วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569

Red Guard: กำเนิดและกลไกการปลุกระดม (1966–1968)

ปี 1966 จีนเจอปรากฏการณ์ประหลาดแบบที่สังคมผู้ใหญ่ไม่อยากยอมรับ: “เด็กนักเรียน” สามารถกลายเป็นกองกำลังกึ่งทหารที่ทำให้รัฐทั้งรัฐสั่นคลอนได้—ไม่ใช่เพราะเด็กมีอาวุธหนัก แต่เพราะเด็กได้ “อำนาจทางศีลธรรม” จากผู้นำสูงสุดโดยตรง แล้วเอาอำนาจนั้นไปทุบทุกอย่างที่ถูกตีตราว่าเป็นศัตรูของการปฏิวัติ

บทความนี้เล่าที่มาที่ไปของ เรดการ์ด (Red Guards / 红卫兵) แบบเป็นลำดับเวลา ใครเกี่ยวข้องบ้าง และทำไมมันจึงลุกลามได้เร็ว พร้อมอธิบายคำสำคัญให้ครบในตัวเอง


1) ฉากหลังก่อนระเบิด: ทำไมต้องเป็น “วัฒนธรรม” และทำไมต้องเป็น “เยาวชน”

หลังการทดลองเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของจีนในปลายทศวรรษ 1950 (Great Leap Forward) ล้มเหลวและนำไปสู่วิกฤตความอดอยาก รัฐจำเป็นต้อง “กู้ระบบให้กลับมาเดินได้” ช่วงต้นทศวรรษ 1960 จึงเกิดการปรับนโยบายหลายอย่างที่ปฏิบัติได้จริงขึ้นภายใต้แกนนำในพรรคและรัฐ เช่น หลิวเส้าฉี (Liu Shaoqi) และ เติ้งเสี่ยวผิง (Deng Xiaoping) โดยมี โจวเอินไหล (Zhou Enlai) เป็นหนึ่งในคนสำคัญของรัฐที่ต้องประคองเครื่องจักรทั้งประเทศ

ปัญหาคือ การกู้ประเทศแบบ “ปฏิบัติจริง” ทำให้ชื่อเสียงของเหมาเจ๋อตงถูกกดทับลงไปโดยปริยาย เพราะความล้มเหลวครั้งใหญ่ก่อนหน้าเป็นตราบาปทางการเมืองที่หลบไม่พ้น

ทางออกของเหมาไม่ใช่การเถียงด้วยตัวเลขเศรษฐกิจ แต่เป็นการย้ายสนามรบไปที่สิ่งที่จับต้องยากกว่าและควบคุมง่ายกว่าในทางการเมือง: ความถูกต้องทางอุดมการณ์ และ การตีตราศัตรู ผ่านสนาม “วัฒนธรรม” และ “ความคิด”

นี่คือจุดเริ่มของสิ่งที่ต่อมาถูกเรียกว่า “การปฏิวัติวัฒนธรรม” (Cultural Revolution)


2) ชนวนเฉพาะหน้า: จากละครเวทีสู่การล้างศัตรูในพรรค

หลายเรื่องใหญ่ของประวัติศาสตร์เริ่มจากเรื่องเหมือนเล็กมาก: การตีความงานศิลปะ

ปี 1965–1966 เกิดข้อพิพาททางการเมืองจากการโจมตีละคร/งิ้วประวัติศาสตร์ “Hai Rui Dismissed from Office” ที่ถูกตีความว่าเป็นการพาดพิงการเมืองภายในพรรค (โดยเฉพาะบรรยากาศการวิจารณ์เหมาในอดีต)

เมื่อสนามรบถูกเปิด เหมาก็ผลักให้การต่อสู้ “ไม่ใช่เรื่องละคร” แต่เป็นเรื่องว่าในพรรคมี “พวกเดินตามทุนนิยม” ซ่อนอยู่หรือไม่

วันที่ 16 พฤษภาคม 1966 พรรคออกเอกสารที่กลายเป็นจุดตั้งต้นทางการเมืองของยุคนี้ คือ May 16 Notification / May 16 Circular ที่ประกาศว่ามีฝ่าย “ต่อต้านสังคมนิยม” แฝงตัวในพรรคและสังคม และเปิดทางให้ “มวลชน” เข้าร่วมการต่อสู้ทางการเมือง

แปลเป็นภาษามนุษย์: จากนี้ไป การกล่าวหาศัตรูไม่ใช่แค่สิทธิ แต่เป็น “หน้าที่ทางปฏิวัติ”


3) กำเนิดคำว่า “Red Guards”: ไม่ได้เริ่มจากมหาวิทยาลัย แต่เริ่มจากเด็กมัธยม

เรดการ์ดกลุ่มแรกที่ใช้ชื่อนี้ เกิดจาก นักเรียนระดับมัธยมที่สังกัดโรงเรียนในเครือชิงหัว (Tsinghua University High School / Middle School) ในปักกิ่ง

