วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ชวน หลีกภัย: ประวัติและ “ผลงานที่จับต้องได้”

คำเกริ่นก่อนเลย

ฉันไม่ได้เขียนชิ้นนี้ในฐานะแฟนพรรคประชาธิปัตย์ และไม่ได้มีแรงจูงใจจะ “เชียร์” นักการเมืองคนไหนเป็นพิเศษ

แต่ถ้าใครทำอะไรเป็นรูปธรรมจริง ๆ และมีหลักฐานตรวจสอบได้ — ก็ต้องให้เครดิตตามนั้น

พร้อมกันนั้น…ถ้านโยบายไหนออกมาแล้วตามด้วยปัญหา ผลข้างเคียง หรือการใช้งานจริงที่ไม่สวยงาม ฉันก็จะเขียนไว้ด้วย เพราะเครดิตที่ซื่อสัตย์ = ทั้งดีและเสีย


ชวน หลีกภัย คือใคร

โปรไฟล์ส่วนตัวแบบสั้น

  • วันเกิด: 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 (28 July 1938)

  • อายุปัจจุบัน: ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 อายุ 87 ปี

  • บ้านเกิด: ตำบลท้ายพรุ (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลทับเที่ยง) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง

  • ครอบครัวเดิม: เป็นบุตรคนที่ 3 จากพี่น้อง 9 คน บิดาชื่อ “นิยม” (ครูประชาบาล) มารดาชื่อ “ถ้วน” (ชาวสวนยาง ก่อนมาค้าขายในตลาด)

  • ครอบครัวปัจจุบัน: มีบุตรชาย 1 คน คือ สุรบถ หลีกภัย (กับภักดิพร สุจริตกุล)

เข้าสู่การเมืองเมื่อใด และเข้ามายังไง

หลังเรียนกฎหมายและทำงานเป็นทนายความอยู่ช่วงหนึ่ง เขาเริ่มเส้นทางการเมืองด้วยการ ขอสมัครเป็นผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดตรัง ในนามพรรคประชาธิปัตย์ สำหรับการเลือกตั้งที่จัดขึ้นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 และได้รับเลือกตั้ง (ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ของจังหวัด)

ตรงนี้สำคัญ เพราะมันคือ “จุดเริ่มต้นแบบภาคสนาม” ไม่ใช่การเข้ามาจากเส้นสายอำนาจหรือระบบแต่งตั้ง

ชวน หลีกภัย เป็นนักการเมืองไทยที่อยู่ในสนามยาวนานที่สุดคนหนึ่ง และเป็น นายกรัฐมนตรี 2 สมัย

  • สมัยที่ 1: 2535–2538 (1992–1995)

  • สมัยที่ 2: 2540–2544 (1997–2001)

นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ในช่วง 28 พฤษภาคม 2562 – 20 มีนาคม 2566 (สภาชุดที่ 25) ซึ่งเป็นบทบาทที่ “คุมเกมในสภา” มากกว่าการบริหารรัฐบาลโดยตรง แต่สะท้อนน้ำหนักและความไว้วางใจทางการเมืองในอีกแบบหนึ่ง

สองช่วงนี้สำคัญมาก เพราะเป็น “ยุคบริหารต่างบริบท”

  • สมัยแรก: หลังเหตุการณ์การเมืองร้อนแรงต้นทศวรรษ 90 ประเทศต้องการเสถียรภาพ + ความน่าเชื่อถือของรัฐ

  • สมัยสอง: รับไม้ต่อหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 (ต้มยำกุ้ง) ที่กระทบระบบสถาบันการเงินและชีวิตคนจำนวนมาก

วิธีอ่านบทความนี้
ฉันจะไม่พูดว่าคน ๆ เดียว “สร้างทุกอย่าง” เพราะรัฐเป็นงานทีม
แต่จะชี้ให้เห็นว่า “สิ่งนี้เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลไหน” และ “มีหลักฐานเป็นมติ/กฎหมาย/เอกสารทางการ” หรือไม่


แล้วนี่เป็น “ผลงานของชวน” หรือ “ผลงานของรัฐมนตรีคนอื่น” กันแน่?

คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ: ส่วนใหญ่เป็น “ผลงานของรัฐบาล/ครม.” มากกว่าผลงานของคนเดียว — แล้วเราค่อยแยก “บทบาท” ว่าใครถือพวงมาลัยส่วนไหน

เพื่อไม่ให้เครดิตหลุดไปคนละจุด ฉันจะใช้กรอบนี้เวลาอธิบายแต่ละนโยบาย:

  • เครดิตเชิงการเมือง (นายกฯ/รัฐบาล): ใครเป็นผู้นำรัฐบาลที่ แถลงนโยบาย, ตั้งทีม, ตัดสินใจใน ครม. และ รับผิดชอบทางการเมืองต่อสาธารณะ

  • เครดิตเชิงเทคนิค/การออกแบบ (กระทรวงเจ้าภาพ/รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง): ใครเป็นคน “ทำให้เกิดจริง” ผ่านการร่างระบบ ระเบียบ งบประมาณ และการบริหารโครงการในชีวิตประจำวัน

  • เครดิตเชิงกฎหมาย: ถ้าเป็น พ.ร.บ. ให้ถือว่าเป็นผลงานของ “ฝ่ายนิติบัญญัติ + ครม. + หน่วยงานร่างกฎหมาย” ร่วมกัน โดยกฎหมายมักระบุไว้ชัดว่า “รัฐมนตรีกระทรวงไหนเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.” นั่นคือ “เจ้าภาพโดยระบบ” หลังประกาศใช้

  • เครดิตเชิงผลลัพธ์: บางอย่าง “เริ่มดี” แต่ “พังเพราะการบริหารยุคหลัง” หรือกลับกัน “เริ่มยาก แต่รัฐบาลหลังทำให้ดีขึ้น” — ตรงนี้ต้องแยกเครดิตให้ได้ ไม่งั้นเราจะเถียงกันไม่จบ

ดังนั้นในแต่ละหัวข้อด้านล่าง ฉันจะใส่หมายเหตุสั้น ๆ ว่า (1) สมัยรัฐบาลไหน (2) ใครเป็นเจ้าภาพเชิงกระทรวง/ระบบ (3) จุดไหนที่ยังบอกชื่อคนเดียวแบบ 100% ไม่ได้ เพื่อให้ยุติธรรมทั้งกับคนทำและคนรับผล


นิยาม “ผลงานจับต้องได้” ที่ใช้ในบทความนี้

คำว่า ผลงาน ในคอมเมนต์การเมืองไทย มักถูกใช้แบบกว้าง ๆ จนบางทีคุยกันคนละภาษา ดังนั้นฉันขอล็อกเกณฑ์ไว้ก่อน เพื่อให้เราถกกันบนพื้นเดียวกัน

ในบทความนี้ “ผลงานจับต้องได้” จะหมายถึงสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้จริง เช่น

  • โครงการระดับประเทศที่ประชาชนได้รับบริการ/สิทธิ

  • กฎหมายสำคัญที่เปลี่ยนระบบ

  • สถาบัน/กลไกใหม่ที่ทำงานต่อเนื่อง

ดังนั้นบทความนี้จะโฟกัส 4 กลุ่มใหญ่:

  1. นโยบายสวัสดิการ/สังคมที่เห็นผลในชีวิตคน

  2. กฎหมาย/การปฏิรูประบบ

  3. การกระจายอำนาจท้องถิ่น

  4. การกู้วิกฤตเศรษฐกิจ (ผลลัพธ์เชิงระบบ + ผลข้างเคียง)

และเพื่อให้อ่านลื่น ทุกหัวข้อใหญ่จะใช้โครงเดียวกันเสมอ: ก่อนมีนโยบาย → เกิดอะไรขึ้น → หลังมีนโยบาย → ปัญหาที่ตามมา


ส่วนที่ 1: ผลงานแบบ “ประชาชนจับต้องได้”

นมโรงเรียน: จาก “ปัญหานมล้นตลาด” สู่สวัสดิการเด็กระดับชาติ

นมโรงเรียนเป็นตัวอย่างคลาสสิกของนโยบายที่เริ่มจาก “แก้ปัญหาเชิงเศรษฐกิจ” (เกษตรกร/นมล้นตลาด) แล้วค่อย ๆ กลายเป็น “สวัสดิการที่เด็กได้รับจริง” จนฝังเป็นวัฒนธรรมรัฐไปเลย

