คำเกริ่นก่อนเลย
ฉันไม่ได้เขียนชิ้นนี้ในฐานะแฟนพรรคประชาธิปัตย์ และไม่ได้มีแรงจูงใจจะ “เชียร์” นักการเมืองคนไหนเป็นพิเศษ
แต่ถ้าใครทำอะไรเป็นรูปธรรมจริง ๆ และมีหลักฐานตรวจสอบได้ — ก็ต้องให้เครดิตตามนั้น
พร้อมกันนั้น…ถ้านโยบายไหนออกมาแล้วตามด้วยปัญหา ผลข้างเคียง หรือการใช้งานจริงที่ไม่สวยงาม ฉันก็จะเขียนไว้ด้วย เพราะเครดิตที่ซื่อสัตย์ = ทั้งดีและเสีย
ชวน หลีกภัย คือใคร
โปรไฟล์ส่วนตัวแบบสั้น
วันเกิด: 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 (28 July 1938)
อายุปัจจุบัน: ณ วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2026 อายุ 87 ปี
บ้านเกิด: ตำบลท้ายพรุ (ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลทับเที่ยง) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง
ครอบครัวเดิม: เป็นบุตรคนที่ 3 จากพี่น้อง 9 คน บิดาชื่อ “นิยม” (ครูประชาบาล) มารดาชื่อ “ถ้วน” (ชาวสวนยาง ก่อนมาค้าขายในตลาด)
ครอบครัวปัจจุบัน: มีบุตรชาย 1 คน คือ สุรบถ หลีกภัย (กับภักดิพร สุจริตกุล)
เข้าสู่การเมืองเมื่อใด และเข้ามายังไง
หลังเรียนกฎหมายและทำงานเป็นทนายความอยู่ช่วงหนึ่ง เขาเริ่มเส้นทางการเมืองด้วยการ ขอสมัครเป็นผู้สมัคร ส.ส. จังหวัดตรัง ในนามพรรคประชาธิปัตย์ สำหรับการเลือกตั้งที่จัดขึ้นวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2512 และได้รับเลือกตั้ง (ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ของจังหวัด)
ตรงนี้สำคัญ เพราะมันคือ “จุดเริ่มต้นแบบภาคสนาม” ไม่ใช่การเข้ามาจากเส้นสายอำนาจหรือระบบแต่งตั้ง
ชวน หลีกภัย เป็นนักการเมืองไทยที่อยู่ในสนามยาวนานที่สุดคนหนึ่ง และเป็น นายกรัฐมนตรี 2 สมัย
สมัยที่ 1: 2535–2538 (1992–1995)
สมัยที่ 2: 2540–2544 (1997–2001)
นอกจากนี้ เขายังเคยดำรงตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ในช่วง 28 พฤษภาคม 2562 – 20 มีนาคม 2566 (สภาชุดที่ 25) ซึ่งเป็นบทบาทที่ “คุมเกมในสภา” มากกว่าการบริหารรัฐบาลโดยตรง แต่สะท้อนน้ำหนักและความไว้วางใจทางการเมืองในอีกแบบหนึ่ง
สองช่วงนี้สำคัญมาก เพราะเป็น “ยุคบริหารต่างบริบท”
สมัยแรก: หลังเหตุการณ์การเมืองร้อนแรงต้นทศวรรษ 90 ประเทศต้องการเสถียรภาพ + ความน่าเชื่อถือของรัฐ
สมัยสอง: รับไม้ต่อหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 (ต้มยำกุ้ง) ที่กระทบระบบสถาบันการเงินและชีวิตคนจำนวนมาก
วิธีอ่านบทความนี้
ฉันจะไม่พูดว่าคน ๆ เดียว “สร้างทุกอย่าง” เพราะรัฐเป็นงานทีม
แต่จะชี้ให้เห็นว่า “สิ่งนี้เกิดขึ้นสมัยรัฐบาลไหน” และ “มีหลักฐานเป็นมติ/กฎหมาย/เอกสารทางการ” หรือไม่
แล้วนี่เป็น “ผลงานของชวน” หรือ “ผลงานของรัฐมนตรีคนอื่น” กันแน่?