พวกเขาใช้คำว่า “Red Guards” ลงนามใน ป้ายตัวโต (big-character posters / 大字报, dazibao) ช่วง 25 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 1966

คำสำคัญคือ “ป้ายตัวโต” ไม่ใช่แค่การประท้วง มันเป็น “สื่อทางการเมือง” ที่ตั้งใจให้คนอ่านทั้งโรงเรียนทั้งเมือง และพอเข้ายุคนั้น มันกลายเป็นเครื่องมือโจมตีคนและสถาบันแบบเปิดหน้า

ในเวลาไล่เลี่ยกัน มหาวิทยาลัยในปักกิ่ง (โดยเฉพาะปักกิ่งยูนิเวอร์ซิตี) ก็มีป้ายตัวโตที่โจมตีผู้บริหารและ “งานของคณะทำงาน (work teams)” ที่พรรคส่งเข้าไปควบคุมการเคลื่อนไหวในมหาวิทยาลัย

ดังนั้น จุดเริ่มจริง ๆ คือ โรงเรียน/มหาวิทยาลัยในปักกิ่งกลายเป็นเตาเผาความชอบธรรม และคำว่า Red Guards เป็นแบรนด์ที่ “ติด” เพราะมันประกาศตัวว่าเป็นกองกำลังพิทักษ์ประธานเหมา


4) ใคร “เปิดไฟเขียว” ให้เด็กกลายเป็นกองกำลัง

เรดการ์ดไม่โตได้เองถ้าไม่มี “ตราประทับ” จากข้างบน และตราประทับนั้นมาเป็นชุด ๆ ในปี 1966

4.1 การรับรองเชิงสัญลักษณ์ (Symbolic Endorsement)

  • ปลายกรกฎาคม 1966 เหมาเขียนจดหมายถึงเรดการ์ดชิงหัว สนับสนุนแนวทางการต่อสู้เชิงปฏิวัติของพวกเขา

4.2 การรับรองเชิงนโยบาย (Policy Endorsement)

  • วันที่ 8 สิงหาคม 1966 พรรคออกเอกสารสำคัญมากคือ “Sixteen Points” (Decision Concerning the Great Proletarian Cultural Revolution) ซึ่งสรุป “เส้นทางปฏิวัติวัฒนธรรม” อย่างเป็นทางการ และยกระดับการต่อสู้ทางความคิดให้เป็นภารกิจระดับประเทศ

4.3 การสั่งยิงใส่ “ศูนย์บัญชาการ” (Attack the ‘Headquarters’)

  • วันที่ 5 สิงหาคม 1966 เหมาเขียนบิ๊กคาแรกเตอร์โปสเตอร์ชื่อ “Bombard the Headquarters” ซึ่งถูกอ่านกันชัด ๆ ว่าเล็งผู้นำสายบริหารในพรรค เช่น หลิวเส้าฉี และเติ้งเสี่ยวผิง

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ สัญญาณแรงมากว่า: “โจมตีได้ โจมตีต่อ และอย่าให้ฝ่ายบริหารมาห้าม”


5) เดือนสิงหาคม 1966: เรดการ์ดขึ้นเวทีชาติ

วันที่ 18 สิงหาคม 1966 เกิดช็อตประวัติศาสตร์ที่ภาพติดตาคนทั้งโลก: ม็อบเรดการ์ดจำนวนมหาศาลรวมตัวที่ จัตุรัสเทียนอันเหมิน และ Song Binbin หนึ่งในตัวแทนเรดการ์ดขึ้นไปคล้องปลอกแขนเรดการ์ดให้เหมา

จากวินาทีนั้น “เด็ก” ได้ตราสัญลักษณ์ชัดเจนที่สุดว่าเป็นฝ่ายเดียวกับผู้นำสูงสุด

ช่วงเดียวกัน หลินเปียว (Lin Biao) ซึ่งเป็นแม่ทัพระดับสูงและพันธมิตรคนสำคัญของเหมา มีบทบาทผลักดันการยึด “คำคมประธานเหมา” เป็นศูนย์กลางของความชอบธรรมทางการเมือง และทำให้หนังสือ Quotations from Chairman Mao (Little Red Book) กลายเป็นวัตถุประจำมือของเรดการ์ดในขบวนพาเหรด

ผลลัพธ์คือ เรดการ์ดไม่ได้เป็นแค่องค์กรนักเรียนในโรงเรียน แต่กลายเป็น “การเคลื่อนไหวระดับชาติ” ที่มีรัฐเป็นคนชูขึ้นมาเอง