ก่อนมีนโยบาย

ก่อนปีงบประมาณ 2535 ประเทศไทยมีความพยายามสนับสนุนโคนมและโภชนาการเด็กอยู่บ้าง แต่ยังไม่ถูกทำให้เป็น “โครงการระดับชาติที่ต่อเนื่อง” ในวงกว้างแบบที่คนทั้งประเทศคุ้นชินในชื่อ นมโรงเรียน

สิ่งที่เกิดขึ้น (ผูกปีแบบตรวจสอบได้)

  • เอกสารทางการของรัฐระบุชัดว่า โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2535

  • หน่วยงานรัฐอีกแหล่งก็อธิบายว่าโครงการ “เกิดขึ้นในปี 2535” และดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

หมายเหตุเรื่องเครดิต (เพื่อไม่ให้หลงคนละเรื่อง): โครงการนี้โดยธรรมชาติเป็น “งานหลายกระทรวง” (อาหาร/โภชนาการเด็ก + เกษตรกรโคนม + การจัดสรรผ่านโรงเรียน) ดังนั้นเราควรให้เครดิตแบบนี้:

  • ระดับการเมือง: รัฐบาลชวนสมัยแรก เป็นรัฐบาลที่ “ทำให้เป็นโครงการชาติ”

  • ระดับปฏิบัติ: หน่วยงาน/กระทรวงที่เกี่ยวข้องคือคน “แบกงานประจำวัน” ตั้งแต่โควตา การจัดซื้อ ไปจนถึงคุณภาพและโลจิสติกส์

ทำไมถือว่า “จับต้องได้”

เพราะนี่คือสวัสดิการที่เด็กนักเรียน “ได้รับจริง” — นโยบายออกจากกระดาษแล้วกลายเป็นของในมือเด็ก (และกลายเป็นความทรงจำร่วมของคนไทยหลายเจเนอเรชัน)

หลังมีนโยบาย: ผลที่ต่อเนื่อง + ปัญหาที่ตามมา

  • ผลดี: โครงการอยู่ยาว กลายเป็นมาตรฐานของรัฐ

  • ผลข้างเคียง/ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในระยะยาว:

    • ระบบจัดสรรโควตา/ผู้ผลิต/การขนส่ง มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจสูง ทำให้มี “ข้อร้องเรียนเรื่องความไม่เป็นธรรม/คอร์รัปชัน” โผล่มาเป็นระยะ

    • คุณภาพและการควบคุมห่วงโซ่เย็น (cold chain) เป็นโจทย์ถาวร เพราะถ้าพลาด = นมเสีย = เด็กได้รับผลกระทบโดยตรง

จุดสำคัญ: “การเริ่มตั้ง” กับ “การบริหารระยะยาว” เป็นคนละเรื่อง
เครดิตของการเริ่มต้นต้องให้ตามหลักฐาน แต่ปัญหาที่ตามมาหลายอย่างเป็นผลของระบบที่โตและมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจสูง


กยศ.: เครื่องมือการศึกษาที่เปลี่ยนชีวิตคน — และทิ้งโจทย์ด้านหนี้ไว้ด้วย

ถ้านมโรงเรียนคือ “สวัสดิการรายวัน” กยศ. คือ “บันไดระยะยาว” ที่ช่วยให้คนจำนวนมากปีนไปสู่การศึกษาต่อได้จริง แต่บันไดนี้ก็มีค่าใช้จ่าย—และสังคมถกกันยาวว่า ควรคิดราคาเท่าไหร่ถึงจะยุติธรรม

ก่อนมีนโยบาย

โอกาสเข้าถึงการศึกษาต่อของเด็กครอบครัวยากจนพึ่งพาทุนจำกัดมาก โครงสร้างเงินกู้เพื่อการศึกษายังไม่เป็นระบบชาติที่ชัดเจน

สิ่งที่เกิดขึ้น (หลักฐานแน่น)

  • กยศ. ระบุชัดว่า จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 มีนาคม 2538 และ 16 มกราคม 2539

  • ต่อมาถูกทำให้เป็นระบบกฎหมายด้วย พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541

หมายเหตุเรื่องเครดิต (อิงรูปแบบเอกสารราชการ): เอกสารมติ ครม. ที่มักถูกใช้อ้างอิง “ตั้งต้น” ระบุว่าเป็นเรื่องที่ กระทรวงการคลังเสนอ — ตรงนี้สะท้อนว่า ดีไซน์เชิงงบ/โครงสร้างเงินกู้ อยู่ในมือทีม/กระทรวงเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ขณะที่นายกฯ คือ “ผู้รับผิดชอบทางการเมือง” ในภาพรวม