คำตอบที่ซื่อสัตย์ที่สุดคือ: ส่วนใหญ่เป็น “ผลงานของรัฐบาล/ครม.” มากกว่าผลงานของคนเดียว — แล้วเราค่อยแยก “บทบาท” ว่าใครถือพวงมาลัยส่วนไหน
เพื่อไม่ให้เครดิตหลุดไปคนละจุด ฉันจะใช้กรอบนี้เวลาอธิบายแต่ละนโยบาย:
เครดิตเชิงการเมือง (นายกฯ/รัฐบาล): ใครเป็นผู้นำรัฐบาลที่ แถลงนโยบาย, ตั้งทีม, ตัดสินใจใน ครม. และ รับผิดชอบทางการเมืองต่อสาธารณะ
เครดิตเชิงเทคนิค/การออกแบบ (กระทรวงเจ้าภาพ/รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง): ใครเป็นคน “ทำให้เกิดจริง” ผ่านการร่างระบบ ระเบียบ งบประมาณ และการบริหารโครงการในชีวิตประจำวัน
เครดิตเชิงกฎหมาย: ถ้าเป็น พ.ร.บ. ให้ถือว่าเป็นผลงานของ “ฝ่ายนิติบัญญัติ + ครม. + หน่วยงานร่างกฎหมาย” ร่วมกัน โดยกฎหมายมักระบุไว้ชัดว่า “รัฐมนตรีกระทรวงไหนเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ.” นั่นคือ “เจ้าภาพโดยระบบ” หลังประกาศใช้
เครดิตเชิงผลลัพธ์: บางอย่าง “เริ่มดี” แต่ “พังเพราะการบริหารยุคหลัง” หรือกลับกัน “เริ่มยาก แต่รัฐบาลหลังทำให้ดีขึ้น” — ตรงนี้ต้องแยกเครดิตให้ได้ ไม่งั้นเราจะเถียงกันไม่จบ
ดังนั้นในแต่ละหัวข้อด้านล่าง ฉันจะใส่หมายเหตุสั้น ๆ ว่า (1) สมัยรัฐบาลไหน (2) ใครเป็นเจ้าภาพเชิงกระทรวง/ระบบ (3) จุดไหนที่ยังบอกชื่อคนเดียวแบบ 100% ไม่ได้ เพื่อให้ยุติธรรมทั้งกับคนทำและคนรับผล
นิยาม “ผลงานจับต้องได้” ที่ใช้ในบทความนี้
คำว่า ผลงาน ในคอมเมนต์การเมืองไทย มักถูกใช้แบบกว้าง ๆ จนบางทีคุยกันคนละภาษา ดังนั้นฉันขอล็อกเกณฑ์ไว้ก่อน เพื่อให้เราถกกันบนพื้นเดียวกัน
ในบทความนี้ “ผลงานจับต้องได้” จะหมายถึงสิ่งที่ประชาชนสัมผัสได้จริง เช่น
โครงการระดับประเทศที่ประชาชนได้รับบริการ/สิทธิ
กฎหมายสำคัญที่เปลี่ยนระบบ
สถาบัน/กลไกใหม่ที่ทำงานต่อเนื่อง
ดังนั้นบทความนี้จะโฟกัส 4 กลุ่มใหญ่:
นโยบายสวัสดิการ/สังคมที่เห็นผลในชีวิตคน
กฎหมาย/การปฏิรูประบบ
การกระจายอำนาจท้องถิ่น
การกู้วิกฤตเศรษฐกิจ (ผลลัพธ์เชิงระบบ + ผลข้างเคียง)
และเพื่อให้อ่านลื่น ทุกหัวข้อใหญ่จะใช้โครงเดียวกันเสมอ: ก่อนมีนโยบาย → เกิดอะไรขึ้น → หลังมีนโยบาย → ปัญหาที่ตามมา
ส่วนที่ 1: ผลงานแบบ “ประชาชนจับต้องได้”
นมโรงเรียน: จาก “ปัญหานมล้นตลาด” สู่สวัสดิการเด็กระดับชาติ
นมโรงเรียนเป็นตัวอย่างคลาสสิกของนโยบายที่เริ่มจาก “แก้ปัญหาเชิงเศรษฐกิจ” (เกษตรกร/นมล้นตลาด) แล้วค่อย ๆ กลายเป็น “สวัสดิการที่เด็กได้รับจริง” จนฝังเป็นวัฒนธรรมรัฐไปเลย
ก่อนมีนโยบาย
