อินเทอร์เน็ตยุคใหม่ไม่ได้แค่ผลิตมีม แต่มันผลิต คำ ที่เอาไว้ตั้งชื่ออาการของมนุษย์โดยเฉพาะ
คำอย่าง simp, goon, stan, parasocial หรือคำไทยอย่าง อาหวัง ไม่ได้เกิดมาเพื่อด่าอย่างเดียว แต่มันคือภาษาลัดที่สังคมใช้ “อธิบายระดับความอิน” ของกันและกัน
บทความนี้คือแหล่งอ้างอิงแบบอ่านสนุก ไม่เหยียด ไม่เหยียบใคร
เป้าหมายไม่ใช่การตัดสิน แต่คือ การเข้าใจว่าเรากำลังอินอยู่ตรงไหนของสเปกตรัม
ทำไมคำพวกนี้ถึงสำคัญ
มนุษย์อินกับเรื่องเล่า ตัวละคร และคนอื่นมาตลอดประวัติศาสตร์
แต่โซเชียลมีเดียทำให้ความอินนั้น:
เร็วขึ้น
แรงขึ้น
และเลือนเส้นแบ่งระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องเล่า
คำพวกนี้จึงเกิดมาเพื่อทำหน้าที่เหมือน ป้ายเตือนบนถนนอารมณ์
บางป้ายบอกว่า “สนุกได้”
บางป้ายบอกว่า “ชะลอหน่อย”
บางป้ายคือ “อันตราย ข้างหน้าเป็นเหว”
หมวดที่ 1: อินแบบปกติ สังคมยอมรับ
fanboy / fangirl
แฟนคลับสายอารมณ์
กรี๊ด อวย ติดตามข่าว รู้สึกดีเมื่อได้เสพผลงาน
ยังแยกชีวิตจริงออกจากสิ่งที่ชอบได้
นี่คือฐานรากของวัฒนธรรมแฟนคลับทั้งหมด
ไม่มีคำนี้ โลกคงไม่มีคอนเสิร์ตหรือบ็อกซ์เซ็ต
stan
แฟนพันธุ์แท้ระดับข้อมูลแน่น
รู้ประวัติ รู้ไทม์ไลน์ รู้ดีเทล
แต่อยู่ในกรอบเหตุผล
คำนี้เคยมีที่มาด้านลบ
แต่ปัจจุบันถูก reclaim ให้หมายถึง
“ชอบจริง แต่ยังมีเบรก”
หมวดที่ 2: อินจัด แต่รู้ตัว (โซนมีม)
goon / gooning
อินหนัก เสพวน สมองโดนกระตุ้นซ้ำ
รู้ตัวเต็มที่ว่า:
สิ่งที่รักคือ ตัวละคร / คาแรกเตอร์ / ภาพ
ไม่มีความสัมพันธ์จริง
ไม่มีความคาดหวัง
goon คือ การยอมรับสภาพตัวเองด้วยอารมณ์ขัน
เป็นคำที่เกิดจาก self-awareness
ไม่ใช่ความหลงผิด
brainrot
อินจนเหมือนสมองโดนกัดกิน
คิดถึงเรื่องนั้นตลอด พูดวน มีมวน
brainrot มักใช้คู่กับ goon
เพื่อบอกว่า “รู้ว่าหลุด แต่ขำกับมันได้”
หมวดที่ 3: อินแบบเริ่มมีแรงดึงทางจิตใจ
parasocial relationship
ความสัมพันธ์ทางเดียว
ผู้เสพรู้สึกผูกพัน
แต่อีกฝ่ายไม่รู้จักเรา
นี่ไม่ใช่คำด่า
แต่เป็นคำอธิบายเชิงจิตวิทยา
ที่ใช้ได้กับทั้งดารา ยูทูบเบอร์ และสตรีมเมอร์
parasocial ไม่ได้ผิดโดยตัวมันเอง
จะเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อเรา ลืมว่ามันเป็นทางเดียว
หมวดที่ 4: อิน + ความหวัง (โซนเสี่ยง)
simp
อินกับคนจริง
ยอมเสียเงิน เวลา ศักดิ์ศรี
เพราะหวังผลตอบแทนทางอารมณ์หรือความสัมพันธ์
simp ไม่ได้หมายถึงคนดีหรือคนเลว
แต่มันคือสถานะที่
“อำนาจความสัมพันธ์ไม่สมดุล”
อาหวัง (บริบทไทย)
คำเฉพาะวัฒนธรรมไทย
ใช้เรียกคนที่ผูกอารมณ์กับคนจริง
และเชื่อว่า ตัวเองมีโอกาสจริง
อาหวังแตกต่างจาก simp ตรงที่