6) สิ่งที่เรดการ์ดทำ: “ทำลายสี่เก่า” และการเปลี่ยนความรุนแรงให้เป็นคุณธรรม

สโลแกนคลาสสิกของเรดการ์ดคือการทำลาย “สี่เก่า” (Four Olds)

  • ความคิดเก่า

  • วัฒนธรรมเก่า

  • ประเพณีเก่า

  • นิสัยเก่า

บนกระดาษมันฟังดูเหมือนการปฏิรูปวัฒนธรรม แต่ในทางปฏิบัติ มันกลายเป็นใบอนุญาตให้

  • เข้าตรวจค้นบ้าน

  • ยึดทรัพย์

  • ทำลายหนังสือ/โบราณวัตถุ

  • จัด “ประชุมประจาน” (struggle sessions)

  • ใช้ความรุนแรงกับครู ปัญญาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และคนที่ถูกตีตราว่าเป็น “ศัตรูชนชั้น”

ช่วงปลายสิงหาคม–กันยายน 1966 โดยเฉพาะในปักกิ่ง เกิดสิ่งที่งานวิชาการจำนวนมากเรียกว่า Red Terror / Red August คือบรรยากาศความรุนแรงเชิงการเมืองที่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว


7) ใครเกี่ยวข้องบ้าง (และเกี่ยวข้องแบบไหน)

เพื่อไม่ให้เรื่องนี้กลายเป็นนิยายรวมคนดีคนเลว ลิสต์นี้จัดตาม “บทบาท” ไม่ใช่ตามความชอบส่วนตัว

แกนสั่งการ/ให้ความชอบธรรม

  • เหมาเจ๋อตง (Mao Zedong): ผู้ออกแบบสนามรบและให้ตรารับรองทางการเมืองกับมวลชน

  • หลินเปียว (Lin Biao): พันธมิตรในกองทัพ ช่วยทำให้การเทิดคำคมเหมากลายเป็นระบบ และเป็นภาพผู้ใหญ่ที่ยืนข้างเด็ก

แกนกำกับทิศทางการปฏิวัติวัฒนธรรม

  • Jiang Qing และกลุ่มแกนนำสาย “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ที่มีบทบาทกำหนดทิศทางความชอบธรรมและศัตรูของยุคนี้

  • Cultural Revolution Group (CRG): กลไกกลางที่ออกแนวทางและผลักให้การเคลื่อนไหวเดินไปทางที่ต้องการ

แกนรัฐ/ฝ่ายบริหารที่ถูกโจมตี

  • หลิวเส้าฉี (Liu Shaoqi): ถูกปักธงเป็นศัตรูระดับสูงและถูกกวาดล้างอย่างรุนแรง

  • เติ้งเสี่ยวผิง (Deng Xiaoping): ถูกเล่นงานและถูกส่งไปทำงาน/ถูกลดบทบาทหลายช่วง

  • โจวเอินไหล (Zhou Enlai): อยู่ในตำแหน่งที่ต้องประคองรัฐท่ามกลางไฟการเมือง

แกนปฏิบัติการระดับมวลชน

  • นักเรียน/นักศึกษาที่เป็นเรดการ์ด: พลังหลักของการเคลื่อนไหวช่วง 1966–1967

  • ผู้นำเชิงสัญลักษณ์บางคน เช่น Song Binbin: กลายเป็นภาพจำของยุคผ่านเหตุการณ์เทียนอันเหมิน


8) ทำไมเรดการ์ดลุกลามได้เร็ว: 5 กลไกที่ทำให้ “ทั้งประเทศ” ติดไฟ

  1. ตราประทับจากยอดพีระมิด: เมื่อผู้นำสูงสุดรับรอง การคัดค้านกลายเป็นการ “ต้านผู้นำ” ทันที

  2. ศีลธรรมแบบตัดขาด: โลกถูกแบ่งเป็น “ปฏิวัติ” กับ “ศัตรู” ไม่มีพื้นที่สำหรับความซับซ้อน

  3. การเมืองแบบการแสดง: การประจานและการสารภาพบาปเป็นพิธีกรรมต่อหน้าสาธารณะ ยิ่งแรงยิ่งดูภักดี

  4. แรงกดดันของฝูงชน: เด็กจำนวนมากเข้าร่วมเพราะ “ไม่เข้าคือเสี่ยง” ไม่ใช่เพราะเชื่อทั้งหมด

  5. ช่องว่างของสถาบัน: โรงเรียน/มหาวิทยาลัยกลายเป็นสนามรบ สถาบันที่ควรคุมกติกาถูกดึงให้เป็นคู่ขัดแย้ง


9) ปิดฉากเฟสเรดการ์ด: จากเด็กถือธง → เด็กถูกส่งออกนอกเมือง

เมื่อความวุ่นวายแตกเป็นก๊กเป็นเหล่าและควบคุมยากขึ้น รัฐค่อย ๆ ดึงอำนาจกลับ โดยใช้กองทัพและการจัดระเบียบทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ

จุดสำคัญคือ ตั้งแต่ 1968 เป็นต้นไป มีการส่ง “เยาวชนเมือง” ลงชนบทในวงกว้าง (ที่มักเรียกรวมว่า sent-down youth / Down to the Countryside Movement) และตัวเลขที่ใช้ในงานวิชาการและสรุปประวัติศาสตร์มาตรฐานคือ ประมาณ 17 ล้านคน ในช่วง 1968–1978

นี่คือความย้อนแย้งของยุคนี้: เยาวชนถูกใช้เป็นแรงกระแทกเพื่อโค่นศัตรูทางการเมือง แล้วท้ายที่สุดก็ถูก “กระจายตัว” ออกไปเพื่อให้ไฟสงบ


คำศัพท์สำคัญ (อ่านครั้งเดียวเข้าใจ)

  • Red Guards (红卫兵): องค์กรนักเรียน/นักศึกษาที่ถูกยกระดับให้เป็นกองกำลังกึ่งทหารสนับสนุนการปฏิวัติวัฒนธรรม

  • Big-character posters / dazibao (大字报): ป้ายตัวโต ใช้เป็นสื่อโจมตี/ประกาศทางการเมืองในที่สาธารณะ

  • May 16 Notification (1966): เอกสารเปิดฉากการต่อสู้แบบมวลชนในปฏิวัติวัฒนธรรม

  • Sixteen Points (8 Aug 1966): แนวทางอย่างเป็นทางการของพรรคต่อการปฏิวัติวัฒนธรรม

  • Bombard the Headquarters (5 Aug 1966): ข้อเขียนของเหมาเรียกให้โจมตี “ศูนย์บัญชาการ” ที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายชนชั้นกระฎุมพีในพรรค

  • Four Olds: กรอบแนวคิดที่ถูกใช้เป็นใบอนุญาตทำลายวัฒนธรรมและคนที่ถูกตีตราว่า “เก่า”

  • Sent-down youth / Down to the Countryside: นโยบายส่งเยาวชนเมืองลงชนบท โดยเฉพาะช่วง 1968–1978


สรุปสั้น

เรดการ์ดไม่ได้เกิดจาก “เด็กหลงอุดมการณ์” อย่างเดียว แต่เกิดจาก การออกแบบสนามรบทางการเมืองของผู้นำ ที่ใช้เยาวชนเป็นแรงกระแทกเพื่อโค่นคู่แข่งภายในพรรค แล้วค่อยดึงอำนาจกลับเมื่อไฟลุกเกินควบคุม

ถ้าจะจำหนึ่งประโยคจากเรื่องนี้ ให้จำว่า:

เมื่อรัฐให้ตราประทับความชอบธรรมกับความคลั่ง ความคลั่งจะทำงานแทนรัฐได้…จนถึงวันที่รัฐต้องกลับมาปราบมันเอง


เอกสารอ้างอิงและอ่านต่อ (คัดแบบเชิงวิชาการ/เอกสารปฐมภูมิ)

เอกสารปฐมภูมิ (Primary sources)

  • Circular of the Central Committee of the Communist Party of China on the Great Proletarian Cultural Revolution (May 16, 1966)

  • Decision of the Central Committee of the Chinese Communist Party Concerning the Great Proletarian Cultural Revolution ("Sixteen Points", Aug 8, 1966)

  • Mao Zedong: “Bombard the Headquarters — My Big-Character Poster” (Aug 5, 1966)

แหล่งสรุปเชิงสารานุกรม/การสอน

  • Encyclopaedia Britannica: Cultural Revolution / Song Binbin (ชีวประวัติและเหตุการณ์เทียนอันเหมิน 1966)

  • Columbia University (EAA/Asia for Educators): Primary-source packets on the Cultural Revolution and the Sixteen Points

งานวิชาการด้านสังคม/ประชากรศาสตร์เกี่ยวกับ sent-down youth

  • Demographic Research (2016) และงานวิชาการสายประวัติศาสตร์สังคมที่อธิบายสเกลของการส่งเยาวชนลงชนบท (ตัวเลขราว 17 ล้านในช่วง 1968–1978)

อ่านเพื่อเข้าใจมิติประสบการณ์มนุษย์

  • Jung Chang, Wild Swans

  • ภาพยนตร์: Xiu Xiu: The Sent-Down Girl

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560: ข้อเสนอพรรคก้าวไกล, ประวัติรัฐธรรมนูญไทย, และบทบาทศาลรัฐธรรมนูญ

ข้อเสนอการแก้รัฐธรรมนูญ 2560 ของพรรคประชาชน (ก้าวไกล) ในปี 2566–2567 หลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคก้าวไกล (ซึ่งต่อมาจดทะเบียนในชื่อพ...