ก่อนปีงบประมาณ 2535 ประเทศไทยมีความพยายามสนับสนุนโคนมและโภชนาการเด็กอยู่บ้าง แต่ยังไม่ถูกทำให้เป็น “โครงการระดับชาติที่ต่อเนื่อง” ในวงกว้างแบบที่คนทั้งประเทศคุ้นชินในชื่อ นมโรงเรียน
สิ่งที่เกิดขึ้น (ผูกปีแบบตรวจสอบได้)
เอกสารทางการของรัฐระบุชัดว่า โครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2535
หน่วยงานรัฐอีกแหล่งก็อธิบายว่าโครงการ “เกิดขึ้นในปี 2535” และดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
หมายเหตุเรื่องเครดิต (เพื่อไม่ให้หลงคนละเรื่อง): โครงการนี้โดยธรรมชาติเป็น “งานหลายกระทรวง” (อาหาร/โภชนาการเด็ก + เกษตรกรโคนม + การจัดสรรผ่านโรงเรียน) ดังนั้นเราควรให้เครดิตแบบนี้:
ระดับการเมือง: รัฐบาลชวนสมัยแรก เป็นรัฐบาลที่ “ทำให้เป็นโครงการชาติ”
ระดับปฏิบัติ: หน่วยงาน/กระทรวงที่เกี่ยวข้องคือคน “แบกงานประจำวัน” ตั้งแต่โควตา การจัดซื้อ ไปจนถึงคุณภาพและโลจิสติกส์
ทำไมถือว่า “จับต้องได้”
เพราะนี่คือสวัสดิการที่เด็กนักเรียน “ได้รับจริง” — นโยบายออกจากกระดาษแล้วกลายเป็นของในมือเด็ก (และกลายเป็นความทรงจำร่วมของคนไทยหลายเจเนอเรชัน)
หลังมีนโยบาย: ผลที่ต่อเนื่อง + ปัญหาที่ตามมา
ผลดี: โครงการอยู่ยาว กลายเป็นมาตรฐานของรัฐ
ผลข้างเคียง/ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในระยะยาว:
ระบบจัดสรรโควตา/ผู้ผลิต/การขนส่ง มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจสูง ทำให้มี “ข้อร้องเรียนเรื่องความไม่เป็นธรรม/คอร์รัปชัน” โผล่มาเป็นระยะ
คุณภาพและการควบคุมห่วงโซ่เย็น (cold chain) เป็นโจทย์ถาวร เพราะถ้าพลาด = นมเสีย = เด็กได้รับผลกระทบโดยตรง
จุดสำคัญ: “การเริ่มตั้ง” กับ “การบริหารระยะยาว” เป็นคนละเรื่อง
เครดิตของการเริ่มต้นต้องให้ตามหลักฐาน แต่ปัญหาที่ตามมาหลายอย่างเป็นผลของระบบที่โตและมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจสูง
กยศ.: เครื่องมือการศึกษาที่เปลี่ยนชีวิตคน — และทิ้งโจทย์ด้านหนี้ไว้ด้วย
ถ้านมโรงเรียนคือ “สวัสดิการรายวัน” กยศ. คือ “บันไดระยะยาว” ที่ช่วยให้คนจำนวนมากปีนไปสู่การศึกษาต่อได้จริง แต่บันไดนี้ก็มีค่าใช้จ่าย—และสังคมถกกันยาวว่า ควรคิดราคาเท่าไหร่ถึงจะยุติธรรม
ก่อนมีนโยบาย
โอกาสเข้าถึงการศึกษาต่อของเด็กครอบครัวยากจนพึ่งพาทุนจำกัดมาก โครงสร้างเงินกู้เพื่อการศึกษายังไม่เป็นระบบชาติที่ชัดเจน
สิ่งที่เกิดขึ้น (หลักฐานแน่น)
กยศ. ระบุชัดว่า จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 มีนาคม 2538 และ 16 มกราคม 2539
ต่อมาถูกทำให้เป็นระบบกฎหมายด้วย พระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2541