มักไม่รู้ตัวว่ากำลังหลุด
เชื่อในความพยายามและโชคชะตา
เอาชีวิตจริงเข้าไปเดิมพัน
นี่ไม่ใช่คำตลก
แต่เป็นคำเตือนทางสังคม
หมวดที่ 5: อินจนเริ่มอันตราย
delusional fan
เชื่อในสิ่งที่ไม่ตรงกับความจริง
ตีความสัญญาณเกินจริง
โกรธหรือปกป้องเมื่อภาพฝันถูกท้าทาย
คำนี้แรง และไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ
เพราะมันหมายถึงการหลุดจากความเป็นจริงแล้ว
obsessive
หมกมุ่นจนกระทบชีวิตจริง
งานพัง เงินพัง ความสัมพันธ์พัง
นี่ไม่ใช่มีม
และไม่ใช่คำล้อเล่น
แต่คือสัญญาณที่ควรได้รับความช่วยเหลือ
แผนที่สรุป (จำง่าย)
ชอบแบบสุขภาพดี → fan / stan
อินจัด รู้ตัว ขำได้ → goon / brainrot
อิน + ผูกพันทางเดียว → parasocial
อิน + หวังผล → simp / อาหวัง
อิน + เชื่อผิด → delusional
อินจนชีวิตพัง → obsessive
หมวดพิเศษ: คำที่ใช้ด่า/เหน็บชาวเน็ต (เชิงวัฒนธรรม)
หมวดนี้ไม่ใช่คำอธิบายอาการ แต่คือคำที่ชาวเน็ตใช้ ประเมินพฤติกรรมคนอื่น
บางคำแรง บางคำขำ บางคำเจ็บ
การรู้ความหมายไม่ได้แปลว่าควรใช้พร่ำเพรื่อ
แต่ช่วยให้เข้าใจว่าเขากำลังสื่ออะไร
NPC
เปรียบคนเหมือนตัวประกอบในเกม
คิดซ้ำ พูดซ้ำ ตามกระแสโดยไม่ตั้งคำถาม
ใช้ด่าความไม่คิด ไม่ใช่ด่าความโง่โดยตรง
sheep
คนที่เชื่อตามฝูง
ไม่ตรวจสอบข้อมูล
มักใช้ในบริบทการเมืองหรือดราม่าสังคม
keyboard warrior
กล้าด่า กล้าสู้ เฉพาะหลังคีย์บอร์ด
ไม่กล้าเผชิญหน้าชีวิตจริง
ใช้ด่าความกล้าจอมปลอม
chronically online
ใช้ชีวิตอยู่บนอินเทอร์เน็ตมากเกินไป
มองโลกจริงผ่านเลนส์โซเชียลตลอดเวลา
เป็นคำเหน็บมากกว่าคำด่า
terminally online
เวอร์ชันแรงของ chronically online
อินดราม่า จริยธรรม และวาทกรรมออนไลน์จนหลุดโลกจริง
ใช้เตือนว่าเริ่มขาดบริบทชีวิตจริงแล้ว
edge lord
ชอบพูดแรง พูดขวาง เพื่อให้ดูเท่หรือแตกต่าง
ไม่ได้ลึกจริง แต่เล่นท่าความขบถ
clout chaser
ทำทุกอย่างเพื่อยอดไลก์ ยอดแชร์
สร้างดราม่าเพื่อความสนใจ
ใช้ด่าความตั้งใจเบื้องหลัง มากกว่าตัวเนื้อหา
virtue signaling
แสดงตัวว่ามีศีลธรรมสูง
แต่ทำเพื่อภาพลักษณ์มากกว่าความเปลี่ยนแปลงจริง
มักใช้ในดราม่าสังคมและการเมือง
touch grass
วลีไล่กลาย ๆ
หมายถึง "ออกไปใช้ชีวิตจริงบ้าง"
ใช้เมื่ออีกฝ่ายอินออนไลน์เกินไป
cringe
ทำตัวน่าอายแบบไม่รู้ตัว
เป็นคำประเมินทางสังคม มากกว่าคำด่าแรง
บทส่งท้าย
ความอินไม่ใช่บาป
มนุษย์ถูกออกแบบมาให้หลงใหลเรื่องเล่าอยู่แล้ว
สิ่งสำคัญไม่ใช่การเลิกอิน
แต่คือ การรู้ว่าตัวเองกำลังอินอยู่ระดับไหน
เพราะเส้นแบ่งระหว่าง
“ความสุขจากการเสพวัฒนธรรม”
กับ
“ความทุกข์จากภาพฝันที่ไม่จริง”
ไม่เคยอยู่ที่ตัวละครหรือคนดัง
แต่อยู่ที่ ความรู้ตัวของเราเอง