออกของเหมาไม่ใช่การเถียงด้วยตัวเลขเศรษฐกิจ แต่เป็นการย้ายสนามรบไปที่สิ่งที่จับต้องยากกว่าและควบคุมง่ายกว่าในทางการเมือง: ความถูกต้องทางอุดมการณ์ และ การตีตราศัตรู ผ่านสนาม “วัฒนธรรม” และ “ความคิด”
นี่คือจุดเริ่มของสิ่งที่ต่อมาถูกเรียกว่า “การปฏิวัติวัฒนธรรม” (Cultural Revolution)
2) ชนวนเฉพาะหน้า: จากละครเวทีสู่การล้างศัตรูในพรรค
หลายเรื่องใหญ่ของประวัติศาสตร์เริ่มจากเรื่องเหมือนเล็กมาก: การตีความงานศิลปะ
ปี 1965–1966 เกิดข้อพิพาททางการเมืองจากการโจมตีละคร/งิ้วประวัติศาสตร์ “Hai Rui Dismissed from Office” ที่ถูกตีความว่าเป็นการพาดพิงการเมืองภายในพรรค (โดยเฉพาะบรรยากาศการวิจารณ์เหมาในอดีต)
เมื่อสนามรบถูกเปิด เหมาก็ผลักให้การต่อสู้ “ไม่ใช่เรื่องละคร” แต่เป็นเรื่องว่าในพรรคมี “พวกเดินตามทุนนิยม” ซ่อนอยู่หรือไม่
วันที่ 16 พฤษภาคม 1966 พรรคออกเอกสารที่กลายเป็นจุดตั้งต้นทางการเมืองของยุคนี้ คือ May 16 Notification / May 16 Circular ที่ประกาศว่ามีฝ่าย “ต่อต้านสังคมนิยม” แฝงตัวในพรรคและสังคม และเปิดทางให้ “มวลชน” เข้าร่วมการต่อสู้ทางการเมือง
แปลเป็นภาษามนุษย์: จากนี้ไป การกล่าวหาศัตรูไม่ใช่แค่สิทธิ แต่เป็น “หน้าที่ทางปฏิวัติ”
3) กำเนิดคำว่า “Red Guards”: ไม่ได้เริ่มจากมหาวิทยาลัย แต่เริ่มจากเด็กมัธยม
เรดการ์ดกลุ่มแรกที่ใช้ชื่อนี้ เกิดจาก นักเรียนระดับมัธยมที่สังกัดโรงเรียนในเครือชิงหัว (Tsinghua University High School / Middle School) ในปักกิ่ง
พวกเขาใช้คำว่า “Red Guards” ลงนามใน ป้ายตัวโต (big-character posters / 大字报, dazibao) ช่วง 25 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 1966
คำสำคัญคือ “ป้ายตัวโต” ไม่ใช่แค่การประท้วง มันเป็น “สื่อทางการเมือง” ที่ตั้งใจให้คนอ่านทั้งโรงเรียนทั้งเมือง และพอเข้ายุคนั้น มันกลายเป็นเครื่องมือโจมตีคนและสถาบันแบบเปิดหน้า
ในเวลาไล่เลี่ยกัน มหาวิทยาลัยในปักกิ่ง (โดยเฉพาะปักกิ่งยูนิเวอร์ซิตี) ก็มีป้ายตัวโตที่โจมตีผู้บริหารและ “งานของคณะทำงาน (work teams)” ที่พรรคส่งเข้าไปควบคุมการเคลื่อนไหวในมหาวิทยาลัย
ดังนั้น จุดเริ่มจริง ๆ คือ โรงเรียน/มหาวิทยาลัยในปักกิ่งกลายเป็นเตาเผาความชอบธรรม และคำว่า Red Guards เป็นแบรนด์ที่ “ติด” เพราะมันประกาศตัวว่าเป็นกองกำลังพิทักษ์ประธานเหมา
4) ใคร “เปิดไฟเขียว” ให้เด็กกลายเป็นกองกำลัง
เรดการ์ดไม่โตได้เองถ้าไม่มี “ตราประทับ” จากข้างบน และตราประทับนั้นมาเป็นชุด ๆ ในปี 1966