หมายเหตุเรื่องเครดิต (อิงรูปแบบเอกสารราชการ): เอกสารมติ ครม. ที่มักถูกใช้อ้างอิง “ตั้งต้น” ระบุว่าเป็นเรื่องที่ กระทรวงการคลังเสนอ — ตรงนี้สะท้อนว่า ดีไซน์เชิงงบ/โครงสร้างเงินกู้ อยู่ในมือทีม/กระทรวงเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ขณะที่นายกฯ คือ “ผู้รับผิดชอบทางการเมือง” ในภาพรวม
ทำไมถือว่า “จับต้องได้”
เพราะมันทำให้ “เด็กทุนน้อยเรียนต่อได้” ในระดับมวลชน ไม่ใช่แค่นโยบายเชิงสัญลักษณ์ และไม่ต้องอาศัยดวงอย่างเดียวว่าจะได้ทุนหรือไม่
หลังมีนโยบาย: ผลดี + ปัญหาที่ตามมา
ผลดี:
เพิ่มโอกาสการศึกษาต่อในระดับใหญ่
ทำให้เรื่อง “ทุนมนุษย์” ถูกยกระดับเป็นวาระนโยบายจริงจัง
ปัญหา/ผลข้างเคียงที่คนเจอจริง และสังคมถกกันยาว:
ความซับซ้อนของระบบชำระหนี้/การติดตามหนี้ในบางยุค ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่แฟร์กับผู้กู้บางกลุ่ม
ดราม่า “ดอกเบี้ย/ค่าปรับ/การคิดยอด” และความไม่เข้าใจเงื่อนไข (โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนระบบหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการ)
เส้นแบ่งที่ถกกันไม่จบระหว่าง “วินัยทางการเงิน” กับ “บทบาทรัฐในความเสมอภาคทางการศึกษา”
สรุปแบบตรง ๆ: กยศ.ช่วยคนจำนวนมากจริง แต่ก็ทำให้สังคมไทยต้องออกแบบ/ปรับกติกาเรื่องหนี้เพื่อการศึกษาไปเรื่อย ๆ เพื่อให้แฟร์และยั่งยืน
ส่วนที่ 2: ผลงานแบบ “กฎหมาย/ระบบ” ที่เปลี่ยนประเทศ
พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542: กฎหมายแม่ของระบบการศึกษาไทยยุคใหม่
นโยบายบางอย่าง “จับต้องได้” แบบคนได้รับของทันที แต่กฎหมายแม่อย่าง พ.ร.บ.การศึกษา 2542 เป็นงานอีกแบบหนึ่ง: มันไม่ใช่ของแจก—มันคือการย้ายเสาเข็มของระบบ เพื่อให้รัฐบาลยุคต่อ ๆ ไปสร้างอาคารต่อได้ (ว่าจะสร้างสวยหรือสร้างพัง…ก็ขึ้นกับการบริหารในภายหลังด้วย)
ก่อนมีนโยบาย
ก่อนปี 2542 ระบบการศึกษามีการปรับเปลี่ยนหลายช่วง แต่ยังไม่มี “กฎหมายแม่” ที่รวมหลักการสำคัญและกรอบโครงสร้างการจัดการศึกษาไว้เป็นฉบับหลักแบบเข้มแข็งเท่านี้
สิ่งที่เกิดขึ้น
ประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (ประกาศใช้เดือนสิงหาคม 2542) ซึ่งถูกมองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทยยุคใหม่
หมายเหตุเรื่องเครดิต: ถ้าพูดให้ตรงระบบที่สุด กฎหมายฉบับนี้เป็น “ผลงานของรัฐบาล + สภา + หน่วยงานร่าง” ร่วมกัน ไม่ใช่ของคนเดียว และในตัวบทมีการระบุหน่วยงานที่จะต้อง “ทำให้เกิดจริง” ต่อจากนั้นด้วย (เช่น กระทรวงศึกษาธิการและกลไกที่เกี่ยวข้อง)