ทำไมถือว่า “จับต้องได้”

เพราะมันทำให้ “เด็กทุนน้อยเรียนต่อได้” ในระดับมวลชน ไม่ใช่แค่นโยบายเชิงสัญลักษณ์ และไม่ต้องอาศัยดวงอย่างเดียวว่าจะได้ทุนหรือไม่

หลังมีนโยบาย: ผลดี + ปัญหาที่ตามมา

  • ผลดี:

    • เพิ่มโอกาสการศึกษาต่อในระดับใหญ่

    • ทำให้เรื่อง “ทุนมนุษย์” ถูกยกระดับเป็นวาระนโยบายจริงจัง

  • ปัญหา/ผลข้างเคียงที่คนเจอจริง และสังคมถกกันยาว:

    • ความซับซ้อนของระบบชำระหนี้/การติดตามหนี้ในบางยุค ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่แฟร์กับผู้กู้บางกลุ่ม

    • ดราม่า “ดอกเบี้ย/ค่าปรับ/การคิดยอด” และความไม่เข้าใจเงื่อนไข (โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนระบบหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการ)

    • เส้นแบ่งที่ถกกันไม่จบระหว่าง “วินัยทางการเงิน” กับ “บทบาทรัฐในความเสมอภาคทางการศึกษา”

สรุปแบบตรง ๆ: กยศ.ช่วยคนจำนวนมากจริง แต่ก็ทำให้สังคมไทยต้องออกแบบ/ปรับกติกาเรื่องหนี้เพื่อการศึกษาไปเรื่อย ๆ เพื่อให้แฟร์และยั่งยืน


ส่วนที่ 2: ผลงานแบบ “กฎหมาย/ระบบ” ที่เปลี่ยนประเทศ

พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542: กฎหมายแม่ของระบบการศึกษาไทยยุคใหม่

นโยบายบางอย่าง “จับต้องได้” แบบคนได้รับของทันที แต่กฎหมายแม่อย่าง พ.ร.บ.การศึกษา 2542 เป็นงานอีกแบบหนึ่ง: มันไม่ใช่ของแจก—มันคือการย้ายเสาเข็มของระบบ เพื่อให้รัฐบาลยุคต่อ ๆ ไปสร้างอาคารต่อได้ (ว่าจะสร้างสวยหรือสร้างพัง…ก็ขึ้นกับการบริหารในภายหลังด้วย)

ก่อนมีนโยบาย

ก่อนปี 2542 ระบบการศึกษามีการปรับเปลี่ยนหลายช่วง แต่ยังไม่มี “กฎหมายแม่” ที่รวมหลักการสำคัญและกรอบโครงสร้างการจัดการศึกษาไว้เป็นฉบับหลักแบบเข้มแข็งเท่านี้

สิ่งที่เกิดขึ้น

ประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (ประกาศใช้เดือนสิงหาคม 2542) ซึ่งถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทยยุคใหม่

หมายเหตุเรื่องเครดิต: ถ้าพูดให้ตรงระบบที่สุด กฎหมายฉบับนี้เป็น “ผลงานของรัฐบาล + สภา + หน่วยงานร่าง” ร่วมกัน ไม่ใช่ของคนเดียว และในตัวบทมีการระบุหน่วยงานที่จะต้อง “ทำให้เกิดจริง” ต่อจากนั้นด้วย (เช่น กระทรวงศึกษาธิการและกลไกที่เกี่ยวข้อง)

ทำไมถือว่า “จับต้องได้”

กฎหมายแม่ทำให้:

  • หลักการเรื่องความเสมอภาค/คุณภาพ/การกระจายอำนาจด้านการจัดการศึกษา ถูกยกระดับเป็นกรอบใหญ่ของระบบ

  • เปิดทางให้เกิดโครงสร้างและหน่วยงาน/กลไกตามมาอีกหลายชั้น

หลังมีนโยบาย: ผลดี + คำถามใหญ่ที่ตามมา

  • ผลดี: วางรากฐานการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง

  • คำถามที่ตามมา (และยังถกอยู่):

    • กฎหมายเป็นกรอบ แต่ “คุณภาพจริง” ต้องพึ่งการบริหาร งบประมาณ ครู หลักสูตร และวัฒนธรรมโรงเรียน