4.1 การรับรองเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Endorsement)
ปลายกรกฎาคม 1966 เหมาเขียนจดหมายถึงเรดการ์ดชิงหัว สนับสนุนแนวทางการต่อสู้เชิงปฏิวัติของพวกเขา
4.2 การรับรองเชิงนโยบาย (Policy Endorsement)
วันที่ 8 สิงหาคม 1966 พรรคออกเอกสารสำคัญมากคือ “Sixteen Points” (Decision Concerning the Great Proletarian Cultural Revolution) ซึ่งสรุป “เส้นทางปฏิวัติวัฒนธรรม” อย่างเป็นทางการ และยกระดับการต่อสู้ทางความคิดให้เป็นภารกิจระดับประเทศ
4.3 การสั่งยิงใส่ “ศูนย์บัญชาการ” (Attack the ‘Headquarters’)
วันที่ 5 สิงหาคม 1966 เหมาเขียนบิ๊กคาแรกเตอร์โปสเตอร์ชื่อ “Bombard the Headquarters” ซึ่งถูกอ่านกันชัด ๆ ว่าเล็งผู้นำสายบริหารในพรรค เช่น หลิวเส้าฉี และเติ้งเสี่ยวผิง
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ สัญญาณแรงมากว่า: “โจมตีได้ โจมตีต่อ และอย่าให้ฝ่ายบริหารมาห้าม”
5) เดือนสิงหาคม 1966: เรดการ์ดขึ้นเวทีชาติ
วันที่ 18 สิงหาคม 1966 เกิดช็อตประวัติศาสตร์ที่ภาพติดตาคนทั้งโลก: ม็อบเรดการ์ดจำนวนมหาศาลรวมตัวที่ จัตุรัสเทียนอันเหมิน และ Song Binbin หนึ่งในตัวแทนเรดการ์ดขึ้นไปคล้องปลอกแขนเรดการ์ดให้เหมา
จากวินาทีนั้น “เด็ก” ได้ตราสัญลักษณ์ชัดเจนที่สุดว่าเป็นฝ่ายเดียวกับผู้นำสูงสุด
ช่วงเดียวกัน หลินเปียว (Lin Biao) ซึ่งเป็นแม่ทัพระดับสูงและพันธมิตรคนสำคัญของเหมา มีบทบาทผลักดันการยึด “คำคมประธานเหมา” เป็นศูนย์กลางของความชอบธรรมทางการเมือง และทำให้หนังสือ Quotations from Chairman Mao (Little Red Book) กลายเป็นวัตถุประจำมือของเรดการ์ดในขบวนพาเหรด
ผลลัพธ์คือ เรดการ์ดไม่ได้เป็นแค่องค์กรนักเรียนในโรงเรียน แต่กลายเป็น “การเคลื่อนไหวระดับชาติ” ที่มีรัฐเป็นคนชูขึ้นมาเอง
6) สิ่งที่เรดการ์ดทำ: “ทำลายสี่เก่า” และการเปลี่ยนความรุนแรงให้เป็นคุณธรรม
สโลแกนคลาสสิกของเรดการ์ดคือการทำลาย “สี่เก่า” (Four Olds)
ความคิดเก่า
วัฒนธรรมเก่า
ประเพณีเก่า
นิสัยเก่า
บนกระดาษมันฟังดูเหมือนการปฏิรูปวัฒนธรรม แต่ในทางปฏิบัติ มันกลายเป็นใบอนุญาตให้
เข้าตรวจค้นบ้าน
ยึดทรัพย์
ทำลายหนังสือ/โบราณวัตถุ
จัด “ประชุมประจาน” (struggle sessions)
ใช้ความรุนแรงกับครู ปัญญาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และคนที่ถูกตีตราว่าเป็น “ศัตรูชนชั้น”
ช่วงปลายสิงหาคม–กันยายน 1966 โดยเฉพาะในปักกิ่ง เกิดสิ่งที่งานวิชาการจำนวนมากเรียกว่า Red Terror / Red August คือบรรยากาศความรุนแรงเชิงการเมืองที่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว
7) ใครเกี่ยวข้องบ้าง (และเกี่ยวข้องแบบไหน)
เพื่อไม่ให้เรื่องนี้กลายเป็นนิยายรวมคนดีคนเลว ลิสต์นี้จัดตาม “บทบาท” ไม่ใช่ตามความชอบส่วนตัว
แกนสั่งการ/ให้ความชอบธรรม
เหมาเจ๋อตง (Mao Zedong): ผู้ออกแบบสนามรบและให้ตรารับรองทางการเมืองกับมวลชน
หลินเปียว (Lin Biao): พันธมิตรในกองทัพ ช่วยทำให้การเทิดคำคมเหมากลายเป็นระบบ และเป็นภาพผู้ใหญ่ที่ยืนข้างเด็ก
แกนกำกับทิศทางการปฏิวัติวัฒนธรรม
Jiang Qing และกลุ่มแกนนำสาย “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ที่มีบทบาทกำหนดทิศทางความชอบธรรมและศัตรูของยุคนี้
Cultural Revolution Group (CRG): กลไกกลางที่ออกแนวทางและผลักให้การเคลื่อนไหวเดินไปทางที่ต้องการ
แกนรัฐ/ฝ่ายบริหารที่ถูกโจมตี
หลิวเส้าฉี (Liu Shaoqi): ถูกปักธงเป็นศัตรูระดับสูงและถูกกวาดล้างอย่างรุนแรง
เติ้งเสี่ยวผิง (Deng Xiaoping): ถูกเล่นงานและถูกส่งไปทำงาน/ถูกลดบทบาทหลายช่วง
โจวเอินไหล (Zhou Enlai): อยู่ในตำแหน่งที่ต้องประคองรัฐท่ามกลางไฟการเมือง
แกนปฏิบัติการระดับมวลชน
นักเรียน/นักศึกษาที่เป็นเรดการ์ด: พลังหลักของการเคลื่อนไหวช่วง 1966–1967
ผู้นำเชิงสัญลักษณ์บางคน เช่น Song Binbin: กลายเป็นภาพจำของยุคผ่านเหตุการณ์เทียนอันเหมิน
8) ทำไมเรดการ์ดลุกลามได้เร็ว: 5 กลไกที่ทำให้ “ทั้งประเทศ” ติดไฟ
ตราประทับจากยอดพีระมิด: เมื่อผู้นำสูงสุดรับรอง การคัดค้านกลายเป็นการ “ต้านผู้นำ” ทันที
ศีลธรรมแบบตัดขาด: โลกถูกแบ่งเป็น “ปฏิวัติ” กับ “ศัตรู” ไม่มีพื้นที่สำหรับความซับซ้อน
การเมืองแบบการแสดง: การประจานและการสารภาพบาปเป็นพิธีกรรมต่อหน้าสาธารณะ ยิ่งแรงยิ่งดูภักดี
แรงกดดันของฝูงชน: เด็กจำนวนมากเข้าร่วมเพราะ “ไม่เข้าคือเสี่ยง” ไม่ใช่เพราะเชื่อทั้งหมด
ช่องว่างของสถาบัน: โรงเรียน/มหาวิทยาลัยกลายเป็นสนามรบ สถาบันที่ควรคุมกติกาถูกดึงให้เป็นคู่ขัดแย้ง
9) ปิดฉากเฟสเรดการ์ด: จากเด็กถือธง → เด็กถูกส่งออกนอกเมือง
เมื่อความวุ่นวายแตกเป็นก๊กเป็นเหล่าและควบคุมยากขึ้น รัฐค่อย ๆ ดึงอำนาจกลับ โดยใช้กองทัพและการจัดระเบียบทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ
จุดสำคัญคือ ตั้งแต่ 1968 เป็นต้นไป มีการส่ง “เยาวชนเมือง” ลงชนบทในวงกว้าง (ที่มักเรียกรวมว่า sent-down youth / Down to the Countryside Movement) และตัวเลขที่ใช้ในงานวิชาการและสรุปประวัติศาสตร์มาตรฐานคือ ประมาณ 17 ล้านคน ในช่วง 1968–1978
นี่คือความย้อนแย้งของยุคนี้: เยาวชนถูกใช้เป็นแรงกระแทกเพื่อโค่นศัตรูทางการเมือง แล้วท้ายที่สุดก็ถูก “กระจายตัว” ออกไปเพื่อให้ไฟสงบ