ทำไมถือว่า “จับต้องได้”
กฎหมายแม่ทำให้:
หลักการเรื่องความเสมอภาค/คุณภาพ/การกระจายอำนาจด้านการจัดการศึกษา ถูกยกระดับเป็นกรอบใหญ่ของระบบ
เปิดทางให้เกิดโครงสร้างและหน่วยงาน/กลไกตามมาอีกหลายชั้น
หลังมีนโยบาย: ผลดี + คำถามใหญ่ที่ตามมา
ผลดี: วางรากฐานการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
คำถามที่ตามมา (และยังถกอยู่):
กฎหมายเป็นกรอบ แต่ “คุณภาพจริง” ต้องพึ่งการบริหาร งบประมาณ ครู หลักสูตร และวัฒนธรรมโรงเรียน
ระบบประเมิน/มาตรฐานที่ตามมาในบางช่วงเพิ่มภาระงานเอกสาร และทำให้ครูจำนวนมากรู้สึกว่าเวลาถูกดึงออกจากการสอน
กฎหมายฉบับนี้ยังมีการแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังหลายครั้ง ซึ่งสะท้อนว่า ‘กติกาใหญ่’ ต้องถูกจูนตามสภาพจริง
ส่วนที่ 3: ผลงานเชิงกระจายอำนาจท้องถิ่น
อบต. (พ.ร.บ. 2537): ทำให้ท้องถิ่นมีสถานะและอำนาจจริงขึ้น
การกระจายอำนาจเป็นเหมือนการ “ย้ายพวงมาลัย” บางส่วนจากส่วนกลางลงสู่พื้นที่ ใครอยู่ในจังหวัดจะรู้สึกเลยว่าเรื่องใกล้ตัว (ถนน น้ำ ขยะ) ถ้าต้องรอคำสั่งจากไกล ๆ มันช้าแค่ไหน — อบต. จึงเป็นหมุดสำคัญของรัฐไทยยุคใหม่
ก่อนมีนโยบาย
งานระดับตำบลจำนวนมากถูกผูกไว้กับส่วนกลาง การจัดการท้องถิ่นมีข้อจำกัดด้านอำนาจ งบ และความยืดหยุ่น
สิ่งที่เกิดขึ้น
ประกาศใช้ พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 (มีตัวบทในราชกิจจานุเบกษา) ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการยกระดับการบริหารท้องถิ่นระดับตำบล
หมายเหตุเรื่องเครดิต: ในเชิงกฎหมาย “เจ้าภาพโดยระบบ” จะสะท้อนผ่านข้อที่ว่า รัฐมนตรีกระทรวงไหนเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. ซึ่งโดยธรรมชาติของกฎหมายท้องถิ่น มักผูกกับ มหาดไทย/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นหลัก ขณะที่เครดิตเชิงการเมืองของ “การดันให้ผ่าน” อยู่ที่รัฐบาลในยุคนั้น
ทำไมถือว่า “จับต้องได้”
เพราะหลังจากนั้น “ท้องถิ่น” มีพื้นที่ตัดสินใจเรื่องของตัวเองมากขึ้น และงบประมาณบางส่วนไหลลงพื้นที่มากขึ้น
หลังมีนโยบาย: ผลดี + ปัญหาที่ตามมา
ผลดี: ท้องถิ่นมีอิสระในการจัดการเรื่องใกล้ตัวประชาชนขึ้น (ถนน น้ำประปา การจัดการขยะ ฯลฯ)
ปัญหา/ผลข้างเคียงที่ถูกชี้บ่อย:
ความเหลื่อมล้ำศักยภาพระหว่างท้องถิ่น (พื้นที่รวย/พื้นที่จน)
ความเสี่ยงทุจริตระดับท้องถิ่น (เมื่อเงินลงพื้นที่มากขึ้น ระบบตรวจสอบต้องตามให้ทัน)
อำนาจท้องถิ่นบางพื้นที่กลายเป็น “การเมืองบ้านใหญ่” เข้มขึ้น
การกระจายอำนาจติดขัดเป็นช่วง ๆ เพราะส่วนกลางยังคุมกติกา/งบ/บุคลากรหลายจุด