    • ระบบประเมิน/มาตรฐานที่ตามมาในบางช่วงเพิ่มภาระงานเอกสาร และทำให้ครูจำนวนมากรู้สึกว่าเวลาถูกดึงออกจากการสอน

    • กฎหมายฉบับนี้ยังมีการแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังหลายครั้ง ซึ่งสะท้อนว่า ‘กติกาใหญ่’ ต้องถูกจูนตามสภาพจริง


ส่วนที่ 3: ผลงานเชิงกระจายอำนาจท้องถิ่น

อบต. (พ.ร.บ. 2537): ทำให้ท้องถิ่นมีสถานะและอำนาจจริงขึ้น

การกระจายอำนาจเป็นเหมือนการ “ย้ายพวงมาลัย” บางส่วนจากส่วนกลางลงสู่พื้นที่ ใครอยู่ในจังหวัดจะรู้สึกเลยว่าเรื่องใกล้ตัว (ถนน น้ำ ขยะ) ถ้าต้องรอคำสั่งจากไกล ๆ มันช้าแค่ไหน — อบต. จึงเป็นหมุดสำคัญของรัฐไทยยุคใหม่

ก่อนมีนโยบาย

งานระดับตำบลจำนวนมากถูกผูกไว้กับส่วนกลาง การจัดการท้องถิ่นมีข้อจำกัดด้านอำนาจ งบ และความยืดหยุ่น

สิ่งที่เกิดขึ้น

ประกาศใช้ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 (มีตัวบทในราชกิจจานุเบกษา) ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการยกระดับการบริหารท้องถิ่นระดับตำบล

หมายเหตุเรื่องเครดิต: ในเชิงกฎหมาย “เจ้าภาพโดยระบบ” จะสะท้อนผ่านข้อที่ว่า รัฐมนตรีกระทรวงไหนเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. ซึ่งโดยธรรมชาติของกฎหมายท้องถิ่น มักผูกกับ มหาดไทย/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหลัก ขณะที่เครดิตเชิงการเมืองของ “การดันให้ผ่าน” อยู่ที่รัฐบาลในยุคนั้น

ทำไมถือว่า “จับต้องได้”

เพราะหลังจากนั้น “ท้องถิ่น” มีพื้นที่ตัดสินใจเรื่องของตัวเองมากขึ้น และงบประมาณบางส่วนไหลลงพื้นที่มากขึ้น

หลังมีนโยบาย: ผลดี + ปัญหาที่ตามมา

  • ผลดี: ท้องถิ่นมีอิสระในการจัดการเรื่องใกล้ตัวประชาชนขึ้น (ถนน น้ำประปา การจัดการขยะ ฯลฯ)

  • ปัญหา/ผลข้างเคียงที่ถูกชี้บ่อย:

    • ความเหลื่อมล้ำศักยภาพระหว่างท้องถิ่น (พื้นที่รวย/พื้นที่จน)

    • ความเสี่ยงทุจริตระดับท้องถิ่น (เมื่อเงินลงพื้นที่มากขึ้น ระบบตรวจสอบต้องตามให้ทัน)

    • อำนาจท้องถิ่นบางพื้นที่กลายเป็น “การเมืองบ้านใหญ่” เข้มขึ้น

    • การกระจายอำนาจติดขัดเป็นช่วง ๆ เพราะส่วนกลางยังคุมกติกา/งบ/บุคลากรหลายจุด


ส่วนที่ 4: ผลงานช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ — “กู้ระบบ” และผลข้างเคียงของยาแรง

หลังต้มยำกุ้ง: การจัดการสถาบันการเงินและสินทรัพย์เสีย — “กู้ระบบ” และราคาที่ต้องจ่าย

ช่วงหลังวิกฤต 2540 เป็นบททดสอบที่โหดมากของรัฐไทย: ถ้าไม่กู้ระบบการเงิน ระบบทั้งประเทศจะ “ดับ” แต่ถ้ากู้ด้วยยาแรง คนตัวเล็กมักเจ็บก่อนเสมอ ดังนั้นหัวข้อนี้จึงเป็นทั้งเรื่องของ “การทำให้รอด” และ “ความรู้สึกว่าแฟร์หรือไม่แฟร์” ที่ตามมาคู่กัน