คำศัพท์สำคัญ (อ่านครั้งเดียวเข้าใจ)
Red Guards (红卫兵): องค์กรนักเรียน/นักศึกษาที่ถูกยกระดับให้เป็นกองกำลังกึ่งทหารสนับสนุนการปฏิวัติวัฒนธรรม
Big-character posters / dazibao (大字报): ป้ายตัวโต ใช้เป็นสื่อโจมตี/ประกาศทางการเมืองในที่สาธารณะ
May 16 Notification (1966): เอกสารเปิดฉากการต่อสู้แบบมวลชนในปฏิวัติวัฒนธรรม
Sixteen Points (8 Aug 1966): แนวทางอย่างเป็นทางการของพรรคต่อการปฏิวัติวัฒนธรรม
Bombard the Headquarters (5 Aug 1966): ข้อเขียนของเหมาเรียกให้โจมตี “ศูนย์บัญชาการ” ที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายชนชั้นกระฎุมพีในพรรค
Four Olds: กรอบแนวคิดที่ถูกใช้เป็นใบอนุญาตทำลายวัฒนธรรมและคนที่ถูกตีตราว่า “เก่า”
Sent-down youth / Down to the Countryside: นโยบายส่งเยาวชนเมืองลงชนบท โดยเฉพาะช่วง 1968–1978
สรุปสั้น
เรดการ์ดไม่ได้เกิดจาก “เด็กหลงอุดมการณ์” อย่างเดียว แต่เกิดจาก การออกแบบสนามรบทางการเมืองของผู้นำ ที่ใช้เยาวชนเป็นแรงกระแทกเพื่อโค่นคู่แข่งภายในพรรค แล้วค่อยดึงอำนาจกลับเมื่อไฟลุกเกินควบคุม
ถ้าจะจำหนึ่งประโยคจากเรื่องนี้ ให้จำว่า:
เมื่อรัฐให้ตราประทับความชอบธรรมกับความคลั่ง ความคลั่งจะทำงานแทนรัฐได้…จนถึงวันที่รัฐต้องกลับมาปราบมันเอง
เอกสารอ้างอิงและอ่านต่อ (คัดแบบเชิงวิชาการ/เอกสารปฐมภูมิ)
เอกสารปฐมภูมิ (Primary sources)
Circular of the Central Committee of the Communist Party of China on the Great Proletarian Cultural Revolution (May 16, 1966)
Decision of the Central Committee of the Chinese Communist Party Concerning the Great Proletarian Cultural Revolution ("Sixteen Points", Aug 8, 1966)
Mao Zedong: “Bombard the Headquarters — My Big-Character Poster” (Aug 5, 1966)
แหล่งสรุปเชิงสารานุกรม/การสอน
Encyclopaedia Britannica: Cultural Revolution / Song Binbin (ชีวประวัติและเหตุการณ์เทียนอันเหมิน 1966)
Columbia University (EAA/Asia for Educators): Primary-source packets on the Cultural Revolution and the Sixteen Points
งานวิชาการด้านสังคม/ประชากรศาสตร์เกี่ยวกับ sent-down youth
Demographic Research (2016) และงานวิชาการสายประวัติศาสตร์สังคมที่อธิบายสเกลของการส่งเยาวชนลงชนบท (ตัวเลขราว 17 ล้านในช่วง 1968–1978)
อ่านเพื่อเข้าใจมิติประสบการณ์มนุษย์
Jung Chang, Wild Swans
ภาพยนตร์: Xiu Xiu: The Sent-Down Girl