ส่วนที่ 4: ผลงานช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ — “กู้ระบบ” และผลข้างเคียงของยาแรง
หลังต้มยำกุ้ง: การจัดการสถาบันการเงินและสินทรัพย์เสีย — “กู้ระบบ” และราคาที่ต้องจ่าย
ช่วงหลังวิกฤต 2540 เป็นบททดสอบที่โหดมากของรัฐไทย: ถ้าไม่กู้ระบบการเงิน ระบบทั้งประเทศจะ “ดับ” แต่ถ้ากู้ด้วยยาแรง คนตัวเล็กมักเจ็บก่อนเสมอ ดังนั้นหัวข้อนี้จึงเป็นทั้งเรื่องของ “การทำให้รอด” และ “ความรู้สึกว่าแฟร์หรือไม่แฟร์” ที่ตามมาคู่กัน
ก่อนรัฐบาลชวนสมัย 2
วิกฤต 2540 ทำให้ระบบการเงินสั่นคลอน สถาบันการเงินจำนวนมากมีปัญหา สังคมเจ็บหนักทั้งการว่างงาน ธุรกิจล้ม และหนี้ครัวเรือน
สิ่งที่เกิดขึ้น (เชิงกลไก)
ช่วงหลังวิกฤต รัฐใช้ “เครื่องมือเชิงสถาบัน” หลายตัวเพื่อจัดการปัญหาสถาบันการเงินและสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ หนึ่งในกลไกที่ถูกพูดถึงมากคือ ปรส. (องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน) ซึ่งถูกตั้งขึ้นเพื่อจัดการผลพวงจากการปิด/ฟื้นฟูบริษัทเงินทุนและการบริหารสินทรัพย์เสีย
หมายเหตุเรื่องเครดิต (หัวข้อนี้สำคัญเป็นพิเศษ): นี่ไม่ใช่นโยบายแบบ “กระทรวงเดียวทำ” แต่เป็น ทีมเศรษฐกิจทั้งชุด ภายใต้รัฐบาล — นายกฯ รับผิดชอบการตัดสินใจใหญ่/ความเชื่อมั่นทางการเมือง ขณะที่รายละเอียดทางเทคนิค (IMF, โครงสร้างธนาคาร, การจัดการสินทรัพย์เสีย) จะตกกับทีมเศรษฐกิจและหน่วยงานการเงินโดยตรง
ทำไมถือว่า “จับต้องได้”
เพราะผลลัพธ์มันอยู่ในระดับ:
ระบบสถาบันการเงินกลับมาทำงาน
เสถียรภาพเศรษฐกิจค่อย ๆ กลับมา
มีการเคลียร์สินทรัพย์/หนี้เสียก้อนใหญ่ที่ค้างอยู่ในระบบ
แต่…ผลข้างเคียงก็หนัก
นี่คือยุคที่สังคมไทยถกเถียงเรื่อง “ยาแรง” และความเป็นธรรมอย่างดุเดือด เช่น
กระบวนการขาย/บริหารสินทรัพย์เสียถูกวิจารณ์ว่าอาจเกิดความไม่โปร่งใส หรือทำให้บางฝ่ายได้ประโยชน์ (ประเด็นนี้มีทั้งบทวิเคราะห์ สนับสนุน และวิจารณ์ในสื่อและงานเขียนจำนวนมาก)
ความเจ็บปวดของคนตัวเล็กในช่วงปรับโครงสร้าง (ตกงาน รายได้หาย ธุรกิจปิด) เป็นความทรงจำร่วมของยุคนั้น
สรุปแบบไม่โลกสวย: การ “ทำให้ระบบรอด” กับการ “ทำให้แฟร์กับทุกคน” ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอ
เปรียบเทียบ “ก่อน-หลัง” แบบอ่านง่าย
บางคนอ่านยาว ๆ แล้วจะจำไม่ค่อยได้ว่าท้ายที่สุด “มันเปลี่ยนอะไร” ฉันเลยทำสรุปแบบแผนที่ไว้ให้ตรงนี้ — อ่านจบปุ๊บจะเห็นภาพทันทีว่าแต่ละนโยบาย เริ่มจากปัญหาอะไร → กลายเป็นอะไร → แล้วทิ้งโจทย์อะไรไว้