ก่อนรัฐบาลชวนสมัย 2

วิกฤต 2540 ทำให้ระบบการเงินสั่นคลอน สถาบันการเงินจำนวนมากมีปัญหา สังคมเจ็บหนักทั้งการว่างงาน ธุรกิจล้ม และหนี้ครัวเรือน

สิ่งที่เกิดขึ้น (เชิงกลไก)

ช่วงหลังวิกฤต รัฐใช้ “เครื่องมือเชิงสถาบัน” หลายตัวเพื่อจัดการปัญหาสถาบันการเงินและสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ หนึ่งในกลไกที่ถูกพูดถึงมากคือ ปรส. (องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน) ซึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อจัดการผลพวงจากการปิด/ฟื้นฟูบริษัทเงินทุนและการบริหารสินทรัพย์เสีย

หมายเหตุเรื่องเครดิต (หัวข้อนี้สำคัญเป็นพิเศษ): นี่ไม่ใช่นโยบายแบบ “กระทรวงเดียวทำ” แต่เป็น ทีมเศรษฐกิจทั้งชุด ภายใต้รัฐบาล — นายกฯ รับผิดชอบการตัดสินใจใหญ่/ความเชื่อมั่นทางการเมือง ขณะที่รายละเอียดทางเทคนิค (IMF, โครงสร้างธนาคาร, การจัดการสินทรัพย์เสีย) จะตกกับทีมเศรษฐกิจและหน่วยงานการเงินโดยตรง

ทำไมถือว่า “จับต้องได้”

เพราะผลลัพธ์มันอยู่ในระดับ:

  • ระบบสถาบันการเงินกลับมาทำงาน

  • เสถียรภาพเศรษฐกิจค่อย ๆ กลับมา

  • มีการเคลียร์สินทรัพย์/หนี้เสียก้อนใหญ่ที่ค้างอยู่ในระบบ

แต่…ผลข้างเคียงก็หนัก

นี่คือยุคที่สังคมไทยถกเถียงเรื่อง “ยาแรง” และความเป็นธรรมอย่างดุเดือด เช่น

  • กระบวนการขาย/บริหารสินทรัพย์เสียถูกวิจารณ์ว่าอาจเกิดความไม่โปร่งใส หรือทำให้บางฝ่ายได้ประโยชน์ (ประเด็นนี้มีทั้งบทวิเคราะห์ สนับสนุน และวิจารณ์ในสื่อและงานเขียนจำนวนมาก)

  • ความเจ็บปวดของคนตัวเล็กในช่วงปรับโครงสร้าง (ตกงาน รายได้หาย ธุรกิจปิด) เป็นความทรงจำร่วมของยุคนั้น

สรุปแบบไม่โลกสวย: การ “ทำให้ระบบรอด” กับการ “ทำให้แฟร์กับทุกคน” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอ


เปรียบเทียบ “ก่อน-หลัง” แบบอ่านง่าย

บางคนอ่านยาว ๆ แล้วจะจำไม่ค่อยได้ว่าท้ายที่สุด “มันเปลี่ยนอะไร” ฉันเลยทำสรุปแบบแผนที่ไว้ให้ตรงนี้ — อ่านจบปุ๊บจะเห็นภาพทันทีว่าแต่ละนโยบาย เริ่มจากปัญหาอะไร → กลายเป็นอะไร → แล้วทิ้งโจทย์อะไรไว้