| นโยบาย/กลไก | ก่อนมีนโยบาย (ภาพรวม) | หลังมีนโยบาย (ผลหลักที่จับต้องได้) | ผลข้างเคียง/ปัญหาที่ตามมา |
|---|---|---|---|
| นมโรงเรียน | ยังไม่เป็นโครงการชาติที่ต่อเนื่องครอบคลุม | กลายเป็นสวัสดิการมาตรฐาน เด็กได้รับจริงต่อเนื่อง | โควตา/จัดซื้อ/โลจิสติกส์/คุณภาพ (เมื่อระบบโต แรงจูงใจสูง) |
| กยศ. | โอกาสเด็กทุนน้อยเรียนต่อจำกัด ระบบกู้ยังไม่เป็นโครงสร้างชาติ | ช่วยเด็กจำนวนมากเข้าถึงการศึกษาต่อ | โจทย์หนี้การศึกษา: ความซับซ้อน ดอกเบี้ย/ค่าปรับ/ความแฟร์ของกติกาในบางยุค |
| พ.ร.บ.การศึกษา 2542 | ยังไม่มี “กฎหมายแม่” ที่รวมหลักการใหญ่แบบชัด | วางกรอบปฏิรูปการศึกษา เปิดทางสู่โครงสร้าง/กลไกตามมา | คุณภาพไม่ได้ดีขึ้นอัตโนมัติ + ภาระเอกสาร/ประเมินในบางช่วง |
| อบต. / กระจายอำนาจ | ท้องถิ่นอำนาจและงบจำกัด ถูกผูกกับส่วนกลางมาก | ท้องถิ่นมีอิสระจัดการเรื่องใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น | เหลื่อมล้ำศักยภาพพื้นที่ + ความเสี่ยงทุจริต/บ้านใหญ่ + อุปสรรคเชิงกติกาจากส่วนกลาง |
| หลังวิกฤต 2540 (รวม ปรส.) | ระบบการเงินสั่นคลอน ธุรกิจล้ม ว่างงานสูง | เคลียร์สินทรัพย์เสีย ฟื้นเสถียรภาพระบบการเงินให้กลับมาทำงาน | “ยาแรง” กระทบคนตัวเล็กก่อน + ข้อถกเถียงเรื่องความเป็นธรรม/ความโปร่งใส |
สรุป: ให้เครดิตแบบไม่ต้องรัก
ถ้าเราแยก “ความชอบพรรค” ออกจาก “ข้อเท็จจริงเชิงนโยบาย” จะเห็นว่า
ชวนเป็นนายกฯ ในช่วงที่มี นโยบายสวัสดิการและโครงสร้างบางอย่างเริ่มต้น/ถูกผลักให้เป็นระบบ
หลายนโยบาย “อยู่ยาว” เพราะมันกลายเป็นโครงสร้างรัฐ ไม่ใช่แค่นโยบายหาเสียง
แต่ทุกอย่างมีต้นทุนและผลข้างเคียง:
นมโรงเรียน = ดราม่าโควตา/คุณภาพ/จัดซื้อ
กยศ. = โจทย์หนี้เพื่อการศึกษา
กฎหมายการศึกษา = ความสำเร็จเชิงคุณภาพต้องพึ่งการบริหารยุคต่อมา
อบต. = กระจายอำนาจพร้อมปัญหาท้องถิ่น
ประโยคสุดท้ายของบทความนี้:
การให้เครดิตคนทำงานรัฐ ไม่จำเป็นต้องเป็นแฟนเขา
แค่ต้องซื่อสัตย์กับหลักฐานและการวิจารณ์ก็ไม่จำเป็นต้อง “ด่า”
แค่ต้องซื่อสัตย์กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
ภาคผนวก: แหล่งอ้างอิงหลัก (ลิงก์ตรวจสอบได้)
หมายเหตุ: ในบทความหลักฉันตั้งใจ “เลี่ยงการอัดลิงก์เต็มหน้า” เพื่อให้อ่านลื่น
แต่ด้านล่างคือหลักฐาน/ตัวบท/เอกสารที่ใช้ยืนยันประเด็นสำคัญ ใครอยากเช็กเองก็กดได้เลย
A) นมโรงเรียน
เอกสารทางการ (DOC): คำสั่ง/ข้อมูล ครม. ที่ระบุว่าโครงการเริ่มปี 2535 — https://www.oic.go.th/FILEWEB/CABINFOCENTER8/DRAWER024/GENERAL/DATA0000/00000293.DOC