นโยบาย/กลไกก่อนมีนโยบาย (ภาพรวม)หลังมีนโยบาย (ผลหลักที่จับต้องได้)ผลข้างเคียง/ปัญหาที่ตามมา
นมโรงเรียนยังไม่เป็นโครงการชาติที่ต่อเนื่องครอบคลุมกลายเป็นสวัสดิการมาตรฐาน เด็กได้รับจริงต่อเนื่องโควตา/จัดซื้อ/โลจิสติกส์/คุณภาพ (เมื่อระบบโต แรงจูงใจสูง)
กยศ.โอกาสเด็กทุนน้อยเรียนต่อจำกัด ระบบกู้ยังไม่เป็นโครงสร้างชาติช่วยเด็กจำนวนมากเข้าถึงการศึกษาต่อโจทย์หนี้การศึกษา: ความซับซ้อน ดอกเบี้ย/ค่าปรับ/ความแฟร์ของกติกาในบางยุค
พ.ร.บ.การศึกษา 2542ยังไม่มี “กฎหมายแม่” ที่รวมหลักการใหญ่แบบชัดวางกรอบปฏิรูปการศึกษา เปิดทางสู่โครงสร้าง/กลไกตามมาคุณภาพไม่ได้ดีขึ้นอัตโนมัติ + ภาระเอกสาร/ประเมินในบางช่วง
อบต. / กระจายอำนาจท้องถิ่นอำนาจและงบจำกัด ถูกผูกกับส่วนกลางมากท้องถิ่นมีอิสระจัดการเรื่องใกล้ตัวประชาชนมากขึ้นเหลื่อมล้ำศักยภาพพื้นที่ + ความเสี่ยงทุจริต/บ้านใหญ่ + อุปสรรคเชิงกติกาจากส่วนกลาง
หลังวิกฤต 2540 (รวม ปรส.)ระบบการเงินสั่นคลอน ธุรกิจล้ม ว่างงานสูงเคลียร์สินทรัพย์เสีย ฟื้นเสถียรภาพระบบการเงินให้กลับมาทำงาน“ยาแรง” กระทบคนตัวเล็กก่อน + ข้อถกเถียงเรื่องความเป็นธรรม/ความโปร่งใส

สรุป: ให้เครดิตแบบไม่ต้องรัก

ถ้าเราแยก “ความชอบพรรค” ออกจาก “ข้อเท็จจริงเชิงนโยบาย” จะเห็นว่า

  1. ชวนเป็นนายกฯ ในช่วงที่มี นโยบายสวัสดิการและโครงสร้างบางอย่างเริ่มต้น/ถูกผลักให้เป็นระบบ

  2. หลายนโยบาย “อยู่ยาว” เพราะมันกลายเป็นโครงสร้างรัฐ ไม่ใช่แค่นโยบายหาเสียง

  3. แต่ทุกอย่างมีต้นทุนและผลข้างเคียง:

    • นมโรงเรียน = ดราม่าโควตา/คุณภาพ/จัดซื้อ

    • กยศ. = โจทย์หนี้เพื่อการศึกษา

    • กฎหมายการศึกษา = ความสำเร็จเชิงคุณภาพต้องพึ่งการบริหารยุคต่อมา

    • อบต. = กระจายอำนาจพร้อมปัญหาท้องถิ่น

ประโยคสุดท้ายของบทความนี้:

การให้เครดิตคนทำงานรัฐ ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนเขา
แค่ต้องซื่อสัตย์กับหลักฐาน

และการวิจารณ์ก็ไม่จำเป็นต้อง “ด่า”
แค่ต้องซื่อสัตย์กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง


ภาคผนวก: แหล่งอ้างอิงหลัก (ลิงก์ตรวจสอบได้)

หมายเหตุ: ในบทความหลักฉันตั้งใจ “เลี่ยงการอัดลิงก์เต็มหน้า” เพื่อให้อ่านลื่น
แต่ด้านล่างคือหลักฐาน/ตัวบท/เอกสารที่ใช้ยืนยันประเด็นสำคัญ ใครอยากเช็กเองก็กดได้เลย

A) นมโรงเรียน

B) กยศ.

C) พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542

D) อบต. / การกระจายอำนาจท้องถิ่น

E) ปรส./การจัดการสถาบันการเงินหลังวิกฤต 2540

เพิ่มเติมที่ “ยังไม่ใส่ในบทความหลัก” แต่สามารถขุดต่อได้

  • รายการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติในยุคหลัง (เพื่อเทียบก่อน-หลังแบบลึกขึ้น)

  • เส้นเวลา/กติกาการจัดสรรโควตานมโรงเรียนในแต่ละยุค และประเด็นร้องเรียนที่เกิดขึ้นเป็นรอบ ๆ

  • การปรับกติกา กยศ. ในยุคหลัง (เช่น การลดภาระผู้กู้/ปรับดอกเบี้ย/เงื่อนไข)

ชวน หลีกภัย: ประวัติและ “ผลงานที่จับต้องได้”

คำเกริ่นก่อนเลย ฉันไม่ได้เขียนชิ้นนี้ในฐานะแฟนพรรคประชาธิปัตย์ และไม่ได้มีแรงจูงใจจะ “เชียร์” นักการเมืองคนไหนเป็นพิเศษ แต่ถ้าใครทำอะไรเป็นร...