หน้าอธิบาย (หน่วยงานรัฐ): สรุปความเป็นมาของโครงการ (อ่านง่าย) — https://moi.gcc.go.th/index.php?Itemid=332&catid=272%3A2008-07-10-04-08-21&id=9214%3A-g-moi&option=com_content&page=&print=1&tmpl=component&view=article
B) กยศ.
มติคณะรัฐมนตรี (PDF): มติ ครม. 16 ม.ค. 2539 (แหล่งทางการจากเว็บ กยศ.) — https://www.studentloan.or.th/th/system/files/files/knowledge/%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%B4%2016%20%E0%B8%A1.%E0%B8%84.%202539_0.pdf
หน้ารวมกฎหมาย/ระเบียบ (ทางการ): รวม พ.ร.บ./ระเบียบที่เกี่ยวข้อง (ใช้ตรวจสอบตัวบท) — https://www.studentloan.or.th/th/knowledge/%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%A8-%E0%B8%9E%E0%B8%A8-2541
สรุปความเป็นมา (สถาบันการศึกษา): อธิบายไทม์ไลน์แบบอ่านง่าย พร้อมอ้างวันมติ ครม. — https://studentloan.pnru.ac.th/detailmenu/2
C) พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542
ตัวบทกฎหมาย (PDF): พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 — https://www.cr3.go.th/wp-content/uploads/2022/07/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A.%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B8%9E.%E0%B8%A8.2542.pdf
D) อบต. / การกระจายอำนาจท้องถิ่น
ราชกิจจานุเบกษา (PDF): พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 — https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2537/A/053/11.PDF
บทวิเคราะห์/สกู๊ป (สื่อสาธารณะ): อุปสรรคการกระจายอำนาจ (Thai PBS) — https://theactive.thaipbs.or.th/read/obstacles-to-decentralization
E) ปรส./การจัดการสถาบันการเงินหลังวิกฤต 2540
บทความเชิงลึก (สื่อวิเคราะห์): ย้อนวิกฤต 2540 และบทบาทสินทรัพย์/กลไกที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. (ThaiPublica) — https://thaipublica.org/2017/07/finiancial-crisis-2540-banyong-pongpanich-92/
สรุปภาพรวม (สื่อเศรษฐกิจ): ปิดฉาก ปรส. พร้อมตัวเลขภาพใหญ่ (ประชาชาติธุรกิจ) — https://www.prachachat.net/prachachat-top-story/news-216901
เพิ่มเติมที่ “ยังไม่ใส่ในบทความหลัก” แต่สามารถขุดต่อได้
รายการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติในยุคหลัง (เพื่อเทียบก่อน-หลังแบบลึกขึ้น)
เส้นเวลา/กติกาการจัดสรรโควตานมโรงเรียนในแต่ละยุค และประเด็นร้องเรียนที่เกิดขึ้นเป็นรอบ ๆ
การปรับกติกา กยศ. ในยุคหลัง (เช่น การลดภาระผู้กู้/ปรับดอกเบี้ย/เงื่อนไข)